LOGINบรรยากาศในห้องเต็มไปด้วยความกดดัน ประโยคที่หลินเสี่ยวเหยาพูดออกมาอย่างท้าทายนั้นทำให้หลี่ต้าซานถึงกับบันดาลโทสะ
“ลองพูดอีกทีสิ” เขาพูดเสียงสั่น แววตามองเธอด้วยความโกรธ แสดงให้รู้ว่าหากไม่เชื่อฟังแล้วจะเป็นอย่างไร
“หย่าให้ฉัน แล้วคืนสินเดิมมาให้หมด” เธอพูดกลับไปอย่างไม่เกรงกลัว
“ไม่มีวัน” หลี่ต้าซานพูดด้วยโทสะ หากเธอไปใครจะช่วยทำงานบ้านและดูแลมารดา สินเดิมที่ครอบครัวหลินเสี่ยวเหยาทิ้งไว้ให้เธอก่อนตาย เขากับมารดาแอบเก็บเอาไว้ใช้ส่วนตัว จะให้คืนให้เธอนั้น ฝันไปเถอะ!
“หึ เธอมันเจ้าเล่ห์ขึ้นทุกวัน” จางหมิ่นสบถด้วยความไม่พอใจ เก็บซ่อนความกังวลเอาไว้
“ก็ได้ ถ้าเธอไม่อยากออกไปก็ทำงานบ้านเหมือนเดิม แต่อย่าคิดว่าจะได้อยู่อย่างสบาย” หลี่ต้าซานระงับโทสะลง เมื่อเห็นว่าครั้งนี้ภรรยาไม่ได้ดูหวาดกลัวเขาอย่างทุกครั้ง แววตาของเธอทำให้เขาขนลุกอย่างน่าประหลาด
หลินเสี่ยวเหยายิ้มบาง ๆ ไม่ตอบอะไร หยิบชามข้าวต้มขึ้นมาแล้วตักเข้าปากช้า ๆ
‘ใครจะอยู่สบายหรือไม่ เรามาดูกัน’
เธอนั่งก้มหน้าซดข้าวต้มเงียบ ๆ แต่ในใจกลับคิดหาทางออกอย่างรวดเร็ว เธอเพิ่งทะลุมิติมาอยู่ในโลกที่ไม่รู้จักและไม่มีที่พึ่ง ถ้าออกจากบ้านนี้ไปตอนนี้มีหวังต้องเร่ร่อนอดตายหรือถูกขายเป็นแรงงาน
ถ้าจะอยู่ต่อไป ก็ต้องหาทางทำให้ตัวเองมีอิสระและได้สินเดิมกลับคืนมา และสิ่งที่เธอต้องการในตอนนี้ก็คือการหย่าเท่านั้น
แต่การหย่าในยุคนี้ไม่ง่ายเลย ผู้หญิงไม่มีสิทธิ์ขอหย่าเอง เว้นเสียแต่ว่าสามีจะยอมหรือไม่ก็ต้องมีความร้ายแรงจนไม่สามารถยอมรับได้ อย่างเช่นเป็นหมันไม่สามารถมีทายาทสืบสกุล หรือก่อเรื่องใหญ่จนสามีรับไม่ได้และขับไล่ไป แต่ถ้าอย่างนั้นการขอสินเดิมคืนก็ย่อมยาก
‘ถ้าอยากหย่าและไปใช้ชีวิตโดยไม่ลำบาก ฉันต้องทำให้มันเป็นความผิดของพวกเขาเอง’
ขณะที่นั่งล้างชามอยู่ที่หลังครัว ความทรงจำในอดีตก็ทยอยผุดขึ้นมาทีละเรื่อง
ภาพเหตุการณ์ของเจ้าของร่างเดิมทำให้เธอรู้สึกเจ็บแค้น ความรู้สึกเหมือนกำลังดูละครสั้นคุณธรรมที่นางเอกโง่แสนโง่ยอมให้แม่สามีและสามีกดขี่อยู่ฝ่ายเดียวจนคนดูหมั่นไส้
แต่หากไม่เจอกับตัวก็คงไม่รู้ ความรู้สึกหวาดกลัวในจิตใจของเจ้าของร่างเดิมนั้น เธอซึมซับมันแล้วเจ็บปวดตามไปด้วย
“ทำไมไม่ทำอาหารให้ดี ๆ เหมือนแม่บ้านคนอื่น ไม่ได้เรื่องเลยจริง ๆ” เสียงของแม่สามีดังในหูหลินเสี่ยวเหยาในวันที่เธอล้มเหลวในการทำอาหาร
“แค่ดูแลบ้านให้ดี ๆ ก็ยังทำไม่ได้” เสียงของสามีที่บ่นไม่หยุดในวันนั้น เขาและมารดามักจะบ่นเรื่องอาหารที่เธอทำ บางครั้งก็ลุกออกไปไม่ยอมกินอาหารทั้ง ๆ ที่เป็นยุคข้าวยากหมากแพง
แต่เธอกลับล่วงรู้ความลับว่าทั้งสองมักจะมีอาหารดี ๆ ที่ซ่อนไว้กินลับหลังเธอ แต่หญิงสาวก็ไม่เคยเปิดโปงพวกเขาและก้มหน้าใช้ชีวิตอย่างยากลำบากต่อไป
เธอพยายามทำทุกอย่างที่ทั้งสองคนต้องการอย่างเต็มที่ แต่สุดท้ายก็ถูกตำหนิอยู่ดี พวกเขาทำเหมือนกับว่าเธอเป็นแค่สาวใช้ที่ต้องรับการกดขี่จากเจ้านาย ไม่มีใครเห็นความพยายาม ไม่มีใครเข้าใจความรู้สึก ไม่เคยได้รับการยอมรับจากสามีและแม่สามี แต่ไม่เคยมีใครหันมามองความทุกข์ใจของเธอเลย
“ทำไมฉันต้องทนทุกข์แบบนั้น” หลินเสี่ยวเหยาคนเดิมถามตัวเองอย่างไม่เข้าใจ ในขณะนั่งพักอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ มองผ้าในมือที่เคยคิดจะปลิดชีพตัวเองแต่ก็ไม่ได้ทำมันอย่างที่คิด
ความทรงจำหยุดเพียงแค่นั้น หลินเสี่ยวเหยาก็วางถ้วยชามที่กำลังล้างในมือลง แววตาของเธอเต็มไปด้วยความโกรธและตัดสินใจแล้วว่าจะหย่าจากสามีที่ไร้ประโยชน์คนนี้ให้ได้
อย่างแรกเพื่อคืนความสุขให้แก่หลินเสี่ยวเหยาคนเดิม และอย่างที่สองเพื่อปลดปล่อยตัวเธอเองที่อาศัยอยู่ในร่างนี้ให้เป็นอิสระ
“รีบล้างชามแล้วรีบมาล้างเท้าให้ฉัน” เสียงของสามีที่ไร้ค่าดังออกมาจากในห้องนอน ทำให้คนถูกเรียกอยากถือท่อนฟืนในครัวไปทุบหัวสักสามที
“เร็วเข้าสิ ลูกสะใภ้คนนี้ จะปล่อยให้ลูกชายฉันเหนื่อยตายหรืออย่างไร” จางหมิ่นร้องเรียกลูกสะใภ้เสียงดัง หลินเสี่ยวเหยาได้แต่ส่ายหน้า นางหลี่ผู้นี้น่ารังเกียจพอ ๆ กับลูกชายของเธอ
หลินเสี่ยวเหยานั่งลงแล้วนำอ่างต้มน้ำแล้วนำมาผสมในอ่างไม้เตรียมนำไปให้เขาพร้อมกับแผนการในใจ
“กาลกิณี อับโชคจริง ๆ” นางหลี่บ่นขณะที่เดินถือถาดวางถ้วยน้ำแกงตามลูกสะใภ้เข้าไปในห้องนอนของลูกชาย
“รีบล้างเท้าให้ฉันแล้วก็นวดให้ด้วย นังตัวซวย วันนี้ฉันเดินขึ้นเขาทั้งวันก็ไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือมาเลย ลงเขามาหางานทำก็ไม่มีใครจ้าง” เธอเหลือบมองสามีที่ยังนั่งบ่นเรื่องโชคร้ายของตัวเอง และนางหลี่ที่เอาแต่มองเธอเป็นตัวซวย
‘ดี แบบนี้ก็ง่ายหน่อย แค่ทำให้พวกมันอยากไล่ฉันออกไปเอง หึ... เราต้องค่อย ๆ วางแผน แต่ไม่ต้องรีบร้อน’ เธอคิดจะใช้เรื่องที่พวกเขาเห็นเธอเป็นตัวอับโชคมาทำให้สามีเป็นฝ่ายอยากจะหย่า โดยที่ใช้ความกดดันทำให้เขาไม่มีทางเลือก
“ต้าซาน นี่คือน้ำแกงโสม ลุงจางของลูกให้คนเอามาส่งให้ บำรุงเยอะ ๆ นะ สกุลหลี่เราต้องลำบากลูกแล้ว” จางหมิ่นบอกแก่ลูกชายแล้วยื่นถ้วยน้ำแกงบำรุงให้ เขารับไปดื่มแล้วส่งถ้วยคืนให้แก่มารดา
“แม่ครับผมว่าเราเปิดร้านขายของชำดีไหมครับ ผมจะได้ไม่ต้องออกไปหางานทำ ตกงานมาสามเดือนแล้ว ผมคิดว่าเราควรต้องทำการค้า” เขาเสนอกับมารดา
หลินเสี่ยวเหยาวางอ่างน้ำลงขณะที่ยกเท้าเขาวางลงไปในน้ำอุ่น แสร้งทำดีเพื่อที่จะเอาคืนในภายหลัง แล้วแอบยิ้มเยาะกับความคิดที่จะเปิดร้านชำ ปากบอกไม่มีเงินแต่แอบเก็บสินเดิมของเธอไว้ใช้จ่าย แสร้งทำยากจนเพราะกลัวญาติมาหยิบยืม แต่กลับมีความคิดจะเปิดร้านชำที่ใช้เงินทุนจำนวนมาก
“แม่เห็นด้วยนะ แต่ทางการเริ่มใช้คูปองแล้ว เราต้องยุ่งยากนะ ไม่สู้ขายอาหารดีกว่าหรือไม่ รับเป็นเงินได้สะดวกกว่า ไม่ต้องยุ่งยาก ลงทุนนิดหน่อยก็เปิดร้านได้แล้ว” จางหมิ่นออกความเห็นที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุนมาก และเขาก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วย
หลินเสี่ยวเหยาเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มบาง ๆ ให้สามี จากนั้นก็พูดด้วยน้ำเสียงที่น่าฟัง
“สามี พรุ่งนี้ฉันจะไปตลาดซื้อเนื้อหมูและแป้งสาลีมาเตรียมเอาไว้นะ”
“เธอซื้ออะไรอีก อย่าใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายสิ มีอะไรก็กินไปแค่นั้น” เขาถลึงตาใส่ เงินที่มีอยากเก็บไว้ไม่อยากให้สิ้นเปลือง
“ฉันไม่ได้ใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายหรอก แค่อยากลองทำอาหารดูว่าอันไหนพอจะขายได้” หลินเสี่ยวเหยาหัวเราะเบา ๆ แล้วหันไปขอความเห็นจากแม่สามี
“ก็ดีนะ นาน ๆ ทีเธอจะเป็นประโยชน์บ้าง” นางหลี่หรี่ตามอง แล้วหันไปยิ้มกับลูกชาย
‘รอดูเถอะว่าสิ่งที่ฉันจะทำต่อไป มันจะเป็นประโยชน์ หรือจะทำให้ปวดหัวกันแน่’
************************
หลังจากที่ปิดร้านแล้ว หลินเสี่ยวเหยาก็ให้หลินชงเมิ่งผู้เป็นอาและจ้าวหนิงลูกจ้างวัยสิบแปดนำอาหารในร้านที่แบ่งไว้กลับไปกินที่บ้านเธอนับเงินที่ขายได้วันนี้ หักต้นทุนวัตถุดิบออกแล้วและหักค่าจ้างเฉลี่ยรายวันออกก็ได้กำไรมากถึงสิบห้าสิบหยวน ทำงานวันเดียวเทียบเท่าเงินเดือนครึ่งเดือนของคนทั่วไป“กำไรวันละสิบห้าหยวน เดือนหนึ่งก็สี่ร้อยห้าสิบหยวน ถือว่าไม่เลว” ไป๋เจิ้งฉวนมองดูจำนวนเงินที่ภรรยาคำนวณออกมาก็ยิ้มอย่างพอใจ“ร้านของพ่อกับแม่ทำกำไรวันละยี่สิบกว่าหยวน บางวันทะลุสามสิบหยวนคุณยังไม่ตื่นเต้นเท่านี้เลย” เธอส่ายหน้ากับท่าทางตื่นเต้นนั้น“นั่นในตำบลนะ แต่นี่เราขายในหมู่บ้าน ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ที่จะมีลูกค้าต่างถิ่นแวะมา แล้วอีกอย่างโรงงานซาลาเปาของคุณก็ทำกำไรได้เดือนละพันกว่าหยวน แซงหน้าร้านฉันไปแล้ว ตั้งแต่มีเครื่องจักรมาช่วยก็ทุ่นแรงและสร้างกำไรมากกว่าเดิมเกือบสามเท่า” เขาเองก็พูดถึงความร่ำรวยของภรรยาเดิมทีเขาต้นทุนต่ำกว่าเธอกำไรมากกว่าและขยายกิจการได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่เธอค่อย ๆ ทำไปอย่างไม่เร่งรีบ เก็บเงินเปิดโรงงานแล้วเพิ่มปริมาณการผลิตจนกำไร
หลังจากย้ายมาอยู่ที่เรือนหอ คู่สามีภรรยาข้าวใหม่ปลามันก็ยังคงทำงานสร้างตัวเหมือนอย่างเคยบ้านเดิมของหลินเสี่ยวเหยาถูกปรับปรุงเป็นร้านอาหาร ขายหมี่ไก่ฉีก ขายซาลาเปา โดยที่เธอจ้างคนในหมู่บ้านให้มาช่วยดูแลเป็นลูกมือสร้างรายได้ให้แก่เด็กสาวในหมู่บ้านที่ไม่มีงานทำ และจ้างหลินชงเมิ่งอาของเธอให้มาเป็นผู้ดูแลร้านเพื่อให้เขามีรายได้ลูกชายของเขาถูกจับกุมข้อหาปล้นชิงทรัพย์ และอาสะใภ้ก็ติดการพนันโดยมีชายชู้เป็นผู้ชักชวน เขาต้องขายบ้านและที่ดินเพื่อชดเชยให้แก่คู่กรณี และประกันตัวสองแม่ลูก จากนั้นจึงหย่ากับภรรยาที่ไร้ศีลธรรม หลินเสี่ยวเหยาเป็นคนที่รับซื้อบ้านของเขาเอาไว้แล้วยกให้ผู้เป็นอาได้อาศัยอยู่ต่อโดยไม่คิดค่าเช่าส่วนโรงงานทำซาลาเปาในตำบล นอกจากจะผลิตซาลาเปาเพื่อส่งขายจำนวนมากแล้ว ก็ยังมีหน้าร้านที่นึ่งขาย หลินเสี่ยวเหยาเข้าไปดูแลสัปดาห์ละหนึ่งถึงสองครั้ง เพราะเธอจ้างผู้จัดการโรงงานให้คอยดูแลแทนเธอ แล้วยังมีพนักงานบัญชีที่เธอจ้างให้ดูแลเรื่องการทำบัญชีโรงงานและรายรับรายจ่ายประจำวัน ไม่รับพนักงานที่เป็นญาติกันเพื่อป้องกันการทุจริต แนวคิดของภรรยานั้นทำให้ไป๋เจิ้งฉวนทึ่งอ
เดือนเจ็ดปีนั้น เรือนหอที่สร้างใหม่ก็เสร็จสมบูรณ์ ที่ใช้เวลาการก่อสร้างนานหลายเดือนนั่นก็เป็นเพราะว่าบ้านหลังนี้ออกแบบโดยหลินเสี่ยวเหยา ซึ่งทำให้เป็นรูปแบบสมัยใหม่ แต่แปลกตาสำหรับคนชนบทในยุคนี้“บ้านหลังใหม่ของไป๋เจิ้งฉวนที่สร้างสำหรับเป็นเรือนหอ เหมือนบ้านที่เคยเห็นในเมืองเลย ไม่คิดว่าจะมีคนสร้างบ้านแบบนี้ในชนบท”“นั่นสิ บ้านสองชั้นก่ออิฐฉาบปูนปิดแล้วทาสีขาวสว่างไปทั้งหลังแบบนี้ หน้าต่างก็เป็นกระจกทั้งบาน หากไม่ร่ำรวยจริงไม่สามารถทำได้แน่”เสียงของชาวบ้านที่ผ่านบ้านหลังใหม่นั้นหยุดมองอย่างชื่นชมหลินเสี่ยวเหยาและไป๋เจิ้งฉวนที่ยืนสำรวจรอบ ๆ บ้านอยู่ภายในรั้วปูนปิดทึบก็มองกันแล้วอมยิ้มรับความชื่นชมนั้นเอาไว้“บ้านเสร็จแล้ว ต่อไปก็แต่งงานกันนะ ฉันจะให้แม่หาฤกษ์ที่เร็วที่สุดเอาไว้ ถ้าไม่ติดว่านี่เป็นเดือนเจ็ด เดือนผี ฉันคงแต่งงานกับเธอตั้งแต่เดือนนี้แล้ว” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่เสียดาย“เรารอมาตั้งหลายเดือน รออีกสักสองเดือนจะเป็นอะไรไปเล่า เถ้าแก่ไป๋” เธอเรียกเขาด้วยฉายาที่ชาวบ้านเรียกกันนอกจากจะสร้างเรือนหอหลังใหม่สำหรับตนเองแล้ว ก็ยังซื
เทศกาลปีใหม่ ร้านรวงทุกร้านต่างก็ปิดตัวลง ยกเว้นร้านหมี่ไก่ฉีกของสกุลไป๋ที่ยังเปิดขาย และเพิ่มจำนวนการขายน้ำปรุงรสและลูกชิ้นไก่เด้งสำหรับคนที่อยากซื้อกลับบ้านเป็นสองเท่า ในขณะที่แบบหมี่ไก่ฉีกที่ปรุงสำเร็จลดลงมาเพราะคนส่วนใหญ่จะซื้อไปทำกินเองกับครอบครัว เป็นกิจกรรมทำอาหารร่วมกันกับหมี่ไก่ฉีกที่ขึ้นชื่อตอนแรกพวกเขาไม่คิดจะเปิดร้าน อยากจะหยุดฉลองเทศกาลกับครอบครัว แต่หลินเสี่ยวเหยาบอกว่าในช่วงเทศกาลที่ใคร ๆ ต่างก็ปิดร้านเพื่อเดินทางไปฉลองเทศกาล ร้านค้าเปิดน้อย หากเปิดในช่วงนี้ต้องขายดีมาก ๆ พวกเขาจึงไม่อยากพลาดโอกาสนี้ และทำตามคำแนะนำของเธอ และพบว่าขายดีมาก ๆเช่นเดียวกับโรงงานทำซาลาเปาของหลินเสี่ยวเหยา เธอถามความสมัครใจของคนงาน ใครที่ไม่ได้ลาหยุดก็จะให้เงินพิเศษในช่วงวันหยุดเทศกาลนี้ เร่งทำซาลาเปาออกมาในจำนวนที่เพิ่มจากเดิม จากที่สามารถทำได้วันละสามพันลูกก็เร่งทำเป็นวันละห้าพันลูกเพื่อให้เพียงพอกับความต้องการซาลาเปาของเธอกลายเป็นของฝากขึ้นชื่อประจำตำบล ช่วงแรกขายในจำนวนจำกัด รายได้พอเพียงและคงที่ในจำนวนหลักร้อยหยวนต่อเดือน แต่พอลงทุนสร้างเป็นโรงงาน ก็สร้างรายได้ห
“...หลินเสี่ยวเหยา ฉันรักเธอ เธอรักฉันไหม” ประโยคสารภาพรักที่จริงใจและน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกังวลนั้นทำให้คนฟังยิ้มไม่หุบหัวใจของหลินเสี่ยวเหยาก็เต้นรัว เธอรู้ดีว่าเวลานี้กำลังเป็นช่วงเวลาสำคัญในชีวิตของทั้งคู่ ที่ทั้งสองจะก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงด้วยกันท่ามกลางเสียงที่เงียบสงัด เธอจึงหยุดคิดและเงียบไปชั่วครู่ก่อนที่จะเผยรอยยิ้มกว้างให้แก่เขา“ไป๋เจิ้งฉวน” หลินเสี่ยวเหยาพูดเสียงเบา ขณะที่สบตาเขาอย่างอ่อนโยนไป๋เจิ้งฉวนรู้สึกใจหายไปชั่วขณะ เขากลัวว่าเธอจะไม่ตอบรับความรู้สึกดี ๆ ตามที่เขาหวังไว้“ฉันรู้ว่านายมีความมุ่งมั่น และฉันก็รู้สึกดีใจที่เห็นนายสร้างเนื้อสร้างตัวเพราะมีฉันเป็นแรงบันดาลใจ ฉันอยากจะบอกว่า... ฉันก็รักนายเหมือนกัน” เสียงของหลินเสี่ยวเหยาค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นเสียงที่นุ่มนวลขึ้นในตอนท้ายไป๋เจิ้งฉวนรู้สึกเหมือนโลกทั้งโลกหยุดหมุน เขามองหลินเสี่ยวเหยาด้วยความตกใจและดีใจในเวลาเดียวกัน แต่ในที่สุดเขาก็ยิ้มกว้าง วางแป้งที่ยับยู่ยี่ในมือลง แล้วลุกขึ้นยืนข้าง ๆ เธอ“เธอ... เธอรับรักฉันแล้วจริง ๆ หรือ” เสียงของเขาสั่นเล็กน้อ
หลังจากที่ร้านหมี่ไก่ฉีกของไป๋เจิ้งฉวนเปิดตัวได้สามเดือนและได้รับความนิยมอย่างมาก เขาก็ตัดสินใจขยายธุรกิจและเปิดร้านใหม่ที่ตลาดในตำบล และหยุดรับงานก่อสร้างไปก่อนชั่วขณะตลาดในตำบลนี้มีขนาดไม่ใหญ่มาก แต่เต็มไปด้วยผู้คนที่มาซื้อของสดใหม่จากชาวบ้านและพ่อค้าแม่ค้าที่เปิดร้านขายสินค้าหลายประเภทไป๋เจิ้งฉวนยืนมองร้านของตัวเองที่เพิ่งตั้งเสร็จ ข้าง ๆ มีถาดวางเส้นหมี่สีขาวนวลที่ยังไม่ได้คลุกน้ำปรุง ด้านหลังมีบิดาของเขาทำหน้าที่ลวกเส้น ในขณะที่มารดาของเขาปั้นลูกชิ้นไก่ลวกทำให้คนเห็นว่าวัตถุดิบของพวกเขานั้นสดใหม่ทุกวัน ส่วนไป๋จวงจวงก็เพิ่มปิดเทอม ทำหน้าที่ฉีกเนื้อไก่เตรียมพร้อมสำหรับการขายวันแรกที่เปิดร้านในตลาดของตำบล ลูกค้าก็เริ่มทยอยเดินเข้ามาในร้าน โดยมีทั้งคนในตำบลและผู้คนจากตำบลใกล้เคียงที่แวะมาชิมหมี่ไก่ฉีกและไม่ลืมที่จะซื้อน้ำปรุงรสกลับไป“หมี่ไก่ฉีก ลูกชิ้นไก่เด้ง น้ำปรุงรสหมี่ไก่ฉีกสูตรพิเศษ” ไป๋จวงจวงตะโกนเรียกลูกค้าด้วยน้ำเสียงสดใส ตอนนี้ร้านไป๋หมี่คลุกทำน้ำปรุงรสออกมาขนาดเล็กสำหรับทำกินเองภายในครอบครัว และได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก“เด็กห







