Home / รักโบราณ / ทะลุมิติมาป่วนวังหลวง / บทที่7 สงครามรวมแผ่นดิน

Share

บทที่7 สงครามรวมแผ่นดิน

last update publish date: 2026-04-25 07:50:46

บทที่7 สงครามรวมแผ่นดิน

ณ โลกปัจจุบัน

กาลเวลาล่วงเลยไปนานนักนับจากวันที่ แพทย์หญิงหลิงหลิง เกียรติไพบูรณ์ ขับรถตกสะพานหายไปในแม่น้ำใหญ่ ท่ามกลางความตื่นตระหนกของสังคม ข่าวการหายตัวของเธอเป็นข่าวใหญ่ในเวลานั้น—และค่อย ๆ เงียบหายไป พร้อมคำว่า "ยังไม่พบศพ"

โลกเปลี่ยนไป วิทยาการก้าวหน้า แต่ไม่มีใครพบเธออีกเลย

แม้แต่ครอบครัวเธอ

พ่อแม่ของหลิงหลิง เฝ้ารอการกลับมาของลูกสาวอยู่หลายปีด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความหวังและความปวดร้าว ทว่าสุดท้าย...ก็จากโลกนี้ไปอย่างเงียบงัน โดยไม่มีวันได้คำตอบว่าลูกสาวยังอยู่หรือไม่

ส่วนเขา—อิฐ

ชายหนุ่มผู้เคยทรยศต่อความรัก

ผู้ทำให้หญิงสาวที่รักเขาหมดใจ ตัดสินใจละทางโลกนี้ไปโดยไร้คำลา

หลังจากวันนั้นชีวิตของเขาไม่เหมือนเดิมอีกเลย

แม้จะไม่มีศพแต่หัวใจของเขารู้—ว่าเธอจากไปแล้ว และเพราะเขา

จากเด็กหนุ่มเลือดร้อนคนนั้น เขากลายเป็นชายหนุ่มเงียบขรึม

อิฐทิ้งทุกอย่าง เบื่อหน่ายโลก วางมือจากการงาน มิตรภาพ ความรัก

และสุดท้าย...เขาเข้าวัด บวชเงียบ ๆ ในนามพระภิกษุรูปหนึ่ง

ใช้ชีวิตในวัดเล็ก ๆ บนเขาทางเหนือของประเทศไทย ไม่มีใครรู้จัก ไม่มีใครจำได้

และไม่มีวันใดเลย ที่เขาไม่คิดถึงเธอ

เขาไม่เคยกล่าวโทษโชคชะตา

เพราะรู้ดีว่า บาปที่เขาก่อไว้ คือการทรยศความรักของเธอ

และนั่นคือกรรมของเขา

ปีแล้วปีเล่า—เขาสวดมนต์ เฝ้าอธิษฐานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์

“ขอให้ข้าได้พบเธออีกครั้ง

ต่อให้ต้องใช้ชีวิตใหม่ชาติใหม่

ข้าจะรักนางผู้เดียว และไม่มีวันทรยศ”

เขาจากไป ด้วยใบหน้าอันสงบเย็น

ดวงวิญญาณของเขา ก็ล่องลอยขึ้นสู่สวรรค์ ก่อนจะถูกแรงแห่งคำอธิษฐาน ดึงกลับไปสู่เส้นทางแห่งโชคชะตาใหม่ เส้นทางที่จะพาเขากลับไป

ยังเธอ—หลิงหลิง ในชาติภพใหม่

 

ค่ำคืนก่อนศึกใหญ่ ณ ค่ายทัพชายแดนตะวันตก

ลมเย็นตะวันรอนพัดโชยผ่าน ธงผืนใหญ่ที่โบกสะบัดเหนือเต็นท์แม่ทัพ ร่างสูงใหญ่ของรัชทายาทฉินอี้หลงยืนสงบอยู่เบื้องหน้าตำราการศึก แววตาแน่วแน่ไร้รอยลังเล แม้ทั่วแผ่นดินจะสั่นสะเทือนด้วยนามของเขา แต่สิ่งที่อยู่ในใจกลับหนักอึ้งเกินจะเอ่ย

เขารู้ดีว่าศึกครั้งนี้คือประตูสุดท้ายก่อนบรรลุเป้าหมายในการรวมแผ่นดิน…แต่ในเงามืดของค่ำนั้นเอง ภัยที่ไม่คาดคิดได้มาถึงอย่างเงียบงัน

มือสังหารลึกลับแฝงกายในชุดทหารชั้นผู้น้อย แทรกเข้ามาในกระโจมในยามดึก และในชั่วพริบตา ดาบยาวก็พุ่งเฉียดคอเขาด้วยแรงอาฆาต!

ฉัวะ!!

โลหิตพุ่งกระจาย ร่างสูงโผออกทันเวลา แต่ยังไม่พ้นคมดาบถากลำคอ บาดแผลลึกจนแทบขาดใจ

“องค์รัชทายาท!!”

เสียงตะโกนขององครักษ์ดังลั่นก่อนที่มือสังหารจะถูกสังหารทันควัน แต่มันสายเกินไปแล้ว ฉินอี้หลงทรุดลงกับพื้น เลือดไหลนองแผ่นดิน

เสียงหายใจของเขาแผ่วเบา ร่างกายแทบไร้เรี่ยวแรง บาดแผลที่ลำคอทำให้ต้องพันผ้าแน่น ดวงตาหลับแน่นราวคนหมดสติ แต่ในห้วงจิต…กลับมีบางสิ่งกำลังเคลื่อนไหว

แสงสว่างเรืองรองเจิดจ้า ปรากฏขึ้นท่ามกลางความมืดมิดในใจเขา

เสียงหนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบา

"อี้หลง ข้ากลับมาแล้ว"

เขาเห็นภาพ ชายหนุ่มในชุดขาวยืนอยู่กลางแม่น้ำในคืนฝนตก ดวงหน้าอ่อนโยนแฝงความเศร้า เป็นภาพคุ้นตาเกินจะกล่าว

เขาจำได้ เขาจำได้ทั้งหมด

เสียงเครื่องยนต์ร่างหญิงสาวที่เรียกชื่อเขาวินาทีสุดท้าย สะพานที่พังน้ำที่ไหลเชี่ยว

“หลิงหลิง” อี้หลงพึมพำทั้งที่ยังไม่ลืมตา

ดวงจิตของ “อิฐ” จากอดีตชาติ กำลังหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับเขาอย่างสมบูรณ์

พลัง ความทรงจำ และหัวใจที่เฝ้ารอเพียงนางผู้เดียว

เขายังไม่ตายไม่อาจตาย

เพราะคำสัญญาหนึ่งจากอีกภพหนึ่งยังคงค้างคา...

“หากได้พบเจ้าอีกครั้งไม่ว่าภพไหน ข้าจะรักเจ้าเพียงผู้เดียว”

สิบห้าวันต่อมา – ค่ายทัพรัฐฉิน

ภายใต้แสงแดดยามสาย ธงสีดำทองแห่งราชวงศ์ฉินโบกสะบัดอย่างทรงอำนาจเหนือแนวเขา เสียงกลองศึกเริ่มโหมกระหึ่ม ราวปลุกให้ผืนดินสะเทือน

ในกระโจมใหญ่กลางค่ายสงบเงียบ เสียงลมหายใจมั่นคงของบุรุษผู้หนึ่งดังขึ้นช้า ๆ

ฉินอี้หลงลืมตาขึ้นอีกครั้ง

ร่างสูงของเขาเต็มไปด้วยผ้าพันแผล แต่บาดแผลใหญ่ที่ลำคอกลับสมานดีอย่างน่าประหลาด ความเจ็บจางหาย สิ่งที่หลงเหลือคือพลังเงียบงันบางอย่างที่โอบล้อมจิตใจ

เขาไม่ใช่เพียงฉินอี้หลงอีกต่อไปแต่คือ 'อิฐ' ผู้กลับมา พร้อมความทรงจำแห่งอีกภพหนึ่ง

กลางสนามรบ – เขตแดนรัฐจ้าว

ท้องฟ้ามืดครึ้ม แม้ยังไม่ทันเที่ยง แสงอาทิตย์กลับถูกเมฆดำบดบังจนทั่วพื้นดินกลายเป็นสีเทาหม่น เสียงแตรศึกดังกึกก้อง แทรกด้วยเสียงฝีเท้าม้าหลายพันตัวกระหน่ำลงบนผืนดินที่เปื้อนโคลนและเลือด

ยอดทัพนำโดยบุรุษชุดเกราะดำมะเมื่อม ดวงตาเรียวคมใต้หมวกเกราะสีดำเจิดจ้า เยือกเย็นจนเหมือนดาบคมกริบที่ฝังลงกลางใจศัตรูตั้งแต่ยังไม่ลงมือ

“ฉินอี้หลง!”

ชื่อนี้ดังก้องในหมู่ทหารรัฐจ้าว ไม่ใช่เพราะความเลื่องชื่อในความกล้าหาญ แต่เพราะความหวาดกลัว—เขาคือปีศาจในร่างมนุษย์ ผู้ยกทัพมาไล่ล่ารัฐเล็กรัฐน้อยโดยไม่เคยละเว้นแม้แต่เด็กหรือสตรี ทัพใดขัดขวาง เขาฆ่าไม่เหลือ

เสียงคำรามของพลธนูดังขึ้น ลูกธนูกว่าหนึ่งพันดอกพุ่งทะยานออกจากค่ายศัตรู แต่ก่อนที่มันจะตกถึงตัว ทัพฉินกลับจัดกระบวนพลราวกับพยัคฆ์กลืนลม โล่หนาทึบยกขึ้นพร้อมกันเป็นระลอก แล้วเสียงคำรามของทหารฉินก็ดังก้อง

“ทะลวง!”

ฝีเท้าม้าศึกพุ่งเข้ากระแทกค่ายหน้าแตกกระจุย ฉินอี้หลงควบม้านำทัพฝ่าแนวศัตรูด้วยท่วงท่าราวเทพอัสนี ม้าของเขาเงียบกริบไม่ส่งเสียง ดาบในมือฟาดฟันไม่ลังเล แม้เห็นเป็นแม่ลูกกอดกันอยู่ก็ไม่ปล่อยผ่าน เขาเชือดศัตรูทุกคนอย่างไร้ความปรานี

ดาบเขาสะบัดตัดหัวแม่ทัพรัฐจ้าวลงในพริบตา ร่างไร้หัวทรุดฮวบลงต่อหน้าเหล่าทหารที่เหลือ ทำให้ขวัญเสียจนกระเจิงกันเป็นแถบ

“แม่ทัพตายแล้ว! ถอย! ถอยไปให้หมด!”

เสียงโกลาหลเกิดขึ้น ทัพจ้าวแตกพ่ายย่อยยับในเวลาไม่ถึงครึ่งวัน

รัชทายาทฉินหยุดม้าบนเนินเขา มองค่ายศัตรูที่เริ่มติดไฟลุกไหม้

ใบหน้าของเขาเปื้อนเลือด แต่ดวงตาไร้แววใด ๆ นอกจากความว่างเปล่า ไม่มีรอยยิ้ม เหลือเพียงความเย็นเยียบเหมือนน้ำแข็งพันปี

“รัฐจ้าวล่มสลาย” เขาเอ่ยเสียงเรียบ ก่อนหันไปยังแม่ทัพข้างกาย “ต่อไปคือรัฐเยี่ยน เตรียมคนในสามวัน”

สามวันต่อมา – ชายแดนรัฐเยี่ยน

ฝนตกหนักจนผืนดินเปรอะโคลน สายฟ้าฟาดเปรี้ยงลงไม่ไกลนัก แต่ไม่มีใครสะทกสะท้าน กองทัพฉินที่ยืนเงียบกริบเป็นหมื่นๆ เหมือนเงาของยมทูตรอเรียกวิญญาณ

เสียงสัญญาณดังขึ้น และเพียงไม่กี่อึดใจ ค่ายทหารรัฐเยี่ยนก็ถูกทุบจนแตก แม่ทัพเยี่ยนที่ขึ้นชื่อว่าเก่งกล้าก็ไม่อาจต้านอี้หลงได้แม้ครึ่งกระบวนท่า ดาบของอี้หลงแทงทะลุอกศัตรูทันทีที่พบหน้า

“ผู้ใดไม่สวามิภักดิ์ตายหมด” เขาประกาศกร้าวหน้าค่ายศัตรู และย้ำคำนี้กับทุกเมืองที่ผ่านไป

ภายในครึ่งเดือน เขายึดรัฐจ้าว รัฐเยี่ยน และรัฐหานไว้ได้ ทั้งหมดถูกบังคับให้ส่งเครื่องบรรณาการและยอมเป็นรัฐในปกครองของรัฐฉิน

 

รัชทายาทฉินอี้หลงกลับถึงนครหลวง

เหนือเสาหินสูงใหญ่ของวังหลวงฉิน ขบวนรัชทายาทเสด็จกลับมาถึงประตูเมืองหลวงท่ามกลางเสียงโห่ร้องของทหารและขุนนางที่ออกมาต้อนรับชัยชนะ

ฉินอี้หลงอยู่ในชุดเกราะสีดำทองสะท้อนแสงอัสดง มีคราบเลือดจาง ๆ ที่ยังล้างไม่หมดจากสนามรบ ท่าทีของเขาสงบนิ่ง แต่แววตาเย็นเฉียบแข็งกร้าวดุจมีดดาบ

"เชิญเสด็จองค์ชายเข้าสู่ท้องพระโรงพะยะค่ะ" ขันทีประจำวังกล่าวพร้อมค้อมกายต่ำ

เสียงระฆังทองดังขึ้นเรียกขุนนางฝ่ายในและฝ่ายทหารเข้าประจำตำแหน่ง

จักรพรรดิแห่งรัฐฉินประทับบนบัลลังก์หยกเขียว พระวรกายผึ่งผาย แม้จะชราแต่ดวงเนตรยังทรงอำนาจไม่เปลี่ยน

อี้หลงคุกเข่าลงทันที

“ลูกชายของข้า เจ้ากลับมาพร้อมชัยชนะอีกครั้ง” พระสุรเสียงแผ่วเบาแฝงด้วยความภูมิใจ

“กระหม่อมปราบสามรัฐฝั่งตะวันตกได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ ทั้งรัฐเยี่ยน รัฐจ้าว และรัฐหานล้วนยอมจำนน ไม่มีใครกล้าตั้งตนเป็นศัตรูอีก”

“ดี แล้วรัฐเว่ยล่ะ? มาลูกพ่อเราไปคุยกันต่อในพระตำหนักเถิด”

ม่านไหมสีทองในตำหนักเฉิงเต๋อ กลิ่นสุราเข้มข้นจากเหล้าจื่อจิ่วคลุ้งอยู่ในอากาศ โต๊ะไม้หอมฝังลายหยกกลางห้องเต็มไปด้วยอาหารชั้นเลิศ พ่อและลูกนั่งประจันหน้ากันในบรรยากาศสบายแต่แฝงไปด้วยความหมายลึก

ฉินไท่หวาง ฮ่องเต้แห่งรัฐฉิน ผู้ผ่านสงครามมานับครั้งไม่ถ้วน ทอดพระเนตรบุตรชายอย่างพินิจ น้ำเสียงเข้มแต่แฝงความอบอุ่น

“เจ้าตีสามรัฐแตกในเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน ชัยชนะครั้งนี้ทำให้ทั่วทั้งแผ่นดินหวาดเกรง แต่เหตุใด…เจ้ากลับมีแววกังวลอยู่ในสายตา?”

ฉินอี้หลงยกจอกขึ้นดื่มก่อนจะวางลงช้า ๆ ดวงตาคมเข้มที่เคยเปล่งแสงอำมหิตในสนามรบกลับมีบางอย่างอ่อนลง “หม่อมฉันมิได้กังวลเรื่องศึกสงคราม แต่เป็นเรื่อง…รัฐเว่ยพ่ะย่ะค่ะ...ท่านพ่อเคยบอกลูกว่าควรเกี่ยวดองกับรัฐเว่ย”

“เว่ย?” ฮ่องเต้เลิกพระขนง “ยังมิได้รับการตอบรับจากคำเจรจารวมแผ่นดินและการสมรส?”

“ใช่พ่ะย่ะค่ะ ผ่านมาเนิ่นนาน แต่รัฐเว่ยกลับเงียบเฉย หม่อมฉันสงสัยว่า…บางทีอาจมีใครบางคนไม่ต้องการให้การแต่งงานนี้เกิดขึ้น”

“เจ้าหมายถึง…องค์หญิง?”

อี้หลงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “หม่อมฉันไม่ทราบ…แต่หม่อมฉันจะทราบให้ได้”

ฮ่องเต้ทรงหัวเราะในลำคอ “เจ้าคิดจะทำอะไรอีกเล่า? จะส่งกองทัพไปตีเว่ยหรือ?”

อี้หลงยิ้มเล็กน้อย สายตาแฝงแววกล้าหาญดั่งราชสีห์ “หม่อมฉันขอเดินทางไปกับคณะทูตเพื่อเจรจาในนามขุนนางผู้ติดตาม ทรงอนุญาตให้หม่อมฉันแฝงตัวไปด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ หม่อมฉันต้องการพบองค์หญิงเว่ยด้วยตาตนเองก่อน…ตัดสินใจว่าจะยื่นไมตรีหรือยกดาบให้นาง”

ฮ่องเต้ฉินไท่หวางเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยกจอกสุราขึ้นดื่มรวดเดียว สีพระพักตร์จริงจังแต่ยิ้มบางที่มุมปาก “หากเจ้าอยากไปเห็นหน้านางกับตา ตัดสินใจแล้วก็ไปเถิด แต่อย่าตายนอกวังเสียก่อนล่ะ ข้าไม่มีลูกชายคนที่สองให้รับบัลลังก์แทน”

“หม่อมฉันจะไม่ทำให้เสด็จพ่อผิดหวังพ่ะย่ะค่ะ”

คืนนั้น เมื่อพระจันทร์ลอยสูงเหนือหลังคาพระราชวัง ฉินอี้หลงเริ่มวางแผนการเดินทางสู่รัฐเว่ย ในนามขุนนางทูตจากรัฐฉิน ไม่มีเครื่องทรง ไม่มีราชองครักษ์ ไม่มีพระนามแห่งรัชทายาท เขาจะเป็นเพียง "ท่านจิ้น" ขุนนางหนุ่มผู้มากความรู้

 

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ทะลุมิติมาป่วนวังหลวง   บทที่43 จบ

    บทที่43 อาหลานและหรูอี้ฤดูร้อนในกรุงเทพฯ ท้องฟ้าใส อบอุ่นแต่ไม่ร้อนจัดไม่นานหลังจากพิธีรับปริญญา หรูอี้และอาหลานก็กลับถึงบ้านพร้อมใบปริญญาในมือ รอยยิ้มกว้างบนใบหน้าสองสาวเต็มไปด้วยความภูมิใจหลิงหลิงกับอิฐต้อนรับหรูอี้กลับบ้านด้วยอ้อมกอดแน่น ๆ ส่วนเยี่ยนเฉินกับลูกปลาเตรียมอาหารเลี้ยงเล็ก ๆ ต้อนรับลูกสาวคนเก่งอย่างอาหลานในมื้อเย็นวันนั้น โต๊ะอาหารของบ้านหลังใหญ่มีเสียงหัวเราะ เสียงพูดคุยถึงวันรับปริญญา ภาพบัณฑิตสาวในชุดครุยยังคงปรากฏอยู่ในโทรศัพท์ของพ่อแม่แต่ละคนที่เลื่อนดูวนไปวนมาไม่รู้เบื่อแต่เมื่ออาหารจานสุดท้ายถูกวางลงบนโต๊ะ เสียงพูดค่อย ๆ เบาลง ก่อนที่หลิงหลิงจะเป็นฝ่ายเริ่มต้นบทสนทนาสำคัญหลิงหลิงยิ้มมองอาหลาน“อาหลานก็เรียนจบแล้วสินะ เร็วเหมือนกันนะลูก เวลาผ่านไปแป๊บเดียว”ลูกปลาพยักหน้าตาม“วันนั้นที่เธอยังเป็นเด็กน้อยในอ้อมแขนเราเหมือนเพิ่งผ่านไปเมื่อวานเอง”อิฐวางช้อนลง“พวกเราสองครอบครัวก็คุยกันมาหลายรอบแล้วนะ เรื่องแต่งงานของอาเว่ยกับอาหลาน...”ห้องทั้งห้องเงียบลงนิดหนึ่ง แต่อบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งความตื่นเต้นเยี่ยนเฉิน“ความจริงเราอยากจะรอให้ลูกทั้งสองคนเรียนจบก่อน แล

  • ทะลุมิติมาป่วนวังหลวง   บทที่42 อาเว่ยของอาหลาน

    บทที่42 อาเว่ยของอาหลานแสงแดดยามบ่ายทอดยาวลงบนผืนน้ำที่สะท้อนระยิบระยับ ลมทะเลพัดเบา ๆ พอให้ผมของอาหลานปลิวไหว เธอสวมเดรสสีครีมอ่อนเรียบง่ายแต่ดูดี กำลังเดินเท้าเปล่าลงบนผืนทรายข้าง ๆ อาเว่ยที่สวมเสื้อเชิ้ตพับแขนกับกางเกงผ้าสบาย ๆอาเว่ยถือรองเท้าแตะของอาหลานในมือ เดินไปข้างเธอไม่ห่างเลยแม้ก้าวเดียวอาหลาน “อาหลานชอบทะเลนะ มันเงียบดี ไม่เหมือนในกรุงเทพเลย”อาเว่ยยิ้มมองด้านข้าง “แล้วถ้าอยู่กับพี่ ทะเลเงียบเกินไปมั้ย?”อาหลานหัวเราะเบาๆ “ก็ไม่เงียบเท่าไหร่หรอกค่ะ พี่ชอบแกล้งอาหลานมากกว่า”อาเว่ย “พี่ไม่ได้แกล้ง พี่กำลังจีบอยู่ต่างหาก”อาหลานหน้าแดงในทันที หันหน้าไปทางทะเลแทน ไม่กล้าสบตาอาหลาน “พี่เว่ย...พูดแบบนี้อีกแล้ว”อาเว่ย เดินมาขวางหน้าแล้วก้มลงมองเธอในระยะใกล้“ก็อาหลานน่ารัก พี่ห้ามใจไม่ไหวหรอก จะให้พี่พูดแต่เรื่องงานได้ยังไง?”เธอขำแต่หน้าแดงจัด พี่เว่ยจับมือเธอเอาไว้แน่นแล้วเดินต่อไปยังชายหาดที่คนบางตาอาเว่ย “อาหลานรู้ไหม พี่รอมานานมากเลย กว่าจะได้เที่ยวกับเธอแบบนี้ สองคน”อาหลานอมยิ้ม “อาหลานก็นึกว่าพี่จะไม่พูดสักที…”อาเว่ย “ก็พี่กลัว กลัวเธอจะไม่มองพี่แบบเดียวกัน พอรู้ว

  • ทะลุมิติมาป่วนวังหลวง   บทที่41 โตแล้ว

    บทที่41 โตแล้ว20 ปีผ่านไป ท่ามกลางความนิ่งสงบที่ไม่เสื่อมคลาย อาเว่ยเติบโตขึ้นเป็นหนุ่มวัย 24 ปี รูปร่างสูงโปร่งเต็มไปด้วยพลังและความมั่นใจ ส่วนอาหลานและหรูอี้ต่างก็เข้าสู่วัย 20 ปี หน้าตาและร่างกายยังคงความสดใสและสง่างามดุจดั่งดวงดาวที่เปล่งประกายในท้องฟ้าหลิงหลิง อิฐ ลูกปลา และอาเฉิน กลับไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาเลยแม้แต่น้อย พลังวิเศษที่ได้รับจากพรของอาจารย์หานเจิน ทำให้พวกเขาคงความเยาว์วัยและสุขภาพสมบูรณ์เสมอเหมือนกับหนุ่มสาวตลอดกาล ลูกๆ ของพวกเขาก็ได้รับพรนี้สืบทอดต่อ ทำให้ครอบครัวนี้เป็นเหมือนตระกูลนิรันดร์ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปทุกวันในวันหนึ่ง ทุกคนพร้อมใจกันวาปกลับสู่รัฐฉิน บ้านเกิดที่มีอดีตและความทรงจำลึกซึ้ง แต่บรรยากาศกลับเต็มไปด้วยความโศกเศร้า ไทเฮาไป๋อวิ๋นได้สวรรคตลงแล้วก่อนหน้านี้ ความเงียบงันปกคลุมวังหลวงอย่างหนักหน่วง เสด็จพ่อและเสด็จแม่ของหลิงหลิงก็ได้จากไปเช่นกัน เหลือเพียงความทรงจำและความรักที่ยังคงประทับอยู่ในใจของทุกคนพอทุกคนวาปกลับมาถึงรัฐฉิน ดินแดนที่เคยเป็นบ้านของพวกเขา หลิงหลิง อิฐ ลูกปลา อาเฉิน และลูกๆ ทั้งอาเว่ย อาหลาน หรูอี้ ต่างเดินทอดน่องไปยังที่ที่เค

  • ทะลุมิติมาป่วนวังหลวง   บทที่40 อาเว่ยของพ่อ

    บทที่40 อาเว่ยของพ่ออออหลายเดือนต่อมา — เช้าแรกของการเปิดเทอมแสงแดดส่องลอดผ้าม่านสีขาวในห้องนอนของครอบครัวหลิงหลิงเสียงนาฬิกาปลุกดัง “ปี๊บ ปี๊บ ปี๊บ!” แต่ไม่มีใครสนใจ จนกระทั่งเสียงหนึ่งกรี๊ดลั่น…หลิงหลิงเสียงดังลั่น“อิฐ! ตื่นนนนน!! วันนี้อาเว่ยเข้าโรงเรียนวันแรก!!!”อี้หลง งัวเงีย“หา...วันนี้เหรอ? ไม่ใช่พรุ่งนี้เหรอ...?”หลิงหลิง“อิฐจะให้ลูกไปสายวันแรกเลยเหรอ! ตื่นไปเตรียมกระเป๋า! เอาชุด! เอาหมีนอนลูกออกมาด้วย!!”(10 นาทีต่อมา)ทั้งครอบครัวยืนอยู่หน้ากระจกอี้หลงกำลังใส่เป้อุ้มหรูอี้ (ที่หลับอยู่แบบไม่สนโลก) ส่วนอาเว่ยยืนน้ำตาคลอในชุดนักเรียนอินเตอร์สุดหล่ออาเว่ยเสียงสั่น“แม่ ไม่อยากไปโรงเรียนอ่ะ หนูอยากอยู่กับน้อง”หลิงหลิง ลูบหัว“อาเว่ยลูก โรงเรียนสนุกนะ มีของเล่น มีเพื่อน มีข้าวกลางวัน…”อี้หลง นั่งยองๆ ข้างลูก“ลูก…ไม่ต้องไปก็ได้ก็ได้นะ ฮืออออ ลูกยังเล็ก เดี๋ยวพ่อไปเรียนแทนเอง!”หลิงหลิง ตะโกนใส่ผัว“อิฐ! ลูกจะกลัวเพราะอิฐเนี่ยแหละ! หยุดร้องเลย!”อี้หลง สะอื้นเบาๆ“ก็พ่อรักลูก ฮือออออออ”หลิงหลิง“รักก็หุบปาก แล้วอุ้มหรูอี้ไปขึ้นรถ!”ที่หน้าโรงเรียนนานาชาติชื่อดังใกล้คอน

  • ทะลุมิติมาป่วนวังหลวง   บทที่39 ลูกปลาคลอดแล้วจ้า

    บทที่39 ลูกปลาคลอดแล้วจ้าหลิงหลิงกับอี้หลงและลูก ๆ ใช้ชีวิตอยู่ในวังเว่ยอย่างสงบสุขตลอดสองเดือน เสด็จพ่อเสด็จแม่ก็เอ็นดูหลานทั้งสองมาก จนหลิงหลิงเองก็แทบไม่อยากกลับแต่ในคืนหนึ่ง ขณะที่ทั้งครอบครัวกำลังรับประทานผลไม้ยามค่ำในตำหนักเกิดลมพัดแปลก ๆ ขึ้นกลางอากาศเสียงฉึก! พร้อมแสงแวววับของเวทมิติก็ผ่าเข้ากลางลานหินก่อนที่ “เยี่ยนเฉิง” จะทะลุเข้ามาด้วยท่าทางร้อนรน ใบหน้าเต็มไปด้วยความตระหนกเยี่ยนเฉิง (หอบหายใจ)“ลูกปลา! นางเจ็บท้องหนักมาก ข้า ข้าไม่รู้จะทำยังไง!”หลิงหลิง“อะไรนะ! แล้วทำไมไม่พาไปโรงบาล!?”เยี่ยนเฉิง“นางไม่ยอมไปไหนถ้าไม่มีพวกเจ้า! พวกเจ้าต้องกลับไปเดี๋ยวนี้!”อี้หลง รีบวางผลไม้“จัดของ พาเด็ก ๆ กลับก่อน แล้วตามไปเลย!”หลิงหลิงรีบวิ่งไปลาท่านพ่อท่านแม่ที่ท้องพระโรงน้ำเสียงนางเร่งรีบแต่นอบน้อม ท่านทั้งสองเข้าใจทันทีและโบกพระหัตถ์อนุญาตฮองเฮาหลี่ ยิ้มอ่อน“กลับไปเถิดลูก ปลาต้องการเจ้า อย่าลืมพาเจ้าตัวน้อยมาให้ข้าชมด้วยนะ”ทันทีที่ข้ามมิติกลับมาถึงคอนโดหลิงหลิงก็พบลูกปลานอนร้องไห้ด้วยความเจ็บอยู่บนโซฟาเส้นผมเปียกชื้น หน้าซีด มือกุมท้องแน่นลูกปลา เสียงเบา“กูเจ็บ… กูเจ

  • ทะลุมิติมาป่วนวังหลวง   บทที่38 ชีวิตทั้งสองครอบครัว

    บทที่38 ชีวิตทั้งสองครอบครัวหลายเดือนผ่านไปในกรุงเทพฯ...ความคุ้นชินกับวิถีชีวิตในโลกยุคใหม่เริ่มหล่อหลอม "เยี่ยนเฉิง" มากขึ้นทุกวัน — จากคนที่ใช้ดาบ กลับกลายเป็นคนที่ถือช้อนส้อมได้คล่อง ไปซูเปอร์มาร์เก็ตไม่หลง ฟังเพลงจากมือถือเป็นแล้ว และเริ่มมีท่าทางเหมือน "พ่อบ้านใจกล้า" มากขึ้นทุกวันแต่ลึกลงไปในใจ...เยี่ยนเฉิงยืนนิ่งริมระเบียงคอนโด มองออกไปยังแสงไฟเมืองที่ไม่เคยหลับ แสงจันทร์เหนือกรุงเทพฯ ต่างจากจันทร์ในแคว้นฉู่ แต่มันก็ทำให้เขานึกถึง “แผ่นดินที่จากมา” อย่างเงียบๆเยี่ยนเฉิง “เสียงจิ้งหรีดก็ไม่มี...กลิ่นหญ้าตอนเช้าก็ไม่มี ข้าคิดถึง”เบื้องหลังเขา ลูกปลานั่งทาโลชั่นคนท้องอยู่บนโซฟา เปิดทีวีดูซีรีส์ไทยอย่างอินจัด หัวเราะออกมาที อาเฉินก็สะดุ้งนิดๆ แล้วหันไปมองด้วยแววตาอ่อนโยนลูกปลา “คิดถึงบ้านล่ะสิ?”เยี่ยนเฉิง พยักหน้า “ข้าไม่เคยจากถิ่นเกิดนานขนาดนี้มาก่อนเลย”ลูกปลา “เอ้า ก็กลับไปดูได้นี่ เดี๋ยวปลากับลูกตามไปทีหลัง ปลายังไม่ไหว ท้องจะเข้าเดือนที่เจ็ดแล้ว”เยี่ยนเฉิง “ข้าจะไม่ทิ้งเจ้าไว้คนเดียวหรอก”ลูกปลา “ขอบใจนะ แต่เอางี้ ถ้าคิดถึงมาก เดี๋ยวเรากลับพร้อมกันก็ได้ รอปลาคลอดก่อนน

  • ทะลุมิติมาป่วนวังหลวง   บทที่24 อยู่ต่อได้ไหมNC

    บทที่24 อยู่ต่อได้ไหมNCลูกปลายังคงจับแขนเสื้อของเยี่ยนเฉิงไว้แน่น ดวงตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นไม่ไหวติงจากใบหน้าเขา“ข้าจะช่วยท่าน” เสียงเธอนุ่มนวลแต่หนักแน่น “ไม่ใช่เพราะท่านเคยเป็นใคร หรือกำลังจะกลายเป็นอะไร... แต่เพราะข้าเชื่อว่า ในใจท่าน ยังมีความเป็นมนุษย์อยู่”เยี่ยนเฉิงไม่พูดอะไร เพียงจ้อ

  • ทะลุมิติมาป่วนวังหลวง   บทที่8 เดินทางไปรัฐเว่ย

    บทที่8 เดินทางไปรัฐเว่ยกองคาราวานของคณะทูตรัฐฉินออกเดินทางจากนครหลวงใต้แสงอรุณของฤดูปลายใบไม้ผลิ รถม้าทรงสี่เหลี่ยมสีดำล้อมด้วยขุนนาง ผู้ติดตาม และทหารองครักษ์ในชุดเครื่องแบบประจำราชสำนักฉิน เส้นทางทอดยาวจากเทือกเขาสู่ทุ่งหญ้า ผ่านลำธารและป่าร่มครึ้มที่เต็มไปด้วยหมอกจาง ท่ามกลางหมู่คนผู้เงียบขรึมแ

  • ทะลุมิติมาป่วนวังหลวง   บทที่6 มันเป็นชะตา

    บทที่6 มันเป็นชะตาสามวันต่อมาท้องฟ้าเหนือวังหลวงเว่ยสดใสไร้เมฆ เหนือยอดไม้สน เสียงนกร้องแว่วแผ่วในอากาศยามสายคล้ายวันสงบสุขเช่นเคยทว่า ณ หน้าประตูชั้นในของตำหนักเจิ้งซิน กลับมีข่าวที่ทำให้ขันทีซุ่นไห่ถึงกับหน้าตาตื่นรีบเร่งเข้าไปในท้องพระโรง“ฝะ ฝ่าบาทพะยะค่ะ! ฮองเฮาพะยะค่ะ! เกิดเหตุไม่คาดฝันพะ

  • ทะลุมิติมาป่วนวังหลวง   บทที่5 นางทำได้อย่างไร

    บทที่5 นางทำได้อย่างไรเมื่อเสียงฝีเท้าของขันทีดังลั่นเข้ามายังท้องพระโรง ขันทีซุ่นไห่ซึ่งเป็นคนสนิทของฮ่องเต้รีบคุกเข่ารายงานอย่างร้อนรน“ถวายพระพรฝ่าบาท! องค์หญิงหลิงหลิง... องค์หญิงเสด็จไปยังตำหนักจิ่งฮวา และ...และได้ทรงช่วยชีวิตท่านสนมเยว่ซินไว้พะยะคะ!”เฉียนหรงฮ่องเต้ที่กำลังพิจารณารายงานราชกา

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status