Masuk
ลมหายใจหอบของเธอดังขึ้นมาอย่างหนักหน่วง ความเจ็บปวดวิ่งแล่นทั่วร่างเมื่อสติเริ่มกลับมา ดวงตาเรียวค่อย ๆ เปิดออก เผยให้เห็นขื่อไม้และกระเบื้องหลังคาที่ไร้เพดาน
“อึก...”
ริมฝีปากแห้งผากของเธอขยับเล็กน้อยก่อนจะรู้สึกถึงรสฝาดของเลือดที่มุมปาก พยายามยันตัวขึ้นจากพื้นที่เย็นเฉียบ แต่ร่างอรชรกลับไร้เรี่ยวแรงในการเคลื่อนไหว
‘เกิดอะไรขึ้น ไม่ใช่ว่าฉันถูกรถชนตายไปแล้วเหรอ’ เจียงซูเหยาวัยยี่สิบเจ็ดปีคิดในใจ ภาพสุดท้ายที่จำได้คือรถบรรทุกพุ่งเข้ามาตอนที่เธอปั่นจักรยานไปตามเส้นทางสำหรับจักรยาน
เธอรู้สึกเจ็บปวดราวกระดูกแหลกสลายจากแรงปะทะ ก่อนทุกอย่างจะดับวูบไป
แต่ตอนนี้เธออยู่ที่ไหนกัน?
“ตื่นได้แล้ว! ยังจะนอนอู้ไปถึงไหนกัน” เสียงแหลมของหญิงวัยกลางคนดังขึ้นตามมาด้วยแรงกระชากที่แขน ดึงเธอลุกขึ้นยืนจนต้องเซไปพิงผนังห้องเอาไว้
ภาพเหตุการณ์บางอย่างไหลบ่าท่วมท้นเข้ามาในหัว ความทรงจำที่ไม่ใช่ของเธอแต่กลับชัดเจนราวกับเป็นของตัวเอง
“มัวแต่เหม่ออะไร หกล้มแค่นี้อย่ามาทำเป็นสำออย เธอยังไม่ได้เตรียมข้าวเย็นเลย รีบไปเร็วเข้า”
มือหยาบนั้นผลักเธอไปทางห้องครัวแบบโบราณมีเตาไฟที่เต็มไปด้วยขี้เถ้า เจ้าของประโยคที่ออกคำสั่งเป็นหญิงวัยกลางคนที่มีสีหน้าไม่สบอารมณ์ ทั้งที่ไม่รู้จักกันทำไมเธอถึงต้องมาพูดจาแบบนี้ใส่ด้วย
“โอ๊ย” หญิงสาวเซไปเล็กน้อยก่อนจะกุมขมับด้วยความหนักอึ้ง หัวใจเต้นรัวเมื่อภาพความทรงจำที่เหลือค่อย ๆ หลั่งไหลเข้ามาในสมองมากขึ้นเรื่อย ๆ ทว่าพร้อมกันนั้น เปลวเพลิงของความโกรธราวกับว่าเจอเหตุการณ์เหล่านั้นด้วยตนเองก็เกิดขึ้นในใจ
“ยุคไหนกันถึงได้กดขี่ขนาดนี้” เธอพึมพำเบา ๆ พลางมองมือตัวเองที่เต็มไปด้วยรอยแผลและรอยสากจากการทำงานหนัก
“เสี่ยวเหยา เธอบ่นอะไร รีบไปทำงานซะ อย่ามัวแต่นั่งอู้” หญิงวัยกลางคนตวาดอีกครั้ง ในความทรงจำผู้หญิงคนนี้คือจางหมิ่น แม่สามีของผู้หญิงที่ชื่อว่า หลินเสี่ยวเหยา สะใภ้สกุลหลี่ที่แสนรันทด
‘ฉันทะลุมิติเหมือนในนิยายสินะ’ เจียงซูเหยา หรือบัดนี้เธอคือหลินเสี่ยวเหยาคิดในใจจากสิ่งที่เกิดขึ้น
“ลูกสะใภ้คนนี้ นับวันยิ่งเหิมเกริม บอกให้ทำอะไรก็จะไม่เชื่อฟังแล้วใช่ไหม” จางหมิ่นตวาดลั่น ตระกูลหลี่ของเธอตบแต่งหลินเสี่ยวเหยาเข้ามาเพราะสินเดิมที่พ่อแม่เธอทิ้งเอาไว้ให้
หลินเสี่ยวเหยามองแม่สามีด้วยความไม่พอใจ แม้จะไม่อยากทำแต่เธอก็ไม่มีทางเลือก อย่างน้อยตอนนี้เธอยังไม่รู้ว่าอยู่ในสถานการณ์แบบไหน และที่สำคัญที่สุด ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมบ่งบอกว่าเธอไม่อยากถูกไล่ออกจากบ้านโดยเธอไม่มีที่ไป
“ทำก็ทำ” หญิงสาววัยถอนหายใจ ก่อนจะก้าวไปที่เตาไฟ อาศัยความทรงจำจากร่างเดิมหยิบฟืนขึ้นมาเริ่มก่อไฟ แม้หัวใจจะเต็มไปด้วยความสับสน แต่เธอก็รู้ดีว่าถ้าอยากเอาตัวรอดในโลกนี้ เธอต้องอดทนและหาทางเอาคืนให้ได้ในสักวันหนึ่ง
เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากหน้าประตู ก่อนที่มันจะถูกผลักเข้ามาอย่างแรง
“เฮ้อ! เหนื่อยเป็นบ้า” ชายร่างสูงโปร่งในวัยยี่สิบสองปีเดินเข้ามา พลางบิดคอและไหล่ไปมาราวกับทำงานหนักมาทั้งวัน
หลี่ต้าซานทรุดตัวลงบนม้านั่งไม้เก่าอย่างไม่ใส่ใจ ใบหน้าของเขาดูหงุดหงิดราวกับแบกโลกทั้งใบเอาไว้
หลินเสี่ยวเหยาชะงักมือจากการคนข้าวต้มในหม้อ หันไปมองชายตรงหน้าด้วยสายตาเรียบเฉย พินิจดูชายที่บ่นเหนื่อยแล้วได้แต่ถอนใจ
หลี่ต้าซานเป็นลูกชายคนเดียวของสกุลหลี่ แม้จะเป็นหัวหน้าครอบครัวแต่กลับไม่ได้ดูมีราศีผู้นำสักนิด
เสื้อผ้าเขาเต็มไปด้วยฝุ่นแต่ไม่ได้ดูเปื้อนโคลนเหมือนคนที่ตรากตรำทำงานหนัก และที่สำคัญมือของเขาสะอาดสะอ้านจนน่าสงสัยว่าออกไปทำงานหาอาหารมาจริงหรือไม่
“อาหารล่ะ” เสียงของหลี่ต้าซานแทรกขึ้นขณะที่เธอกำลังมองสำรวจเขา
“ข้าวต้มกำลังเดือด เดี๋ยวก็ได้กิน” หญิงสาวตอบเสียงเรียบ
“แค่ข้าวต้มอีกแล้วเหรอ ทำไมไม่มีเนื้อ ไม่มีกับข้าวดี ๆ เลย ฉันเหนื่อยจะตายอยู่แล้วนะ”
‘เหนื่อย?’ หลินเสี่ยวเหยาเลิกคิ้ว พลางกวาดตามองเขาอีกครั้ง
คนที่กลับมาจากการทำงานควรมีเหงื่อซึมตามไรผม แขนเสื้อเปื้อนฝุ่นหรือมีเศษดินเศษหญ้าติดตามเสื้อผ้าบ้าง แต่ชายคนนี้ดูเหมือนใช้เวลาไปกับการนั่งคุยเล่นมากกว่าเสียอีก
‘ไม่มีอะไรติดมือกลับมาแม้แต่นิดเดียว แต่กลับบ่นเหมือนตัวเองตรากตรำแทบตาย’ เธอแค่นหัวเราะในใจ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
“ยังจะชักช้าอะไรอีก รีบตักข้าวมาเร็ว ๆ” หลี่ต้าซานเร่งภรรยาของตน เขาแต่งเธอมาตั้งแต่สามปีที่แล้วโดยไร้ซึ่งความรัก
หลินเสี่ยวเหยาถอนหายใจ แม้จะขัดใจแต่ก็ต้องทำตามไปก่อน
“ที่ต้าซานถึงดวงตกขนาดนี้ กลับบ้านมือเปล่าทุกวัน ก็เพราะผู้หญิงดวงซวยอย่างแก”
หลินเสี่ยวเหยาเงยหน้าขึ้นจากชามข้าวต้มที่เพิ่งตักเสร็จ ดวงตาเรียบเฉยมองไปยังนางหลี่ที่วางมือเท้าสะเอว สายตาเต็มไปด้วยความดูแคลนและเกลียดชัง
‘มาแล้วสินะ บทแม่ผัวใจร้าย’
ต่อให้เธอจะไม่ได้มีความทรงจำทั้งหมดของหลินเสี่ยวเหยา แต่แค่เห็นสีหน้าและท่าทางของแม่สามี เธอก็พอเดาได้ว่าผู้หญิงคนนี้เป็นประเภทไหน
“แม่พูดอะไร” เธอถามเสียงเรียบ
“ยังจะมาทำหน้าซื่อ ตั้งแต่แกแต่งเข้าบ้านเรา ต้าซานก็หางานทำได้ยากลำบากขึ้นเรื่อย ๆ ไปทำอะไรก็ไม่ขึ้น มีแต่เรื่องซวย นี่มันเวรกรรมของบ้านเราแท้ ๆ ที่ต้องรับผู้หญิงอับโชคอย่างแกมาเป็นสะใภ้!”
“ใช่ ๆ แม่ดูสิ ขนาดวันนี้ผมออกไปตั้งแต่เช้า พยายามหาทางทำเงินแทบแย่ ยังไม่ได้อะไรกลับมาเลย ถ้าไม่ใช่เพราะอาเหยาเป็นตัวกาลกิณี จะเป็นเพราะอะไรอีก” หลี่ต้าซานรีบเสริมคำพูดของมารดา
หลินเสี่ยวเหยารู้สึกสมเพชกับตรรกะวิบัติของสองแม่ลูก ตัวเองเอาแต่นั่งอู้ไม่ทำงาน แต่กลับโทษว่าเป็นเพราะภรรยาดวงซวย
“แล้วแม่คิดว่า ฉันควรทำยังไงดี” เธอถามเสียงเรียบ
“ออกไปหางานทำสิ เข้าป่าล่าสัตว์เอาไว้กินเนื้อบ้าง จะให้เป็นหน้าที่ของต้าซานคนเดียว เธอมันไร้ค่า”
“ใช่ ๆ เธอออกไปล่าสัตว์ไปขุดมันบ้างสิ อยู่แต่บ้าน วัน ๆ เอาแต่งอมืองอเท้า” หลี่ต้าซานเสริมหน้าตาเฉย ไม่มีความคิดจะปกป้องภรรยาแม้แต่น้อย
หลินเสี่ยวเหยากำช้อนในมือแน่น คำพูดพวกนี้คงทำให้หลินเสี่ยวเหยาคนเดิมเจ็บปวดจนอยากหนีไปจริง ๆ แต่เธอไม่สามารถหนีไปไหนได้ และยินยอมรับการกดขี่ข่มเหงจากสองแม่ลูก
“งั้นก็ให้แม่ทำงานบ้าน ซักผ้า ทำอาหาร ผ่าฟืน ส่วนฉันจะติดตามสามีออกไปขุดเผือกขุดหน่อไม้ในป่า แล้ววางกับดักเอาไว้ล่าสัตว์ อยากรู้เหมือนกันว่าฉันไปด้วยจะได้อะไรติดไม้ติดมือมาหรือไม่” หลินเสี่ยวเหยาพูดเสียงเรียบ จ้องหน้าสามีที่เริ่มเลิ่กลั่กเมื่อเธอจะตามเขาเข้าป่า
“หรือไม่ก็หย่าให้ฉัน” เธอพูดประโยคต่อไป ประโยคที่ครั้งหนึ่งเจ้าของร่างเดิมเคยพูดแล้วถูกลงมือตบตีจนไม่กล้าคิดจะพูดมันซ้ำอีก
************************
หลังจากที่ปิดร้านแล้ว หลินเสี่ยวเหยาก็ให้หลินชงเมิ่งผู้เป็นอาและจ้าวหนิงลูกจ้างวัยสิบแปดนำอาหารในร้านที่แบ่งไว้กลับไปกินที่บ้านเธอนับเงินที่ขายได้วันนี้ หักต้นทุนวัตถุดิบออกแล้วและหักค่าจ้างเฉลี่ยรายวันออกก็ได้กำไรมากถึงสิบห้าสิบหยวน ทำงานวันเดียวเทียบเท่าเงินเดือนครึ่งเดือนของคนทั่วไป“กำไรวันละสิบห้าหยวน เดือนหนึ่งก็สี่ร้อยห้าสิบหยวน ถือว่าไม่เลว” ไป๋เจิ้งฉวนมองดูจำนวนเงินที่ภรรยาคำนวณออกมาก็ยิ้มอย่างพอใจ“ร้านของพ่อกับแม่ทำกำไรวันละยี่สิบกว่าหยวน บางวันทะลุสามสิบหยวนคุณยังไม่ตื่นเต้นเท่านี้เลย” เธอส่ายหน้ากับท่าทางตื่นเต้นนั้น“นั่นในตำบลนะ แต่นี่เราขายในหมู่บ้าน ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ที่จะมีลูกค้าต่างถิ่นแวะมา แล้วอีกอย่างโรงงานซาลาเปาของคุณก็ทำกำไรได้เดือนละพันกว่าหยวน แซงหน้าร้านฉันไปแล้ว ตั้งแต่มีเครื่องจักรมาช่วยก็ทุ่นแรงและสร้างกำไรมากกว่าเดิมเกือบสามเท่า” เขาเองก็พูดถึงความร่ำรวยของภรรยาเดิมทีเขาต้นทุนต่ำกว่าเธอกำไรมากกว่าและขยายกิจการได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่เธอค่อย ๆ ทำไปอย่างไม่เร่งรีบ เก็บเงินเปิดโรงงานแล้วเพิ่มปริมาณการผลิตจนกำไร
หลังจากย้ายมาอยู่ที่เรือนหอ คู่สามีภรรยาข้าวใหม่ปลามันก็ยังคงทำงานสร้างตัวเหมือนอย่างเคยบ้านเดิมของหลินเสี่ยวเหยาถูกปรับปรุงเป็นร้านอาหาร ขายหมี่ไก่ฉีก ขายซาลาเปา โดยที่เธอจ้างคนในหมู่บ้านให้มาช่วยดูแลเป็นลูกมือสร้างรายได้ให้แก่เด็กสาวในหมู่บ้านที่ไม่มีงานทำ และจ้างหลินชงเมิ่งอาของเธอให้มาเป็นผู้ดูแลร้านเพื่อให้เขามีรายได้ลูกชายของเขาถูกจับกุมข้อหาปล้นชิงทรัพย์ และอาสะใภ้ก็ติดการพนันโดยมีชายชู้เป็นผู้ชักชวน เขาต้องขายบ้านและที่ดินเพื่อชดเชยให้แก่คู่กรณี และประกันตัวสองแม่ลูก จากนั้นจึงหย่ากับภรรยาที่ไร้ศีลธรรม หลินเสี่ยวเหยาเป็นคนที่รับซื้อบ้านของเขาเอาไว้แล้วยกให้ผู้เป็นอาได้อาศัยอยู่ต่อโดยไม่คิดค่าเช่าส่วนโรงงานทำซาลาเปาในตำบล นอกจากจะผลิตซาลาเปาเพื่อส่งขายจำนวนมากแล้ว ก็ยังมีหน้าร้านที่นึ่งขาย หลินเสี่ยวเหยาเข้าไปดูแลสัปดาห์ละหนึ่งถึงสองครั้ง เพราะเธอจ้างผู้จัดการโรงงานให้คอยดูแลแทนเธอ แล้วยังมีพนักงานบัญชีที่เธอจ้างให้ดูแลเรื่องการทำบัญชีโรงงานและรายรับรายจ่ายประจำวัน ไม่รับพนักงานที่เป็นญาติกันเพื่อป้องกันการทุจริต แนวคิดของภรรยานั้นทำให้ไป๋เจิ้งฉวนทึ่งอ
เดือนเจ็ดปีนั้น เรือนหอที่สร้างใหม่ก็เสร็จสมบูรณ์ ที่ใช้เวลาการก่อสร้างนานหลายเดือนนั่นก็เป็นเพราะว่าบ้านหลังนี้ออกแบบโดยหลินเสี่ยวเหยา ซึ่งทำให้เป็นรูปแบบสมัยใหม่ แต่แปลกตาสำหรับคนชนบทในยุคนี้“บ้านหลังใหม่ของไป๋เจิ้งฉวนที่สร้างสำหรับเป็นเรือนหอ เหมือนบ้านที่เคยเห็นในเมืองเลย ไม่คิดว่าจะมีคนสร้างบ้านแบบนี้ในชนบท”“นั่นสิ บ้านสองชั้นก่ออิฐฉาบปูนปิดแล้วทาสีขาวสว่างไปทั้งหลังแบบนี้ หน้าต่างก็เป็นกระจกทั้งบาน หากไม่ร่ำรวยจริงไม่สามารถทำได้แน่”เสียงของชาวบ้านที่ผ่านบ้านหลังใหม่นั้นหยุดมองอย่างชื่นชมหลินเสี่ยวเหยาและไป๋เจิ้งฉวนที่ยืนสำรวจรอบ ๆ บ้านอยู่ภายในรั้วปูนปิดทึบก็มองกันแล้วอมยิ้มรับความชื่นชมนั้นเอาไว้“บ้านเสร็จแล้ว ต่อไปก็แต่งงานกันนะ ฉันจะให้แม่หาฤกษ์ที่เร็วที่สุดเอาไว้ ถ้าไม่ติดว่านี่เป็นเดือนเจ็ด เดือนผี ฉันคงแต่งงานกับเธอตั้งแต่เดือนนี้แล้ว” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่เสียดาย“เรารอมาตั้งหลายเดือน รออีกสักสองเดือนจะเป็นอะไรไปเล่า เถ้าแก่ไป๋” เธอเรียกเขาด้วยฉายาที่ชาวบ้านเรียกกันนอกจากจะสร้างเรือนหอหลังใหม่สำหรับตนเองแล้ว ก็ยังซื
เทศกาลปีใหม่ ร้านรวงทุกร้านต่างก็ปิดตัวลง ยกเว้นร้านหมี่ไก่ฉีกของสกุลไป๋ที่ยังเปิดขาย และเพิ่มจำนวนการขายน้ำปรุงรสและลูกชิ้นไก่เด้งสำหรับคนที่อยากซื้อกลับบ้านเป็นสองเท่า ในขณะที่แบบหมี่ไก่ฉีกที่ปรุงสำเร็จลดลงมาเพราะคนส่วนใหญ่จะซื้อไปทำกินเองกับครอบครัว เป็นกิจกรรมทำอาหารร่วมกันกับหมี่ไก่ฉีกที่ขึ้นชื่อตอนแรกพวกเขาไม่คิดจะเปิดร้าน อยากจะหยุดฉลองเทศกาลกับครอบครัว แต่หลินเสี่ยวเหยาบอกว่าในช่วงเทศกาลที่ใคร ๆ ต่างก็ปิดร้านเพื่อเดินทางไปฉลองเทศกาล ร้านค้าเปิดน้อย หากเปิดในช่วงนี้ต้องขายดีมาก ๆ พวกเขาจึงไม่อยากพลาดโอกาสนี้ และทำตามคำแนะนำของเธอ และพบว่าขายดีมาก ๆเช่นเดียวกับโรงงานทำซาลาเปาของหลินเสี่ยวเหยา เธอถามความสมัครใจของคนงาน ใครที่ไม่ได้ลาหยุดก็จะให้เงินพิเศษในช่วงวันหยุดเทศกาลนี้ เร่งทำซาลาเปาออกมาในจำนวนที่เพิ่มจากเดิม จากที่สามารถทำได้วันละสามพันลูกก็เร่งทำเป็นวันละห้าพันลูกเพื่อให้เพียงพอกับความต้องการซาลาเปาของเธอกลายเป็นของฝากขึ้นชื่อประจำตำบล ช่วงแรกขายในจำนวนจำกัด รายได้พอเพียงและคงที่ในจำนวนหลักร้อยหยวนต่อเดือน แต่พอลงทุนสร้างเป็นโรงงาน ก็สร้างรายได้ห
“...หลินเสี่ยวเหยา ฉันรักเธอ เธอรักฉันไหม” ประโยคสารภาพรักที่จริงใจและน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกังวลนั้นทำให้คนฟังยิ้มไม่หุบหัวใจของหลินเสี่ยวเหยาก็เต้นรัว เธอรู้ดีว่าเวลานี้กำลังเป็นช่วงเวลาสำคัญในชีวิตของทั้งคู่ ที่ทั้งสองจะก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงด้วยกันท่ามกลางเสียงที่เงียบสงัด เธอจึงหยุดคิดและเงียบไปชั่วครู่ก่อนที่จะเผยรอยยิ้มกว้างให้แก่เขา“ไป๋เจิ้งฉวน” หลินเสี่ยวเหยาพูดเสียงเบา ขณะที่สบตาเขาอย่างอ่อนโยนไป๋เจิ้งฉวนรู้สึกใจหายไปชั่วขณะ เขากลัวว่าเธอจะไม่ตอบรับความรู้สึกดี ๆ ตามที่เขาหวังไว้“ฉันรู้ว่านายมีความมุ่งมั่น และฉันก็รู้สึกดีใจที่เห็นนายสร้างเนื้อสร้างตัวเพราะมีฉันเป็นแรงบันดาลใจ ฉันอยากจะบอกว่า... ฉันก็รักนายเหมือนกัน” เสียงของหลินเสี่ยวเหยาค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นเสียงที่นุ่มนวลขึ้นในตอนท้ายไป๋เจิ้งฉวนรู้สึกเหมือนโลกทั้งโลกหยุดหมุน เขามองหลินเสี่ยวเหยาด้วยความตกใจและดีใจในเวลาเดียวกัน แต่ในที่สุดเขาก็ยิ้มกว้าง วางแป้งที่ยับยู่ยี่ในมือลง แล้วลุกขึ้นยืนข้าง ๆ เธอ“เธอ... เธอรับรักฉันแล้วจริง ๆ หรือ” เสียงของเขาสั่นเล็กน้อ
หลังจากที่ร้านหมี่ไก่ฉีกของไป๋เจิ้งฉวนเปิดตัวได้สามเดือนและได้รับความนิยมอย่างมาก เขาก็ตัดสินใจขยายธุรกิจและเปิดร้านใหม่ที่ตลาดในตำบล และหยุดรับงานก่อสร้างไปก่อนชั่วขณะตลาดในตำบลนี้มีขนาดไม่ใหญ่มาก แต่เต็มไปด้วยผู้คนที่มาซื้อของสดใหม่จากชาวบ้านและพ่อค้าแม่ค้าที่เปิดร้านขายสินค้าหลายประเภทไป๋เจิ้งฉวนยืนมองร้านของตัวเองที่เพิ่งตั้งเสร็จ ข้าง ๆ มีถาดวางเส้นหมี่สีขาวนวลที่ยังไม่ได้คลุกน้ำปรุง ด้านหลังมีบิดาของเขาทำหน้าที่ลวกเส้น ในขณะที่มารดาของเขาปั้นลูกชิ้นไก่ลวกทำให้คนเห็นว่าวัตถุดิบของพวกเขานั้นสดใหม่ทุกวัน ส่วนไป๋จวงจวงก็เพิ่มปิดเทอม ทำหน้าที่ฉีกเนื้อไก่เตรียมพร้อมสำหรับการขายวันแรกที่เปิดร้านในตลาดของตำบล ลูกค้าก็เริ่มทยอยเดินเข้ามาในร้าน โดยมีทั้งคนในตำบลและผู้คนจากตำบลใกล้เคียงที่แวะมาชิมหมี่ไก่ฉีกและไม่ลืมที่จะซื้อน้ำปรุงรสกลับไป“หมี่ไก่ฉีก ลูกชิ้นไก่เด้ง น้ำปรุงรสหมี่ไก่ฉีกสูตรพิเศษ” ไป๋จวงจวงตะโกนเรียกลูกค้าด้วยน้ำเสียงสดใส ตอนนี้ร้านไป๋หมี่คลุกทำน้ำปรุงรสออกมาขนาดเล็กสำหรับทำกินเองภายในครอบครัว และได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก“เด็กห







