LOGIN.
แสงไฟนีออนสีขาวอมม่วงกะพริบวิบวับอยู่บนเพดานห้องทำงานบัญชีที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอับของพรมเก่าและฝุ่นละออง นาฬิกาบนผนังฟ้องเวลาตีสองสี่สิบห้านาที แต่นั่นไม่ใช่เวลาเลิกงานของฉัน หากแต่เป็นเวลาปกติที่ร่างผอมโซในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวโคร่งยังคงต้องนั่งหลังคอดอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ฉันสะบัดศีรษะแรง ๆ เพื่อขับไล่ความง่วงงุน ขยับแว่นตาหนาเตอะที่เลื่อนตกลงมาเกือบถึงปลายจมูก เส้นผมสีดำสนิทที่แห้งกรังและไม่ได้สระมาหลายวันยุ่งเหยิงจับตัวเป็นก้อน ปรกใบหน้าซูบผอมที่ไร้เครื่องสำอางแต้มแต่ง ผิวพรรณขาวซีดเซียวจนแทบโปร่งแสงจากภาวะขาดสารอาหารและแสงแดด ร่างกายผอมแห้งจนซี่โครงดันนูนผ่านเนื้อผ้า ภายในกระเป๋าเงินตราช้างดาวเก่า ๆ มีธนบัตรใบยับเยินเหลืออยู่ไม่กี่หยวน ขณะที่โทรศัพท์มือถือบนโต๊ะสั่นเตือนข้อความทวงหนี้จากธนาคารและเจ้าหนี้ที่ตามราวีไม่เว้นแต่ละวัน บ้านที่กำลังจะถูกยึดจำนองเพราะหนี้การพนันของพ่อ ผู้ชายติดเหล้างอมแงมที่วัน ๆ เอาแต่ทุบตีข้าวของ ขณะที่แม่นอนซมด้วยโรคเรื้อรังบนเตียง และข้อความจากน้องชายที่ส่งมาขอค่าใช้จ่ายสำหรับการศึกษาอย่างสิ้นหวัง น้ำตาของคนในครอบครัวและภาระอันหนักอึ้งคือโซ่ตรวนที่ล่ามฉันไว้กับนรกขุมนี้ ฉันไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะป่วย ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเอ่ยปากร้องขอความเห็นใจจากใคร ความลำบากบีบคั้นให้ฉันต้องก้มหน้ารับความอัปยศอดสูเป็นพนักงานทั่วไปที่่ทำทุกอย่างแต่ไม่ได้เลื่อนขั้น ที่ซึ่งเต็มไปด้วยเพื่อนร่วมงานชายกลุ่มใหญ่และหัวหน้างานจอมอำมหิต พวกมันไม่ได้มองฉันเป็นมนุษย์ แต่มองฉันเป็นที่รองรับอารมณ์และเครื่องมือระบายความสะใจ วัน ๆ นอกจากจะต้องจมปลักกับตัวเลขมหาศาลจนสมองแทบระเบิด ฉันยังต้องคอยรับมือกับบทลงทัณฑ์ที่พวกมันสรรหามากลั่นแกล้งซ้ำเติม "นี่! ยัยเฉิ่ม งานนี้ยังไม่เสร็จอีกหรือไง หน้าตาก็อัปลักษณ์ สมองก็ช้าเสียยิ่งกว่าเต่าคลาน แบบนี้ชาติไหนจะได้กลับบ้าน หรือต้องรอให้หักเงินเดือนก่อนถึงจะฉลาดขึ้น?" เสียงทุ้มต่ำตวาดก้องมาจากโต๊ะทำงานของหลี่เทียน หัวหน้าแผนกผู้มักจะจงใจเดินมาหยุดยืนค้ำหัวฉัน ในยามที่คนอื่นเริ่่มเก็บกระเป๋าเตรียมตัวกลับบ้าน เขาสะบัดข้อมือโยนแฟ้มเอกสารหนาเตอะนับพันหน้าลงมาฟาดใส่โต๊ะของฉันอย่างแรง กองกระดาษกระจายเกลื่อนพื้น ท่ามกลางเสียงหัวเราะคิกคักสนุกสนานของเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ ที่นั่งมองดูอยู่ "จัดการคัดแยกเอกสารพวกนี้ให้เสร็จ แปดโมงเช้ามีประชุม ถ้ามีตัวเลขผิดพลาดแม้แต่บาทเดียว ก็เตรียมเก็บกระเป๋าไสหัวออกไปซะ!" หลี่เทียนสั่งด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม ก่อนจะเดินกลับไปนั่งไขว่ห้างเล่นเกมต่อ ฉันได้แต่ก้มหน้าลง เม้มริมฝีปากแน่นจนได้กลิ่นคาวเลือด รวบรวมสติสะกดกลั้นความคับแค้นเอาไว้ มือเรียวสั่นเทาก้มลงเก็บเศษกระดาษขึ้นมาทีละแผ่นอย่างเงียบเชียบ แต่นั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ...ของทุก ๆ วันที่ฉันต้องเผชิญ ทุกเช้าที่ก้าวเข้าสำนักงาน เก้าอี้ทำงานของฉันมักจะถูกจงใจทำเปรอะเปื้อนรอยดินโคลนจากรองเท้า ใหญ่ๆของใครสัหคน แก้วน้ำส่วนตัวมีเศษบุหรี่ถูกขยี้ถ่มใส่จนน้ำในแก้วขุ่นคลั่ก ลิ้นชักโต๊ะทำงานเต็มไปด้วยถุงขนมกินแล้วที่พวกมันตั้งใจนำมาทิ้งไว้เพื่อกลั่นแกล้ง “อุ๊ย โทษที มือมันลื่นไปหน่อย” จ้าวฮ่าว เพื่อนร่วมงานร่างท้วมเดินถือแก้วกาแฟร้อนพุ่งชนไหล่ฉันอย่างจงใจจนน้ำสีเข้มราดรดเสื้อเชิ้ตสีขาวจนด่างดวง แทนที่จะได้รับคำขอโทษ สิ่งที่ฉันได้กลับมีเพียงเสียงหัวเราะเยาะถากถางว่าซุ่มซ่ามและคำสมน้ำหน้าจากรอบด้าน งานทุกชิ้นที่ฉันต้องแลกด้วยการอดหลับอดนอน ใช้สมองอันอ่อนล้าขุดคุ้ยตัวเลขจนตาแฉะ กลับถูกพวกมันฉวยโอกาสสวมรอยขโมยผลงานไปหน้าตาเฉย สัปดาห์ก่อน ฉันยอมอดนอนสามคืนติดเพื่อทำโปรเจกต์ลดต้นทุนจนสำเร็จ หวังจะใช้มันเป็นทางรอดเพื่อขอเพิ่มเงินเดือนและปลดหนี้สินรุงรัง แต่รุ่งเช้างานชิ้นนั้นกลับถูกเปลี่ยนชื่อหน้าปกเป็นของจ้าวฮ่าวคนที่ไม่เคยแตะต้องงานชิ้นนี้เลยแม้แต่นิดเดียว ฉันรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี เดินไปทวงถามความยุติธรรมทั้งคราบน้ำตา สิ่งที่ได้รับกลับมาคือแรงผลักอกอย่างแรงจนร่างผอมโซล้มกระแทกตู้เอกสารเหล็กเสียงดังสนั่น พร้อมกับเสียงตะคอกเหยียบย่ำศักดิ์ศรี “ไหนล่ะหลักฐาน? คนอย่างเธอน่ะเรอะจะมีปัญญาทำผลงานระดับนี้ได้!” เพื่อนร่วมงานชายทั้งแผนกรุมล้อมเข้ามาหัวเราะเยาะ บูลลี่รูปร่างหน้าตาและความยากจนของฉันอย่างสนุกปาก “หน้าตาแบบนี้ ต่อให้ตายแล้วเกิดใหม่สิบชาติก็ไม่มีปัญญารวยหรอก เป็นได้แค่ขี้ข้าเขาไปวัน ๆ เท่านั้นแหละ!” ฉันทำได้เพียงนั่งคุดคู้กอดตัวเองแน่นอยู่บนพื้นพรมสกปรก ปล่อยให้น้ำตาแห่งความคับแค้นไหลรินกัดกินหัวใจจนแหลกสลายเป็นจุล ไร้ซึ่งหนทางจะสู้กลับ จนกระทั่งในยามวิกาลที่ตึกสำนักงานเงียบสงัด มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศฮัมเบา ๆ และแสงนีออนสีม่วงสลัว ฉันกอดแฟ้มเอกสารหนาเตอะเดินโซซัดโซเซผ่านทางเดินหนีไฟ ความเหนื่อยล้าสะสมเกือบเจ็ดสิบสองชั่วโมงทำให้ดวงตาพร่ามัว ขาผอมโซก้าวเดินไร้เรี่ยวแรง ขณะกำลังก้าวผ่านบันไดหนีไฟมืดทึบ แสงไฟนีออนบนเพดานก็กะพริบดับลงจนมืดสนิท ทันใดนั้น เงาร่างของใครบางคนก็พุ่งพรวดออกมาจากมุมมืดกระแทกเข้าที่ไหล่ของฉันอย่างจัง! “อุ๊ย!” ฉันอุทานเสียงหลง เอกสารในมือหลุดร่วงกระจาย เท้าข้างหนึ่งเหยียบพลาดลงบนขั้นบันไดที่ลื่นปรืดเพราะคราบน้ำยาทำความสะอาด ร่างกายที่ไร้แรงต้านทานไม่สามารถทรงตัวได้ทัน ส้นเท้าพลิกคว่ำอย่างแรง พลั่ก! อึ่ก! เสียงกระดูกลั่นกรอบดังชัดเจนพร้อมกับร่างที่สูญเสียการทรงตัวหล่นกระแทกเข้ากับขอบขั้นบัันไดปูนซีเมนต์แข็งๆ อย่างจัง สมองวูบดับลงในพริบตาเดียวท่ามกลางความเจ็บปวดร้าวลึก ร่างกายผอมแห้งกลิ้งตกลงไปตามขั้นบันไดวนสูงชันราวกับตุ๊กตาผ้าไร้ชีวิต ศีรษะกระแทกพื้นปูนชั้นล่างสุดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว เลือดสีสดอุ่น ๆ ไหลทะลักออกจากขมับย้อมเส้นผมยุ่งเหยิงจนชุ่มโชก สติสัมปชัญญะเลือนหายเข้าสู่ความเวิ้งว้างอันมืดมิด ในห้วงสุดท้ายก่อนลมหายใจจะขาดห้วง มีเพียงเสียงกระซิบแห้งผากหลุดรอดจากริมฝีปากที่อาบเลือดด้วยความอัดอั้นตันใจ เหนื่อยเหลือเกิน .. ถ้าเลือกได้ ฉันอยากจะลุกขึ้นมาสู้กับไอ้ผู้ชายร้ายกาจพวกนี้ให้รู้แล้วรู้รอด ไม่อยากยอมก้มหัวให้ใครอีกแล้ว ..เอี๊ยดดด!ประตูรถถูกปลดล็อก เสวียนอี้เฉินก้าวลงจากรถอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเดินมาเปิดประตูฝั่งฉัน แล้วก้มลงมองด้วยรอยยิ้มบางเบาที่แฝงความโหยหาไว้เต็มเปี่ยม"ไปคุยกันต่อในบ้านไหม?"ภายในห้องรับแขกบ้านของเขา แสงอุ่นๆ ส่องผ่านม่านขาวเข้ามา ฉันเดินง่วนไปมาทั่วห้อง มือไม้สั่นเทา ลมหายใจปั่นป่วนจนทำอะไรไม่ถูก สมองที่เคยคิดว่าตัวเองเป็นคนมีตรรกะบัดนี้ขาวโพลนไปหมด"จะเดินไปเดินมาอีกนานไหม?" เสวียนอี้เฉินที่นั่งอยู่บนโซฟาไม้เอ่ยทัก น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความผ่อนคลาย ต่างจากฉันที่สติแตกไปเรียบร้อยแล้ว"คุณ...เอ่อ..นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!" ฉันหยุดก้าวเดิน หันไปมองเขาอย่างไม่เชื่อสายตา เสวียนอี้เฉินเอนหลังพิงเบาะ สายตากวาดมองสำรวจรอบบ้าน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำลึกล้ำ "หลังจากโดนธนูยิงในวันนั้น...ฉันคิดว่าตัวเองคงตายไปแล้ว แต่ท่านพ่อ...ทำพิธีบางอย่างแปดวันแปดคืนเต็มๆ ฉันจำได้เลื่องลางว่าท่านทำพิธีย้ายจิต ไม่คิดเลยว่ามันจะย้ายมาในสภาพที่เป็นใบหน้าตนเอง แล้วยังมาอยู่ในยุคที่มีภรรยาตัวเองอยู่..."เขายกมือขึ้นชูแหวนหยกบนนิ้วชี้ของเขาที่แลกเปลี่ยนกัน "ฉันฟื้นขึ้นมาที่บ้านหลังนี้ ในร่างน
หลังจากค่ำคืนเทศกาลไหว้พระจันทร์อันสับสนอลหม่านผ่านพ้นไป ฉันก็นึกว่าชีวิตของตัวเองได้ผ่านจุดที่พีคที่สุดไปแล้ว...แต่เปล่าเลย ความจริงอันน่าตกตะลึงกลับเพิ่งเริ่มต้นขึ้นต่างหากจะมีใครบนโลกใบนี้ที่มีชีวิตเฮงซวยและเต็มไปด้วยเรื่องเหนือธรรมชาติเท่าฉันอีกไหม?บังเอิญทะลุมิติข้ามภพข้ามชาติไปช่วยชีวิตผู้ชายใจร้าย ใจดำ ใจยักษ์ แต่ดันมีสถานะเป็น 'สามี' ในยุคโบราณ ทุ่มเทกายใจช่วยเขาแทบตาย ทว่าสุดท้ายกลับช่วยเขาไม่ได้...ตื่นขึ้นมาอีกทีร่างกายกลับฟื้นคืนสติอยู่ในยุคปัจจุบัน พร้อมรอยแผลเป็นตรงหน้าบันไดบ้านตัวเองกลับมาใช้ชีวิตสงบสุขได้ไม่ทันไร โลกหมุนเหวี่ยงให้ผู้ชายที่มีใบหน้า น้ำเสียง และแววตาเหมือนสามีในอดีตคนนั้น เดินเข้ามาเป็นเจ้านายคนใหม่ในออฟฟิศซะงั้นฉันคงเป็นบ้า...สมองคงกระทบกระเทือนตอนตกบันไดวันนั้นแน่ๆกึกทกึก"คุณเหม่ยซิน ช่วยไปธุระกับผมหน่อย"น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงพลังดังขึ้นเหนือโต๊ะทำงานของฉันในเช้าวันถัดมา เสวียนอี้เฉินในชุดสูทเข้ารูปสีเทาเข้มยืนเอามือซุกกระเป๋ากางเกง ดวงตาคมกริบจ้องมองผ่านกรอบแว่นหนาเตอะของฉันลงมา นัยน์ตาคู่นั้นล้ำลึกจนยากจะคาดเดาความรู้สึกฉันละสายตาจากหน้
กลิ่นอายความอบอุ่นที่เจือจางมาเนิ่นนานในบ้านหลังเก่า บัดนี้กลับถูกเติมเต็มด้วยรอยยิ้มและบรรยากาศที่แปลกตาไปจากเดิม ภาพของพ่อที่เคยนั่งกอดขวดสุราส่งกลิ่นคละคลุ้งจนน่าปวดหัว บัดนี้กลับวางตัวเป็นหลักยศหลักฐานคอยช่วยประคับประคองดูแลแม่ยามเจ็บไข้ มือคู่นั้นที่เคยสั่นเทาเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ เลิกราจากการดื่มมาได้หลายเดือนจนแววตาเริ่มกลับมามีประกายความหวังอีกครั้ง ส่วนน้องชายตัวแสบที่เคยเอาแต่แบมือขอเงินไปผลาญกับเรื่องไร้สาระ ก็เติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เขารู้จักช่วยงานแบ่งเบาภาระ และตั้งใจเรียนจนน่าชื่นใจ โลกปัจจุบันที่เคยพังทลายลงตรงหน้าบันไดวันนั้น กลับค่อย ๆ ถูกซ่อมแซมให้กลับมามั่นคงด้วยความรักและความใส่ใจของคนในครอบครัวเมื่อสภาพจิตใจและร่างกายฟื้นฟูจนกลับมาแข็งแกร่งเป็นปกติ ฉันจึงตัดสินใจก้าวออกไปเผชิญหน้ากับโลกภายนอกอีกครั้ง โดยเลือกที่จะกลับมาทำงานในสายอาชีพเดิมงานบัญชีตัวเลขที่คุ้นเคยบริษัทใหม่ที่เข้ามาเทคโอเวอร์กิจการและล้างบางระบบเก่าจนสะอาดหมดจดแห่งนี้ ไม่มีหลงเหลือพนักงานชายใจร้ายชุดเดิมที่เคยสร้างแผลเป็นในใจให้อีกต่อไป บรรยากาศการทำงานที่นี่เต็มไปด้วยความเท่าเทียม ความหลา
กลิ่นไอเย็นยะเยือกของโรงพยาบาลสีขาวสะอาดตา เสียงเครื่องตรวจวัดสัญญาณชีพติ๊ด...ติ๊ด...จังหวะสม่ำเสมอ และแสงไฟนีออนสีนวลที่ส่องกระทบเพดาน คือสิ่งแรกที่ดึงฉันกลับคืนสู่โลกแห่งความจริงโลกที่ไม่มีแม้แต่เงาของคนร้ายกาจอย่างอี้เฉิน ไม่มีสระบัว ไม่มีกลิ่นอายจีนโบราณ และไม่มี...ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีเข้มที่ยอมเอาชีวิตเข้ามารับลูกธนูแทนฉันอีกต่อไปแล้ว"อึก..."ฉันส่งเสียงครางแผ่วเบาในลำคอ เปลือกตากะพริบถี่เพื่อปรับรับแสงสว่าง ความเจ็บปวดแปล๊บแล่นริ้วไปทั่วร่างราวกับกระดูกทุกท่อนถูกนำไปบดขยี้แล้วประกอบใหม่ ลมหายใจหอบสะท้านด้วยความเคว้งคว้างและตื่นตระหนก สมองยังคงติดตรึงอยู่กับภาพหยดเลือดสีแดงฉานที่ไหลรินลงมาอาบทั่วแผ่นอกแกร่ง ภาพที่เขายิ้มให้ฉันเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะหมดสติไปในอ้อมแขนหัวใจของฉันบีบรัดแน่นจนแทบแหลกสลาย ความเจ็บปวดร้าวรานในอกมันชัดเจนเสียจนฉันเผลอยกมือขึ้นคว้าคว้างกลางอากาศ น้ำตาอุ่นพรั่งพรูทะลักออกมาจากหางตาอย่างไร้การควบคุม เสียงแหบแห้งหลุดรอดจากริมฝีปากที่แห้งผากเรียกหาชื่อของคนที่ติดอยู่ในใจ"อี้เฉิน...ท่านอ๋อง...อย่าทิ้งฉันไป..."เสียงพึมพำเรียกหาดังสะท้อนก้องอยู
แสงเทียนบนโต๊ะไม้จันทน์ดำวูบไหวตามแรงลมหนาวที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างกระดาษสา กลิ่นกำยานเจือจางในห้องหนังสืออันเงียบสงบ แต่บนหน้ากระดาษสมุดบันทึกเก่า เต็มไปด้วยร่องรอยอักษรที่คงกลิ่นอายโลหิตของอดีตคละคลุ้งราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานณ จวนตระกูลใหญ่ที่ตั้งตระหง่านท้าทายอำนาจ ท่ามกลางความโอ่อ่าและเกียรติยศที่ผู้คนต่างพากันก้มหัวให้ เบื้องหลังประตูบานใหญ่กลับซ่อนเรื่องราวหยาดน้ำตาและคราบเลือดเอาไว้เมื่อหลายปีก่อน ภรรยาเอกผู้เป็นดั่งดวงใจของผู้นำตระกูลได้ให้กำเนิดบุตรชายทายาทสายเลือดบริสุทธิ์ที่ควรจะเติบโตมาอย่างสง่างาม ทว่าการมีอยู่ของสองแม่ลูกกลับกลายเป็นหนามยอกอกของ "ฮูหยินรอง" ผู้ซ่อนความริษยาและจิตใจอันดำมืดไว้ภายใต้รอยยิ้มอ่อนหวาน นางเกลียดชังที่ตำแหน่งและอำนาจทุกอย่างกำลังจะถูกแย่งชิงไปในคืนที่ลมหนาวพัดกระโชกแรงแม่แท้ ๆ ของเด็กน้อยก็สิ้นใจลงอย่างปริศนาบนเตียงนอน ท่ามกลางความมืดมิดที่ไม่มีแม้แต่เสียงร้องขอความช่วยเหลือ ขณะที่ผู้นำตระกูลผู้เป็นสามีและพ่อ กลับเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับการเมืองและการชิงอำนาจในราชสำนัก จนหลงลืมแม้กระทั่งสตรีที่ตนเคยพร่ำบอกว่ารักเมื่อสิ้นไร้เกราะคุ้มกันจากมา
แสงคบเพลิงสว่างไสวเป็นทางยาวตัดผ่านความมืด ทันใดนั้น เงาร่างของบุรุษบนหลังม้าสีดำสนิทก็ควบผ่านพ้นพุ่มไม้ไปไม่ไกล ชาวบ้านกลุ่มใหญ่ที่ซุ่มอยู่พากันตะโกนลั่นด้วยความแค้นเคือง "นั่นไง! ฆาตกรเสื้อคลุมทมิฬ! มันคือท่านอ๋องสารเลวคนนั้น!" พวกเขารีบวิ่งกรูตามรอยเท้ามาจนถึงลานพิธีเบื้องหลังหุบเหว ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าทำให้เลือดในกายของทุกคนเดือดพล่านจนแทบคลั่งท่านอ๋องในสภาพเสื้อผ้าเปรอะเปื้อนคาวเลือด ดวงตาสงบนิ่งอย่างไร้สติ กำลังยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางร่างของหญิงสาวชาวบ้านนับสิบคนที่ถูกมัดและหวาดกลัวจนสั่นเทา ด้านข้างมีแท่นพิธีและคราบเลือดสยดสยอง ความโกรธแค้นที่อัดอั้นมานานระเบิดออกราวกับเขื่อนแตก ชาวบ้านที่ขาดสติเพราะความสูญเสียและเสียใจอย่างสุดซึ้ง พากันพุ่งเข้าหาร่างที่ยืนนิ่งราวกับหุ่นยนต์ทันที "ฆาตกรโฉดแกพรากแก้วตาดวงใจของพวกข้าไป!" เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดและแค้นเคืองดังระงมท่อนไม้และจอบเสียมถูกระดมฟาดฟันลงมาอย่างไร้ความปรานี เสียงเนื้อกระทบไม้ดังทึบ ๆ สลับกับเสียงคมดาบที่พุ่งเข้าฟันแทงร่างของท่านอ๋องจนเสื้อผ้าขาดวิ่น โลหิตสีแดงฉานไหลทะลักย้อมอาภรณ์จนชุ่มโชก ทว่าท่านอ๋องใน







