เข้าสู่ระบบบทที่2 องค์หญิงหลิงหลิงแห่งรัฐเว่ย
“ขะ...ขอน้ำ...” เสียงของเธอแหบพร่า แทบไม่มีแรงจะพูด แต่นางกำนัลรีบประคองน้ำชาอุ่น ๆ ส่งให้ทันที
เธอดื่มอึกเล็ก ๆ แล้วสูดหายใจแรง สายตากวาดไปรอบห้อง ราวกับกำลังฝัน
เสื้อผ้าที่เธอสวมไม่ใช่ชุดของโรงพยาบาล ไม่ใช่ชุดนักศึกษา แต่เป็นชุดจีนโบราณเนื้อแพรบางเบา และมือของเธอเรียวบางแต่ผิวซีดขาวไม่ใช่มือของคนที่เคย จับเข็ม ผ่าตัด ทำแผล หรือถือกาแฟทุกเช้า
หลิงหลิงสะดุ้งเฮือก หันซ้ายขวาอย่างร้อนรน
“ขอ~ขอกระจก! กระจก! เอากระจกมาให้ข้าเดี๋ยวนี้!”
เสียงสั่นเครือเต็มไปด้วยแรงสับสน นางกำนัลต่างหน้าซีด รีบพยักหน้าก่อนจะวิ่งไปหยิบกระจกสำริดมาส่งให้อย่างลนลาน
หลิงหลิงคว้ากระจกมาถือไว้ในมือสองข้าง
เธอมองลงไป—
มือของหลิงหลิงสั่นน้อย ๆ เมื่อรับกระจกมาถือไว้ตรงหน้า ในใจเต็มไปด้วยคำถามและความกลัว
เธอไม่รู้ว่านี่คือโลกไหน ไม่รู้ว่าเธอมาอยู่ในร่างของใครแต่เมื่อสายตาของเธอทอดมองลงไปในกระจก...
หัวใจของหลิงหลิงแทบหยุดเต้น
ใบหน้าที่เธอเห็น คือใบหน้าของเธอเอง!
ดวงตากลมโต จมูกโด่งคม ริมฝีปากอิ่มนุ่ม ผิวขาวเนียน ไร้สิ่งใดเปลี่ยนไปแม้แต่น้อย“นี่มัน ฉัน” เสียงเธอสั่นพร่า แววตาสั่นระริก มือแทบจะปล่อยกระจกหล่นลงพื้น
เธอไม่ได้สิงร่างใคร ไม่ได้แปลงเป็นใครแต่กลับมาอยู่ในร่างที่หน้าตาเหมือนเดิม ราวกับโลกนี้ปั้นเธอขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
“ทำไม ทำไมหน้าฉันถึงยังเหมือนเดิม นี่มันอะไรกันแน่” เธอพึมพำเบา ๆ ขณะมืออีกข้างยกขึ้นแตะแก้มตนเอง สัมผัสนุ่มอุ่น ราวกับยังมีชีวิต
ไม่ใช่ฝัน ไม่ใช่ภาพหลอน
และนั่นเอง ทำให้หลิงหลิงแน่ใจว่าเธอ ยังมีชีวิตอยู่
แต่ในโลกที่ไม่รู้จัก ในยุคสมัยที่ไม่มีไฟฟ้า โทรศัพท์ หรือโรงพยาบาล และไม่มีใคร ที่รู้ว่าเธอไม่ใช่ “องค์หญิงหลิงหลิง” ของที่นี่หลิงหลิงหลับตาแน่น สูดหายใจลึก หัวใจเธอยังเต้น เต้นช้า แต่มั่นคง เธอยังรับรู้ทุกอย่างได้ครบถ้วน เมื่อมองไปรอบๆ เสียงใบไม้สั่นไหวข้างหน้าต่าง กลิ่นสมุนไพรอ่อนๆ ลอยมาแตะปลายจมูก เบื้องบนเป็นเพดานไม้แกะสลักอย่างวิจิตรบรรจง ไม่มีเครื่องช่วยหายใจ ไม่มีเสียงหวีดของหัวใจจากเครื่องมือแพทย์
ไม่ใช่โรงพยาบาล ไม่ใช่ไทย และก็ไม่น่าจะเป็นความฝัน
‘หรือว่านี่คือโลกหลังความตาย?’
เธอไม่ได้รีบพูดอะไรออกมา แต่พยายามกลั้นความตื่นตระหนกไว้ภายใน หัวใจค่อย ๆ สั่งให้ตนเองมีสติ
“ใจเย็นก่อนหลิง” เธอพึมพำในใจ “ดูในซีรีส์จีนก็มีตั้งหลายเรื่องที่คนฟื้นขึ้นมาในอีกโลกหนึ่ง เราก็แค่เล่นตามน้ำไปก่อน”
หลิงหลิงมองไปรอบ ๆ ห้อง เตียงไม้เตี้ยแต่หรูหรา ผ้าม่านสีขาวปักลายเมฆทอง เครื่องเรือนทุกชิ้นล้วนละเอียดอ่อน ทั้งหมดบ่งบอกว่านี่ไม่ใช่บ้านคนธรรมดา
เธอสูดหายใจเฮือก แล้วออกเสียงอย่างมั่นคงที่สุด
“สาวใช้ของข้าอยู่ที่ใด?”
น้ำเสียงนั้นไม่ได้ดุดัน แต่ฟังดูมีอำนาจแฝงอยู่
เรียกความตกตะลึงจากนางกำนัลสามสี่คนที่ยืนอยู่ข้างห้องได้ทันทีหญิงสาวที่ยืนใกล้สุดรีบทรุดตัวลงคุกเข่าแล้วตอบด้วยเสียงสั่น “บ่าว...บ่าวอยู่ที่นี่เพคะองค์หญิง!”
หลิงหลิงพยักหน้าช้า ๆ แล้วปรายตามองเธออย่างสำรวจ ‘โอเค เราน่าจะเป็นคนสำคัญที่นี่ สาวใช้เรียกเราว่าองค์หญิง’
เธอพยายามเก็บข้อมูลทุกอย่างโดยไม่แสดงพิรุธ ก่อนจะโน้มตัวพิงหมอนอีกครั้งอย่างสงบเสงี่ยม
‘งั้นต่อจากนี้ เราต้องรู้ให้ได้ ว่าที่นี่คือที่ไหน และเรากลายเป็นใครกันแน่’
หลิงหลิงวางกระจกลงข้างหมอน หายใจเข้าลึก
ใจยังคงเต้นแรง แต่เธอเริ่มควบคุมมันได้บ้างแล้วเธอกวาดสายตามองนางกำนัลทั้งหมดในห้อง ก่อนเปล่งเสียงนิ่ง เรียบแต่ทรงอำนาจ
“ข้าจะพักผ่อน พวกเจ้าทั้งหมด ออกไปก่อน”
สาวใช้อื่นๆก้มหน้ารับคำด้วยความตกใจ พากันถอยออกจากห้องไปอย่างเงียบเชียบ เหลือเพียงสองคนที่ยืนอยู่ใกล้เตียง ไม่ขยับไปไหน
หลิงหลิงหันสายตาไปมองทั้งคู่ หนึ่งคนรูปร่างเล็ก ผมม้วนเก็บเรียบร้อย ใบหน้าหวาน ตากลมใส อีกคนสูงกว่านิดหน่อย ผมเปียสองข้างดูทะมัดทะแมง แววตามีประกายเด็ดเดี่ยว
‘สองคนนี้ดูใกล้ชิดเราที่สุด’
เธอชี้นิ้วไปยังคนผมเปีย “เจ้าชื่ออะไร?”
สาวใช้รีบค้อมศีรษะ ตอบด้วยน้ำเสียงเคารพ “บ่าวชื่อ เสี่ยวจู เพคะ เป็นบ่าวประจำตัวขององค์หญิงมาตั้งแต่ยังเล็ก”
หลิงหลิงพยักหน้าช้าๆก่อนหันไปอีกคน “แล้วเจ้าเล่า?”
“บ่าวชื่อ อาหยาง เพคะ บ่าวเพิ่งมาได้สองปี แต่รับใช้ใกล้ชิดองค์หญิงตลอดมิได้ห่าง” เสียงของอาหยางชัดเจน แต่ดวงตากลับซ่อนแววห่วงใยลึกๆ
‘เสี่ยวจู อาหยาง จำไว้ให้ดี’
เธอซ่อนความตื่นตระหนกไว้ใต้รอยยิ้มบาง ๆ แล้วพยักหน้าอีกครั้ง “อยู่กับข้า ข้าอยากพัก ข้าไม่ต้องการเสียงรบกวนอื่นใด”
“เพคะ” ทั้งสองตอบพร้อมกัน ก่อนพากันถอยไปเฝ้ายืนห่างจากเตียง
ภายนอก พระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำ ข่าวว่า "องค์หญิงหลิงหลิงฟื้นแล้ว!" กำลังแพร่สะพัดไปทั่วเรือนหลวงชั้นใน จากห้องพักผ่อนเงียบๆ นั้น มีสายตานับสิบจับจ้องมา ทั้งหวัง ทั้งกลัว และบางคนก็ไม่ได้ต้องการให้เธอฟื้นขึ้นเลยแม้แต่น้อย
พระอาทิตย์คล้อยต่ำ สาดแสงสีทองอ่อนพาดผ่านม่านโปร่งผืนนุ่มในตำหนัก ภายในห้อง ทุกอย่างเงียบงัน มีเพียงเสียงลมหายใจเบาๆ ของหญิงสาวบนเตียงที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่
เสี่ยวจูกับอาหยางยืนเฝ้าเงียบๆ จนเสียงฝีเท้าหนักแน่นคู่หนึ่งดังขึ้น
“ฮ่องเต้เสด็จ!”
เสียงขันทีหน้าตำหนักประกาศขึ้น ทำให้สาวใช้ทั้งสองรีบก้มกราบ หลิงหลิงที่ยังนั่งเอนอยู่บนหมอนสะดุ้งเล็กน้อย ใจเต้นรัว
ประตูไม้บานใหญ่เปิดออกอย่างเงียบงาม บุรุษร่างสูงสง่าในฉลองพระองค์สีดำทองทรงอำนาจ ก้าวเข้ามา ใบหน้าเคร่งขรึมของเขามีร่องรอยอ่อนล้าแฝงอยู่ แววตาเปี่ยมด้วยความปวดร้าวและโล่งใจเมื่อเห็นบุตรสาวนอนลืมตาอยู่ตรงหน้า
"หลิงเอ๋อร์ของพ่อ"
เสียงทุ้มนุ่มนั้นเอ่ยออกมาแผ่วเบา ไม่ใช่น้ำเสียงของกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ แต่เป็นของพ่อคนหนึ่ง
หลิงหลิงนิ่งงัน เธอจำได้ว่าในโลกก่อน พ่อของเธอเป็นคน ขรึม เงียบ ไม่พูดมาก แต่ก็รักเธอมาก แม้ไม่ค่อยแสดงออก น้ำเสียงนี้อบอุ่นเหมือนกันจนน่าประหลาดใจ
เฉียนหรงทรงเดินเข้ามาใกล้ เตียงที่ลูกสาวนอนอยู่ แล้วประทับนั่งลงตรงขอบเตียง สายพระเนตรจ้องมองหลิงหลิงอย่างลึกซึ้ง
“เจ้าตกน้ำ ข้าคิดว่า ข้าอาจจะเสียเจ้าไป”
แม้จะตรัสเสียงเบา แต่เสียงสั่นในตอนท้ายก็ชัดเจน ดวงตาแข็งกร้าวของจักรพรรดิคู่หนึ่งแดงเรื่อราวกับจะร้องไห้
หลิงหลิงเงียบ หัวใจเธอบีบรัด
เธอไม่เข้าใจว่าทำไมจึงรู้สึกอบอุ่นอย่างแปลกประหลาดไม่ใช่แค่ความใกล้ชิดทางสายเลือดที่ร่างนี้เคยมี แต่เป็นความรักที่แท้จริงจากผู้เป็นพ่อ
“ลูกยังอยู่เพคะ ลูกยังอยู่” เธอกลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหว เสียงสะอื้นไหลตามมาเบา ๆ
เฉียนหรงไม่ตรัสอะไรต่อ แต่ทรงเอื้อมพระหัตถ์มากุมมือเธอเบา ๆ
ไม่มีคำใดจำเป็นอีก มีเพียงความเงียบที่เต็มไปด้วยความรักอันลึกซึ้ง ระหว่างฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่แห่งรัฐเว่ย กับลูกสาวเพียงหนึ่งเดียว องค์หญิงหลิงหลิง
หลิงหลิงยกมือที่ไม่สั่นเทาแล้วกุมมือบิดาแน่นขึ้นอีกนิด เธอไม่รู้ว่าความรู้สึกที่กำลังเอ่อล้นออกมานี้ เป็นของเธอเอง หรือขององค์หญิงผู้เป็นเจ้าของร่างเดิม แต่เธอรู้สึกได้ว่าพ่อคนนี้ รักเธอจริง ๆ
“เสด็จพ่อตอนที่หม่อมฉันยังไม่ลืมตา ท่านมาเยี่ยมหม่อมฉันทุกวันหรือเพคะ?”
ฮ่องเต้เฉียนหรงนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนพยักหน้า
“ทุกวันทุกชั่วยาม ข้ารอเพียงเจ้าจะตื่นขึ้นมา ข้ายอมแลกทุกอย่างขอแค่ได้เห็นเจ้าลืมตาอีกครั้ง”
หลิงหลิงใจสั่น ถ้าเป็นพ่อในโลกเดิม เธอคงไม่เคยได้ยินคำพูดแบบนี้
“ท่านพ่อ ทำไมท่านจึงรักหม่อมฉันมากนักเจ้าคะ?” เธอถามอย่างเงียบงัน ดวงตาใสสั่นระริก
เฉียนหรงมองใบหน้าลูกสาวเพียงคนเดียวของตน แล้วตรัสเสียงแผ่ว...
“เพราะเจ้าคือของขวัญเดียวที่สวรรค์ประทานให้ข้า ข้าเคยคิดว่าข้าจะไม่มีวันได้เป็นพ่อของใคร
แต่วันที่เจ้าเกิด ข้ากลับร้องไห้ ร้องไห้ต่อหน้าทุกคนในท้องพระโรง”เขายิ้มบาง ๆ ขณะพูด
“เจ้าคือดวงจันทร์ในคืนมืด เป็นลมหายใจในวันที่ข้าแทบลืมหายใจ เจ้าทำให้ข้ารู้ว่า แม้ข้าจะครองบัลลังก์และได้ทั้งแผ่นดิน แต่ไม่มีสิ่งใดมีค่ากว่าเจ้าสักนิดเดียว”
น้ำตาหลิงหลิงไหลเงียบ ๆ รินลงข้างแก้ม
ในใจเธอเหมือนถูกโอบกอดด้วยความรักบริสุทธิ์ที่สุดเท่าที่เธอเคยได้รับ ไม่ใช่ในฐานะ “องค์หญิง” แต่เป็น “ลูกสาว” ของพ่อคนหนึ่ง
“หม่อมฉันจะไม่ปล่อยให้พระองค์เสียใจอีกเพคะหม่อมฉันจะอยู่กับพระองค์ อยู่กับแผ่นดินนี้”
เฉียนหรงยิ้ม ยกมือขึ้นลูบศีรษะเธอเบา ๆ
“เจ้าฟื้นขึ้นมาแล้ว นั่นคือพรจากสวรรค์ที่เหลือไม่ว่าข้าจะต้องทำลายสิ่งใด ข้าจะไม่ยอมให้ใครพรากเจ้าไปอีก”
แววตาของฮ่องเต้กลับมาเด็ดเดี่ยวอย่างกษัตริย์ผู้ปกป้องทุกสิ่งที่รัก
แต่สำหรับหลิงหลิง ในตอนนี้
เธอไม่รู้หรอกว่านี่คือแดนคนตาย หรือเป็นอีกโลกหนึ่ง สิ่งเดียวที่เธอรู้คือเธอไม่ได้อยู่ลำพังอีกต่อไป
บทที่43 อาหลานและหรูอี้ฤดูร้อนในกรุงเทพฯ ท้องฟ้าใส อบอุ่นแต่ไม่ร้อนจัดไม่นานหลังจากพิธีรับปริญญา หรูอี้และอาหลานก็กลับถึงบ้านพร้อมใบปริญญาในมือ รอยยิ้มกว้างบนใบหน้าสองสาวเต็มไปด้วยความภูมิใจหลิงหลิงกับอิฐต้อนรับหรูอี้กลับบ้านด้วยอ้อมกอดแน่น ๆ ส่วนเยี่ยนเฉินกับลูกปลาเตรียมอาหารเลี้ยงเล็ก ๆ ต้อนรับลูกสาวคนเก่งอย่างอาหลานในมื้อเย็นวันนั้น โต๊ะอาหารของบ้านหลังใหญ่มีเสียงหัวเราะ เสียงพูดคุยถึงวันรับปริญญา ภาพบัณฑิตสาวในชุดครุยยังคงปรากฏอยู่ในโทรศัพท์ของพ่อแม่แต่ละคนที่เลื่อนดูวนไปวนมาไม่รู้เบื่อแต่เมื่ออาหารจานสุดท้ายถูกวางลงบนโต๊ะ เสียงพูดค่อย ๆ เบาลง ก่อนที่หลิงหลิงจะเป็นฝ่ายเริ่มต้นบทสนทนาสำคัญหลิงหลิงยิ้มมองอาหลาน“อาหลานก็เรียนจบแล้วสินะ เร็วเหมือนกันนะลูก เวลาผ่านไปแป๊บเดียว”ลูกปลาพยักหน้าตาม“วันนั้นที่เธอยังเป็นเด็กน้อยในอ้อมแขนเราเหมือนเพิ่งผ่านไปเมื่อวานเอง”อิฐวางช้อนลง“พวกเราสองครอบครัวก็คุยกันมาหลายรอบแล้วนะ เรื่องแต่งงานของอาเว่ยกับอาหลาน...”ห้องทั้งห้องเงียบลงนิดหนึ่ง แต่อบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งความตื่นเต้นเยี่ยนเฉิน“ความจริงเราอยากจะรอให้ลูกทั้งสองคนเรียนจบก่อน แล
บทที่42 อาเว่ยของอาหลานแสงแดดยามบ่ายทอดยาวลงบนผืนน้ำที่สะท้อนระยิบระยับ ลมทะเลพัดเบา ๆ พอให้ผมของอาหลานปลิวไหว เธอสวมเดรสสีครีมอ่อนเรียบง่ายแต่ดูดี กำลังเดินเท้าเปล่าลงบนผืนทรายข้าง ๆ อาเว่ยที่สวมเสื้อเชิ้ตพับแขนกับกางเกงผ้าสบาย ๆอาเว่ยถือรองเท้าแตะของอาหลานในมือ เดินไปข้างเธอไม่ห่างเลยแม้ก้าวเดียวอาหลาน “อาหลานชอบทะเลนะ มันเงียบดี ไม่เหมือนในกรุงเทพเลย”อาเว่ยยิ้มมองด้านข้าง “แล้วถ้าอยู่กับพี่ ทะเลเงียบเกินไปมั้ย?”อาหลานหัวเราะเบาๆ “ก็ไม่เงียบเท่าไหร่หรอกค่ะ พี่ชอบแกล้งอาหลานมากกว่า”อาเว่ย “พี่ไม่ได้แกล้ง พี่กำลังจีบอยู่ต่างหาก”อาหลานหน้าแดงในทันที หันหน้าไปทางทะเลแทน ไม่กล้าสบตาอาหลาน “พี่เว่ย...พูดแบบนี้อีกแล้ว”อาเว่ย เดินมาขวางหน้าแล้วก้มลงมองเธอในระยะใกล้“ก็อาหลานน่ารัก พี่ห้ามใจไม่ไหวหรอก จะให้พี่พูดแต่เรื่องงานได้ยังไง?”เธอขำแต่หน้าแดงจัด พี่เว่ยจับมือเธอเอาไว้แน่นแล้วเดินต่อไปยังชายหาดที่คนบางตาอาเว่ย “อาหลานรู้ไหม พี่รอมานานมากเลย กว่าจะได้เที่ยวกับเธอแบบนี้ สองคน”อาหลานอมยิ้ม “อาหลานก็นึกว่าพี่จะไม่พูดสักที…”อาเว่ย “ก็พี่กลัว กลัวเธอจะไม่มองพี่แบบเดียวกัน พอรู้ว
บทที่41 โตแล้ว20 ปีผ่านไป ท่ามกลางความนิ่งสงบที่ไม่เสื่อมคลาย อาเว่ยเติบโตขึ้นเป็นหนุ่มวัย 24 ปี รูปร่างสูงโปร่งเต็มไปด้วยพลังและความมั่นใจ ส่วนอาหลานและหรูอี้ต่างก็เข้าสู่วัย 20 ปี หน้าตาและร่างกายยังคงความสดใสและสง่างามดุจดั่งดวงดาวที่เปล่งประกายในท้องฟ้าหลิงหลิง อิฐ ลูกปลา และอาเฉิน กลับไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาเลยแม้แต่น้อย พลังวิเศษที่ได้รับจากพรของอาจารย์หานเจิน ทำให้พวกเขาคงความเยาว์วัยและสุขภาพสมบูรณ์เสมอเหมือนกับหนุ่มสาวตลอดกาล ลูกๆ ของพวกเขาก็ได้รับพรนี้สืบทอดต่อ ทำให้ครอบครัวนี้เป็นเหมือนตระกูลนิรันดร์ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปทุกวันในวันหนึ่ง ทุกคนพร้อมใจกันวาปกลับสู่รัฐฉิน บ้านเกิดที่มีอดีตและความทรงจำลึกซึ้ง แต่บรรยากาศกลับเต็มไปด้วยความโศกเศร้า ไทเฮาไป๋อวิ๋นได้สวรรคตลงแล้วก่อนหน้านี้ ความเงียบงันปกคลุมวังหลวงอย่างหนักหน่วง เสด็จพ่อและเสด็จแม่ของหลิงหลิงก็ได้จากไปเช่นกัน เหลือเพียงความทรงจำและความรักที่ยังคงประทับอยู่ในใจของทุกคนพอทุกคนวาปกลับมาถึงรัฐฉิน ดินแดนที่เคยเป็นบ้านของพวกเขา หลิงหลิง อิฐ ลูกปลา อาเฉิน และลูกๆ ทั้งอาเว่ย อาหลาน หรูอี้ ต่างเดินทอดน่องไปยังที่ที่เค
บทที่40 อาเว่ยของพ่ออออหลายเดือนต่อมา — เช้าแรกของการเปิดเทอมแสงแดดส่องลอดผ้าม่านสีขาวในห้องนอนของครอบครัวหลิงหลิงเสียงนาฬิกาปลุกดัง “ปี๊บ ปี๊บ ปี๊บ!” แต่ไม่มีใครสนใจ จนกระทั่งเสียงหนึ่งกรี๊ดลั่น…หลิงหลิงเสียงดังลั่น“อิฐ! ตื่นนนนน!! วันนี้อาเว่ยเข้าโรงเรียนวันแรก!!!”อี้หลง งัวเงีย“หา...วันนี้เหรอ? ไม่ใช่พรุ่งนี้เหรอ...?”หลิงหลิง“อิฐจะให้ลูกไปสายวันแรกเลยเหรอ! ตื่นไปเตรียมกระเป๋า! เอาชุด! เอาหมีนอนลูกออกมาด้วย!!”(10 นาทีต่อมา)ทั้งครอบครัวยืนอยู่หน้ากระจกอี้หลงกำลังใส่เป้อุ้มหรูอี้ (ที่หลับอยู่แบบไม่สนโลก) ส่วนอาเว่ยยืนน้ำตาคลอในชุดนักเรียนอินเตอร์สุดหล่ออาเว่ยเสียงสั่น“แม่ ไม่อยากไปโรงเรียนอ่ะ หนูอยากอยู่กับน้อง”หลิงหลิง ลูบหัว“อาเว่ยลูก โรงเรียนสนุกนะ มีของเล่น มีเพื่อน มีข้าวกลางวัน…”อี้หลง นั่งยองๆ ข้างลูก“ลูก…ไม่ต้องไปก็ได้ก็ได้นะ ฮืออออ ลูกยังเล็ก เดี๋ยวพ่อไปเรียนแทนเอง!”หลิงหลิง ตะโกนใส่ผัว“อิฐ! ลูกจะกลัวเพราะอิฐเนี่ยแหละ! หยุดร้องเลย!”อี้หลง สะอื้นเบาๆ“ก็พ่อรักลูก ฮือออออออ”หลิงหลิง“รักก็หุบปาก แล้วอุ้มหรูอี้ไปขึ้นรถ!”ที่หน้าโรงเรียนนานาชาติชื่อดังใกล้คอน
บทที่39 ลูกปลาคลอดแล้วจ้าหลิงหลิงกับอี้หลงและลูก ๆ ใช้ชีวิตอยู่ในวังเว่ยอย่างสงบสุขตลอดสองเดือน เสด็จพ่อเสด็จแม่ก็เอ็นดูหลานทั้งสองมาก จนหลิงหลิงเองก็แทบไม่อยากกลับแต่ในคืนหนึ่ง ขณะที่ทั้งครอบครัวกำลังรับประทานผลไม้ยามค่ำในตำหนักเกิดลมพัดแปลก ๆ ขึ้นกลางอากาศเสียงฉึก! พร้อมแสงแวววับของเวทมิติก็ผ่าเข้ากลางลานหินก่อนที่ “เยี่ยนเฉิง” จะทะลุเข้ามาด้วยท่าทางร้อนรน ใบหน้าเต็มไปด้วยความตระหนกเยี่ยนเฉิง (หอบหายใจ)“ลูกปลา! นางเจ็บท้องหนักมาก ข้า ข้าไม่รู้จะทำยังไง!”หลิงหลิง“อะไรนะ! แล้วทำไมไม่พาไปโรงบาล!?”เยี่ยนเฉิง“นางไม่ยอมไปไหนถ้าไม่มีพวกเจ้า! พวกเจ้าต้องกลับไปเดี๋ยวนี้!”อี้หลง รีบวางผลไม้“จัดของ พาเด็ก ๆ กลับก่อน แล้วตามไปเลย!”หลิงหลิงรีบวิ่งไปลาท่านพ่อท่านแม่ที่ท้องพระโรงน้ำเสียงนางเร่งรีบแต่นอบน้อม ท่านทั้งสองเข้าใจทันทีและโบกพระหัตถ์อนุญาตฮองเฮาหลี่ ยิ้มอ่อน“กลับไปเถิดลูก ปลาต้องการเจ้า อย่าลืมพาเจ้าตัวน้อยมาให้ข้าชมด้วยนะ”ทันทีที่ข้ามมิติกลับมาถึงคอนโดหลิงหลิงก็พบลูกปลานอนร้องไห้ด้วยความเจ็บอยู่บนโซฟาเส้นผมเปียกชื้น หน้าซีด มือกุมท้องแน่นลูกปลา เสียงเบา“กูเจ็บ… กูเจ
บทที่38 ชีวิตทั้งสองครอบครัวหลายเดือนผ่านไปในกรุงเทพฯ...ความคุ้นชินกับวิถีชีวิตในโลกยุคใหม่เริ่มหล่อหลอม "เยี่ยนเฉิง" มากขึ้นทุกวัน — จากคนที่ใช้ดาบ กลับกลายเป็นคนที่ถือช้อนส้อมได้คล่อง ไปซูเปอร์มาร์เก็ตไม่หลง ฟังเพลงจากมือถือเป็นแล้ว และเริ่มมีท่าทางเหมือน "พ่อบ้านใจกล้า" มากขึ้นทุกวันแต่ลึกลงไปในใจ...เยี่ยนเฉิงยืนนิ่งริมระเบียงคอนโด มองออกไปยังแสงไฟเมืองที่ไม่เคยหลับ แสงจันทร์เหนือกรุงเทพฯ ต่างจากจันทร์ในแคว้นฉู่ แต่มันก็ทำให้เขานึกถึง “แผ่นดินที่จากมา” อย่างเงียบๆเยี่ยนเฉิง “เสียงจิ้งหรีดก็ไม่มี...กลิ่นหญ้าตอนเช้าก็ไม่มี ข้าคิดถึง”เบื้องหลังเขา ลูกปลานั่งทาโลชั่นคนท้องอยู่บนโซฟา เปิดทีวีดูซีรีส์ไทยอย่างอินจัด หัวเราะออกมาที อาเฉินก็สะดุ้งนิดๆ แล้วหันไปมองด้วยแววตาอ่อนโยนลูกปลา “คิดถึงบ้านล่ะสิ?”เยี่ยนเฉิง พยักหน้า “ข้าไม่เคยจากถิ่นเกิดนานขนาดนี้มาก่อนเลย”ลูกปลา “เอ้า ก็กลับไปดูได้นี่ เดี๋ยวปลากับลูกตามไปทีหลัง ปลายังไม่ไหว ท้องจะเข้าเดือนที่เจ็ดแล้ว”เยี่ยนเฉิง “ข้าจะไม่ทิ้งเจ้าไว้คนเดียวหรอก”ลูกปลา “ขอบใจนะ แต่เอางี้ ถ้าคิดถึงมาก เดี๋ยวเรากลับพร้อมกันก็ได้ รอปลาคลอดก่อนน
บทที่5 นางทำได้อย่างไรเมื่อเสียงฝีเท้าของขันทีดังลั่นเข้ามายังท้องพระโรง ขันทีซุ่นไห่ซึ่งเป็นคนสนิทของฮ่องเต้รีบคุกเข่ารายงานอย่างร้อนรน“ถวายพระพรฝ่าบาท! องค์หญิงหลิงหลิง... องค์หญิงเสด็จไปยังตำหนักจิ่งฮวา และ...และได้ทรงช่วยชีวิตท่านสนมเยว่ซินไว้พะยะคะ!”เฉียนหรงฮ่องเต้ที่กำลังพิจารณารายงานราชกา
บทที่4 นางยังเจ็บหรือเปล่าม่านผ้าจากไหมชั้นดีปลิวไสวเบา ๆ ตามลมเย็นของฤดูใบไม้ร่วง ฮ่องเต้เฉียนหรงทรงประทับนิ่งบนบัลลังก์ประจำตำหนัก วรกายภายใต้ชุดหลวงสีทองเข้มแลดูทรงอำนาจ แต่สีพระพักตร์กลับหม่นเศร้าจนเหล่าขุนนางเบื้องข้างยังมิกล้าเอ่ยคำพระหัตถ์ที่เคยถือดาบบัญชาศึก ตอนนี้กลับกำแน่นเพียงเพื่อข่มใ
บทที่3 ปกป้องลูกสาวหลังจากที่หลิงหลิงหลับไปอีกครั้ง ฮ่องเต้เฉียนหรงยังคงนั่งอยู่ข้างเตียงเงียบ ๆ เนิ่นนาน เมื่อเห็นว่าบุตรสาวของพระองค์หายใจเป็นปกติ ไม่มีอาการเจ็บปวดใด ๆพระองค์จึงลุกขึ้นช้า ๆ ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้ขันทีประจำพระองค์ที่ยืนเฝ้าอยู่ด้านนอก“เรียก หลินเซิน มาเงียบ ๆ อย่าให้ผู้ใดล่วงร
บทที่1 ทำไมต้องมาเจอเรื่องแบบนี้หลิงหลิง เกียรติไพบูรณ์ หมอสาววัยยี่สิบเจ็ดปี ผู้มีใบหน้างดงามราวกับหลุดออกมาจากภาพวาดโบราณ แม้จะเป็นคนไทยแท้ ๆ แต่ความละมุนในแววตาและผิวขาวนวลเนียนกลับทำให้ใครหลายคนเข้าใจผิดว่าเธอเป็นลูกครึ่ง ด้วยความสามารถและความขยัน เธอสามารถสอบติดแพทย์ได้ตั้งแต่อายุยังน้อย เป็น







