Masukบทที่4 นางยังเจ็บหรือเปล่า
ม่านผ้าจากไหมชั้นดีปลิวไสวเบา ๆ ตามลมเย็นของฤดูใบไม้ร่วง ฮ่องเต้เฉียนหรงทรงประทับนิ่งบนบัลลังก์ประจำตำหนัก วรกายภายใต้ชุดหลวงสีทองเข้มแลดูทรงอำนาจ แต่สีพระพักตร์กลับหม่นเศร้าจนเหล่าขุนนางเบื้องข้างยังมิกล้าเอ่ยคำ
พระหัตถ์ที่เคยถือดาบบัญชาศึก ตอนนี้กลับกำแน่นเพียงเพื่อข่มใจให้สงบ
"หลิงเอ๋อร์ ลูกของเรา ยังเจ็บหรือเปล่า" พระองค์ทรงบ่นกับพระองค์เอง ดวงเนตรทอดมองออกไปยังเงาของจันทร์บนผืนน้ำ
เมื่อข่าวองค์รัชทายาทแห่งรัฐฉินทูลขออภิเษกกับหลิงหลิงอย่างเป็นทางการถูกส่งมาอีกครา พร้อมของหมั้นล้ำค่า พระองค์กลับมิได้มีความยินดีเท่าที่ควร พระทัยหนึ่งปลาบปลื้ม เพราะบุรุษผู้นั้นมิใช่เพียงรัชทายาทสูงศักดิ์ แต่ยังเป็นแม่ทัพผู้กล้าหาญเด็ดขาดเมื่อรบและเปี่ยมเมตตา อีกพระทัยหนึ่ง กลับหวาดกลัวว่าบุตรีจะไม่พร้อม
“ฮองเฮาหลี่ เจ้ายังจำได้หรือไม่ ตอนหลิงเอ๋อร์ยังเล็ก นางเคยวิ่งเล่นบนลานหยกหน้าตำหนัก จนล้มเลือดกำเดาไหล เราตกใจแทบขาดใจ ตอนนี้นางเจ็บถึงเพียงนี้ ยังจะต้องแต่งไปอยู่แคว้นอื่นอีกหรือ” พระองค์พึมพำพลางทอดถอนใจเงียบ ๆ
แม้จะมิได้ทรงตรัสให้ใครล่วงรู้ แต่ในยามค่ำ พระองค์ได้ส่งขันทีคนสนิทไปตรวจตราความปลอดภัยทั่วตำหนักหลิงหลิงทุกคืน และลับหลัง ยังสั่งองครักษ์เงาคุ้มครององค์หญิงอย่างเงียบงันตลอดเวลา
แม้หัวใจบิดาจะอยากรั้งลูกไว้ตลอดชีวิต แต่ในฐานะฮ่องเต้ พระองค์รู้ว่า หลิงหลิงต้องมีทางของนางเอง
และแล้วพระองค์ก็ตัดสินใจทำสิ่งหนึ่ง
"ซุ่นไห่ ไปแจ้งสำนักหอราชครูให้จัดตำราและเอกสารราชการเบื้องต้นมาให้หลิงเอ๋อร์ศึกษายามว่าง เราต้องฝึกนางให้พร้อมเป็นจักรพรรดินีหากวันหนึ่งมาถึง"
ฮ่องเต้เฉียนหรงเอ่ยเสียงหนักแน่น ดวงเนตรที่เคยหม่นเศร้าฉายแววเด็ดเดี่ยวขึ้นหากวันนี้ยังไม่ใช่วันอภิเษก อย่างน้อยวันนั้น นางต้องพร้อมที่สุด
แสงอรุณอ่อนส่องลอดม่านโปร่งภายในตำหนัก กลิ่นดอกเหมยยังอบอวลจากสวนหลังตำหนัก เสียงนกร้องเจื้อยแจ้วขับกล่อมเช้าใหม่ในวังหลวง
“ทูลองค์หญิงเพคะ ขันทีซุ่นไห่ขอเข้าเฝ้าเพคะ”
เสียงของเสี่ยวจูดังขึ้นเบาๆ พลางโค้งตัวลงหลิงหลิงซึ่งกำลังนั่งจิบชาอยู่ริมหน้าต่าง หันมาพยักหน้าเบาๆ “ให้เขาเข้ามา”
ทันใดนั้น ขันทีซุ่นไห่ก็เดินเข้ามาอย่างนอบน้อม ก่อนคุกเข่าลงด้วยท่าทีเคารพ “ถวายพระพรองค์หญิง วันนี้เป็นวันดี อาจารย์เซิ่นอวี้จะเข้ามาถวายการสอนองค์หญิงเป็นวันแรกพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาทและฮองเฮาทรงประสงค์จะเสด็จมาพร้อมอาจารย์เซิ่นอวี้ด้วยพ่ะย่ะค่ะ เพื่อทอดพระเนตรองค์หญิงเริ่มเรียน”
หลิงหลิงเบิกตากว้างเล็กน้อย ก่อนพยักหน้าอย่างสำรวม “ข้ารับทราบแล้ว ให้ทุกคนเตรียมห้องเรียนให้พร้อม”
ไม่ทันไร เสียงขันทีหน้าตำหนักก็ดังขึ้นอีกครั้ง “ฮ่องเต้และฮองเฮาเสด็จ! พระอาจารย์เซิ่นอวี้ตามเสด็จด้วย!”
หลิงหลิงรีบลุกขึ้นทันที เสี่ยวจูกับอาหยางรีบช่วยจัดเสื้อคลุมให้นางเรียบร้อย แล้วนางก็โค้งถวายบังคมต้อนรับด้วยท่าทางงามสง่า
“ถวายพระพรเสด็จพ่อ เสด็จแม่เพคะ” “คาราวะอาจารย์เซิ่นอวี้เพคะ”
เฉียนหรงก้าวเข้ามาใกล้บุตรสาว ลูบศีรษะนางเบาๆ ด้วยแววตาอ่อนโยน “หลิงหลิง ลูกพ่อดีขึ้นมากแล้ว พ่อเห็นลูกมีน้ำมีนวลขึ้นก็ดีใจนัก วันนี้เจ้าเริ่มเรียนได้หรือไม่?”
“เพคะ ลูกพร้อมเรียนแล้วเพคะ” หลิงหลิงยิ้มอ่อนๆ แม้ใจจะยังตึงเครียดอยู่บ้าง แต่สายตาของบิดาทำให้นางอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก
ฮองเฮาหลี่จับมือนางไว้แน่น “ลูกแม่เก่งที่สุดอยู่แล้ว แค่ตั้งใจฟัง และเรียนรู้ไปทีละวัน ไม่ต้องรีบ เอาเท่าที่ไหว เข้าใจไหมจ๊ะ?”
“เพคะเสด็จแม่ ลูกจะไม่ทำให้เสด็จพ่อเสด็จแม่ผิดหวังเพคะ”
อาจารย์เซิ่นอวี้โน้มศรีษะลงไว้ในท่าเคารพนอบน้อมก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบเบาแต่นุ่มนวล “หม่อมฉัน เซิ่นอวี้ ขอน้อมรับหน้าที่ถวายการสอนแด่องค์หญิง หากพระองค์มีสิ่งใดไม่เข้าใจ โปรดอย่าเกรงใจ หม่อมฉันพร้อมจะอธิบายด้วยความเต็มใจ”
หลิงหลิงยิ้มบางๆ พลางโค้งคำนับตอบ “ข้าขอบพระคุณอาจารย์ที่เมตตา ข้าจะตั้งใจเรียนอย่างดีที่สุด”
เฉียนหรงทอดพระเนตรบุตรสาวด้วยแววตาเปี่ยมความรัก ก่อนหันไปทางเซิ่นอวี้ “ฝากลูกข้าด้วยนะอาจารย์ นางผ่านอะไรมามาก หากเจ้าสอนอย่างอ่อนโยนและมั่นคง นางจะยืนหยัดได้อีกครั้ง”
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท หม่อมฉันจะถือเป็นหน้าที่อันสำคัญยิ่ง”
เมื่อพระบิดาและพระมารดาเสด็จกลับ หลิงหลิงก็เดินไปยังโต๊ะเรียนในห้องที่จัดไว้เป็นพิเศษ มีม่านโปร่งบางกั้นแสงแดดอ่อนๆ พอเหมาะ สมุดพู่กัน กระดาษไผ่ และตลับหมึกจัดเรียงไว้ครบถ้วน
เซิ่นอวี้หยิบตำราเล่มบางขึ้นมาเปิด พลางเริ่มบทเรียนด้วยการกล่าวถึง
(คัมภีร์ว่าด้วยพิธีและจริยธรรม)
หลิงหลิงฟังอย่างตั้งใจ พลางจดจำอย่างรวดเร็ว แม้จะไม่เข้าใจศัพท์โบราณนัก แต่ด้วยสติปัญญาและความเป็นคนเรียนรู้เร็ว นางค่อยๆ ซึมซับทุกถ้อยคำของอาจารย์ด้วยความตั้งใจจริง
…
ที่พระตำหนักฝ่ายใน ฮ่องเต้เฉียนหรงและฮองเฮาหลี่ประทับอยู่ด้วยกัน
“หลิงหลิงดูมีแรงใจขึ้นมามากทีเดียวเพคะ” ฮองเฮาหลี่กล่าวพลางยิ้ม
เฉียนหรงถอนหายใจยาวเบาๆ แต่เป็นลมหายใจที่แฝงความโล่งใจ “ใช่ ข้าดีใจยิ่งนัก ตอนที่เห็นนางฟื้นขึ้นมา ข้านึกว่าจะไม่มีวันได้เห็นรอยยิ้มของนางอีก”
“เราโชคดีจริงๆ ที่สวรรค์ยังเมตตา” ฮองเฮาหลี่พึมพำเบาๆ
เฉียนหรงพยักหน้าแล้วหลุบพระเนตรต่ำ “ข้าแค่หวัง ว่านางจะมีชีวิตที่สงบและมั่นคง จากนี้ต่อไป ไม่ต้องเผชิญความเจ็บปวดอีกแล้ว”
...
พระอาจารย์เซิ่นอวี้เปิดตำราหนังสือไผ่ทีละหน้า ชี้ไปยังตัวอักษรจีนโบราณที่สลักด้วยพู่กัน “องค์หญิง ที่กล่าวไว้ในบทแรกของ ‘จิ้ง จิง เอ๋อ ซิ่ง หมายถึง เมื่อใจสงบ จึงจะเดินด้วยความเคารพ”
หลิงหลิงขมวดคิ้วนิดๆ ก่อนเอียงคอถามอย่างซื่อๆ “หมายถึงว่า ต้องนิ่งๆ ถึงจะมีมารยาทใช่ไหมเพคะ?”
เซิ่นอวี้ยิ้มบางๆ เขาลูบเครายาวด้วยความเอ็นดู “องค์หญิงเข้าใจไม่ผิด แต่ถ้าจะให้ลึกซึ้งกว่านั้น จิตต้องนิ่ง เพื่อให้รู้เท่าทันตนเอง แล้วจึงแสดงออกต่อผู้อื่นด้วยความเคารพ ไม่ใช่แค่ท่าทาง แต่รวมถึงใจด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
“อืม...” หลิงหลิงพยักหน้าแต่ในใจแอบคิด (ถ้าแบบนั้น ในยุคเราคือการมีสติ mindfulness สินะ?)
เธอพึมพำกับตัวเองเบาๆ “ก็เหมือนเวลาเรารักษาคนไข้ ถ้าใจไม่นิ่ง มือก็สั่น ฉีดยาผิดเลยแหละ”
“เอ่อ หม่อมฉันมิได้ยินถนัด องค์หญิงตรัสถึงอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ?” อาจารย์เซิ่นอวี้เลิกคิ้วอย่างสุภาพ
หลิงหลิงสะดุ้งเล็กน้อย ยิ้มกลบเกลื่อน “เปล่า ข้าแค่พูดถึงตอนที่เคยเรียนตำราต่างเมืองมาก่อนนิดหน่อย”
“อ้อ เช่นนั้นก็ดีมากพ่ะย่ะค่ะ องค์หญิงมีพื้นฐานย่อมเรียนรู้ได้ไว” อาจารย์กล่าวอย่างใจดี
เสียงพู่กันเสียดสีกระดาษแผ่วเบาดังขึ้นขณะที่หลิงหลิงค่อยๆ ลองฝึกเขียนตัวอักษรตามแบบ อักษรตัวแรกนั้นแอบบูดเบี้ยวไปนิด มือที่เคยชินกับปากกาสมัยใหม่ยังไม่คุ้นกับพู่กันไผ่
“เฮ้อ ข้าเขียนได้แค่นี้หรือเนี่ย” หลิงหลิงถอนใจเบาๆ
อาจารย์เซิ่นอวี้ยกยิ้ม “ไม่ต้องรีบร้อนพ่ะย่ะค่ะ อักษรที่งดงาม มิใช่เกิดจากมือ แต่เกิดจากใจที่เยือกเย็นและมั่นคง จงหายใจเข้า... แล้วลงมืออีกครั้ง”
หลิงหลิงเงยหน้ามองเขาอย่างทึ่ง “อาจารย์พูดเหมือนครูโยคะเลยค่ะ— เอ่อ ขอโทษค่ะ ข้าไม่ได้ลบหลู่”
เซิ่นอวี้หัวเราะเบาๆ “หามิได้พ่ะย่ะค่ะ องค์หญิงมีทัศนะที่แปลกใหม่ นั่นเป็นคุณสมบัติของผู้มีปัญญา”
หลังจากเรียนได้ครึ่งค่อนวัน เซิ่นอวี้จึงวางพู่กันลง และกล่าวสรุปบทเรียนแรก
“วันนี้เราจบแค่เบื้องต้น พรุ่งนี้เราจะว่าด้วยตำรากฎหมาย การเก็บภาษี และโครงสร้างการปกครองในรัฐเว่ยพ่ะย่ะค่ะ”
“เรื่องภาษีเหรอ น่าสนใจ” หลิงหลิงยิ้ม แต่ในใจคิด (แบบนี้เราจะได้รู้เลยว่า การคลังที่นี่เป็นยังไง สมัยนี้รายได้รัฐพึ่งอะไรมันอาจช่วยเราได้ ถ้าจะปรับเปลี่ยนอะไรในอนาคต)
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าเบาๆ ของฮ่องเต้เฉียนหรงและฮองเฮาหลี่ก็ดังเข้ามาในห้องเรียน
“ลูกพ่อเรียนเหนื่อยไหม?” “องค์หญิงของแม่หิวหรือยังจ๊ะ?”
หลิงหลิงหันไปเห็นทั้งสองพระองค์ นางรีบลุกขึ้นยืนอย่างสง่างาม แต่สีหน้าแฝงด้วยรอยยิ้ม
“ไม่เหนื่อยเลยเพคะ ข้ารู้สึกว่าได้เปิดโลกใหม่เลย”
เฉียนหรงทรงทอดพระเนตรบุตรสาวอย่างเปี่ยมรัก “แค่ลูกยิ้มได้ ข้าก็หมดห่วงไปอีกเปลาะหนึ่ง”
ฮองเฮาหลี่เอื้อมมือลูบไหล่ลูกเบาๆ “แม่สั่งครัวให้ต้มซุปปลาไว้ เดี๋ยวพาไปกินกัน เรียนเสร็จแล้วใช่ไหม?”
หลิงหลิงพยักหน้า “เพคะ แล้วพรุ่งนี้ข้าจะตั้งใจให้มากกว่านี้อีก”
อาจารย์เซิ่นอวี้ยกมือคำนับอีกครั้ง “หม่อมฉันขอลาไปเตรียมบทเรียนต่อพ่ะย่ะค่ะ”
…
ในตอนบ่าย หลังจากได้เสวยอาหารร่วมกับเสด็จพ่อและเสด็จแม่ หลิงหลิงก็กลับมานั่งพักผ่อนบนศาลากลางสวน มีเสียงน้ำไหลจากลำธารจำลองเบาๆ นางทอดสายตามองไปยังภาพพระราชวังที่เพิ่งแขวนไว้ในตำหนัก ขณะนี้ใจของเธอเริ่มเปลี่ยนไปทีละน้อย จากความกลัว สู่ความสงบ และเริ่มมี “เป้าหมาย” บางอย่างในดินแดนแห่งนี้แล้ว
ในยามสายของวันหนึ่ง ขณะที่แสงแดดอ่อน ๆ สาดส่องผ่านม่านไหมบางเบาในพระตำหนักฝูงนกกระจิบบินผ่าน เสียงสายลมพัดแผ่วเบา องค์หญิงหลิงหลิงนั่งอ่านตำราบ้านเมืองอยู่ใต้ศาลาในสวนหลวงโดยมีเสี่ยวจูและอาหยางคอยพัดให้อยู่ไม่ห่าง
ขณะนั้นเอง เสียงอึกทึกก็ดังขึ้นจากอีกฟากหนึ่งของวังหลวง มีเสียงวุ่นวายและเสียงร้องของหญิงสาวแว่วมาแต่ไกล
“ช่วยด้วย! เรียกหมอเร็ว! ท่านสนมเย่วซิน! ท่านสนมเย่วซินทรงหายใจไม่ออก!”
เสียงร้องดังมาจากหน้าตำหนักจิ่งฮวา ด้านทิศเหนือของพระราชวัง อาหยางรีบชะเง้อมองด้วยความตกใจ
“องค์หญิงเพคะ เกิดเรื่องแล้วเพคะ! เหมือนจะมีคนหมดสติ!”
หลิงหลิงขมวดคิ้วเล็กน้อย นางไม่ได้ตั้งใจจุ้นเรื่องใคร แต่คำว่า “หายใจไม่ออก” นั้นทำให้สัญชาตญาณของหมอในตัวเธอสะดุ้งขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ความทรงจำจากชีวิตเก่าอันเปี่ยมประสบการณ์ในห้องฉุกเฉินผุดขึ้นในหัว เธอวางตำราในมือลงอย่างเร็ว ก่อนจะหันไปสั่ง
“เสี่ยวจู พาข้าไปที่นั่นเดี๋ยวนี้!”
“แต่องค์หญิง ท่าน ไม่ควรยุ่งเรื่องในตำหนักสนม”
“นางอาจตายก่อนหมอจะมาถึงก็ได้!” หลิงหลิงตัดบท ดวงตาสีดำสนิทเปล่งประกายเด็ดเดี่ยว
นางรีบสาวเท้าเร็วออกจากศาลาพร้อมสองสาวใช้ รีบไปยังตำหนักจิ่งฮวา ทหารยามที่หน้าตำหนักถึงกับตะลึงเมื่อเห็นองค์หญิงวิ่งมาในสภาพไร้พิธีรีตองเช่นนี้
“เปิดทาง!” หลิงหลิงสั่งเสียงเข้ม
เมื่อเข้าไปถึงในห้องนอนชั้นใน ท่ามกลางกลิ่นยาน้ำมันสมุนไพรที่ลอยตลบอบอวล หญิงสาวผู้งามสง่าในชุดสนมล้มลงกับพื้น สีหน้าซีดเซียว ชีพจรเต้นรัวและหายใจไม่สะดวก มือกำอกแน่นคล้ายคนขาดอากาศ นางกำนัลรอบตัวร้องไห้ระงมแต่ไม่รู้จะทำอย่างไร
หลิงหลิงนั่งลงข้างตัวสนมทันที เธอตรวจอาการเบื้องต้นอย่างรวดเร็ว ใช้ทักษะที่ซึมลึกในกระดูกของหมอผู้ช่ำชอง “ดูเหมือนจะช็อกจากภูมิแพ้ หรืออาการทางหลอดลม”
“เอาน้ำอุ่นมา! เอาผ้าชุบน้ำมาให้ข้า!”
สาวใช้ลังเลแต่รีบนำน้ำมาให้ นางฉีกผ้าเช็ดหน้าอย่างรวดเร็วแล้วประคบ ก่อนจะใช้เทคนิคกดจุดและเปิดช่องทางหายใจโดยการเงยหน้า และกดจุดที่ฐานกระดูกไหปลาร้าราวกับรู้จักทุกสรรพเส้นลมปราณ สาวใช้ทุกคนมองกันตาค้าง
ไม่ถึงครู่ สนมเย่วซินเริ่มหายใจช้าลง สีหน้าเริ่มกลับมาเป็นปกติ เสียงหายใจที่เคยติดขัดก็ค่อย ๆ ผ่อนคลายลง เธอลืมตาช้า ๆ อย่างงุนงง
“ท่าน...องค์หญิง?” นางกระซิบเบา ๆ
เสียงฮือฮาดังขึ้นทันที “องค์หญิงหลิงหลิงทรงช่วยชีวิตท่านสนมไว้!”
ขันทีคนหนึ่งรีบวิ่งออกไปแจ้งฮ่องเต้เฉียนหรงโดยไม่รีรอ
บทที่43 อาหลานและหรูอี้ฤดูร้อนในกรุงเทพฯ ท้องฟ้าใส อบอุ่นแต่ไม่ร้อนจัดไม่นานหลังจากพิธีรับปริญญา หรูอี้และอาหลานก็กลับถึงบ้านพร้อมใบปริญญาในมือ รอยยิ้มกว้างบนใบหน้าสองสาวเต็มไปด้วยความภูมิใจหลิงหลิงกับอิฐต้อนรับหรูอี้กลับบ้านด้วยอ้อมกอดแน่น ๆ ส่วนเยี่ยนเฉินกับลูกปลาเตรียมอาหารเลี้ยงเล็ก ๆ ต้อนรับลูกสาวคนเก่งอย่างอาหลานในมื้อเย็นวันนั้น โต๊ะอาหารของบ้านหลังใหญ่มีเสียงหัวเราะ เสียงพูดคุยถึงวันรับปริญญา ภาพบัณฑิตสาวในชุดครุยยังคงปรากฏอยู่ในโทรศัพท์ของพ่อแม่แต่ละคนที่เลื่อนดูวนไปวนมาไม่รู้เบื่อแต่เมื่ออาหารจานสุดท้ายถูกวางลงบนโต๊ะ เสียงพูดค่อย ๆ เบาลง ก่อนที่หลิงหลิงจะเป็นฝ่ายเริ่มต้นบทสนทนาสำคัญหลิงหลิงยิ้มมองอาหลาน“อาหลานก็เรียนจบแล้วสินะ เร็วเหมือนกันนะลูก เวลาผ่านไปแป๊บเดียว”ลูกปลาพยักหน้าตาม“วันนั้นที่เธอยังเป็นเด็กน้อยในอ้อมแขนเราเหมือนเพิ่งผ่านไปเมื่อวานเอง”อิฐวางช้อนลง“พวกเราสองครอบครัวก็คุยกันมาหลายรอบแล้วนะ เรื่องแต่งงานของอาเว่ยกับอาหลาน...”ห้องทั้งห้องเงียบลงนิดหนึ่ง แต่อบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งความตื่นเต้นเยี่ยนเฉิน“ความจริงเราอยากจะรอให้ลูกทั้งสองคนเรียนจบก่อน แล
บทที่42 อาเว่ยของอาหลานแสงแดดยามบ่ายทอดยาวลงบนผืนน้ำที่สะท้อนระยิบระยับ ลมทะเลพัดเบา ๆ พอให้ผมของอาหลานปลิวไหว เธอสวมเดรสสีครีมอ่อนเรียบง่ายแต่ดูดี กำลังเดินเท้าเปล่าลงบนผืนทรายข้าง ๆ อาเว่ยที่สวมเสื้อเชิ้ตพับแขนกับกางเกงผ้าสบาย ๆอาเว่ยถือรองเท้าแตะของอาหลานในมือ เดินไปข้างเธอไม่ห่างเลยแม้ก้าวเดียวอาหลาน “อาหลานชอบทะเลนะ มันเงียบดี ไม่เหมือนในกรุงเทพเลย”อาเว่ยยิ้มมองด้านข้าง “แล้วถ้าอยู่กับพี่ ทะเลเงียบเกินไปมั้ย?”อาหลานหัวเราะเบาๆ “ก็ไม่เงียบเท่าไหร่หรอกค่ะ พี่ชอบแกล้งอาหลานมากกว่า”อาเว่ย “พี่ไม่ได้แกล้ง พี่กำลังจีบอยู่ต่างหาก”อาหลานหน้าแดงในทันที หันหน้าไปทางทะเลแทน ไม่กล้าสบตาอาหลาน “พี่เว่ย...พูดแบบนี้อีกแล้ว”อาเว่ย เดินมาขวางหน้าแล้วก้มลงมองเธอในระยะใกล้“ก็อาหลานน่ารัก พี่ห้ามใจไม่ไหวหรอก จะให้พี่พูดแต่เรื่องงานได้ยังไง?”เธอขำแต่หน้าแดงจัด พี่เว่ยจับมือเธอเอาไว้แน่นแล้วเดินต่อไปยังชายหาดที่คนบางตาอาเว่ย “อาหลานรู้ไหม พี่รอมานานมากเลย กว่าจะได้เที่ยวกับเธอแบบนี้ สองคน”อาหลานอมยิ้ม “อาหลานก็นึกว่าพี่จะไม่พูดสักที…”อาเว่ย “ก็พี่กลัว กลัวเธอจะไม่มองพี่แบบเดียวกัน พอรู้ว
บทที่41 โตแล้ว20 ปีผ่านไป ท่ามกลางความนิ่งสงบที่ไม่เสื่อมคลาย อาเว่ยเติบโตขึ้นเป็นหนุ่มวัย 24 ปี รูปร่างสูงโปร่งเต็มไปด้วยพลังและความมั่นใจ ส่วนอาหลานและหรูอี้ต่างก็เข้าสู่วัย 20 ปี หน้าตาและร่างกายยังคงความสดใสและสง่างามดุจดั่งดวงดาวที่เปล่งประกายในท้องฟ้าหลิงหลิง อิฐ ลูกปลา และอาเฉิน กลับไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาเลยแม้แต่น้อย พลังวิเศษที่ได้รับจากพรของอาจารย์หานเจิน ทำให้พวกเขาคงความเยาว์วัยและสุขภาพสมบูรณ์เสมอเหมือนกับหนุ่มสาวตลอดกาล ลูกๆ ของพวกเขาก็ได้รับพรนี้สืบทอดต่อ ทำให้ครอบครัวนี้เป็นเหมือนตระกูลนิรันดร์ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปทุกวันในวันหนึ่ง ทุกคนพร้อมใจกันวาปกลับสู่รัฐฉิน บ้านเกิดที่มีอดีตและความทรงจำลึกซึ้ง แต่บรรยากาศกลับเต็มไปด้วยความโศกเศร้า ไทเฮาไป๋อวิ๋นได้สวรรคตลงแล้วก่อนหน้านี้ ความเงียบงันปกคลุมวังหลวงอย่างหนักหน่วง เสด็จพ่อและเสด็จแม่ของหลิงหลิงก็ได้จากไปเช่นกัน เหลือเพียงความทรงจำและความรักที่ยังคงประทับอยู่ในใจของทุกคนพอทุกคนวาปกลับมาถึงรัฐฉิน ดินแดนที่เคยเป็นบ้านของพวกเขา หลิงหลิง อิฐ ลูกปลา อาเฉิน และลูกๆ ทั้งอาเว่ย อาหลาน หรูอี้ ต่างเดินทอดน่องไปยังที่ที่เค
บทที่40 อาเว่ยของพ่ออออหลายเดือนต่อมา — เช้าแรกของการเปิดเทอมแสงแดดส่องลอดผ้าม่านสีขาวในห้องนอนของครอบครัวหลิงหลิงเสียงนาฬิกาปลุกดัง “ปี๊บ ปี๊บ ปี๊บ!” แต่ไม่มีใครสนใจ จนกระทั่งเสียงหนึ่งกรี๊ดลั่น…หลิงหลิงเสียงดังลั่น“อิฐ! ตื่นนนนน!! วันนี้อาเว่ยเข้าโรงเรียนวันแรก!!!”อี้หลง งัวเงีย“หา...วันนี้เหรอ? ไม่ใช่พรุ่งนี้เหรอ...?”หลิงหลิง“อิฐจะให้ลูกไปสายวันแรกเลยเหรอ! ตื่นไปเตรียมกระเป๋า! เอาชุด! เอาหมีนอนลูกออกมาด้วย!!”(10 นาทีต่อมา)ทั้งครอบครัวยืนอยู่หน้ากระจกอี้หลงกำลังใส่เป้อุ้มหรูอี้ (ที่หลับอยู่แบบไม่สนโลก) ส่วนอาเว่ยยืนน้ำตาคลอในชุดนักเรียนอินเตอร์สุดหล่ออาเว่ยเสียงสั่น“แม่ ไม่อยากไปโรงเรียนอ่ะ หนูอยากอยู่กับน้อง”หลิงหลิง ลูบหัว“อาเว่ยลูก โรงเรียนสนุกนะ มีของเล่น มีเพื่อน มีข้าวกลางวัน…”อี้หลง นั่งยองๆ ข้างลูก“ลูก…ไม่ต้องไปก็ได้ก็ได้นะ ฮืออออ ลูกยังเล็ก เดี๋ยวพ่อไปเรียนแทนเอง!”หลิงหลิง ตะโกนใส่ผัว“อิฐ! ลูกจะกลัวเพราะอิฐเนี่ยแหละ! หยุดร้องเลย!”อี้หลง สะอื้นเบาๆ“ก็พ่อรักลูก ฮือออออออ”หลิงหลิง“รักก็หุบปาก แล้วอุ้มหรูอี้ไปขึ้นรถ!”ที่หน้าโรงเรียนนานาชาติชื่อดังใกล้คอน
บทที่39 ลูกปลาคลอดแล้วจ้าหลิงหลิงกับอี้หลงและลูก ๆ ใช้ชีวิตอยู่ในวังเว่ยอย่างสงบสุขตลอดสองเดือน เสด็จพ่อเสด็จแม่ก็เอ็นดูหลานทั้งสองมาก จนหลิงหลิงเองก็แทบไม่อยากกลับแต่ในคืนหนึ่ง ขณะที่ทั้งครอบครัวกำลังรับประทานผลไม้ยามค่ำในตำหนักเกิดลมพัดแปลก ๆ ขึ้นกลางอากาศเสียงฉึก! พร้อมแสงแวววับของเวทมิติก็ผ่าเข้ากลางลานหินก่อนที่ “เยี่ยนเฉิง” จะทะลุเข้ามาด้วยท่าทางร้อนรน ใบหน้าเต็มไปด้วยความตระหนกเยี่ยนเฉิง (หอบหายใจ)“ลูกปลา! นางเจ็บท้องหนักมาก ข้า ข้าไม่รู้จะทำยังไง!”หลิงหลิง“อะไรนะ! แล้วทำไมไม่พาไปโรงบาล!?”เยี่ยนเฉิง“นางไม่ยอมไปไหนถ้าไม่มีพวกเจ้า! พวกเจ้าต้องกลับไปเดี๋ยวนี้!”อี้หลง รีบวางผลไม้“จัดของ พาเด็ก ๆ กลับก่อน แล้วตามไปเลย!”หลิงหลิงรีบวิ่งไปลาท่านพ่อท่านแม่ที่ท้องพระโรงน้ำเสียงนางเร่งรีบแต่นอบน้อม ท่านทั้งสองเข้าใจทันทีและโบกพระหัตถ์อนุญาตฮองเฮาหลี่ ยิ้มอ่อน“กลับไปเถิดลูก ปลาต้องการเจ้า อย่าลืมพาเจ้าตัวน้อยมาให้ข้าชมด้วยนะ”ทันทีที่ข้ามมิติกลับมาถึงคอนโดหลิงหลิงก็พบลูกปลานอนร้องไห้ด้วยความเจ็บอยู่บนโซฟาเส้นผมเปียกชื้น หน้าซีด มือกุมท้องแน่นลูกปลา เสียงเบา“กูเจ็บ… กูเจ
บทที่38 ชีวิตทั้งสองครอบครัวหลายเดือนผ่านไปในกรุงเทพฯ...ความคุ้นชินกับวิถีชีวิตในโลกยุคใหม่เริ่มหล่อหลอม "เยี่ยนเฉิง" มากขึ้นทุกวัน — จากคนที่ใช้ดาบ กลับกลายเป็นคนที่ถือช้อนส้อมได้คล่อง ไปซูเปอร์มาร์เก็ตไม่หลง ฟังเพลงจากมือถือเป็นแล้ว และเริ่มมีท่าทางเหมือน "พ่อบ้านใจกล้า" มากขึ้นทุกวันแต่ลึกลงไปในใจ...เยี่ยนเฉิงยืนนิ่งริมระเบียงคอนโด มองออกไปยังแสงไฟเมืองที่ไม่เคยหลับ แสงจันทร์เหนือกรุงเทพฯ ต่างจากจันทร์ในแคว้นฉู่ แต่มันก็ทำให้เขานึกถึง “แผ่นดินที่จากมา” อย่างเงียบๆเยี่ยนเฉิง “เสียงจิ้งหรีดก็ไม่มี...กลิ่นหญ้าตอนเช้าก็ไม่มี ข้าคิดถึง”เบื้องหลังเขา ลูกปลานั่งทาโลชั่นคนท้องอยู่บนโซฟา เปิดทีวีดูซีรีส์ไทยอย่างอินจัด หัวเราะออกมาที อาเฉินก็สะดุ้งนิดๆ แล้วหันไปมองด้วยแววตาอ่อนโยนลูกปลา “คิดถึงบ้านล่ะสิ?”เยี่ยนเฉิง พยักหน้า “ข้าไม่เคยจากถิ่นเกิดนานขนาดนี้มาก่อนเลย”ลูกปลา “เอ้า ก็กลับไปดูได้นี่ เดี๋ยวปลากับลูกตามไปทีหลัง ปลายังไม่ไหว ท้องจะเข้าเดือนที่เจ็ดแล้ว”เยี่ยนเฉิง “ข้าจะไม่ทิ้งเจ้าไว้คนเดียวหรอก”ลูกปลา “ขอบใจนะ แต่เอางี้ ถ้าคิดถึงมาก เดี๋ยวเรากลับพร้อมกันก็ได้ รอปลาคลอดก่อนน
บทที่24 อยู่ต่อได้ไหมNCลูกปลายังคงจับแขนเสื้อของเยี่ยนเฉิงไว้แน่น ดวงตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นไม่ไหวติงจากใบหน้าเขา“ข้าจะช่วยท่าน” เสียงเธอนุ่มนวลแต่หนักแน่น “ไม่ใช่เพราะท่านเคยเป็นใคร หรือกำลังจะกลายเป็นอะไร... แต่เพราะข้าเชื่อว่า ในใจท่าน ยังมีความเป็นมนุษย์อยู่”เยี่ยนเฉิงไม่พูดอะไร เพียงจ้อ
บทที่8 เดินทางไปรัฐเว่ยกองคาราวานของคณะทูตรัฐฉินออกเดินทางจากนครหลวงใต้แสงอรุณของฤดูปลายใบไม้ผลิ รถม้าทรงสี่เหลี่ยมสีดำล้อมด้วยขุนนาง ผู้ติดตาม และทหารองครักษ์ในชุดเครื่องแบบประจำราชสำนักฉิน เส้นทางทอดยาวจากเทือกเขาสู่ทุ่งหญ้า ผ่านลำธารและป่าร่มครึ้มที่เต็มไปด้วยหมอกจาง ท่ามกลางหมู่คนผู้เงียบขรึมแ
บทที่7 สงครามรวมแผ่นดินณ โลกปัจจุบัน กาลเวลาล่วงเลยไปนานนักนับจากวันที่ แพทย์หญิงหลิงหลิง เกียรติไพบูรณ์ ขับรถตกสะพานหายไปในแม่น้ำใหญ่ ท่ามกลางความตื่นตระหนกของสังคม ข่าวการหายตัวของเธอเป็นข่าวใหญ่ในเวลานั้น—และค่อย ๆ เงียบหายไป พร้อมคำว่า "ยังไม่พบศพ"โลกเปลี่ยนไป วิทยาการก้าวหน้า แต่ไม่มีใครพบเ
บทที่6 มันเป็นชะตาสามวันต่อมาท้องฟ้าเหนือวังหลวงเว่ยสดใสไร้เมฆ เหนือยอดไม้สน เสียงนกร้องแว่วแผ่วในอากาศยามสายคล้ายวันสงบสุขเช่นเคยทว่า ณ หน้าประตูชั้นในของตำหนักเจิ้งซิน กลับมีข่าวที่ทำให้ขันทีซุ่นไห่ถึงกับหน้าตาตื่นรีบเร่งเข้าไปในท้องพระโรง“ฝะ ฝ่าบาทพะยะค่ะ! ฮองเฮาพะยะค่ะ! เกิดเหตุไม่คาดฝันพะ







