LOGINกลิ่นสุราหมักชั้นเลิศผสมผสานกับกลิ่นเนื้อย่างหอมกรุ่นและแป้งประทินโฉมของสตรีนับร้อย ลอยอบอวลไปทั่วโถงใหญ่สามชั้นของหอจุ้ยฮวา
โคมไฟกระดาษสีแดงและสีทองนับพันดวงถูกจุดขึ้นสว่างไสวดั่งเวลากลางวัน แสงไฟสะท้อนกับผิวน้ำในสระบัวจำลองกลางโถง เกิดเป็นระลอกคลื่นสีทองระยิบระยับ รอบสระบัวถูกจัดเป็นโต๊ะเสวยไม้ชิงชันสำหรับแขกระดับสูง ขุนนางฝ่ายบุ๋นและบู๊ในชุดผ้าไหมหรูหรา พ่อค้าคหบดีผู้มั่งคั่งจากต่างแดน ไปจนถึงบัณฑิตผู้มีชื่อเสียง ต่างพากันจับจองที่นั่งจนแน่นขนัด เสียงสนทนา เสียงสรวลเสเฮฮา และเสียงชนจอกสุราดังกึกก้องประชันกับเสียงซออู้และขลุ่ยผิวที่บรรเลงคลออยู่เบื้องหลัง
บนชั้นสองและชั้นสามถูกกั้นด้วยม่านมัสลินสีเข้มเพื่อความเป็นส่วนตัวของเหล่าเชื้อพระวงศ์และเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่
ทว่า สายตาทุกคู่ในโถงใหญ่คืนนี้ ไม่ได้จับจ้องอยู่ที่จอกสุราหรือระบำรำฟ้อนของเหล่านางคณิการุ่นเยาว์ที่กำลังกรีดกรายอยู่บนเวทีกลางน้ำ
ทุกคนต่างกำลังรอคอยสิ่งเดียวกันการปรากฏตัวของดาวเด่นอันดับหนึ่งแห่งหอจุ้ยฮวา
"ได้ยินว่าคืนนี้แม่นางอันหรูจะบรรเลงผีผาด้วยเพลงใหม่ที่ไม่มีใครเคยได้ยินมาก่อน" ขุนนางหนุ่มผู้หนึ่งกระซิบกับสหายร่วมโต๊ะ แววตาเป็นประกายละโมบ "ข้าเตรียมตั๋วเงินมาถึงสามร้อยตำลึง หวังจะได้ขึ้นไปนั่งจิบชาร่วมห้องกับนางสักครึ่งชั่วยาม"
"สามร้อยตำลึงรึ? เจ้าฝันกลางวันไปเถิด!" พ่อค้าผ้าไหมร่างท้วมที่นั่งโต๊ะข้าง ๆ แค่นหัวเราะ "โต๊ะหน้าสุดตรงนั้นคือใต้เท้าโจวเซิ่งคนสนิทขององค์รัชทายาท ได้ยินว่าคืนนี้เขานำทองคำแท่งมาถึงพันตำลึง หมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องประมูลสิทธิ์เข้าห้องส่วนตัวของแม่นางอันหรูให้จงได้!"
สายตาหลายคู่เหลือบมองไปยังโต๊ะแถวหน้าสุด
โจวเซิ่งนั่งเอนหลังอยู่บนเก้าอี้บุนวม ใบหน้าอ้วนกลมมันเยิ้มกำลังเคี้ยวเมล็ดแตงพลางกระดกจอกสุราเข้าปากอย่างอารมณ์ดี ข้างกายมีผู้ติดตามร่างสูงใหญ่ยืนคุมเชิงอยู่สองคน แววตาของโจวเซิ่งที่กวาดมองขึ้นไปยังบันไดวนชั้นบนเต็มไปด้วยความหื่นกระหายและหมายมั่น
ในอกเสื้อของเขาซ่อนตั๋วเงินก้อนโตและคำสั่งขององค์รัชทายาทไว้ คืนนี้ เขาไม่เพียงต้องการเสพสุขกับเรือนร่างของอดีตคุณหนูใหญ่ผู้เย่อหยิ่ง แต่ต้องบีบให้นางส่งมอบยาพิษเข้าสู่ปากของเป้าหมายให้สำเร็จ!
ทว่า ห่างออกไปบนชั้นสาม ในมุมที่มืดที่สุดและไร้ซึ่งแสงโคมส่องถึง
หลังม่านโปร่งสีดำสนิท มีร่างสูงตระหง่านร่างหนึ่งนั่งอยู่อย่างเงียบงัน
เซวียนหยวนจิ้งสวมเสื้อคลุมยาวสีดำปักดิ้นเงินลายพยัคฆ์เหยียบเมฆา มือหนาประคองจอกสุราดินเผาเนื้อหยาบที่หมักขึ้นเองในค่ายทหาร ไม่ใช่สุราดอกท้อรสหวานเลี่ยนของหอนางโลม ใบหน้าคมคายซ่อนอยู่ใต้เงามืด มีเพียงดวงตาดำขลับคู่คมกริบที่ทอดมองลงไปยังเวทีกลางน้ำด้วยสายตาเย็นยะเยือกดั่งน้ำแข็งขั้วโลก
ข้างกายของเขาคือ ฉางเฟิงรองแม่ทัพคนสนิทที่ยืนกุมด้ามกระบี่นิ่งดั่งรูปปั้นหิน
"ท่านอ๋อง สายของเรารายงานว่า โจวเซิ่งนำคนของกรมอาญามาแฝงตัวอยู่รอบหอจุ้ยฮวา เกือบสามสิบนาย" ฉางเฟิงกระซิบรายงานเสียงแผ่ว "ดูเหมือนรัชทายาทจะมั่นใจมากว่าคืนนี้หลินอันหรูจะลงมือตามแผน"
"หมากที่เดินตามัว ย่อมคิดว่าคนอื่นโง่เขลาเหมือนตนเอง" เซวียนหยวนจิ้งยกจอกสุราขึ้นจิบช้า ๆ รสชาติฝาดขมบาดลึกในลำคอ "ข้าอยากรู้นัก ว่าสตรีที่กล้าต่อรองกับข้าในห้องนอนเมื่อวาน จะเล่นละครตบตาพวกมันอย่างไร"
เป๊งงงงง!
เสียงระฆังทองเหลืองกังวานใสตัดผ่านความอึกทึกครึกโครมในโถงใหญ่ ดนตรีที่กำลังบรรเลงหยุดชะงักลงพร้อมเพรียงกันในเสี้ยววินาที
หวังมามาในชุดผ้าต่วนสีม่วงเข้ม ก้าวขึ้นมาบนเวทีกลางน้ำพร้อมรอยยิ้มกว้างจนแก้มแทบปริ แป้งขาวบนใบหน้าหนาเตอะสั่นกระเพื่อมตามแรงขยับพัดขนนกในมือ
"คารวะใต้เท้า ขุนนาง และผู้มีเกียรติทุกท่าน!" หวังมามาส่งเสียงดังกังวาน ชัดถ้อยชัดคำ "ในค่ำคืนสารทฤดูใบไม้ร่วงอันเป็นมงคลนี้ หอจุ้ยฮวาขอเปิดม่านการแสดงที่ทุกท่านรอคอยมาตลอดทั้งฤดูกาล การบรรเลงผีผาของแม่นางหลินอันหรูดาวเด่นอันดับหนึ่งของเรา!"
สิ้นเสียงประกาศ แสงโคมไฟรอบโถงใหญ่พลันหรี่สลัวลง เหลือเพียงแสงสว่างสีนวลจากโคมแก้วใบใหญ่ที่ส่องสว่างจับจ้องไปที่บันไดวนไม้สักชั้นบน
กริ๊ก กริ๊ก
เสียงกำไลข้อเท้าเงินแท้กระทบกันเป็นจังหวะเชื่องช้า หนักแน่น และแผ่วเบา ดังก้องท่ามกลางความเงียบงันที่ไร้เสียงแม้แต่ลมหายใจ ร่างระหงของหลินอันหรูปรากฏกายขึ้นที่หัวบันได
นางก้าวเดินลงมาทีละขั้นอย่างแช่มช้อย ชายกระโปรงผ้าไหมสีแดงเพลิงปักดิ้นทองลายดอกโบตั๋นพันรากสะบัดพลิ้วไหวตามจังหวะก้าว ดั่งเปลวเพลิงที่กำลังลุกโชนอยู่บนผิวน้ำ เสื้อคอวีแหวกต่ำพอประมาณเผยให้เห็นลำคอระหงและไหปลาร้าขาวผ่องผุดผาด ผิวพรรณใต้แสงไฟขับเน้นให้ดูเจิดจ้าดั่งไข่มุกราตรี ขอบตาหงส์ที่กรีดด้วยชาดสีเข้มทำให้แววตาคมกริบดูหยิ่งทรนงและอันตราย ริมฝีปากอิ่มรูปกระจับเคลือบสีแดงสดเหยียดยิ้มบางเบาที่ยากจะคาดเดา
ในอ้อมแขนของนางตระกองกอด 'ผีผาไม้จันทน์ดำ' ตัวโปรด
ความงามอันดุดัน สง่างาม และเปี่ยมไปด้วยพิษสง สะกดสายตาบุรุษทุกคนในโถงใหญ่จนแทบลืมหายใจ แม้แต่ขุนนางเฒ่าที่ผ่านสตรีมานับร้อยยังต้องกลืนน้ำลายลงคอด้วยความตื่นตะลึง
ไป๋หลิงเอ๋อร์ที่แอบยืนมองอยู่หลังฉากกั้นข้างเวทีกำพัดในมือแน่นจนหักคามือ ริมฝีปากสั่นระริกด้วยความริษยา ข้อมือขวาที่ถูกหลินอันหรูบิดเมื่อช่วงสายยังคงปวดแปลบ แต่ไม่อาจทำสิ่งใดได้นอกจากยืนมองสตรีตรงหน้าเปล่งประกายครอบครองทั้งเวที
หลินอันหรูก้าวขึ้นสู่แท่นไม้กลางสระบัว นางทรุดตัวลงนั่งบนตั่งไม้แกะสลักอย่างสง่างาม ไม่ได้ก้มหัวคำนับ ไม่ได้เอ่ยคำหวานประจบสอพลอดั่งคณิกาทั่วไป
สายตาคมกริบของเธอกวาดมองไปรอบโถง ประเมินตำแหน่งของแขกแต่ละคนอย่างเงียบเชียบ โจวเซิ่งที่นั่งทำตาลอยอยู่ที่โต๊ะหน้าสุด และเงาร่างสีดำหลังม่านมัสลินบนชั้นสามที่แผ่ไอสังหารออกมาบางเบา
เซวียนหยวนจิ้ง เขานั่งอยู่ตรงนั้นจริง ๆ
หลินอันหรูยกยิ้มที่มุมปาก ปลายนิ้วเรียวยาวดั่งลำเทียนแตะลงบนสายไหมทั้งสี่สายของผีผา
ตึ๋ง !
เสียงกรีดสายแรกดังก้องกังวาน รุนแรงและเฉียบขาดจนแก้วหูของทุกคนสะท้าน!
มันไม่ใช่เพลงรักหวานหยดย้อยที่คณิกาใช้ขับกล่อมบุรุษบนเตียงนอน ไม่ใช่ท่วงทำนองคร่ำครวญของหญิงสาวผู้รอคอยคนรัก แต่มันคือ 'เพลงศึกพยัคฆ์คำราม' ท่วงทำนองโบราณที่บิดาของนางเคยใช้บรรเลงเพื่อปลุกใจทหารก่อนออกศึกที่ชายแดนบูรพา!
ตึ๋ง! ตะลึง ตึ๋ง! ตึ๋ง!
นิ้วเรียวตวัดพริ้วไหวรวดเร็วดั่งสายฟ้าแลบ เสียงสายผีผาเสียดสีกันดังกึกก้องราวกับเสียงเกือกม้าศึกนับหมื่นที่กำลังควบตะบึงข้ามทุ่งหญ้า เสียงกลองรบ และเสียงคมดาบที่ฟาดฟันเข้าใส่กันอย่างบ้าคลั่ง!
จังหวะดนตรีดุดัน บีบคั้น และเร่งเร้าจนหัวใจของผู้ฟังเต้นระรัวดั่งกลองศึก ลมหายใจของเหล่าขุนนางสะดุดกึก หลายคนเผลอกำจอกสุราในมือแน่นจนเหล้ากระฉอก เหงื่อกาฬผุดซึมตามไรผมโดยไม่รู้ตัว
บนชั้นสาม เซวียนหยวนจิ้งที่นั่งนิ่งอยู่ในเงามืดถึงกับชะงักมือที่ถือจอกสุรา
ดวงตาดำขลับคู่นั้นเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย แววตาคมกริบจ้องเขม็งไปยังสตรีชุดแดงกลางเวทีอย่างไม่อาจละสายตา
ท่วงทำนองนี้ จังหวะการดีดที่ดุดันและไร้ความลังเลเช่นนี้ มีเพียงสายเลือดของแม่ทัพผู้ผ่านสมรภูมิเท่านั้นที่จะเข้าใจและถ่ายทอดมันออกมาได้ สตรีผู้นี้ไม่ได้กำลังดีดพิณเพื่อเอาใจใคร แต่นางกำลังใช้เสียงดนตรีประกาศศักดา ว่านางไม่ใช่หงส์ปีกหักที่ยอมให้ใครมาเด็ดขนเล่น!
ตึ๋งงงงงง!
เสียงกรีดสายสุดท้ายดังก้องยาวนาน ก่อนจะเงียบสงัดลงในพริบตา
ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วทั้งโถงใหญ่ของหอกุ้ยฮวา นิ่งสนิทจนได้ยินเสียงหยดน้ำในสระบัว
หลินอันหรูถอนนิ้วออกจากสายผีผาค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นสบตากับผู้คนนับร้อยด้วยสายตาที่ท้าทายและเย่อหยิ่งดั่งนางพญาหงส์
แปะ แปะ แปะ
เสียงปรบมือเดี่ยวดังขึ้นจากชั้นสาม ก่อนที่ทั้งโถงใหญ่จะระเบิดเสียงโห่ร้องและเสียงปรบมือดังกึกก้องประดุจคลื่นซัดฝั่ง!
"ยอดเยี่ยม! ยอดเยี่ยมเหลือเกิน!"
"เพลงศึกสะเทือนวิญญาณ! สมแล้วที่เป็นดาวเด่นอันดับหนึ่ง!"
"แม่นางอันหรู! ข้าขอทุ่มเงินไม่อั้นเพื่อเจ้าในคืนนี้!"
เสียงตะโกนสรรเสริญดังระงม หวังมามายิ้มจนตาหยี รีบก้าวขึ้นมากลางเวทีเพื่อเริ่มช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด
"ขอบคุณทุกท่านที่ให้เกียรติเสียงผีผาของแม่นางอันหรู!" หวังมามาชูพัดขนนกขึ้น "และบัดนี้ ถึงเวลาเปิดการประมูลโคมวิจิตร! ผู้ที่ให้ราคาสูงที่สุดในค่ำคืนนี้ จะได้รับสิทธิ์ขึ้นสู่ห้องพักส่วนตัวเพื่อดื่มชาและสนทนากับแม่นางอันหรูเป็นการส่วนตัวจนถึงรุ่งสาง! ราคาเริ่มต้น สองร้อยตำลึงเงิน!"
"สามร้อยตำลึง!" พ่อค้าจากแดนใต้ตะโกนขึ้นทันที
"สี่ร้อยตำลึง!" ขุนนางกรมคลังยกป้ายขึ้นประชัน
"ห้าร้อยตำลึง!"
ราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เสียงประมูลดังเซ็งแซ่ไปทั่วโถง ทว่าในจังหวะที่ราคากำลังจะแตะหกร้อยตำลึง เสียงห้าวแหบและวางอำนาจของโจวเซิ่งก็ดังแทรกขึ้นมาอย่างเด็ดขาด
"ทองคำหนึ่งพันตำลึง!"
ทั้งโถงใหญ่เงียบกริบลงในทันตา!
หนึ่งพันตำลึงทองคำ ไม่ใช่เงิน แต่เป็นทองคำแท้! มูลค่ามหาศาลพอที่จะซื้อจวนใหญ่กลางเมืองหลวงได้ถึงสองหลัง!
โจวเซิ่งลุกขึ้นยืน กอดอกพุงพลุ้ย ยืดคางขึ้นมองไปรอบโถงด้วยสายตาเย้ยหยันและท้าทาย "ข้า โจวเซิ่ง ขอประมูลด้วยทองคำหนึ่งพันตำลึง! มีใครในที่นี้ กล้าให้มากกว่าคนของจวนรัชทายาทหรือไม่?!"
ไม่มีใครกล้าขานราคาต่ออีก
ขุนนางคนอื่น ๆ ต่างพากันก้มหน้าหลบสายตา ไม่มีใครโง่พอที่จะเอาเงินไปงัดข้อกับอำนาจขององค์รัชทายาทในเวลานี้
โจวเซิ่งยิ้มกริ่มอย่างผู้ชนะ สายตาหื่นกระหายตวัดมองหลินอันหรูบนเวทีอย่างเปิดเผย "แม่นางอันหรู คืนนี้ ชาของเจ้า ต้องรินให้ข้าแต่เพียงผู้เดียว!"
หลินอันหรูยืนนิ่งอยู่กลางเวที มือยังคงประคองผีผาไว้มั่น สีหน้าของเธอไม่เปลี่ยน แต่แววตากลับเย็นเยียบลงดั่งน้ำแข็ง เธอรู้ดีว่าหากต้องขึ้นห้องไปกับโจวเซิ่ง แผนการรับมือจะบีบคั้นและอันตรายขึ้นเป็นเท่าตัว
เซวียนหยวนจิ้ง ท่านจะนั่งดูอยู่เฉย ๆ หรืออย่างไร? เธอคิดในใจ สายตาเหลือบมองขึ้นไปยังม่านมัสลินสีดำบนชั้นสาม
และในวินาทีที่หวังมามากำลังจะยกค้อนไม้ขึ้นเคาะเพื่อปิดการประมูล
เคร้ง!
ก้อนทองคำแท่งขนาดเท่ากำปั้นสลักลายพยัคฆ์เหยียบเมฆา พุ่งลอยละลิ่วลงมาจากระเบียงชั้นสาม กระแทกเข้ากับขอบถาดทองเหลืองบนโต๊ะของหวังมามาอย่างแม่นยำจนเกิดเสียงดังกังวานสนั่นไปทั่วทั้งโถง!
แรงปะทะหนักหน่วงจนถาดทองเหลืองบุบเบี้ยว ก้อนทองคำแท่งเนื้อตันสลักตราสัญลักษณ์กองทัพหมุนคว้างอยู่กลางโต๊ะ ก่อนจะหยุดนิ่งลง อวดประกายสีทองอร่ามที่ตัดกับความเงียบกริบของฝูงชน
สายตาทุกคู่เบิกกว้าง หันขวับมองตามวิถีการขว้างขึ้นไปยังระเบียงชั้นสามทันที
ม่านมัสลินสีดำสนิทถูกสะบัดเปิดออกช้า ๆ
ร่างสูงตระหง่านของเซวียนหยวนจิ้งก้าวออกมายืนประจันหน้ากับผู้คนเบื้องล่าง เสื้อคลุมสีดำปักดิ้นเงินโบกสะบัดเบา ๆ ตามแรงลมราตรี ใบหน้าคมคายดั่งศิลาสลักนิ่งสนิท ไร้ร่องรอยของอารมณ์ใด ๆ มีเพียงดวงตาดำขลับที่ดุร้ายดั่งพยัคฆ์ร้ายบนยอดผา กวาดมองลงมายังเหล่าขุนนางเบื้องล่างด้วยสายตาที่ทำให้ผู้สบตารู้สึกราวกับมีคมดาบมาจ่ออยู่ที่ลำคอหอย
บรรยากาศในโถงใหญ่พลันเย็นเยียบลงในพริบตา ดุจมีไอหนาวจากสมรภูมิตะวันตกพัดกรูเข้ามากลืนกินความครึกครื้นจนหมดสิ้น
"ส เสนาธิการ ไม่ใช่! ท ท่านอ๋องโฉด!" ขุนนางวัยกลางคนผู้หนึ่งทำจอกสุราหลุดจากมือตกแตกกระจายบนพื้น เสียงกระซิบหวาดผวาดังระงมขึ้นมาราวกับผึ้งแตกรัง
"เซวียนหยวนจิ้ง! เขามาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อใด?!"
"แม่ทัพพยัคฆ์ทมิฬ ผู้ที่เพิ่งสังหารกบฏด่านเหนือไปหมื่นศพ!"
โจวเซิ่งที่ยืนพุงพลุ้ยอยู่หน้าโต๊ะประมูลถึงกับหน้าถอดสี รอยยิ้มลำพองใจหดหายไปในเสี้ยววินาที ขาทั้งสองข้างเริ่มสั่นเทาจนแทบทรงตัวไม่อยู่ เมื่อสบเข้ากับสายตาคมกริบของอ๋องหนุ่มที่ทอดมองลงมายังตนเอง
เซวียนหยวนจิ้งเท้าแขนลงบนราวระเบียงไม้ สุรเสียงทุ้มต่ำ กังวาน และทรงอำนาจดังสะท้อนก้องไปทั่วทุกซอกทุกมุมของหอจุ้ยฮวา
"ทองคำสองพันตำลึง พร้อมตราเบิกเสบียงกองทัพพยัคฆ์ทมิฬหนึ่งพันเกวียน"
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ราวกับสิ่งที่เอ่ยออกมาเป็นเพียงเศษเงินเล็กน้อย "ใต้เท้าโจว สุนัขรับใช้ของจวนรัชทายาทอย่างเจ้า ยังคิดจะสู้ราคาข้าต่ออีกหรือไม่?"
คำว่าสุนัขรับใช้ดังก้องฟาดลงบนใบหน้าของโจวเซิ่งอย่างจังจนชายอ้วนสั่นสะท้านไปด้วยความโกรธและความอับอาย ทว่าลำคอของเขากลับตีบตัน ไร้ซึ่งเสียงใดเล็ดลอดออกมา แม้ในใจจะอยากเอ่ยอ้างชื่อขององค์รัชทายาทขึ้นมาข่มขวัญ แต่เขารู้ดีว่าบุรุษบนชั้นสามผู้นี้ ไม่เคยเห็นรัชทายาทอยู่ในสายตา หากเขาพลั้งปากพูดผิดไปแม้แต่คำเดียว คมดาบของฉางเฟิงที่ยืนอยู่ด้านหลังอาจจะพุ่งมาตัดลิ้นของเขาหลุดจากปากก่อนจะได้ก้าวเท้าออกจากหอนางโลมแห่งนี้ด้วยซ้ำ!
"ข.. ข้า" โจวเซิ่งกัดฟันจนแก้มกระตุก เหงื่อกาฬไหลหยดลงตามคางสองชั้น "ข้าไม่สู้ราคาแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
โจวเซิ่งสะบัดแขนเสื้ออย่างอับอาย รีบทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ ก้มหน้าหลบสายตาผู้คน ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองเวทีอีกต่อไป
หวังมามาที่ยืนตัวสั่นงันงกอยู่กลางเวที รีบกลืนน้ำลายลงคอดังเอื้อก ยกค้อนไม้ขึ้นเคาะลงบนโต๊ะด้วยมือที่สั่นเทารัวเร็ว
ปัง! ปัง! ปัง!
"ทองคำสองพันตำลึง! ผู้ชนะการประมูลโคมวิจิตรในค่ำคืนนี้ คือท่านอ๋องเซวียนหยวนจิ้งเพคะ!"
เสียงเคาะค้อนประกาศิตยุติความเงียบงัน ทว่าไม่มีเสียงปรบมือหรือเสียงโห่ร้องยินดีดั่งรอบก่อนหน้า มีเพียงความเงียบสงัดที่เปี่ยมไปด้วยความหวาดเกรงของเหล่าขุนนางที่ต่างพากันรีบจ่ายเงินค่าสุราแล้วทยอยลุกออกจากหอบงกชพิสุทธิ์อย่างรวดเร็ว ไม่มีใครอยากอยู่เป็นพยานในศึกปะทะคารมระหว่างสองขั้วอำนาจในค่ำคืนนี้
หลินอันหรูที่ยืนอยู่กลางเวทียังคงประคองผีผาไว้ในอ้อมอกอย่างสงบนิ่ง
เธอเงยหน้าขึ้น สบสายตากับเซวียนหยวนจิ้งที่มองลงมาจากชั้นสาม แววตาสองคู่ประสานกันกลางอากาศคู่หนึ่งเยือกเย็นดุดันดั่งพยัคฆ์ล่าเหยื่อ อีกคู่หนึ่งคมปลาบ ลึกซึ้ง และท้าทายดั่งนางพญาหงส์ที่ซ่อนเขี้ยวเล็บ
ริมฝีปากอิ่มสีแดงสดของหลินอันหรูเหยียดยิ้มบางเบา นางย่อกายคารวะเขาตามธรรมเนียมคณิกาอย่างแช่มช้อย ก่อนจะหมุนตัวก้าวเดินขึ้นบันไดวนมุ่งหน้าสู่ห้องพักส่วนตัวชั้นบน ปล่อยให้ชายกระโปรงสีแดงเพลิงสะบัดพลิ้วทิ้งรอยกลิ่นหอมกำยานไว้เบื้องหลัง
ภายในห้องพักส่วนตัวของหลินอันหรูบนชั้นสี่
กลิ่นหอมละมุนของชาหลงจิ่งที่เพิ่งชงใหม่ลอยกรุ่นขึ้นจากกาชาดินเผา เปลวไฟจากโคมกระดาษแปดเหลี่ยมไหววูบตามสายลมราตรีที่พัดลอดผ่านหน้าต่างที่เปิดกว้าง เสี่ยวชุนจัดแจงวางจานขนมกุ้ยฮวาลงบนโต๊ะไม้จันทน์หอมด้วยมือที่สั่นเทา ก่อนจะรีบก้มหน้าถอยออกไปยืนเฝ้าอยู่นอกห้องตามคำสั่ง
เสียงฝีเท้าหนักแน่นและมั่นคงดังขึ้นที่หน้าประตู
บานประตูไม้สลักลายถูกผลักเปิดออก ร่างสูงตระหง่านของเซวียนหยวนจิ้งก้าวเข้ามาเพียงลำพัง ฉางเฟิงไม่ได้ตามเข้ามา แต่ยืนคุมเชิงอยู่ที่หัวบันไดด้านนอก
ทันทีที่เขาก้าวพ้นธรณีประตู บรรยากาศในห้องก็หนักอึ้งขึ้นมาในพริบตา กลิ่นอายเหล็กเย็นเยียบและไอสังหารจากคมดาบที่ติดอยู่บนกายเขาเข้าแทนที่กลิ่นหอมของดอกไม้ เซวียนหยวนจิ้งไม่แม้แต่จะปรายตามองเครื่องเรือนหรูหรา สายตาคมกริบของเขาจับจ้องไปยังสตรีที่นั่งรินชาอยู่หลังโต๊ะไม้ตัวยาวนิ่ง
หลินอันหรูวางกาน้ำชาลง ยกจอกชาขึ้นแตะริมฝีปากช้า ๆ ท่วงท่าของนางสง่างามและไร้ซึ่งความตื่นตระหนก รอยแผลตื้น ๆ ที่ซอกคอและร่องรอยรักจากเมื่อคืนวานยังคงซ่อนอยู่ใต้ผืนผ้าไหมสีแดงเพลิงอย่างแนบเนียน
“ทองคำสองพันตำลึง กับเสบียงกองทัพอีกหนึ่งพันเกวียน” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงหวานหยดย้อย ทว่าแฝงรอยเย้ยหยัน “ท่านอ๋องทรงรักษาสัญญาดียิ่ง ทุ่มเทเงินทองมากมายเพียงนี้เพื่อตัดหน้าคนของรัชทายาท และขึ้นมาพบข้าตามที่ตกลงกันไว้”
เซวียนหยวนจิ้งก้าวเข้ามาช้า ๆ ดึงเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามออกแล้วทิ้งตัวลงนั่ง แผ่นหลังกว้างเหยียดตรงดั่งทวนศึก เขาวางมือหนาลงบนโต๊ะ นิ้วชี้เคาะลงบนเนื้อไม้เป็นจังหวะเชื่องช้า
“ทองคำสองพันตำลึง แลกกับการตบหน้าสุนัขของรัชทายาทกลางที่สาธารณะ นับว่าคุ้มค่ายิ่ง” สุรเสียงทุ้มต่ำเอ่ยอย่างเยือกเย็น ดวงตาดำขลับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนาง “แต่ที่คุ้มค่ายิ่งกว่า คือการได้ยิน เพลงศึกพยัคฆ์คำรามจากปลายนิ้วของบุตรสาวกบฏตระกูลหลิน บทเพลงต้องห้ามที่เจ้าใช้เป็นสัญญาณเปิดศึกกลางลานประมูลตามที่ตกลงกับข้าไว้เมื่อคืนวาน”
บรรยากาศในห้องพลันเข้มข้นขึ้นด้วยประกายไฟแห่งการชิงไหวชิงพริบ
เซวียนหยวนจิ้งโน้มตัวเข้ามาใกล้ แววตาคมกริบดั่งมีดกรีด “เจ้าเล่นละครตบตาพวกมันได้แนบเนียนดีนี่ หลินอันหรู กล้าบรรเลงเพลงศึกของบิดาต่อหน้าธารกำนัล ท้าทายให้รัชทายาทส่งคนมาติดกับ เจ้ากำลังประกาศให้คนทั้งเมืองหลวงรู้ว่า สายเลือดตระกูลหลินยังไม่ยอมก้มหัวให้ใคร และพร้อมจะร่วมมือกับข้าล้มกระดานราชสำนัก!”
หลินอันหรูเลื่อนจอกชาอุ่นไปตรงหน้าเขา แววตาของเธอไม่หลบ ไม่สั่นไหว รอยยิ้มที่มุมปากกลับยิ่งทวีความเยือกเย็น
“ในเมื่อท่านอ๋องยอมรับข้อตกลง และยอมจ่ายมัดจำก้อนโตให้ข้าถึงในห้องนอนเมื่อคืนวานข้าเองย่อมต้องทำหน้าที่ของคู่ค้าให้สมบูรณ์แบบเพคะ”
นางสบตากับเขาตรง ๆ แววตาของนักประเมินสถานการณ์ฉายชัดออกมา
“ตลับยาพิษสลายวิญญาณของรัชทายาท ยังคงนอนสงบนิ่งอยู่ในลิ้นชักลับ เพื่อรอเวลาเป็นพยานหลักฐานมัดคอพวกมัน ทว่าในคืนนี้ ถึงเวลาที่ข้าต้องส่งมอบสินค้าชิ้นแรกตามสัญญา เพื่อให้ท่านอ๋องใช้ตัดแขนขวาของรัชทายาทแล้วเพคะ”
เซวียนหยวนจิ้งหรี่ตาลง ปรายตามองดวงหน้างดงามที่เปี่ยมไปด้วยพิษสง
“ว่ามาสิ สินค้าที่เจ้าสัญญาว่าจะใช้ฟันแขนขวาของมันกลางท้องพระโรงวันพรุ่งนี้ คือสิ่งใด?”
หลินอันหรูโน้มตัวข้ามโต๊ะเข้ามาใกล้ ลมหายใจอุ่นร้อนของนางเป่ารดผิวแก้มของเขา ดวงตาทอประกายคมปลาบดั่งเปลวไฟ
“ใต้เท้าเฉินแห่งกรมโยธาธิการ ผู้หนุนหลังของไป๋หลิงเอ๋อร์ในหอนางโลมแห่งนี้เพคะ” นางกระซิบเสียงแผ่ว “มันกำลังลักลอบยักยอกแร่เหล็กกล้าสำหรับซ่อมแซมเขื่อนหวงเหอกว่าสามหมื่นชั่ง ไปหลอมเป็นอาวุธสงครามส่งเข้าค่ายทหารส่วนตัวของรัชทายาทนอกเมืองหลวงอย่างลับ ๆ และ สมุดบัญชีการขนส่งเหล็กเถื่อน เล่มจริง ซ่อนอยู่ในหีบไม้ใต้เตียงเรือนพักของไป๋หลิงเอ๋อร์ที่ท้ายหอนางโลมแห่งนี้!”
นางยกยิ้มอำมหิต
“ขอเพียงคืนนี้ ท่านอ๋องส่งองครักษ์เงาไปบุกค้นและยึดโรงตีเหล็กเถื่อนนอกเมือง วันพรุ่งนี้เช้า กลางท้องพระโรง เฉินกั๋วจะต้องถูกลากไปตัดหัว และรัชทายาทจะต้องถูกฟันแขนขาดกลางที่สาธารณะทันที!”
เซวียนหยวนจิ้งมองลึกเข้าไปในดวงตาที่ลุกโชนไปด้วยไฟแค้นและความมุ่งมั่นของนาง สตรีผู้นี้มิใช่แค่สวยงามหยาดเยิ้ม ทว่าสมองและข้อมูลข่าวกรองในมือของนาง ช่างเฉียบแหลมและร้ายกาจดั่งอาวุธสังหารที่สวรรค์ส่งมาให้เขา
มือหนาที่หยาบกร้านเอื้อมออกไป คว้าหมับเข้าที่ปลายคางมนของหลินอันหรู ออกแรงบีบเบา ๆ บังคับให้นางเงยหน้าขึ้นสบตากับเขาในระยะประชิด
กลิ่นกายหอมละมุนของสตรีและความร้อนผ่าวจากผิวกายของนาง ปลุกเร้าความทรงจำอันเร่าร้อนจากเมื่อคืนวานให้ปะทุขึ้นมาในอกของแม่ทัพหนุ่มจนลุกท่วม!
“เจ้าทำงานได้รวดเร็วและคุ้มราคายิ่งนัก หลินอันหรู” สุรเสียงของเขาทุ้มต่ำและแหบพร่า “แต่เจ้าคิดว่าค่าตอบแทนสองพันตำลึงทองที่ข้าทุ่มลงไป จะจบลงแค่สมุดบัญชีเล่มเดียวงั้นรึ?”
“แล้วท่านอ๋องต้องการสิ่งใดอีกเล่าเพคะ?” นางไม่ถอยหนี แต่กลับเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงยั่วยวน แววตานางร้ายประกายวาบ “ข่าวกรองการศึก คมดาบล้างมลทินตระกูลหลิน หรือว่า ค่าตอบแทนบนเตียงนอนที่ยังค้างคาจากเมื่อคืนวาน?”
เซวียนหยวนจิ้งกระตุกยิ้มเหี้ยม แววตาคมกริบวาวโรจน์ดั่งพยัคฆ์ที่กำลังจะตะครุบเหยื่อ
“ข้าต้องการ ทั้งหมด!”
กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งมาจากร่างของแม่ทัพเกาเจิ้น ปะทะเข้ากับกลิ่นกำยานไม้กฤษณาอันสูงส่งหน้าพลับพลาที่ประทับเขาหลงซาน ร่างของเกาเจิ้นที่กระดูกแหลกเหลวไปครึ่งตัวถูกฉางเฟิงโยนกระแทกลงบนพื้นหินอ่อนหน้าบันไดทองคำดั่งซากสุนัขตาย เลือดสดสีแดงฉานไหลซึมออกจากปากและแผลฉกรรจ์ ย้อมพรมทอสีแดงเข้มเบื้องพระพักตร์ฮ่องเต้เซวียนหยวนไท่จนกลายเป็นสีคล้ำ เหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่ยืนเรียงรายอยู่สองข้างทางต่างพากันแตกตื่น ถอยกรูดด้วยความหวาดผวา เสียงกระซิบกระซาบดังระงมไปทั่วลานประทับ "เกาเจิ้น! นั่นแม่ทัพเกาเจิ้นมิใช่รึ?!" "เกิดเรื่องอันใดขึ้นที่หุบเขาพยัคฆ์หมอบ?!" ท่ามกลางสายตานับร้อยคู่ เซวียนหยวนจิ้งก้าวเดินขึ้นบันไดหินอ่อนอย่างช้า ๆ ชุดเกราะเหล็กสีดำสนิทของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเขม่าควันไฟและหยาดเลือด ทว่าใบหน้าคมคายใต้หน้ากากเหล็กกลับนิ่งสงบดั่งผิวน้ำในบึงลึก ข้างกายของเขามีร่างระหงของหลินอันหรูในชุดขี่ม้าสีแดงเลือดนกเคียงคู่ก้าวขึ้นมา คันธนูสั้นในมือนางยังคงพาดลูกศรเหล็กกล้า แววตาหงส์กวาดมองผู้คนเบื้องบนอย่างไร้ความหวั่นเกรง
ช่องแคบหุบเขาพยัคฆ์หมอบลึกและชันดั่งรอยขวานผ่าแยกผืนปฐพี สองข้างทางคือหน้าผาหินปูนสีเทาหม่นสูงชันกว่าสามสิบจั้ง แดดยามบ่ายส่องลงมาไม่ถึงก้นหุบเขา อากาศเบื้องล่างจึงเย็นเยียบและชื้นแฉะไปด้วยไอหมอก กลิ่นตะไคร่น้ำและกลิ่นดินโป่งโชยแตะจมูก เสียงเกือกม้าศึกกระทบเศษหินกรวดดังก้องสะท้อนไปมาระหว่างผนังหินแคบ ๆ ที่กว้างพอให้ม้าเดินเรียงเดี่ยวได้เพียงสองตัว เซวียนหยวนจิ้งควบม้าศึกสีดำนำหน้า แผ่นหลังกว้างเหยียดตรงดั่งทวนเหล็กกล้า ปลอกแขนหนังม้าศึกและกระบี่ข้างเอวสะท้อนแสงสลัวเป็นประกายเย็นยะเยือก หลินอันหรูควบม้าสีขาวตามประกบติดอยู่ด้านหลัง ดวงตาหงส์ไม่ได้มองตามรอยเท้าของกวางเผือกที่มุ่งหน้าลึกเข้าไปในช่องแคบ แต่สายตาของเธอกวาดมองรอยแยกบนหน้าผาหินปูนด้านบนอย่างเงียบเชียบ ครืนนนน! ทันใดนั้น เสียงลั่นเปรี๊ยะของคานไม้และเสียงกระแทกของหินก้อนมหึมาก็ดังสนั่นขึ้นมาจากปากทางเข้าด้านหลัง! ท่อนซุงขนาดสามคนโอบนับสิบท่อนผูกโยงด้วยโซ่เหล็ก พร้อมด้วยก้อนหินทรายขนาดใหญ่ พังถล่มลงมาจากยอดผา ปิดตายทางเข้าหุบเขาไว้จนมิดชิด ฝุ่นผงสี
แสงตะเกียงน้ำมันปลาวาฬบนโต๊ะไม้จันทน์หอมส่องกระทบผืนผ้าไหมสีขาวหม่นขนาดสองศอกที่กางแผ่อยู่เบื้องหน้า บนผืนผ้าคือแผนที่ภูมิประเทศของ เขาหลงซาน ที่ฉางเฟิงลอบนำมาส่งให้เมื่อช่วงหัวค่ำ ลายเส้นหมึกจีนโบราณวาดทิวทัศน์ของเทือกเขาสูงชันสลับซับซ้อน มียอดเขาสูงตระหง่านดั่งมังกรผงาด และหุบเหวลึกที่ถูกระบายด้วยหมึกดำเข้ม ทว่าสำหรับคนทั่วไป แผนที่นี้เป็นเพียงภาพวาดทิวทัศน์ที่ระบุตำแหน่งของพลับพลาที่ประทับ ลานล่าสัตว์ และเส้นทางเดินม้าหลักเท่านั้น ทว่าในสายตาของหลินอัน แผนที่ผืนนี้กำลังบอกเล่าเรื่องราวที่ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้น ปลายนิ้วเรียวยาวที่เคยแต้มชาดสีสด บัดนี้จับพู่กันจุ่มหมึกแดง ลากเส้นเชื่อมต่อรอยหยักของเทือกเขาอย่างชำนาญ "ชั้นหินปูนอายุหลายร้อยล้านปี เกิดการยุบตัวตามแนวรอยเลื่อนทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ " เธอพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ดวงตาหรี่แคบลงขณะไล่สายตาไปตามสัญลักษณ์แนวร่องน้ำ "ลำธารสามสายบนยอดเขาไม่ได้ไหลลงสู่ที่ราบด้านหน้า แต่ไหลมุดหายเข้าไปในซอกผาหิน นั่นหมายความว่าใต้แนวป่าทึบแถบนี้ มีโพรงถ้ำหินปูนและทางน้ำใต้ดินขนาดมหึมาซ่อนอยู่"
ยามดึกสงัด ลมราตรีพัดกรูผ่านช่องหน้าต่างไม้ฉลุของหอจุ้ยฮวา เสียงดนตรีและการละเล่นรื่นเริงที่ชั้นล่างเริ่มซาลง เหลือเพียงเสียงกิ่งหลิวเสียดสีกับชายคาเรือน บนระเบียงชั้นสาม หลินอันหรูในชุดคลุมผ้าฝ้ายสีครามตัวหลวมยืนพิงเสาไม้ มือเรียวถือถ้วยชากระเบื้องเคลือบ ปลายนิ้วสัมผัสไออุ่นที่แผ่ออกมาเบา ๆ สายตาคมกริบของเธอกวาดมองลงไปยังเรือนพักปีกตะวันออกด้านหลังหอนางโลม ซึ่งเป็นที่พักส่วนตัวของไป๋หลิงเอ๋อร์ ความเงียบสงัดถูกทำลายลงด้วยเงาดำสายหนึ่งที่เคลื่อนไหววูบวาบดุจภูตพราย องครักษ์เงาสองนายแทรกตัวผ่านแนวพุ่มไผ่เขียว กระโดดข้ามกำแพงเตี้ยเข้าสู่หน้าต่างห้องนอนของไป๋หลิงเอ๋อร์อย่างไร้เสียง ไร้ซึ่งการจุดคบเพลิง ไร้ซึ่งเสียงเตือนภัยใด ๆ เพียงชั่วเวลาไม่ถึงหนึ่งถ้วยชา เงาดำทั้งสองก็ทะยานย้อนกลับออกมา ในมือของหัวหน้าเงาถือหีบไม้จันทน์ขนาดเล็กที่ปิดผนึกด้วยกุญแจเหล็กทองเหลือง ก่อนจะอันตรธานหายไปในความมืดมิดของตรอกด้านนอกอย่างรวดเร็ว หลินอันหรูยกชาขึ้นจิบช้า ๆ รอยยิ้มบางเบาเหยียดยิ้มที่มุมปาก หมากตาที่สอง ถูกหยิบขึ้นมาจา
คำประกาศิตของเซวียนหยวนจิ้งยังไม่ทันจางหายไปในอากาศ มือหนาที่หยาบกร้านจากการจับดาบศึกก็เลื่อนจากปลายคางมน ลงมาโอบรัดรอบเอวคอดกิ่วของหลินอันหรู กระชากร่างบางเข้าหาแผงอกแกร่งดั่งขุนเขาในคราวเดียว! แรงปะทะทำให้ลมหายใจของหลินอันหรูสะดุดกึก ทรวงอกอวบอิ่มที่ดันเนื้อผ้าไหมสีแดงเพลิงแนบสนิทไปกับเสื้อคลุมตัวหนาของเขา กลิ่นอายเหล็กเย็นเยียบและกลิ่นสาบของม้าศึกที่ติดอยู่บนตัวบุรุษ บดขยี้กลิ่นหอมหวานของกำยานในห้องพักจนแตกกระเจิง หลินอันหรูไม่ได้ขัดขืน สัญชาตญาณเอาชีวิตรอดของเธอประเมินออกในทันทีว่า การต่อต้านพยัคฆ์ร้ายในเวลานี้มีแต่จะทำให้ถูกฉีกทึ้งเป็นชิ้น ๆ เธอยกแขนเรียวขึ้นโอบรอบลำคอหนา นิ้วเรียวยาวสอดประสานเข้าไปในกลุ่มผมดำขลับของเขา ปลายนิ้วแตะสัมผัสชีพจรที่เต้นระรัวอยู่ใต้ผิวเนื้อหนา สบตาคมกริบคู่ดุร้ายนั้นด้วยแววตาท้าทาย "ท่านอ๋องจ่ายค่าตอบแทนล่วงหน้ามาถึงสองพันตำลึงทอง…" นางกระซิบเสียงหวานพร่า ริมฝีปากอิ่มเฉียดผ่านติ่งหูของเขา "ข้า… ย่อมต้องปรนนิบัติท่านให้คุ้มราคามิใช่หรือเพคะ?" คำยั่วยวนนั้นจุดประกายไฟตัณหาในดวงตาดำสนิ
กลิ่นสุราหมักชั้นเลิศผสมผสานกับกลิ่นเนื้อย่างหอมกรุ่นและแป้งประทินโฉมของสตรีนับร้อย ลอยอบอวลไปทั่วโถงใหญ่สามชั้นของหอจุ้ยฮวา โคมไฟกระดาษสีแดงและสีทองนับพันดวงถูกจุดขึ้นสว่างไสวดั่งเวลากลางวัน แสงไฟสะท้อนกับผิวน้ำในสระบัวจำลองกลางโถง เกิดเป็นระลอกคลื่นสีทองระยิบระยับ รอบสระบัวถูกจัดเป็นโต๊ะเสวยไม้ชิงชันสำหรับแขกระดับสูง ขุนนางฝ่ายบุ๋นและบู๊ในชุดผ้าไหมหรูหรา พ่อค้าคหบดีผู้มั่งคั่งจากต่างแดน ไปจนถึงบัณฑิตผู้มีชื่อเสียง ต่างพากันจับจองที่นั่งจนแน่นขนัด เสียงสนทนา เสียงสรวลเสเฮฮา และเสียงชนจอกสุราดังกึกก้องประชันกับเสียงซออู้และขลุ่ยผิวที่บรรเลงคลออยู่เบื้องหลัง บนชั้นสองและชั้นสามถูกกั้นด้วยม่านมัสลินสีเข้มเพื่อความเป็นส่วนตัวของเหล่าเชื้อพระวงศ์และเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่ ทว่า สายตาทุกคู่ในโถงใหญ่คืนนี้ ไม่ได้จับจ้องอยู่ที่จอกสุราหรือระบำรำฟ้อนของเหล่านางคณิการุ่นเยาว์ที่กำลังกรีดกรายอยู่บนเวทีกลางน้ำ ทุกคนต่างกำลังรอคอยสิ่งเดียวกันการปรากฏตัวของดาวเด่นอันดับหนึ่งแห่งหอจุ้ยฮวา "ได้ยินว่าคืนนี้แม่นางอันหรูจะบรรเลงผีผาด้วยเพล







