วิวาห์ลวงรักแม่ทัพตาบอด

วิวาห์ลวงรักแม่ทัพตาบอด

last updateTerakhir Diperbarui : 2025-09-24
Bahasa: Thai
goodnovel16goodnovel
10
4 Peringkat. 4 Ulasan-ulasan
75Bab
9.4KDibaca
Baca
Tambahkan

Share:  

Lapor
Ringkasan
Katalog
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi

หลังถูกพรากลมหายใจอย่างอยุติธรรมจากฮูหยินเอกของแม่ทัพใหญ่ในชาติก่อน นางจึงยินยอมสวมรอยวิวาห์กับแม่ทัพตาบอดผู้ที่ใครก็หยามเหยียดแทนบุตรีขุนนางขั้นหนึ่ง ด้วยมาดมั่นจะทวงคืนความเป็นธรรมให้แก่ตนในชาตินี้!

Lihat lebih banyak

Bab 1

บทที่ 1 ข้ามผ่านราตรีกาลอันแสนหนาวเหน็บ

บนผิวน้ำยามค่ำคืนมีแสงสาดสะท้อนจากดวงจันทร์ส่องกระทบลงมาดั่งเส้นทางปีนสู่สรวงสวรรค์ ยามที่น้ำเคลื่อนไหวเป็นคลื่นขนาดเล็กพลันบังเกิดประกายพราวระยับดุจหมู่ดาวดารดาษ

ทว่าแสงที่ฉาบเป็นเงาสะท้อนความงดงามกลับซ่อนเร้นความเลวร้ายภายใต้จิตใจของมวลมนุษย์ อากาศหนาวเหน็บของราตรีกาลประสานกับความเย็นเยียบของสายธารากำลังกัดลึกกร่อนกระดูกใครบางคนจนไหวสะท้าน

สตรีร่างระหงถูกหินก้อนยักษ์ถ่วงดุลกายไว้ใต้ผืนน้ำ สติที่คงอยู่ค่อย ๆ เลือนรางลงทุกขณะ เมื่อถึงคราวตายผู้ใดเล่าจะริอ่านฝืน หลังพยายามตะเกียกตะกายเพื่อคว้าอากาศเข้าปอดอยู่นานนางก็รู้สึกว่าไม่มีทางทวงชีวิตที่ปรโลกริบไปได้อีก นางยินยอมจำนนต่อชะตาอันเลวร้ายนี้แล้ว

หนาวเหลือเกิน…

ชั่วพริบตาลมหายใจก็มลายหายไปดั่งไม่เคยมี

.

.

“คุณหนู ตื่นแล้วหรือเจ้าคะ”

มือเรียวกระดิกไหวเชื่องช้า แพขนตาหนาค่อย ๆ ขยับแผ่ว เปลือกตาบางแง้มขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตาสีนิลดั่งไข่มุกยามราตรีกลอกสำรวจสรรพสิ่งรอบกายหน้าฉงน 

ข้ายังไม่ตายหรือ ผู้ใดช่วยข้าไว้กันนะ

“คุณหนู ได้ยินบ่าวหรือไม่เจ้าคะ”

หญิงสาวเบนความสนใจไปยังต้นเสียงแช่มช้า โลหิตแล่นขึ้นใบหน้าจนสมองอื้ออึง

อาหราน? อาหรานมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร

ดรุณีตรงหน้ามีนามว่าโปหราน นางเป็นสาวใช้คนสนิทของคุณหนูรองไป๋ หรือไป๋เฉินเซียง

ไป๋เฉินเซียงจำได้ว่านางได้ก้มหน้ารับชะตา ยอมเชื่อฟังบิดาเพื่อไปเป็นอนุของแม่ทัพทัพชิงหลง [1] นับปีแล้ว ส่วนโปหรานก็ถูกฮูหยินใหญ่นำตัวไปขายเป็นทาสให้จวนอื่น 

ยามนั้นไป๋เฉินเซียงฟูมฟายอย่างหนัก เพราะเวทนาโปหรานจับใจ ไม่ว่านางจะวิงวอนเช่นไรใต้เท้าไป๋ก็ไม่ยินยอมให้โปหรานติดตามไป๋เฉินเซียงไปพร้อมขบวนเจ้าสาวด้วย

สตรีเมื่อออกเรือนก็เปรียบดั่งน้ำเสียที่ถูกสาดออกจากบ้าน เพราะไป๋เฉินเซียงเป็นคนหัวอ่อนว่านอนสอนง่ายมาแต่ไหนแต่ไร เพื่อยกระดับขุนนางสุดต่ำต้อยที่ถือครองตำแหน่งเพียงขั้นหกที่กระหายในอำนาจเงินทอง ไป๋จื่อเหิงจึงยินยอมยกลูกสาวคนรองของตนให้เป็นน้อยผู้อื่นอย่างไม่มีหนังไม่มีหน้า [2] ผู้ที่นางเทิดทูนว่าคือบิดากลับผลักไสบุตรีลงนรกด้วยมือตนเอง 

โปหรานมองท่าทีเฉยชาระคนงุนงงของไป๋เฉินเซียงก็รู้สึกไม่สบายใจ “คุณหนูไหวหรือไม่เจ้าคะ หรือว่ายังปวดหัวอยู่ หรือคุณหนูเจ็บคอจนพูดไม่ได้”

โปหรานหันรีหันขวางเร่งรินน้ำชาอุ่น ๆ ลงในถ้วยกระเบื้องเคลือบ จากนั้นก็ขยับตัวเพื่อช่วยพยุงร่างไป๋เฉินเซียงให้พิงกับหัวเตียงและสามารถเอนหลังได้สะดวก 

“น้ำเจ้าค่ะ”

ไป๋เฉินเซียงกลายเป็นเบื้อใบ้ชั่วขณะ นางรู้สึกพูดไม่ออกบอกไม่ถูก จึงตัดสินใจรับถ้วยชาและกระดกดื่มให้คอโล่งก่อน ต่อมาก็เอ่ยปากคำแรก

“อาหราน เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ท่านพ่อไปพาเจ้ากลับมาหาข้าแล้วหรือ”

โปหรานฉงน บังเกิดเมฆหมอกแห่งความสงสัยปกคลุมเต็มศีรษะ “คุณหนูหมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ บ่าวก็อยู่กับคุณหนูตลอดยังไม่ไปที่ใด ทว่าก่อนหน้าก็เพียงแวะไปหยิบขนมให้คุณหนูเท่านั้น กลับมาอีกทีคุณหนูก็ตกน้ำจนหมดสติ เรื่องนี้ต้องโทษบ่าว...เป็นเพราะบ่าวไม่ดีเองเจ้าค่ะ”

คิ้วสวยเคลื่อนเข้าหากันเล็กน้อย ไม่นานก็ขมวดแน่น สีหน้าของโปหรานเศร้าสลดเป็นอย่างมาก แต่เมื่อลองตรองถึงคำว่าตกน้ำศีรษะของไป๋เฉินเซียงก็ชาหนึบขึ้นมาเดี๋ยวนั้น

“คุณหนูปวดหัวหรือเจ้าคะ นอนพักก่อนนะเจ้าคะ บ่าวจะเร่งไปแจ้งนายท่านและจะตามหมอมาประเดี๋ยวนี้เลยเจ้าค่ะ คุณหนูรอบ่าวก่อนนะเจ้าคะ” โปหรานหมุนกายด้วยความเร่งร้อน ไม่ทันออกเดินแขนของนางก็ถูกคว้าเอาไว้

“อาหราน อย่าเพิ่งไป”

โปหรานยอบกายลงนั่งขนาบข้างผู้เป็นนาย “คุณหนูต้องการสิ่งใดเพิ่มหรือเจ้าคะ”

หลังจากเงียบเพื่อตรึกตรองซ้ำไปมาหลายหน ไป๋เฉินเซียงก็นึกบางอย่างออก คำว่าตกน้ำได้กระตุ้นความรู้สึกที่กดลึกอยู่ใต้จิตใจให้ปรากฏขึ้น

“อาหราน นี่เดือนใดหรือ”

โปหรานแทบร้องไห้โฮ ประเมินจากสายตาและอาการคุณหนูของนางแล้วประหนึ่งผู้ป่วยความจำเสื่อม แต่ยังโชคดีที่ไป๋เฉินเซียงนั้นเรียกชื่อของโปหรานถูก

“คุณหนู ท่านคงไม่ได้ความจำเสื่อมกระมังเจ้าคะ” โปหรานอึกอัก

คิ้วสวยเลิกขึ้นหนึ่งฝั่ง ไป๋เฉินเซียงกวาดสายตาเพื่อสำรวจความผิดปกติของบรรยากาศโดยรอบ ม่านแพรสีขาวปักลายมู่ตานที่นางทำเอง ยังห้อยระย้าตรงริมหน้าต่าง มองลอดออกไปด้านนอกยังเห็นยอดเขาสูงชันสุดลูกหูลูกตา

ที่นี่คือเรือนสกุลไป๋และเป็นห้องเดิมของนางไม่ผิดแน่ สิ่งที่น่าฉงนก็คือ นางกลับมาที่จวนสกุลไป๋ได้อย่างไร ในเมื่อไป๋เฉินเซียงแต่งงานออกไปครบหนึ่งปีแล้ว หนำซ้ำโปหรานยังเรียกนางว่าคุณหนูอีกด้วย

“คุณหนูเจ้าคะ นี่ซานเยว่ [3] แล้วเจ้าค่ะ ไม่นานก็จะเข้าซื่อเยว่ [4]

เส้นโลหิตบนหน้าผากของไป๋เฉินเซียงกระตุกริก ๆ ไป๋เฉินเซียงเริ่มจะปะติดปะต่อบางอย่างได้แล้ว ในเมื่อนางแต่งงานไปตั้งแต่ต้นซื่อเยว่แล้วจะยังมานอนอยู่ที่ห้องเดิมของตนได้อย่างไร 

ไป๋เฉินเซียงต้องการเวลาอีกหน่อย นางส่งยิ้มให้โปหรานเต็มดวงตา “เจ้าไปตามหมอมาเถิด”

ไป๋เฉินเซียงปล่อยมือ โปหรานเห็นใบหน้าที่ซีดขาวซับสีเลือดฝาดก็วางใจไปเปลาะหนึ่ง นางไม่อยากซักไซ้ต่อเพราะเกรงว่าไป๋เฉินเซียงอาจเกิดปวดศีรษะขึ้นกะทันหัน

คนเพิ่งฟื้นจากอาการจมน้ำ โปหรานคิดว่าสมองต้องได้รับความกระทบกระเทือนมาบ้างแน่ เพราะหากคนเราอยู่ใต้น้ำนาน ๆ ย่อมทำให้ขาดอากาศไปหล่อเลี้ยงส่วนของความนึกคิด จนสามารถทำให้ความทรงจำบางส่วนเลือนหาย

ไป๋เฉินเซียงมองตามแผ่นหลังสาวใช้คนสนิทจนลับตา ขาเสลาหย่อนลงจากเตียง ไป๋เฉินเซียงสำรวจขาของตน ก็ไม่พบร่องรอยบาดแผลที่เกิดจากโซ่ตรวนนั้นแล้ว

ข้ากลับมาแล้วจริง ๆ หรือ

ไป๋เฉินเซียงยกมือทั้งสองฝั่งของตนขึ้นมาสำรวจ ยามนี้ผิวกายของนางขาวผ่องและผุดผาดไร้ร่องรอยของการทุบตีและฟกช้ำ มุมปากของนางพลันกระตุกแผ่ว

โอกาสจากโชคชะตา นี่สวรรค์กำลังให้โอกาสข้า

ไป๋เฉินเซียงรู้สึกประหลาดใจ ไม่คิดเลยว่าจะมีเรื่องสุดอัศจรรย์เช่นนี้อยู่ เดิมทียามนี้นางควรไปข้ามแม่น้ำเหลืองเพื่อตัดสินความดีความชั่วและรอชดใช้กรรมที่สัมปรายภพ ทว่านางกลับมานั่งกระดิกขาที่ห้องตัวเองก่อนวันแต่งงานเพียงหนึ่งเดือน

ไป๋เฉินเซียงจำเรื่องราวทุกอย่างได้หมดแล้ว กระทั่งความเจ็บปวดแสนสาหัสที่นางได้รับในยามที่เป็นอนุท้ายเรือนของแม่ทัพใหญ่สกุลหลาน ความรู้สึกเหล่านั้นถาโถมเข้ามาดั่งสายน้ำคลั่ง ประดังประเดดุจพายุหมุน 

ในตอนนั้นไป๋เฉินเซียงถูกภรรยาเอกของแม่ทัพชิงหลงใส่ความว่าคบชู้สู่ชาย จึงตั้งตนเป็นศาลเตี้ย ใช้เหล็กร้อนดั่งเพลิงนรกทาบไปยังสองข้างแก้มของนางจนเนื้อพุพองไม่พอ ยังเฆี่ยนตี จองจำ และทรมานไป๋เฉินเซียงอย่างแสนสาหัส 

สามีก็ทำราวกับนางเป็นเพียงของเล่นให้ภรรยาเอกตน เขาไม่ช่วยเหลือไม่ขัดขวาง เขาพูดเพียงคำว่า

เรื่องของเรือนหลัง ฮูหยินใหญ่เป็นคนจัดการ คนผิดก็ต้องลงโทษไปตามผิด

ไป๋เฉินเซียงนึกถึงคำคำนี้ก็เผยยิ้มเย็นออกมา ในตอนที่เขาต้องการนางก็ออกคำสั่งจนบิดาร้อนใจกระทั่งจับนางโยนเข้ากับดักสกุลหลาน เมื่อแม่ทัพใหญ่สมดังปรารถนาก็เขี่ยนางทิ้งประหนึ่งเศษซากสิ่งไร้ชีวิตที่ไม่ต้องการ

ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บแค้นอยู่ในใจ ไป๋เฉินเซียงปรายตามองใบหน้าซีดขาวของตนบนคันฉ่องไม่ไกลนัก มือเรียวยกขึ้นลูบสองข้างแก้มที่เคยอัปลักษณ์น่าเกลียด

ความสะสวยของนางกลับมาแล้ว นางได้ย้อนเวลากลับมาจริง ๆ ความรู้สึกอึดอัดในใจจางลงเล็กน้อย กลีบปากสีกุหลาบยกโค้งบางเบาทว่ากลับประหนึ่งหนังยิ้มเนื้อไม่ยิ้ม แม้ความเจ็บปวดทางกายจะเลือนหาย ทว่าความทรมานในใจนั้นยังคงอยู่ 

แอ๊ด…

เสียงประตูบานหนาเปิดออก ไป๋เฉินเซียงช้อนตามองไปข้างหน้า ชายร่างท้วมถลันเข้ามาด้วยความดีใจ

“เซียงเซียง!”

ชายวัยกลางคนสวมกอดบุตรสาวประหนึ่งรักใคร่ ทว่าความรักของบิดาผู้นี้ไป๋เฉินเซียงกลับไม่ได้ซาบซึ้งเลยสักกระผีกริ้น ไป๋จื่อเหิงแสดงท่าทีเช่นนี้คงเกรงว่าตนอาจขาดผลประโยชน์ที่เหลือเพียงหนึ่งไปเท่านั้น 

ไป๋เฉินเซียงตัวแข็งทื่อไม่พูดจาใด ไป๋จื่อเหิงผละห่าง กวาดสายตาสำรวจเรือนร่างบุตรสาว “เซียงเซียง ไม่เป็นไรใช่ไหมลูก ดีขึ้นแล้วใช่หรือไม่”

ไป๋เฉินเซียงคลี่ยิ้มอ่อนหวาน ทว่ากลับซ่อนคมมีดเอาไว้เพื่อกรีดแทงใจคน “ดีที่ยังไม่ตายเจ้าค่ะ”

ไป๋จื่อเหิงผงะ ไป๋เฉินเซียงไม่เคยแสดงท่าทีกระด้างกระเดื่องต่อบิดาเช่นนี้มาก่อน ใต้เท้าไป๋ปรายตามองโปหรานด้วยความสับสน โปหรานเห็นท่าทีเย็นชาดั่งหุบเขาน้ำแข็งของไป๋เฉินเซียงก็รู้สึกฉงนไม่ต่างกัน นางฉีกยิ้มฝืดฝืนให้ผู้เป็นนาย ไป๋จื่อเหิงขมวดคิ้วแน่น

หรือว่านางความจำเสื่อมจริง ๆ แล้วพิธีวิวาห์จะทำอย่างไร

เชิงอรรถ

^ ชิงหลง มังกรคราม青龍 อสูรแห่งทิศตะวันออก

^ ไม่มีหนังไม่มีหน้า หมายถึง หน้าไม่อาย

^ 三月 ซานเยวฺ่ (sānyuè) มีนาคม

^ 四月ซื่อเยวฺ่ (sìyuè)เมษายน

Tampilkan Lebih Banyak
Bab Selanjutnya
Unduh

Bab terbaru

Bab Lainnya

Ulasan-ulasan

P JR
P JR
สนุก แต่งได้ดี นอ.ให้ความรู้สึกสมวัย ไม่ฉลาดเว่อร์ เก่งไปซะทุกอย่าง ยังมีความซื่อๆโก๊ะๆคิดไม่ทันตามประสาอายุ 15 สมจริงดีค่ะ
2025-12-30 09:09:49
0
0
Anděl K
Anděl K
สนุกมากๆ เทียนสื่อ รวบรัดไม่ยึกยักยืดเยื้อ มีทุกรสในนิยาจเรื่องนี้ ยอดเยี่ยมค่ะ
2025-10-17 17:26:09
0
0
gairatchanis
gairatchanis
สนุกมาก พระเอกฉลาด ดำเนินเรื่องรวดเร็ว สมเหตุสมผล ชอบ
2025-10-05 01:22:15
0
0
Kom Kom
Kom Kom
สนุกมากคะ จะติดตามอ่านเรื่องต่อไปค่ะ
2025-09-11 11:52:05
0
0
75 Bab
บทที่ 2 หลีกหนีดวงชะตา (1)
โจ๊กอั้นเซียงกลิ่นหอมกรุ่นถูกยกเข้ามาวางข้างหัวเตียง ไป๋เฉินเซียงปรายตามองด้วยสีหน้าเรียบเรื่อย“คุณหนูอาการเพิ่งดีขึ้น ทานโจ๊กสักหน่อยนะเจ้าคะ”โปหรานตักโจ๊กขึ้นมาหนึ่งคำ จากนั้นเป่าเพื่อไล่ไอระอุที่พวยพุ่งขึ้นกลางอากาศจนเป็นควันสีขาวกระทั่งค่อย ๆ จางลง “อาหราน ไม่เป็นไร ข้ากินเองได้” “เจ้าค่ะ เช่นนั้นบ่าวช่วยนะเจ้าคะ” โปหรานวางช้อนกระเบื้องเคลือบลงในถ้วยดังเดิม จากนั้นเข้ามาช่วยประคองไป๋เฉินเซียงให้ขยับกายได้สะดวก ต่อมาก็คว้าถ้วยโจ๊กส่งให้ไป๋เฉินเซียง“ขอบใจนะ”มือเรียวหยิบช้อนขึ้นมา ไป๋เฉินเซียงคนอาหารเหลวในถ้วยเล็กน้อยเพื่อให้โจ๊กคลายความร้อนสักพัก ระหว่างนี้จิตใจก็ล่องลอยกระทั่งนึกถึงความเป็นอยู่ของตนเมื่อชาติก่อนโจ๊กอั้นเซียงนับว่าเป็นอาหารชั้นเลิศรสชาติไม่เลว ทว่าในยามนั้นที่นางเป็นอนุท้ายจวนหวังเหว่ย [1] ไป๋เฉินเซียงได้กินเพียงโจ๊กต้มเกลือกับผักลวกแสนจืดชืด ทั้งยังถูกฮูหยินใหญ่โขกสับประหนึ่งวัวม้าก็ไม่ปาน กระทั่งวันหนึ่งฝนตกลมแรง ไป๋เฉินเซียงก็ยังถูกกดหัวใช้ให้ไปหาบน้ำเพื่อนำมาต้มให้ฮูหยินใหญ่ได้อาบ วันต่อมาไป๋เฉินเซียงก็เกิดล้มป่วย อาหารที่นางได้รับเพื่อใช้ประทังความหิวใน
Baca selengkapnya
บทที่ 2 หลีกหนีดวงชะตา (2)
น่าเสียดายที่เขายังหนุ่มยังแน่นก็ต้องกลายมาเป็นแม่ทัพตาบอด ทว่าดวงตาของเขาแลกมาด้วยชัยชนะอันยิ่งใหญ่นับหลายสิบหน แม่ทัพไป๋หู่สามารถกวาดล้างศัตรูจนราบเป็นหน้ากลอง กระทั่งอีกฝ่ายปราชัยและยินยอมทำสัญญาสงบศึกถึงยี่สิบปี เพียงแต่ไม่นานมานี้เขาเกิดตาบอดไม่ทราบสาเหตุ ศึกหนานชางที่เพิ่งผ่านมาจึงเป็นพี่ชายร่วมสายเลือดของเขาอาสาออกรบแทน ทั้งยังสามารถคว้าชัยชนะมาได้ด้วยยุทธวิธีการรบอันชาญฉลาด ด้วยความดีความชอบนี้ ฮ่องเต้จึงมอบตำแหน่งแม่ทัพชิงหลงให้แก่เขา ตระกูลหลานจึงมากอิทธิพลขึ้นไปอีกขั้น เพราะเขาสามารถให้กำเนิดแม่ทัพได้พร้อมกันถึงสองคนแม้ว่าแม่ทัพไป๋หู่กลับกลายเป็นแม่ทัพพิการ ทว่าฮ่องเต้ก็ยังปูนบำเหน็จให้เขามากมายเหนือคณนา ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน ทรัพย์สินเงินทอง รวมทั้งยังมอบสมรสพระราชทานให้แก่เขาเพื่อประโลมจิตใจที่บอบช้ำ ในอีกหนึ่งปีข้างหน้าแม่ทัพไป๋หู่กับบุตรีของใต้เท้าวูนามว่าวูหลิงอีจะต้องเข้าพิธีวิวาห์กันตามธรรมเนียมใต้เท้าวูเป็นขุนนางขั้นหนึ่งทั้งยังเป็นที่ปรึกษาของฮ่องเต้โดยตรง แม้เขาไม่ยินดีส่งบุตรีเข้าพิธีวิวาห์กับแม่ทัพตาบอดเพียงใด ทว่าก็มิอาจปฏิเสธสมรสพระราชทานครานี้ได้แม่ทัพไป๋หู่ผ
Baca selengkapnya
บทที่ 3 รถม้าปริศนา (1)
ต้นยามโฉ่ว [1] เสียงลมโกรกหวีดหวิวดังอยู่ข้างหู สตรีสองนางจับจูงมือกันมุ่งหน้าอยู่บนเส้นทางอันมืดมิด แขนขาทั้งสองข้างเริ่มอ่อนล้าไร้กำลังลงทุกขณะ“คุณหนู เราจะไปที่ใดกันหรือเจ้าคะ” โปหรานหน้าซีดขาวเหงื่อเปียกโซมเต็มแผ่นหลัง “อาหรานเราแยกกันตรงนี้เถิดนะ เจ้ากลับบ้านเดิมของเจ้า แล้วนำเงินก้อนนี้ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่”โปหรานจับมือไป๋เฉินเซียงแน่นพลางส่ายหน้าระรัวเร็ว ดวงตาแดงก่ำคลอไปด้วยหยาดน้ำตา “คุณหนูบ่าวเป็นห่วงท่าน ท่านจะไปที่ใดให้บ่าวไปด้วยเถิดนะเจ้าคะ”ดวงตาสุกสกาวฉายแววความเอื้ออาทร เพราะไป๋เฉินเซียงเองก็ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นจากที่ตรงไหน เดิมทีไป๋เฉินเซียงถูกเลี้ยงดูให้อยู่ติดในจวน ทว่าครั้งหนึ่งนางเคยขึ้นเขาไปไหว้พระขอพรที่วัดเฉินหลิงกับมารดาในตอนที่มารดาของนางยังมีชีวิตอยู่ ไป๋เฉินเซียงเล่นซ่อนแอบกับเด็กชายคนหนึ่ง ดูเหมือนเขาก็มาที่นี่กับมารดาเช่นเดียวกัน ตอนนั้นนางและเขาต่างก็เด็กด้วยกันทั้งคู่ แม้อีกฝ่ายดูโตกว่าแต่นั่นนับเป็นเรื่องเมื่อชาติก่อน ไป๋เฉินเซียงจำหน้าค่าตาของเขาไม่ได้แล้ววิ่งเล่นกันไปมาไป๋เฉินเซียงก็หลงเข้าไปในอารามด้านใน จึงได้เห็นว่าที่วัดเฉินหลิงไม่ใช่เพียงว
Baca selengkapnya
บทที่ 3 รถม้าปริศนา (2)
ไข่เฉินเชียงกระชับห่อผ้ามุ่งหน้าไปต่อ ทางสายนี้เลือกแล้วไม่อาจย้อนกลับ ไข่เฉินเชียงแหงนมองผืนฟ้าก็เห็นว่าเริ่มย้อมด้วยสีทองเรือง7 แล้ว บรรยากาศเช่นนี้เป็นสิ่งที่นางหวาดกลัวที่สุด ดูเหมือนว่าจะเข้าถึงช่วงปลายยามอิ้น[2] แล้ว เกรงว่าไม่นานบิดาของนางจะต้องล่วงรู้เรื่องที่นางหนีออกมาไป้เฉินเซียงสับเท้าด้วยความเร่งร้อน หางตาของนางเหลือบเห็นร้านขายอาภรณ์แห่งหนึ่งเปิดพอดี ไปเฉินเซียงลดสายตามองอาภรณ์ที่สวมใส่ก็นึกบางอย่างออกมิสู้เปลี่ยนเป็นเครื่องแต่งกายบุรุษน่าจะคล่องตัวและปลอดภัยกว่าไป้เฉินเซียงรอบคอบเสมอนางหยิบผ้าแพรออกมาผูกเพื่อใช้บดบังใบหน้าครึ่งล่างขาเสลาเหยียบเข้าไปในร้านพลางกวาดสายตาสำรวจหาสิ่งที่ตนต้องการ"คุณหนู ออกจากเรือนแต่เช้าเลยหรือขอรับ"ไบเฉินเชียงพยักหน้า หลงจู[3] ที่มาต้อนรับหน้าเงื่อน เขาแอบเห็นห่อผ้าในมือของนาง ไป่เฉินเซียงรู้ว่าถูกจับตามองก็ซ่อนห่อผ้าไว้เบื้องหลังหลงจู๊ผู้นี้คิดว่าไขเฉินเซียงเป็นคนต่างถิ่น เขาจึงอยากนำเสนอสินค้าสุดพิเศษ ทว่ามือของนางกลับชี้ไปยังอาภรณ์บุรุษตัวหนึ่งหลงจู้นิ่งไปพักหนึ่ง พริบตาก็ยิ้มจนตาหยี"คุณหนูท่านตาถึงยิ่งนักโดยเฉพาะแต่เนื้อ
Baca selengkapnya
บทที่ 4 อำมหิตเกินกว่าจินตนาการ (1)
ไป๋เฉินเซียงนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ กะพริบเปลือกตาสองสามหน พลางกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ กระทั่งสำรวจใบหน้าของอีกฝ่ายก็ยิ่งสร้างความประหลาดใจขึ้นไม่น้อยบุรุษผู้นี้หล่อเหลาเป็นอย่างมาก โครงหน้าของเขาช่างคลับคล้ายว่านางเคยพานพบมาก่อน นัยน์ตาสีนิลแข็งกร้าวดุดันกระนั้นยังคล้ายกับท้องฟ้าในคืนไร้ดาว ไป๋เฉินเซียงจ้องมองเขาไม่ขยับ จมูกโด่งเป็นสันรับกับโครงหน้าคมเข้ม รูปปากหยักระบายสีแดงระเรื่อ ทว่าเส้นผมของเขากลับมีสีเงินยวงแซมประปรายหน้ายังดูเด็กทำไมผมหงอกแล้ว“มองพอหรือยัง ข้าถามว่าเจ้าเป็นใคร หากไม่พูดข้าจะปิดปากเจ้าเสียตอนนี้” เสียงทุ้มถามย้ำ ไป๋เฉินเซียงได้สติมือทั้งสองฝั่งชูขึ้นแช่มช้าเพื่อส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายรับรู้ว่านางมาดี ไป๋เฉินเซียงกระแอมปรับน้ำเสียงให้ทุ้มกว่ายามปกติ“ขออภัยคุณชายท่านนี้ ข้าน้อยเสียมารยาทแล้ว ข้าน้อยแค่บังเอิญขึ้นรถม้าผิดเพราะเห็นว่ารถม้าของท่านคล้ายกับรถม้าลูกพี่ลูกน้องข้าน้อยที่นัดกันไว้ ข้าน้อยไม่ได้ตั้งใจรบกวนท่านจริง ๆ นะขอรับ”คิ้วเข้มเลิกขึ้นหนึ่งฝั่ง “ขึ้นผิด...เช่นนั้นเจ้าก็ลงไป”ม
Baca selengkapnya
บทที่ 4 อำมหิตเกินกว่าจินตนาการ (2)
ไป๋เฉินเซียงกระชับห่อผ้าแน่นเมื่อถูกหลีซงไต่สวน นางคว้าเอาข้อแก้ต่างที่คิดได้ออกมาจนหมด “พี่ชายทั้งสอง เช่นนั้นบอกตามตรงว่าข้าน้อยไม่มีเงิน ฐานะบ้านข้าน้อยยากจนข้นแค้นยิ่งนัก เพราะข้าน้อยต้องเร่งเดินทางระยะไกลมากหากให้เช่ารถม้าเองเงินก็ไม่พอ ดังนั้นข้าน้อยเห็นรถม้าของพวกท่านทั้งวิ่งเร็วและน่าค้นหา ซ้ำยังออกจากเมืองเป็นคันแรก ก็เลยคิดว่าอยากลองขอความช่วยเหลือดูสักหน่อย บางที่พวกท่านอาจมีน้ำใจให้ข้าน้อยติดรถไปสักครึ่งทางเผื่อได้ทุ่นแรง แต่หากพวกท่านไม่สะดวก...เช่นนั้นข้าน้อยจะไม่รบกวนพวกท่านแล้ว ข้าน้อยจะเร่งลงไปบัดเดี๋ยวนี้”ไป๋เฉินเซียงโกหกหน้าไม่เปลี่ยนสี พลางขยับร่างเพื่อออกจากความอึดอัด แต่แล้วเมื่อแหงนหน้าก็ถึงกับตาถลนเพราะกระบี่ดันพาดใกล้ลำคอเข้ามามากกว่าเก่า“เจ้าคิดอยากมาก็มา คิดอยากไปก็ไปง่ายดายเพียงนี้เชียวรึ” หลีซงขบฟันแน่นแสงสะท้อนจากกระบี่สาดประกายวาววับปะทะเข้าดวงตาจนเกือบมืดบอด“หลีซง อย่าเสียมารยาท” บุรุษผู้น่าเกรงขามยังสาดน้ำเสียงใจเย็นประหนึ่งหุบเขาน้ำแข็งออกมา“แต่หากคนผู้นี้มีปัญหาขึ้นมาจะทำอย่างไรขอรับ”“จากที่เขาพูด เขา
Baca selengkapnya
บทที่ 5 นักต้มตุ๋นน้อย
ธรณีทางเข้าวัดเฉินหลิงสูงตระหง่านตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขาเงียบสงัด เพราะอากาศชื้นอยู่ตลอด อีกทั้งยังผ่านร้อนผ่านลมฝนมาหลายร้อยปี เสาและขอบธรณีจึงเกิดตะไคร้สีเขียวขุ่นเกาะอยู่ บริเวณโดยรอบโอบล้อมด้วยไม้ยืนต้นทั้งใหญ่และเล็กงอกเงยรวมกันประหนึ่งกำแพงพรางตาวัดเฉินหลิงแต่เดิมก็เป็นวัดที่ปลีกวิเวกตัดขาดจากโลกภายนอก สภาพโดยรอบจึงดูทรุดโทรมลงไปมาก แม้จะเก่าคร่ำคร่าทว่ากลับเปี่ยมด้วยกลิ่นอายแห่งความสงบและอ่อนโยนดุจดั่งธารานิ่งไร้ระลอกคลื่น ผู้ที่บังเอิญพบเห็นอาจคิดว่าน่าหวาดกลัว แต่สำหรับไป๋เฉินเซียงแล้ว นางรู้สึกว่าที่แห่งนี้เปี่ยมล้นไปด้วยความอบอุ่น ไป๋เฉินเซียงแหงนหน้ามองป้ายชื่อวัดซึ่งสลักอยู่บนแผ่นศิลาผุพังพลางทรุดตัวนั่งด้วยความอ่อนระโหยโรยแรง เสียงหอบหายใจหนักหน่วงสะท้อนก้องไร้จังหวะ ริมฝีปากบางเฉียบยกโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ส่งไปจนถึงดวงตาวัดเฉินหลิง ข้ามาถึงแล้วสินะไป๋เฉินเซียงไร้ซึ่งกำลังขาให้ก้าวต่อ นางจึงพักเอาแรงอยู่หน้าประตูชั่วครู่ เพราะเมื่อหลายชั่วยามก่อนต้องวิ่งเท้าเป็นระวิง ทั้งที่กระโดดลงจากรถม้าซึ่งวิ่งเร็วปานลมก
Baca selengkapnya
บทที่ 6 ความหลังเมื่อครั้งวัยเยาว์
ฤดูฝนสิบปีก่อน หยาดน้ำฝนกำลังตั้งท่าจะร่วงหล่นจากฟากฟ้า เป็นเหตุให้อากาศร้อนอบอ้าว ที่หน้าศาลาของวัดร้างบนหุบเขาปรากฏร่างเด็กหญิงกำลังยืนตัวสั่นระริก ริมฝีปากบางซีดขาวไร้เลือดฝาดเพราะความหนาวเหน็บ ตอนนี้เวลาล่วงเข้าใกล้ยามโหย่ว [1] เสียงหรีดหริ่งเรไรกังวานก้องทั่วทั้งบริเวณ พริบตาผืนฟ้าที่ย้อมสีหม่นก็เทกระหน่ำหยาดพิรุณให้ร่วงหล่นลงมาอย่างบ้าคลั่งซ่า…ละอองฝนซะสาดเข้าใบหน้าจนรู้สึกไม่สบายตัว นัยน์ตากลมกลอกมองไปยังทางเข้าโถงกราบไหว้ที่ห่างออกไปอย่างนึกลังเล เพราะเพียงก้าวเท้าออกจากที่กำบัง ก็สามารถทำให้เปียกชุ่มไปทั้งร่าง เด็กหญิงอายุห้าหนาวจดจ้องเป้าหมายไม่วางตา ก่อนถอนหายใจออกมาอย่างนึกปลดปลง หากเปียกโชกไปทั้งตัวจะต้องถูกมารดาดุเป็นแน่ ทั้งที่ถูกกำชับแล้วว่าอย่าออกมาเล่นนอกโถงกราบไหว้ ทว่าเด็กน้อยกลับไม่เชื่อฟัง ความรั้นเป็นเหตุ เด็กตัวเล็กทรุดกายลงเกาะเข่าหน้าสลด มือเล็กเขี่ย ๆ ใบไม้ที่ปลิวเข้ามาเพื่อฆ่าเวลา ริมฝีปากบางขยับแผ่วบ่นให้ตัวเองขมุบขมิบ “ช่างเถิด ทนอีกหน่อยแล้วกัน เดี๋ยวฝนก็
Baca selengkapnya
บทที่ 7 คุ้นตา (1)
ไป๋เฉินเซียงเพิ่งได้ทราบเดี๋ยวนี้เองว่าแท้จริง ที่นางเดินทางมายังวัดเฉินหลิงได้โดยง่ายเป็นเพราะกำไลข้อมือที่มารดาทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้า อีกทั้งมารดาของนางยังฝากฝังไป๋เฉินเซียงไว้กับนักพรตติงรุ่ยฉีตั้งแต่สิบปีก่อนแล้ว ในกำไลมีส่วนผสมของไม้กฤษณาหายาก ซึ่งสามารถใช้ทลายค่ายกลพรางตาและนำทางมาจนถึงที่นี่ได้ คาดไม่ถึงว่าชาติก่อนไป๋เฉินเซียงไม่เคยคิดโผล่มายังวัดแห่งนี้เลยสักครั้ง ล่าสุดที่เคยเข้ามาก็ช่วงที่ตนอายุเพียงห้าหนาว ก้าวเท้ามาหนแรกก็ฝันถึงภาพของตนกับพี่ชายปริศนาในวัยเด็กเสียอย่างนั้น จะว่าไปแล้วคงเป็นเพราะสถานะของไป๋เฉินเซียงที่เกิดมาต่ำต้อยด้อยกำลัง ชาติก่อนนั้นจึงยินยอมก้มหัวให้ผู้อื่นรังแกและเหยียบย้ำดั่งเศษธุลี ในเมื่อสวรรค์มอบชะตาชีวิตใหม่ให้แก่นาง เช่นนั้นไป๋เฉินเซียงจึงมาดมั่นจะใช้มันแก้ไขอดีตและทวงคืนความเป็นธรรมให้จงได้ ในที่สุดไป๋เฉินเซียงก็ได้กราบไหว้นักพรตติงรุ่ยฉีเป็นอาจารย์ ไป๋เฉินเซียงนับเป็นศิษย์หญิงคนที่สองของเขา แน่นอนว่าศิษย์หญิงคนแรกก็คือมารดาของไป๋เฉินเซียงนั่นเอง นักพรตน้อยผู้นั้นแม้อายุน้อยกว่าไป๋เฉินเซียงหนึ่งปี ทว่าหากนับตามศักดิ์ที่กราบอาจารย์ เขาก็คือศิษย
Baca selengkapnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status