เข้าสู่ระบบบทที่8 เดินทางไปรัฐเว่ย
กองคาราวานของคณะทูตรัฐฉินออกเดินทางจากนครหลวงใต้แสงอรุณของฤดูปลายใบไม้ผลิ รถม้าทรงสี่เหลี่ยมสีดำล้อมด้วยขุนนาง ผู้ติดตาม และทหารองครักษ์ในชุดเครื่องแบบประจำราชสำนักฉิน เส้นทางทอดยาวจากเทือกเขาสู่ทุ่งหญ้า ผ่านลำธารและป่าร่มครึ้มที่เต็มไปด้วยหมอกจาง ท่ามกลางหมู่คนผู้เงียบขรึมและอ่อนน้อม ปรากฏบุรุษร่างสูงสง่าในชุดขุนนางสีน้ำหมึกเข้ม ต่างจากชุดนักรบที่เขาเคยสวม ฉินอี้หลงขมวดมวยผมไว้หลวม ๆ ดวงตาคมกริบใต้คิ้วเรียวยาวกวาดมองทางเบื้องหน้าเงียบงัน สีหน้าของเขานิ่งราวผู้รู้ลึกซ่อนแผน แต่ในใจกลับเต้นระรัว
เขาปลอมตัวในนาม “ท่านจิ้น” นักปราชญ์ติดตามขบวนเจรจา ด้วยเป้าหมายเดียว—สืบความในรัฐเว่ย และตรวจสอบองค์หญิงผู้ซึ่งรัฐฉินส่งสาสน์ขอแต่งงานหลายครา หากแต่ยังไร้วี่แววตอบกลับ
“ข้าอยากเห็นด้วยตาว่า รัฐเว่ยยังกล้ายืนหยัดได้เพราะอันใด”
ท้องฟ้ายามดึกมืดครึ้มคลุมด้วยเมฆบาง เสียงเกือกม้ากระทบดินดังก้องในความเงียบ คณะทูตหยุดพักที่ริมธารในป่าไผ่ ท่ามกลางเสียงนกและลมเย็น อี้หลงก้าวลงจากรถม้า เดินทอดยาวอย่างครุ่นคิด สายตาเขาเหม่อมองไปไกล นั่งนิ่งอยู่ใต้ต้นสนใหญ่คนเดียว
เขาคือ "ท่านจิ้น" ขุนนางหนุ่มที่ติดตามคณะทูตรัฐฉินมาเพื่อเจรจารวมแผ่นดิน
...แต่ในความเป็นจริงคนนอก ไม่มีใครรู้ ว่าเขาคือ “ฉินอี้หลง” รัชทายาทแห่งรัฐฉิน ผู้แบกรับภาระอันยิ่งใหญ่ และที่สำคัญกว่านั้น จิตวิญญาณของเขาคือ "อิฐ" ชายหนุ่มจากอีกโลกหนึ่ง ผู้เฝ้ารอรักแท้ที่หล่นหายไปในสายน้ำเมื่อชาติก่อน
อี้หลงเอนหลังพิงต้นไม้ หลับตาเงียบงัน ลมหายใจของเขาลึกและหนัก
"ทำไม" เขาคิดกับตัวเองในความเงียบ
"ทำไมข้าถึงได้มาอยู่ที่นี่..."
"เหตุใดดวงจิตข้าจึงมารวมเข้ากับร่างของรัชทายาทผู้นี้ ผู้ที่หน้าตาราวกับข้าในชาติก่อน ไม่มีผิดเพี้ยน"
แววตาของเขาเงียบงัน ยากจะอ่านความรู้สึก
"ชะตา เจ้ากำลังเล่นตลกอะไรกับข้ากันแน่..."
เขาหลับตาลงอีกครั้ง ความฝันในคืนก่อนยังติดตา แววตาของหลิงหลิงในชาติก่อน ทุกคำอธิษฐาน ทุกคำขอพรในยามสุดท้ายของชีวิตล้วนกลับมา จริง ๆ หรือไม่?
เสียงน้ำไหลแผ่วเบาดังอยู่ไม่ไกลจากที่พัก ผสมกับเสียงลมพัดผ่านใบไม้ เงาสะท้อนของเปลวไฟไหวริบริบในดวงตาเขา ราวกับจิตใจที่ยังว้าวุ่นและไร้คำตอบ
อี้หลงเปิดตาขึ้นช้า ๆ ดวงตาคมลึกคู่นั้นจ้องมองท้องฟ้ายามราตรี
“หากชะตาส่งข้ามานี่แสดงว่าเจ้าอยู่ที่นี่ใช่หรือไม่ หากพบเจอกันข้าจะไม่ยอมปล่อยเจ้าไปอีก” เขาคิดในใจ
คืนนั้น ทั้งขบวนหลับใหลอย่างสงบ แต่ในหัวใจของรัชทายาทหนุ่มกลับเดือดพล่านด้วยคำถามที่ไร้คำตอบ
และ ความปรารถนาเร้นลึกที่กำลังจะพาเขาเดินเข้าสู่โชคชะตาครั้งใหม่ โดยที่ไม่รู้เลยว่า ผู้หญิงคนนั้น... กำลังรอเขาอยู่ในอีกฟากหนึ่งของวังหลวง
ด้านหลิงหลิง คืนนั้น ดวงจันทร์ส่องแสงนวลอ่อนทาบผ่านหน้าต่างตำหนักหงส์ฟ้า ลมเอื่อยพัดใบไม้ไหวพลิ้ว เสียงจิ้งหรีดดังเป็นจังหวะ ขับกล่อมยามราตรีให้เปี่ยมด้วยความสงบ
หลิงหลิงนอนอยู่บนเตียงกว้างในห้องชั้นใน ผ้าห่มคลุมถึงอก หญิงสาวขมวดคิ้วเบา ๆ ริมฝีปากขยับพึมพำบางคำไร้เสียง ราวกับกำลังฝันถึงสิ่งบางอย่างที่ฝังลึกอยู่ในใจมาเนิ่นนาน
ในห้วงความฝันนั้น...
เธอกำลังยืนอยู่บนยอดเขาเบื้องหน้ามีเมฆหมอกขาวลอยละล่อง รอบกายสงบเงียบเกินจริง กลิ่นธูปหอมอ่อนลอยมาแตะปลายจมูก
ไม่ไกลนัก มีร่างหนึ่งเดินเข้ามาช้า ๆ ชุดผ้าเหลืองสว่าง ผ้าจีวรพริ้วไหวตามลม หน้าตาคุ้นตาราวกับเธอเพิ่งเห็นเขาไปเมื่อวาน
“อิฐ” เสียงหลิงหลิงเบาหวิว แต่ดังก้องอยู่ในฝัน
เขาไม่พูดจา เพียงแค่ยิ้มให้นางด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน รอยยิ้มแบบเดียวกับที่เคยใช้มองเธอในชาติก่อน ก่อนจะพลัดพราก
หลิงหลิงน้ำตาคลอทันที ร่างของเธอสั่นไหว ก่อนจะทรุดกายลงคุกเข่า
“อิฐบวชหรอ ตั้งแต่เมื่อไหร่ หลิงคิดถึงอิฐเหลือเกิน ทำไมเราสองคนต้องพลัดพรากจากกัน ทำไมไม่ซื่อสัตย์กับหลิง” นางกล่าวเสียงสะอื้น แล้วโน้มตัวกราบลงบนพื้นดินในฝันด้วยความอาลัย
ชายหนุ่มในจีวรยังคงยิ้ม บัดนั้นเอง เขายกมือขึ้นเหนืออก แล้วกล่าวด้วยเสียงแผ่วเบาแต่หนักแน่น
“เราจะพบกันอีก ในเวลาที่เหมาะสม”
หลังคำพูดนั้น ร่างของเขาค่อย ๆ เลือนหายไปท่ามกลางสายหมอก เหลือเพียงความว่างเปล่า เงียบงันและเยือกเย็น
หลิงหลิงตื่นขึ้นพร้อมเสียงสะอื้น ใบหน้าเปียกชุ่ม น้ำตาไหลอาบแก้มไม่หยุด
นางหอบหายใจ รู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบแน่น ภาพในฝันยังติดตา เสียงของเขายังดังก้องในใจ
“อิฐจะมาจริง ๆ หรือ”
เสียงสะอื้นแผ่วเบาดังลอดม่านผ้าโปร่งบางของเตียงไม้แกะสลักลงมาในยามค่ำ ความเงียบงันของค่ำคืนในตำหนักหงส์ฟ้า ถูกทำลายด้วยเสียงร้องไห้ที่ข่มกลั้นเอาไว้แทบไม่อยู่
"ฮึก อิฐ" หลิงหลิงพึมพำชื่อของชายผู้เคยเป็นรักสุดท้ายในโลกก่อน น้ำตาหลั่งรินไหลลงข้างแก้มเปียกหมอนนุ่ม
เสี่ยวจู ที่นอนอยู่บนฟูกใกล้เตียง สะดุ้งตื่นทันที เธอเงี่ยหูฟัง แล้วรีบยันตัวลุกขึ้นนั่ง
"อาหยาง! ได้ยินมั้ย? องค์หญิง"
อาหยาง ที่อยู่ไม่ไกลนักก็ลุกขึ้นด้วยสีหน้าตกใจ พอได้ยินเสียงสะอื้น ทั้งคู่ก็รีบผละจากที่นอน เดินเบา ๆ เข้าไปในเขตม่านเตียงอย่างระมัดระวัง
"องค์หญิงเพคะ! เป็นอะไรหรือเปล่าเพคะ!" เสี่ยวจูคุกเข่าลงข้างเตียง จับแขนหลิงหลิงเบา ๆ ด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง
หลิงหลิงหันมา น้ำตายังคลอเต็มดวงตา ใบหน้าขาวนวลแดงระเรื่อจากแรงสะอื้น
"ข้า ข้าฝัน" เธอกลืนน้ำตา พูดเบา ๆ เหมือนกลัวจะทำร้ายความฝันอันเปราะบางนั้นให้แตกสลาย
"ฝันถึง คนที่ข้ารักที่สุด เขา เขาออกบวชเป็นพระสงฆ์ ยิ้มให้ข้า แต่แล้วก็หายไป"
อาหยางนั่งลงอีกฝั่งหนึ่งของเตียง รีบหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนเล็ก ๆ ซับน้ำตาให้เบา ๆแต่ในใจนางก็สงสัยว่าองค์หญิงไม่เคยมีคนรักทำไมนางถึงพูดเช่นนี้เรื่อยมา
"องค์หญิงอย่าร้องนะเพคะ บางที ท่านอาจคิดถึงเขามากจนฝันไปก็ได้"
"หรือไม่ก็เป็นนิมิตดี" เสี่ยวจูเสริมเสียงแผ่ว "บางที เขาอาจกำลังจะกลับมาพบองค์หญิงอีกครั้งจริง ๆ ก็ได้นะเพคะ"
หลิงหลิงฟังแล้วหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ ทั้งที่น้ำตายังไม่หยุด
"ข้าเองก็ไม่รู้ ว่าควรดีใจหรือเสียใจ ข้าคิดว่าข้าลืมเขาได้แล้ว แต่ความฝันนั้น มันชัดเจนเหลือเกิน"
เสี่ยวจูและอาหยางต่างพยักหน้าทำเหมือนเข้าใจ พวกนางไม่ได้พูดอะไรอีก นอกจากนั่งข้างเตียงอย่างเงียบ ๆ ปล่อยให้น้ำตาของหลิงหลิงไหลจนหมด จากหัวใจที่ยังไม่เคยเยียวยา
วันรุ่งขึ้น
ทางด้านอี้หลง ครั้นเข้าสู่เขตแดนเว่ย ทิวทัศน์เปลี่ยนเป็นเนินเขาและทุ่งหญ้าเขียวชอุ่ม ประชาชนดูสงบสุข แต่แฝงไว้ด้วยความหวาดระแวง ทหารเว่ยยืนประจำตามแนวทางและประตูเมืองด้วยท่าทางตึงเครียด
“คณะทูตรัฐฉิน ขอเข้าเฝ้าเพื่อเจรจารวมแผ่นดินและเรื่องอภิเษกสมรส!” เสียงขันทีผู้นำขบวนประกาศขึ้นที่หน้าประตูวัง
ณ หน้าวังเว่ย
หลิงหลิงในชุดคลุมยาวสีฟ้าอ่อนปักลายหงส์ เดินเลียบผ่านทางเดินสวนดอกท้อที่บานสะพรั่ง นางมิรู้เลยว่าอีกไม่กี่อึดใจ จะได้พบชายผู้เปลี่ยนชะตาชีวิตของนางทั้งในอดีตและปัจจุบัน
ทันใดนั้นเสียงเกี้ยวและฝีเท้าหลายสิบคู่ดังขึ้น นางเงยหน้าขึ้นช้า ๆ เหลือบไปเห็นขบวนคณะทูตที่กำลังเคลื่อนตัวผ่านลานด้านหน้า
หนึ่งในนั้น ใบหน้าคุ้นตาที่นางเคยเห็นในความฝันไม่รู้กี่ครั้ง กำลังก้าวลงจากรถม้าอย่างสุขุม
หลิงหลิงยืนนิ่ง ตัวชา หัวใจเต้นแรง ร่างนั้น ใบหน้า คิ้ว ดวงตา...
“อิฐ” นางเผลอพึมพำชื่อจากอดีตชาติ
แต่เขายังไม่เห็นนาง เขาเดินผ่านไปโดยไร้ซึ่งความทรงจำชัดเจน
“ไม่ใช่ ไม่ใช่เขาแน่”
แต่แล้ว
ชายหนุ่มในชุดขุนนางชั้นสูงของรัฐฉิน ผู้มีดวงหน้าเย็นชา ท่วงท่าสง่างามและเยือกเย็น เงยหน้าขึ้นชั่วครู่และมองมา เพียงชั่วพริบตาดวงตาทั้งสองสบกัน
สายลมสะบัดปลายผ้าคลุมของเขา และปลายชายแขนของนางอี้หลงนิ่งงันหัวใจเต้นแรงโดยไร้เหตุผล
“หญิงผู้นั้น” เขาคิด “เหตุใดใบหน้าของนางจึงได้เหมือน?”
เขาหันไปทางอื่นทันที พยายามบังคับจิตใจให้มั่นคง
แต่มือซ้ายกลับเผลอกำแน่น ราวกับหัวใจต่อต้านความเฉยเมยของเหตุผลหลิงหลิงก็เช่นกัน นางยกมือขึ้นแตะหน้าอก พลันรู้สึกว่าหัวใจตนสั่นสะท้าน
“ไม่ใช่เขาใช่หรือไม่ แต่ก็เหมือนเหลือเกิน”
“องค์หญิงเพคะ?” เสียงเสี่ยวจูดังขึ้นเบา ๆ ที่ด้านหลัง
หลิงหลิงรีบหันกลับ สะบัดแขนคลุมปิดสีหน้า
“ข้า ข้าจะไปเดินเล่น เจ้าอย่าตามมา”
นางกล่าวเสียงแผ่ว ก่อนจะรีบสาวเท้าจากไปโดยไม่เหลียวหลัง กลีบดอกท้อปลิวตามร่างงามนั้นไปเหมือนเศษเสี้ยวความฝันในอีกมุมหนึ่งของลาน
อี้หลง หรือ “ท่านจิ้น” ขุนนางปลอมตัวแห่งรัฐฉิน ยืนเงียบในกลุ่มขุนนางที่กำลังรอเข้าเฝ้า เขาก้มหน้าลงเล็กน้อย เหมือนพยายามห้ามหัวใจตนเองจากการย้อนกลับไปมองหญิงผู้นั้นอีกครั้ง“เว่ยเจ้าซ่อนสิ่งใดไว้กันแน่”
เขาครุ่นคิด พลางยกมือประสานไว้ข้างหน้าอย่างเรียบร้อย แต่ในดวงตาอันเยียบเย็นนั้น แววบางอย่างเริ่มสั่นไหวเล็กน้อย ดั่งสายลมแรกฤดูที่กระเพื่อมบนผิวน้ำเรียบสงบบทที่43 อาหลานและหรูอี้ฤดูร้อนในกรุงเทพฯ ท้องฟ้าใส อบอุ่นแต่ไม่ร้อนจัดไม่นานหลังจากพิธีรับปริญญา หรูอี้และอาหลานก็กลับถึงบ้านพร้อมใบปริญญาในมือ รอยยิ้มกว้างบนใบหน้าสองสาวเต็มไปด้วยความภูมิใจหลิงหลิงกับอิฐต้อนรับหรูอี้กลับบ้านด้วยอ้อมกอดแน่น ๆ ส่วนเยี่ยนเฉินกับลูกปลาเตรียมอาหารเลี้ยงเล็ก ๆ ต้อนรับลูกสาวคนเก่งอย่างอาหลานในมื้อเย็นวันนั้น โต๊ะอาหารของบ้านหลังใหญ่มีเสียงหัวเราะ เสียงพูดคุยถึงวันรับปริญญา ภาพบัณฑิตสาวในชุดครุยยังคงปรากฏอยู่ในโทรศัพท์ของพ่อแม่แต่ละคนที่เลื่อนดูวนไปวนมาไม่รู้เบื่อแต่เมื่ออาหารจานสุดท้ายถูกวางลงบนโต๊ะ เสียงพูดค่อย ๆ เบาลง ก่อนที่หลิงหลิงจะเป็นฝ่ายเริ่มต้นบทสนทนาสำคัญหลิงหลิงยิ้มมองอาหลาน“อาหลานก็เรียนจบแล้วสินะ เร็วเหมือนกันนะลูก เวลาผ่านไปแป๊บเดียว”ลูกปลาพยักหน้าตาม“วันนั้นที่เธอยังเป็นเด็กน้อยในอ้อมแขนเราเหมือนเพิ่งผ่านไปเมื่อวานเอง”อิฐวางช้อนลง“พวกเราสองครอบครัวก็คุยกันมาหลายรอบแล้วนะ เรื่องแต่งงานของอาเว่ยกับอาหลาน...”ห้องทั้งห้องเงียบลงนิดหนึ่ง แต่อบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งความตื่นเต้นเยี่ยนเฉิน“ความจริงเราอยากจะรอให้ลูกทั้งสองคนเรียนจบก่อน แล
บทที่42 อาเว่ยของอาหลานแสงแดดยามบ่ายทอดยาวลงบนผืนน้ำที่สะท้อนระยิบระยับ ลมทะเลพัดเบา ๆ พอให้ผมของอาหลานปลิวไหว เธอสวมเดรสสีครีมอ่อนเรียบง่ายแต่ดูดี กำลังเดินเท้าเปล่าลงบนผืนทรายข้าง ๆ อาเว่ยที่สวมเสื้อเชิ้ตพับแขนกับกางเกงผ้าสบาย ๆอาเว่ยถือรองเท้าแตะของอาหลานในมือ เดินไปข้างเธอไม่ห่างเลยแม้ก้าวเดียวอาหลาน “อาหลานชอบทะเลนะ มันเงียบดี ไม่เหมือนในกรุงเทพเลย”อาเว่ยยิ้มมองด้านข้าง “แล้วถ้าอยู่กับพี่ ทะเลเงียบเกินไปมั้ย?”อาหลานหัวเราะเบาๆ “ก็ไม่เงียบเท่าไหร่หรอกค่ะ พี่ชอบแกล้งอาหลานมากกว่า”อาเว่ย “พี่ไม่ได้แกล้ง พี่กำลังจีบอยู่ต่างหาก”อาหลานหน้าแดงในทันที หันหน้าไปทางทะเลแทน ไม่กล้าสบตาอาหลาน “พี่เว่ย...พูดแบบนี้อีกแล้ว”อาเว่ย เดินมาขวางหน้าแล้วก้มลงมองเธอในระยะใกล้“ก็อาหลานน่ารัก พี่ห้ามใจไม่ไหวหรอก จะให้พี่พูดแต่เรื่องงานได้ยังไง?”เธอขำแต่หน้าแดงจัด พี่เว่ยจับมือเธอเอาไว้แน่นแล้วเดินต่อไปยังชายหาดที่คนบางตาอาเว่ย “อาหลานรู้ไหม พี่รอมานานมากเลย กว่าจะได้เที่ยวกับเธอแบบนี้ สองคน”อาหลานอมยิ้ม “อาหลานก็นึกว่าพี่จะไม่พูดสักที…”อาเว่ย “ก็พี่กลัว กลัวเธอจะไม่มองพี่แบบเดียวกัน พอรู้ว
บทที่41 โตแล้ว20 ปีผ่านไป ท่ามกลางความนิ่งสงบที่ไม่เสื่อมคลาย อาเว่ยเติบโตขึ้นเป็นหนุ่มวัย 24 ปี รูปร่างสูงโปร่งเต็มไปด้วยพลังและความมั่นใจ ส่วนอาหลานและหรูอี้ต่างก็เข้าสู่วัย 20 ปี หน้าตาและร่างกายยังคงความสดใสและสง่างามดุจดั่งดวงดาวที่เปล่งประกายในท้องฟ้าหลิงหลิง อิฐ ลูกปลา และอาเฉิน กลับไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาเลยแม้แต่น้อย พลังวิเศษที่ได้รับจากพรของอาจารย์หานเจิน ทำให้พวกเขาคงความเยาว์วัยและสุขภาพสมบูรณ์เสมอเหมือนกับหนุ่มสาวตลอดกาล ลูกๆ ของพวกเขาก็ได้รับพรนี้สืบทอดต่อ ทำให้ครอบครัวนี้เป็นเหมือนตระกูลนิรันดร์ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปทุกวันในวันหนึ่ง ทุกคนพร้อมใจกันวาปกลับสู่รัฐฉิน บ้านเกิดที่มีอดีตและความทรงจำลึกซึ้ง แต่บรรยากาศกลับเต็มไปด้วยความโศกเศร้า ไทเฮาไป๋อวิ๋นได้สวรรคตลงแล้วก่อนหน้านี้ ความเงียบงันปกคลุมวังหลวงอย่างหนักหน่วง เสด็จพ่อและเสด็จแม่ของหลิงหลิงก็ได้จากไปเช่นกัน เหลือเพียงความทรงจำและความรักที่ยังคงประทับอยู่ในใจของทุกคนพอทุกคนวาปกลับมาถึงรัฐฉิน ดินแดนที่เคยเป็นบ้านของพวกเขา หลิงหลิง อิฐ ลูกปลา อาเฉิน และลูกๆ ทั้งอาเว่ย อาหลาน หรูอี้ ต่างเดินทอดน่องไปยังที่ที่เค
บทที่40 อาเว่ยของพ่ออออหลายเดือนต่อมา — เช้าแรกของการเปิดเทอมแสงแดดส่องลอดผ้าม่านสีขาวในห้องนอนของครอบครัวหลิงหลิงเสียงนาฬิกาปลุกดัง “ปี๊บ ปี๊บ ปี๊บ!” แต่ไม่มีใครสนใจ จนกระทั่งเสียงหนึ่งกรี๊ดลั่น…หลิงหลิงเสียงดังลั่น“อิฐ! ตื่นนนนน!! วันนี้อาเว่ยเข้าโรงเรียนวันแรก!!!”อี้หลง งัวเงีย“หา...วันนี้เหรอ? ไม่ใช่พรุ่งนี้เหรอ...?”หลิงหลิง“อิฐจะให้ลูกไปสายวันแรกเลยเหรอ! ตื่นไปเตรียมกระเป๋า! เอาชุด! เอาหมีนอนลูกออกมาด้วย!!”(10 นาทีต่อมา)ทั้งครอบครัวยืนอยู่หน้ากระจกอี้หลงกำลังใส่เป้อุ้มหรูอี้ (ที่หลับอยู่แบบไม่สนโลก) ส่วนอาเว่ยยืนน้ำตาคลอในชุดนักเรียนอินเตอร์สุดหล่ออาเว่ยเสียงสั่น“แม่ ไม่อยากไปโรงเรียนอ่ะ หนูอยากอยู่กับน้อง”หลิงหลิง ลูบหัว“อาเว่ยลูก โรงเรียนสนุกนะ มีของเล่น มีเพื่อน มีข้าวกลางวัน…”อี้หลง นั่งยองๆ ข้างลูก“ลูก…ไม่ต้องไปก็ได้ก็ได้นะ ฮืออออ ลูกยังเล็ก เดี๋ยวพ่อไปเรียนแทนเอง!”หลิงหลิง ตะโกนใส่ผัว“อิฐ! ลูกจะกลัวเพราะอิฐเนี่ยแหละ! หยุดร้องเลย!”อี้หลง สะอื้นเบาๆ“ก็พ่อรักลูก ฮือออออออ”หลิงหลิง“รักก็หุบปาก แล้วอุ้มหรูอี้ไปขึ้นรถ!”ที่หน้าโรงเรียนนานาชาติชื่อดังใกล้คอน
บทที่39 ลูกปลาคลอดแล้วจ้าหลิงหลิงกับอี้หลงและลูก ๆ ใช้ชีวิตอยู่ในวังเว่ยอย่างสงบสุขตลอดสองเดือน เสด็จพ่อเสด็จแม่ก็เอ็นดูหลานทั้งสองมาก จนหลิงหลิงเองก็แทบไม่อยากกลับแต่ในคืนหนึ่ง ขณะที่ทั้งครอบครัวกำลังรับประทานผลไม้ยามค่ำในตำหนักเกิดลมพัดแปลก ๆ ขึ้นกลางอากาศเสียงฉึก! พร้อมแสงแวววับของเวทมิติก็ผ่าเข้ากลางลานหินก่อนที่ “เยี่ยนเฉิง” จะทะลุเข้ามาด้วยท่าทางร้อนรน ใบหน้าเต็มไปด้วยความตระหนกเยี่ยนเฉิง (หอบหายใจ)“ลูกปลา! นางเจ็บท้องหนักมาก ข้า ข้าไม่รู้จะทำยังไง!”หลิงหลิง“อะไรนะ! แล้วทำไมไม่พาไปโรงบาล!?”เยี่ยนเฉิง“นางไม่ยอมไปไหนถ้าไม่มีพวกเจ้า! พวกเจ้าต้องกลับไปเดี๋ยวนี้!”อี้หลง รีบวางผลไม้“จัดของ พาเด็ก ๆ กลับก่อน แล้วตามไปเลย!”หลิงหลิงรีบวิ่งไปลาท่านพ่อท่านแม่ที่ท้องพระโรงน้ำเสียงนางเร่งรีบแต่นอบน้อม ท่านทั้งสองเข้าใจทันทีและโบกพระหัตถ์อนุญาตฮองเฮาหลี่ ยิ้มอ่อน“กลับไปเถิดลูก ปลาต้องการเจ้า อย่าลืมพาเจ้าตัวน้อยมาให้ข้าชมด้วยนะ”ทันทีที่ข้ามมิติกลับมาถึงคอนโดหลิงหลิงก็พบลูกปลานอนร้องไห้ด้วยความเจ็บอยู่บนโซฟาเส้นผมเปียกชื้น หน้าซีด มือกุมท้องแน่นลูกปลา เสียงเบา“กูเจ็บ… กูเจ
บทที่38 ชีวิตทั้งสองครอบครัวหลายเดือนผ่านไปในกรุงเทพฯ...ความคุ้นชินกับวิถีชีวิตในโลกยุคใหม่เริ่มหล่อหลอม "เยี่ยนเฉิง" มากขึ้นทุกวัน — จากคนที่ใช้ดาบ กลับกลายเป็นคนที่ถือช้อนส้อมได้คล่อง ไปซูเปอร์มาร์เก็ตไม่หลง ฟังเพลงจากมือถือเป็นแล้ว และเริ่มมีท่าทางเหมือน "พ่อบ้านใจกล้า" มากขึ้นทุกวันแต่ลึกลงไปในใจ...เยี่ยนเฉิงยืนนิ่งริมระเบียงคอนโด มองออกไปยังแสงไฟเมืองที่ไม่เคยหลับ แสงจันทร์เหนือกรุงเทพฯ ต่างจากจันทร์ในแคว้นฉู่ แต่มันก็ทำให้เขานึกถึง “แผ่นดินที่จากมา” อย่างเงียบๆเยี่ยนเฉิง “เสียงจิ้งหรีดก็ไม่มี...กลิ่นหญ้าตอนเช้าก็ไม่มี ข้าคิดถึง”เบื้องหลังเขา ลูกปลานั่งทาโลชั่นคนท้องอยู่บนโซฟา เปิดทีวีดูซีรีส์ไทยอย่างอินจัด หัวเราะออกมาที อาเฉินก็สะดุ้งนิดๆ แล้วหันไปมองด้วยแววตาอ่อนโยนลูกปลา “คิดถึงบ้านล่ะสิ?”เยี่ยนเฉิง พยักหน้า “ข้าไม่เคยจากถิ่นเกิดนานขนาดนี้มาก่อนเลย”ลูกปลา “เอ้า ก็กลับไปดูได้นี่ เดี๋ยวปลากับลูกตามไปทีหลัง ปลายังไม่ไหว ท้องจะเข้าเดือนที่เจ็ดแล้ว”เยี่ยนเฉิง “ข้าจะไม่ทิ้งเจ้าไว้คนเดียวหรอก”ลูกปลา “ขอบใจนะ แต่เอางี้ ถ้าคิดถึงมาก เดี๋ยวเรากลับพร้อมกันก็ได้ รอปลาคลอดก่อนน
บทที่7 สงครามรวมแผ่นดินณ โลกปัจจุบัน กาลเวลาล่วงเลยไปนานนักนับจากวันที่ แพทย์หญิงหลิงหลิง เกียรติไพบูรณ์ ขับรถตกสะพานหายไปในแม่น้ำใหญ่ ท่ามกลางความตื่นตระหนกของสังคม ข่าวการหายตัวของเธอเป็นข่าวใหญ่ในเวลานั้น—และค่อย ๆ เงียบหายไป พร้อมคำว่า "ยังไม่พบศพ"โลกเปลี่ยนไป วิทยาการก้าวหน้า แต่ไม่มีใครพบเ
บทที่24 อยู่ต่อได้ไหมNCลูกปลายังคงจับแขนเสื้อของเยี่ยนเฉิงไว้แน่น ดวงตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นไม่ไหวติงจากใบหน้าเขา“ข้าจะช่วยท่าน” เสียงเธอนุ่มนวลแต่หนักแน่น “ไม่ใช่เพราะท่านเคยเป็นใคร หรือกำลังจะกลายเป็นอะไร... แต่เพราะข้าเชื่อว่า ในใจท่าน ยังมีความเป็นมนุษย์อยู่”เยี่ยนเฉิงไม่พูดอะไร เพียงจ้อ
บทที่6 มันเป็นชะตาสามวันต่อมาท้องฟ้าเหนือวังหลวงเว่ยสดใสไร้เมฆ เหนือยอดไม้สน เสียงนกร้องแว่วแผ่วในอากาศยามสายคล้ายวันสงบสุขเช่นเคยทว่า ณ หน้าประตูชั้นในของตำหนักเจิ้งซิน กลับมีข่าวที่ทำให้ขันทีซุ่นไห่ถึงกับหน้าตาตื่นรีบเร่งเข้าไปในท้องพระโรง“ฝะ ฝ่าบาทพะยะค่ะ! ฮองเฮาพะยะค่ะ! เกิดเหตุไม่คาดฝันพะ
บทที่5 นางทำได้อย่างไรเมื่อเสียงฝีเท้าของขันทีดังลั่นเข้ามายังท้องพระโรง ขันทีซุ่นไห่ซึ่งเป็นคนสนิทของฮ่องเต้รีบคุกเข่ารายงานอย่างร้อนรน“ถวายพระพรฝ่าบาท! องค์หญิงหลิงหลิง... องค์หญิงเสด็จไปยังตำหนักจิ่งฮวา และ...และได้ทรงช่วยชีวิตท่านสนมเยว่ซินไว้พะยะคะ!”เฉียนหรงฮ่องเต้ที่กำลังพิจารณารายงานราชกา







