LOGINตอนที่
1
ทะลุมิติสู่เพิงไม้ผุพัง
“อ๊ะ!!! ซุปฟักทองของฉัน”
มี่มี่ เชฟสาวผู้โด่งดังจากช่องรีวิวอาหารออนไลน์ ลืมตาตื่นขึ้นพร้อมกับความรู้สึกหนักอึ้งทั่วร่าง และกลิ่นเหม็นอับคล้ายราที่ลอยอยู่ในอากาศ ไม่ใช่กลิ่นหอมของเนยและพริกไทยที่คุ้นเคยอีกต่อไปและตอนนี้เธอไม่ใช่มี่มี่อีกต่อไป ตอนนี้คือ หลินหว่านเอ๋อร์ สตรีที่เป็นหม้ายเพราะสามีทิ้งไปมีภรรยาใหม่แถมยังทิ้งลูกไว้สองคนให้นางเลี้ยงเพียงลำพัง
ความทรงจำมากมายของร่างเก่าไหลบ่าเข้ามาในห้วงความคิดของมี่มี่ อย่างรวดเร็ว ทำให้เธอรับรู้ถึงความเจ็บปวดและความอัปยศที่หว่านเอ๋อร์ต้องเผชิญ การถูกสามีทอดทิ้งอย่างเลือดเย็นเพื่อไปอยู่กับสตรีคนใหม่ที่ร่ำรวยกว่า มิหนำซ้ำยังทิ้งหนี้สินและลูกน้อยไว้ให้ภรรยาเก่าแบกรับความยากลำบาก นี่คือเหตุผลที่ร่างนี้เลือกจบชีวิตลงด้วยความสิ้นหวัง
“ช่างเป็นผู้หญิงที่น่าสงสารอะไรอย่างนี้” มี่มี่ในร่างกายของหลินหว่านเอ๋อร์สบถในใจอย่างเดือดดาล
“สามีสารเลว!!! ญาติชั่ว!!! หว่านเอ๋อร์เจ้าไม่ต้องกังวลไปในเมื่อข้าเข้ามาอยู่ในร่างของเจ้าแล้ว ข้าจะไม่มีวันให้ใครมาเหยียบย่ำร่างกายของเจ้าได้อีก ลูกๆ ของเจ้าก็คือลูกของข้า ข้าจะดูแลให้ดีที่สุด”
“แต่ตอนนี้ข้าต้องทำอะไรก่อน ฉันข้าต้องทำอย่างไรต่อไป” หลินหว่านเอ๋อร์พึมพำกับตัวเองอย่างสับสน การสลับคำว่า ข้ากับฉัน ยังคงเกิดขึ้นบ่อยครั้งเพราะสมองของเธอยังประมวลผลระหว่างสองยุคไม่ทัน แต่สัญชาตญาณสำคัญที่สุดของเชฟก็สั่งการทันที
“ต้องหาอะไรกินก่อน!!!”
ร่างกายนี้อ่อนแอเกินไปจนน่าใจหาย ซ้ำยังส่งเสียงร้องประท้วงจากความหิวโหยอย่างรุนแรง
ขณะที่หลินหว่านเอ๋อร์พยายามพยุงตัวลุกขึ้นยืน เสียงเล็กๆ สองเสียงก็ทำให้เธอต้องหยุดชะงัก ริมประตูมีเด็กชายและเด็กหญิงสองคนยืนมองนางด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวงและระมัดระวัง
เด็กชายคนโต อาเป่า วัยเจ็ดขวบ ใบหน้าเล็กๆ ซูบผอมจนเห็นโหนกแก้ม ดวงตาคู่โตฉายแววฉลาดเกินวัย แต่เต็มไปด้วยความกังวล เขายืนกอด อาเหมย ผู้เป็นน้องสาวไว้แน่น เป็นเหมือนเสาหลักเล็กๆ ที่พร้อมจะปกป้องน้องจากอันตรายทุกอย่าง แม้กระทั่งจากผู้เป็นแม่ของตนเอง
“ท่านแม่” อาเป่าเอ่ยเสียงเบาหวิว
“ท่านแม่ตื่นแล้ว...”
“ท่านแม่ ข้าหิว...ฮือๆ ๆ” อาเหมยวัยสี่ขวบพูดไปร้องไห้ไป พลางเอามือลูบท้องตัวเองอย่างน่าสงสาร
หลินหว่านเอ๋อร์รู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบอัดจนเจ็บปวดเมื่อเห็นสภาพของเด็กๆ ทั้งสองพวกเขาผอมแห้งจนน่าใจหาย ความรักและความสงสารจากสัญชาตญาณความเป็นแม่ก็พุ่งพล่านขึ้นมาทันที
หลินหว่านเอ๋อร์ลุกขึ้นเดินเข้าไปหาอย่างช้าๆ แม้จะยังมึนๆ อยู่เล็กน้อย เมื่อนางเดินไปถึงเด็กน้อยสองคนนางยื่นมือออกไปพร้อมรอยยิ้มที่อ่อนโยนที่สุด
“ไม่ต้องกลัวนะลูก ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป แม่คนนี้จะไม่ยอมให้พวกหนูต้องหิวอีกแล้ว” นางพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงอย่างที่ร่างเดิมไม่เคยทำได้
พุดดิ้งไข่ลูกรัก : อาหารจานแรก
หลินหว่านเอ๋อร์พาลูกๆ เข้าไปในห้องครัวเก่าๆ ที่มแต่คราบเขม่าดำปี๋ นางค้นหาวัตถุดิบอย่างเชฟที่กำลังอยู่ในช่วงล่าสมบัติ เธอพบข้าวสารเก่า ไข่ไก่ สามฟอง นมแพะที่เหลือติดก้นหม้อและน้ำผึ้งป่าสีเข้าในไหเล็กๆ ที่ซ่อนไว้
“เยี่ยม แค่นี้ก็พอสำหรับเมนูนี้” หลินหว่านเอ๋อร์พึมพำด้วยความตื่นเต้น
แม้จะไม่มีมีดเชฟราคาแพง ไม่มีเตาอบไฟฟ้า แต่ฉันคือเชฟมี่มี่นะ ปลายจวักของฉันไม่เคยพ่ายแพ้ต่อวัตถุดิบขาดแคลน ความมั่นใจที่มากล้นฉายชัดในแววตา
ขณะที่หลินหว่านเอ๋อร์กำลังจะลงมือจัดการกับวัตถุดิบ เสียงร้องไห้ของอาเหมยก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“ฮือๆ ๆ ท่านแม่ ข้าหิวจนท้องจะขาดแล้ว หิวๆ ๆ ท่านแม่ทำอาหารให้ข้าหน่อย ฮือๆ ๆ ข้าหิวเหลือเกิน” เด็กหญิงวัยสี่ขวบโผเข้ากอดขาผู้เป็นแม่ งอแงด้วยความหิวโหยที่สะสมมานานหลายวันจนสุดจะทานทนไหว
อาเป่า ผู้เป็นพี่ชาย แม้จะไม่ได้ร้องไห้ แต่ใบหน้าของเขาก็ซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัดและคอยลูบหลังน้องสาวเพื่อปลอบโยนอย่างเงียบๆ
หลินหว่านเอ๋อร์รีบคุกเข่าลงกอดลูกสาวตัวน้อยไว้ “โอ๋ๆ ๆ ลูกรัก ไม่ร้องนะจ๊ะ แม่กำลังจะทำอาหารที่อร่อยที่สุดในโลกให้พวกหนูกินเดี๋ยวนี้แหละ อดทนอีกนิดเดียวเท่านั้นนะ”
นางจัดการกับวัตถุดิบอย่างเชี่ยวชาญ นำไข่มาตีผสมกับนมแพะและน้ำผึ้งอย่างพิถีพิถัน แม้จะไม่มีเครื่องตีหรือเครื่องกรองทันสมัย แต่นางก็ใช้ตะเกียบไม้คู่เก่าและผ้าตาข่ายเก่าๆ ที่นางพบมาทำงานแทนได้อย่างน่าทึ่ง การกระทำที่คล่องแคล่วและมั่นใจนี้แตกต่างจากหลินหว่านเอ๋อร์คนเดิมอย่างสิ้นเชิง
“นี่คือเคล็ดลับนะ อาเป่า” หลินหว่านเอ๋อร์หันไปพูดกับลูกชายที่มองนางอย่างไม่กะพริบตา
“ถ้าอยากให้มันเนียนนุ่มเหมือนเมฆ ต้องตีให้เข้ากัน แต่ไม่ถึงกับเป็นฟอง”
เมื่อส่วนผสมพร้อม นางนำมันไปนึ่งด้วยไฟอ่อนๆ บนเตาดินเผาเก่าๆ อย่างใจเย็น การควบคุมความร้อนด้วยเตาโบราณเป็นเรื่องท้าทาย แต่ความชำนาญในวิชาชีพก็ช่วยให้นางทำได้สำเร็จ
ไอน้ำที่ลอยออกมาจากหม้อนึ่งไม่ได้มีแค่ความร้อน แต่ยังเต็มไปด้วย กลิ่นหอมหวานของนมและไข่ที่อบอวลไปทั่วเรือนเก่าๆ
หลินหว่านเอ๋อร์ตักพุดดิ้งไข่ใส่ชามดินเผาสองใบและนำไปวางตรงหน้าลูกทั้งสอง
อาเหมยหยุดร้องไห้เพราะได้กลิ่นหอม รีบคว้าช้อนไม้ขึ้นตักเข้าปากคำใหญ่ทันที ดวงตาของเด็กหญิงเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจระคนดีใจ รสชาติหวานมันละมุนลิ้นและอบอุ่นนั้นเติมเต็มความว่างเปล่าในท้องของสาวน้อยอย่างอิ่มเอมใจ
“อร่อยเจ้าค่ะ ท่านแม่ มันอร่อยมาก ข้าไม่เคยกินอะไรอร่อยเช่นนี้” อาเหมยพูดเสียงอู้อี้ จนแก้มป่องไปด้วยความสุข และเลิกสนใจอาการร้องไห้งอแงไปในทันที
อาเป่าที่เฝ้ามองน้องสาวกินอย่างมีความสุข ค่อยๆ ตักพุดดิ้งเข้าปาก สีหน้าของเขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เขากินอย่างตั้งใจจนหมดชาม พุดดิ้งไข่จานนี้ทำลายกำแพงความระแวงในใจของเด็กชายผู้ระมัดระวังไปได้มากทีเดียว เขามองผู้เป็นแม่ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่สายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวงอีกต่อไป แต่เป็นสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยและความหวัง
หลินหว่านเอ๋อร์มองเด็กๆ ทั้งสองด้วยความเอ็นดู นางรู้ว่านางได้สร้างสายสัมพันธ์แรกกับเด็กทั้งสองคนแล้ว
“จากนี้ไป ข้าจะทำให้พวกเจ้าอิ่มไม่โหยหิวอีกแล้ว ช่างน่าสงสารเหลือเกิน” หลินหว่านเอ๋อร์คิดขึ้นมาคนเดียวในใจของนาง
ตอนที่147กั๋วฟูเหรินแห่งหุบเขา (ตอนจบ)หลังพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพผ่านพ้นไป ความเงียบงันปกคลุมวังหลวงทว่าภาระหน้าที่ยังคงดำเนินต่อ ฮ่องเต้มู่หยางทรงเรียกเสี่ยวชุ่ย เข้าพบเป็นการส่วนตัวเพื่อมอบสิ่งสำคัญที่มู่ฉางเฟิงทิ้งไว้ให้ก่อนสิ้นลม มันคือตราตั้งหยกขาวสลักลายดอกเหมยและพยัคฆ์ ซึ่งเป็นตำแหน่งลับที่ถูกตั้งขึ้นเป็นพิเศษ"เสร็จพ่อทรงฝากฝังไว้ ให้แต่งตั้งเจ้าเป็นกั๋วฟูเหรินแห่งหุบเขาอัสดง" ฮ่องเต้มู่หยางตรัสด้วยสุรเสียงสุนทร"หน้าที่ของเจ้าคือเป็นหูเป็นตา และเป็นสายใยเชื่อมต่อระหว่างข้ากับอาเหมย ตรานี้มีอำนาจสั่งการทหารท้องถิ่นได้หากหุบเขาอัสดงมีภัย นี่คือเกราะคุ้มกันสุดท้ายที่เสด็จพ่อมอบให้ลูกสาวที่เขารักที่สุด" เสี่ยวชุ่ยคุกเข่ารับตราตั้งด้วยความตื้นตัน นางสัญญาต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ว่าจะปกป้องความสงบสุขของอาเหมยและเซียวจวินด้วยชีวิตหนึ่งปีผ่านไปในช่วงที่ดอกเหมยป่าบานสะพรั่งทั่วหุบเขาอัสดง อาเหมยและเซียวจวิน ได้จัดงานแต่งงานเล็กๆ ขึ้นหน้ากระท่อมใหม่ที่สร้างเสร็จสมบูรณ์ แขกเหรื่อมีเพียง ฟูเฉินและครอบครัวของ เสี่ยวชุ่ยกับจงซิ่น ที่ลอบเดินทางมาในชุดชาวบ้านธรรมดาพิธีการเป็นไปอย่างเรีย
ตอนที่ 146 จดหมายลับจากวังหลวง ท่ามกลางเสียงจิ้งหรีดเรไรที่ขับข่อมหุบเขาอัสดงในยามค่ำคืน แสงตะเกียงดวงเล็กในกระท่อมใหม่ยังคงส่องสว่าง เซียวจวินที่กำลังพักฟื้นจากบาดแผลการต่อสู้ นั่งขัดมีดพรานอยู่ข้างเตาไฟ โดยมีอาเหมยคอยเคี่ยวน้ำแกงสมุนไพรอยู่ใกล้ๆ ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าของม้าสองตัวที่ควบตะบึงมาอย่างเร่งร้อนทำให้เซียวจวินขยับตัวลุกขึ้นยืนด้วยสัญชาตญาณระวังภัย "พี่เซียวนั่นเสียงม้าของทางการนี่เจ้าคะ" อาเหมยเอ่ยด้วยความกังวล ทว่าเมื่อเงาร่างของบุรุษและสตรีคู่หนึ่งปรากฏขึ้นใต้แสงจันทร์ ทั้งคู่กลับต้องเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ เพราะผู้ที่มาถึงคือองครักษ์จงซิ่น และ เสี่ยวชุ่ยในชุดรัดกุมสำหรับเดินทางไกล ใบหน้าของทั้งสองเต็มไปด้วยความวิตกกังวล "มีเรื่องด่วนอะไรหรือท่านจงซิ่นพี่เสี่ยวชุ่ย" อาเหมยรีบเข้าไปต้อนรับ เสี่ยวชุ่ยไม่ได้กล่าวคำทักทายอย่างทุกที แต่นางกลับคุกเข่าลงพร้อมยื่นจดหมายลับประทับตรามังกรให้ "องค์หญิงเอ๊ย แม่นางอาเหมยเจ้าคะ ฮ่องเต้อาเป่าและไทเฮาทรงมีรับสั่งด่วน พระเจ้าหลวงมู่ฉางเฟิงทรงล้มป่วยหนักด้วยพระโรคชราและพ่ายแพ้ต่อความบอบช้ำในอดีต บัดนี้พระอาการทรุดหนักจนหมอหลวงจนปัญญ
ตอนที่145เลือดพรานปกป้องดอกฟ้าท่ามกลางความเงียบสงบของหุบเขาอัสดงที่อาเหมยและเซียวจวินกำลังเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างมีความสุข ข่าวการสละฐานันดรขององค์หญิงผู้เป็นดวงใจของราชวงศ์มู่กลับรั่วไหลไปถึงหูของแม่ทัพอู๋สายลับมือหนึ่งจากแคว้นศัตรูที่จ้องทำลายแคว้นของฮ่องเต้อาเป่ามานาน"องค์หญิงอาเหมยอยู่ในป่าไร้ทหารคุ้มกันรึ? นี่คือโอกาสทองที่จะลักพาตัวนางมาเป็นตัวประกันเพื่อบีบให้อาเป่ายอมยกเมืองชายแดนให้เรา" อู๋แค่นยิ้มอำมหิตก่อนจะสั่งการกลุ่มนักฆ่าเดนตายสิบคนลอบเข้าป่าในยามวิกาลในเช้าวันนั้น อาเหมยกำลังเก็บสมุนไพรอยู่ท้ายสวนโดยมีฟูเฉินคอยช่วยอยู่ไม่ไกล นางสังเกตเห็นนกป่าพากันบินแตกตื่นออกจากพุ่มไม้หนา"ฟูเฉินเจ้ารู้สึกไหมว่าป่าวันนี้มันเงียบผิดปกติ" อาเหมยเอ่ยด้วยสัญชาตญาณที่เริ่มเฉียบคมขึ้น ทันใดนั้น ลูกธนูอาบยาพิษพุ่งแหวกอากาศมาหมายจะปักที่ลำคอของนาง"องค์หญิงระวัง" ฟูเฉินพุ่งตัวเข้าผลักอาเหมยจนล้มลง ลูกธนูถากแขนเขาไปเพียงนิดเดียว กลุ่มชายชุดดำกระโดดลงมาจากต้นไม้ล้อมรอบคนทั้งสองไว้ แววตาของพวกมันเต็มไปด้วยความกระหายเลือดและความโลภก่อนที่กลุ่มนักฆ่าจะเข้าถึงตัวอาเหมย เสียงคำรามดุจพยัคฆ์ร้า
ตอนที่144กลับสู่กระท่อมป่าการเดินทางรอนแรมจากวังหลวงสิ้นสุดลงเมื่อฝีเท้าของคนทั้งสี่เหยียบลงบนผืนหญ้าที่ชุ่มด้วยน้ำค้างยามเช้าของหุบเขาอัสดงกลิ่นอายของดินชื้นและกลิ่นหอมจางๆ ของสนภูเขาที่ลอยมากับสายหมอก ทำให้อาเหมยสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่นางรู้สึกว่าอากาศช่างบริสุทธิ์และไร้ซึ่งกลิ่นอายของแผนร้าย"ถึงบ้านเราแล้วนะเหมยเอ๋อร์" เซียวจวินเอ่ยพลางวางย่ามลงบนพื้นดินข้างซากกระท่อมหลังเก่าที่เคยถูกทหารเผาทำลายไป เหลือเพียงเสาไม้ดำเป็นตอและเถาวัลย์ป่าที่เริ่มเข้าปกคลุมทว่าแววตาของเขาไม่ได้มีความเศร้าโศก แต่กลับเต็มไปด้วยไฟแห่งการเริ่มต้นใหม่อาเหมยซึ่งบัดนี้สวมชุดผ้าป่านสีหม่นรัดกุมมองไปรอบๆ นางไม่ได้มองเห็นซากปรักหักพัง แต่กลับมองเห็นพื้นที่กว้างขวางที่จะกลายเป็นสวนสมุนไพรและเตาไฟขนาดยักษ์"พี่เซียวเจ้าคะ แม้ที่นี่จะไม่มีหลังคาแก้วหรือกำแพงหินอ่อน แต่มันคือแผ่นดินที่เป็นของเราจริงๆ ข้าจะช่วยท่านถางหญ้าและเตรียมดินเอง" ฟูเฉินขะมักเขม้นช่วยจัดวางข้าวของที่เหลืออยู่"ท่านพี่เซียว ท่านเริ่มลงมือสร้างเรือนเถิด เรื่องอาหารและการจัดเตรียมพื้นที่ฝั่งนี้ ข้าจะจัดการเองขอ
ตอนที่143คำสัตย์สาบานใต้แสงจันทร์แสงจันทร์คืนเพ็ญสาดส่องลงมายังลานกว้างหน้าท้องพระโรงหลวง ประหนึ่งสรวงสวรรค์กำลังร่วมเป็นพยานในเหตุการณ์ที่จะถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์อาเหมยในชุดองค์หญิงเต็มยศสีขาวบริสุทธิ์ปักลวดลายหงส์ทองที่สะท้อนแสงนวลตา ยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้าพระเจ้าหลวงมู่ฉางเฟิง บรรยากาศรอบกายเงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงลมพัดผ่านชายหลังคานางค่อยๆ เอื้อมมือที่สั่นเทาเล็กน้อยขึ้นถอดมงกุฎหงส์ทองคำที่หนักอึ้งประดุจกรงขังอันล้ำค่าออกช้าๆ ก่อนจะวางมันลงบนพานทองคำที่ขันทีประคองไว้ด้วยความเคารพ"มงกุฎนี้คือเกียรติยศที่เสด็จพ่อประทานให้ แต่วันนี้ลูกขอคืนกลับสู่ราชสำนัก เพื่อไปใช้ชีวิตที่เป็นเพียงอาเหมยหญิงชาวบ้านที่เคียงข้างชายที่ลูกรักเพคะ" เสียงของอาเหมยกังวานทว่ามั่นคงประดุจเหล็กกล้ามู่ฉางเฟิงทอดพระเนตรลูกสาวด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย ความโกรธแค้นมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความนับถือในหัวใจที่เด็ดเดี่ยวของนางที่กล้าสละทุกอย่างเพื่อความสัตย์จริงไทเฮาประทับยืนอยู่ข้างบัลลังก์ พระหัตถ์ของพระนางสั่นระริกขณะทอดพระเนตรลูกสาวที่กำลังจะเดินจากไปสู่ป่าลึก พระนางก้าวลงจากแท่นประทับแล้วโ
ตอนที่142รสพิษที่สยบด้วยสัจจะบรรยากาศภายในท้องพระโรงยามเช้านี้หนักอึ้งยิ่งกว่าวันใด แสงแดดที่สาดส่องลงมาดูหม่นหมองประหนึ่งรับรู้ถึงกลิ่นคาวของความแค้นเซียวจวินถูกคุมตัวให้คุกเข่าอยู่กลางโถงอีกครั้งเคียงข้างกับ อาเหมยและฟูเฉิน โดยมีทหารองครักษ์นับสิบล้อมกรอบไว้ด้วยหอกปลายแหลม บนบัลลังก์มังกรพระเจ้าหลวงมู่ฉางเฟิงประทับนั่งด้วยพระพักตร์ที่เคร่งขรึมจนน่าใจหาย สายตาของพระองค์จ้องมองไปยังชามน้ำแกงเจ้าปัญหาที่วางอยู่บนโต๊ะหินอ่อนเบื้องหน้า"เซียวจวินข้าให้โอกาสเจ้าพิสูจน์ความภักดี แต่กลับมีพิษร้ายแรงปรากฏในอาหารที่เจ้าถวาย" มู่ฉางเฟิงตรัสด้วยสุรเสียงเย็นเฉียบ"หากวันนี้เจ้ามิอาจชี้แจงได้ ชะตาของพวกเจ้าทั้งสามคงต้องสิ้นสุดลงที่ลานประหารก่อนตะวันตกดิน"เชฟหลวงหยางยืนยิ้มเยาะอยู่ในกลุ่มกุ๊กหลวง แววตาของเขามีประกายแห่งชัยชนะ"ฝ่าบาทพะยะค่ะ หลักฐานชัดเจนเพียงนี้ พรานป่าผู้นี้คงคิดจะกำจัดพระองค์เพื่อล้างแค้นแทนคนรักเป็นแน่ กระหม่อมในฐานะกุ๊กหลวงผู้ซื่อสัตย์มิอาจปล่อยให้คนชั่วลอยนวลได้" หยางกราบทูลด้วยน้ำเสียงที่ดูเหมือนหวังดีทว่าซ่อนคมดาบไว้ข้างหลัง อาเหมยสูดลมหายใจลึก นางหันไปสบตากับเซียวจวิน







