Masukในห้องนั้นสว่างกว่าด้านหน้ามาก เพราะไม่มีหลังคา มีเพียงผนังล้อมรอบ มีเตียงไม้ที่สูงกว่าเตียงนอนทั่วไปวางอยู่ติดกำแพง และมีเก้าอี้เก่าๆ อีกตัววางอยู่ข้างเตียง
“นั่งลงที่นี่ขอรับ” เด็กชายบอกพร้อมกับจูงมือหงเจี้ยนหยางให้นั่งลงบนเตียงไม้ ตัวสูงใหญ่ของชายหนุ่มถึงกับทำให้เตียงดังเอี๊ยดอ๊าด
“อือ..อาเจียว เจ้าเอาแผ่นไม้ดามแขนไปให้เสี่ยวซีด้วยนะ” เสียงไพเราะของเจ้าของผมทองสั่งเด็กชาย
“ได้ๆ พี่ใหญ่ ท่านลุงผู้นี้ชื่อว่า พ่างพ่าง เจ็บที่มือ” อาเจียวรายงาน
“อือ..” สตรีนางนั้นยังคงวุ่นวายกับสิ่งของตรงหน้า ไม่ยอมหันหน้ามามองคนป่วย
หงเจี้ยนหยางถอนหายใจ เขาไม่เคยพบโรงรักษาประหลาดเช่นนี้มาก่อน อีกทั้งเขามองอย่างไรก็รู้สึกว่าที่นี่ยากจนมาก ความหวังก่อนหน้าคล้ายใกล้จะพังทลายลงอีกครั้ง
“เอาล่ะ เรียบร้อย” เทพธิดาผมทองยื่นแผ่นไม้บางแต่มีรูปร่างคล้ายแขนให้อาเจียว เด็กชายรับแผ่นไม้และวิ่งออกไปด้านนอก
เทพธิดารับแผ่นกระดาษรายละเอียดคนไข้จากอาเจียวมาอ่าน ก่อนจะหันมาส่งยิ้มให้ลุงพ่างพ่าง
“ท่านลุงอะไรกัน เจ้าเป็นคนหนุ่มชัดๆ” หญิงสาวเอ่ยเมื่อได้สังเกตคนตรงหน้าดีๆ อีกครั้ง
“ข้าบอกเจ้าเด็กนั่นแล้ว ข้าไม่ใช่ลุง” หงเจี้ยนหยางมองสำรวจเทพธิดา ไม่ต่างจากที่นางสำรวจเขา
‘หน้าตาก็ธรรมดา งดงามไม่เท่านางรำในวังหลวงด้วยซ้ำ นอกจากผมทองก็ไม่เห็นมีอะไรพิเศษ เหตุใดต้องเรียกว่าเทพธิดา’ เขาติเตียน
“เอาล่ะ ข้าขอดูมือที่เจ็บหน่อย” หญิงสาวพูดพร้อมกับยื่นมือไปเปิดแขนเสื้อของอีกฝ่ายสำรวจทันทีโดยไม่รอคำอนุญาตจากอีกฝ่าย
“เจ้าไร้มารยาทเช่นนี้เสมอเลยหรือ” ชายหนุ่มไม่เข้าใจ ปกติสตรีไม่ควรแตะต้องตัวบุรุษ แต่เทพธิดาตรงหน้าของเขากลับไม่สนใจสักนิด
“ข้าเป็นหมอ ต้องตรวจโรค มัวแต่รักษามารยาท คงไม่รู้ว่าเจ้าเจ็บป่วยที่ไหนกันพอดี”
“...” หงเจี้ยนหยางรู้สึกว่าสิ่งที่นางพูดก็ถูกต้อง แม้จะฟังไม่ค่อยเข้าใจภาษาที่นางใช้เท่าไรนัก
“ว้าว ดูกล้ามเนื้อแขนนี่สิ สวยงามราวกับถูกปั้น นี่..นายทำอาชีพอะไรเนี่ย” เทพธิดาผู้นั้นตาลุกวาวเมื่อได้เห็นกล้ามแขนและเส้นเลือดปูดโปนของอีกฝ่าย แม้แขนข้างนั้นจะเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นเก่าใหม่มากมาย แต่นางคล้ายมองไม่เห็น
“อะไรนะ” หงเจี้ยนหยางไม่เข้าใจ
“เอ่อ เจ้าถอดเสื้อสิ” นางสั่ง
“ข้าเจ็บมือ ต้องถอดเสื้อทำไมกัน” ชายหนุ่มขมวดคิ้ว
“ข้า..ต้องตรวจร่างกายเพิ่ม สาเหตุอาจไม่ใช่ที่มือ” นางพูดยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
หงเจี้ยนหยางชะงักงันครู่หนึ่ง ดูอย่างไรก็รู้ว่านางโกหก นี่เขาไม่ได้มาพบกับเทพธิดา แต่เป็นปีศาจจิ้งจอกจอมราคะหรอกหรือ ชายหนุ่มคุ้นเคยกับสายตาชื่นชมของสตรีดี แต่ในเมื่อนางโกหกเช่นนั้น เขาก็อยากรู้นักว่านางจะโกหกต่อไปเช่นไร
อดีตแม่ทัพหงยอมถอดเสื้อให้เทพธิดายลโฉม แม้ช่วงนี้เขาจะปล่อยตัวไม่ได้รักษาร่างกายจนตัวหนาใหญ่กว่าเมื่อก่อน แต่เขาไม่ได้คิดว่าเป็นเรื่องน่าอาย เขามั่นใจในตัวเองมาก
“ว้าว..งดงามมากจริงๆ ไม่เคยเห็นใครมีกล้ามสวยขนาดนี้มาก่อนเลย นี่นายเล่นกล้ามแบบไหนกันเนี่ย เป็นนักกีฬาเหรอ แต่ยุคนี้จะเล่นกีฬาอะไรล่ะ นักกีฬาก็ไม่น่ามีกล้ามสวยขนาดนี้นะ เสียดายกล้ามสวยๆ ไม่น่าปล่อยตัวจนอ้วนฉุเลย” นางพึมพำกับตัวเอง
“ฮะ?” หงเจี้ยนหยางฟังสิ่งที่นางพูดไม่เข้าใจ รู้เพียงนางกำลังชื่นชมกล้ามเนื้อของเขาเท่านั้น
ฝ่ามือเล็กของนางลูบไล้ไปตามแผ่นอกแกร่งของเขาราวกับถูกสะกด ไล้ปลายนิ้วไปตามกล้ามเนื้อ ลงไปด้านล่างบริเวณหน้าท้อง แม้ยามนี้จะกลายเป็นพุงอ้วนกลม แต่นางยังคงกดปลายนิ้วสำรวจมัดกล้ามภายใต้พุงอุ้ยอย่างตั้งใจ เทพธิดาผู้นั้นถึงขั้นก้มหน้าลงเพื่อสำรวจหน้าท้องของบุรุษทีละชุ่น [1]
“ถึงจะอ้วนขึ้นเล็กน้อย แต่กล้ามเนื้อเดิมยังอยู่ครบ สวยทุกมัดเลยด้วย ต้องใช้ความอดทนแค่ไหนถึงจะได้ขนาดนี้ ทำไมจู่ๆ ถึงปล่อยตัวล่ะ เสียดายจริงๆ”
“นี่..ท่านเทพธิดา ไม่มากเกินไปหรือ” หลังจากปล่อยให้นางจับตรงนั้นตรงนี้ของเขาอยู่นาน หงเจี้ยนหยางก็เริ่มทนไม่ไหว เขารู้สึกว่าคงถูกหลอกแล้ว ไม่รู้ว่านางทำเช่นไรให้ผมเป็นสีทอง แต่สตรีผู้นี้เป็นพวกต้มตุ๋นแน่นอน
“อะแฮ่ม..เอ่อ..นี่เจ้า..เป็นอดีตทหารเช่นนั้นหรือ” ในที่สุด เทพธิดาก็เงยหน้าขึ้น แสร้งกระแอมไอเล็กน้อย แต่ความพึงพอใจยังคงปรากฏชัดบนใบหน้า
“...” อดีตแม่ทัพหงได้แต่ขมวดคิ้วมองนาง
“อะแฮ่ม..ไหนลองกำมือสิ” หญิงสาวแสร้งทำหน้าตาจริงจัง สั่งเขาราวกับเป็นท่านหมอผู้ทรงภูมิ
หงเจี้ยนหยางส่ายหัวถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่า แต่สุดท้ายก็ยังยอมกำมือตามที่นางต้องการ
“ใช้หลังมือสองข้างแตะกันแล้วดึงมาชิดอก กางข้อศอกให้ตรง”
“..เฮ้อ” เขาถอนหายใจและทำตามที่นางสั่งอีกครั้ง
“อืม..กำมือไม่สนิท ปลายนิ้วดีดออก ข้อมือและปลอกหุ้มเส้นเอ็นอาจบาดเจ็บ..ถ้าเป็นทหารแต่จับอาวุธไม่ไหวก็คงลำบากจริงๆ” นางวิเคราะห์อาการของผู้ป่วยอย่างตรงไปตรงมา
แต่คำพูดของหญิงสาวกลับทำให้อดีตแม่ทัพรู้สึกเย็นสันหลัง ความหวาดกลัวขุมหนึ่งเกาะกุมจิตใจ วันเวลาที่เขาจับอาวุธสู้ศัตรูไม่ได้ ทำให้ชีวิตทหารนับหมื่นชีวิตต้องล้มตายวิ่งผ่านความทรงจำฉับพลัน
“มีปุ่มนูนบนสันข้อมือฝั่งนิ้วหัวแม่มือ คลำพบว่ามีการหนาตัวของปลอกหุ้มเส้นเอ็น ..ชาที่ปลายนิ้วมือด้วยหรือไม่” เทพธิดาจับมือของชายหนุ่มคลำจนทั่ว ก่อนจะหันมาถามเขา
หงเจี้ยนหยางทำเพียงกัดฟันพยักหน้า
“ข้าทำให้เจ้ากลัวหรือ ไม่ต้องห่วง มันรักษาได้” นางเห็นแล้วว่าเขาหน้าซีดมาก นางอยากบอกเขาว่าแค่ปลอกหุ้มเอ็นข้อมืออักเสบไม่จำเป็นต้องกลัวมากเช่นนั้น
“หุบปาก!” ชายหนุ่มลุกขึ้นเต็มความสูง น้ำเสียงโกรธจัด
“เจ้าจะเข้าใจอะไร เจ้าคงคิดว่าเรื่องเล็กเท่านี้ไม่ใช่ปัญหา แต่สำหรับข้า มัน..มัน” ภาพที่เขาไม่อาจช่วยใครได้ เปลวไฟโหมกระหน่ำจนแม้แต่เขาก็ยังไม่อาจเอาชีวิตรอด ทำให้บุรุษร่างสูงใหญ่ถึงกับกลัวตัวสั่น
“มีอะไร! เกิดอะไรขึ้น..นี่เจ้า..ถอดเสื้อหรือ!” จางป๋อเหวินรีบพุ่งตัวเข้ามาด้านในห้องตรวจเพราะได้ยินเสียงดัง แต่ก็ต้องตกตะลึงที่สหายกำลังเปลือยช่วงอกให้สตรีผู้หนึ่งดู
“ไม่มีอะไร สหายของท่านแค่ไม่สบาย จนจิตใจเจ็บป่วยไปด้วย” เทพธิดาผมทองยิ้มต้อนรับชายตัวเล็กในชุดดำ นางยังตัวสูงกว่าเขาด้วยซ้ำ แต่ดูท่าทางแล้วผู้มาใหม่น่าจะอายุมากกว่านาง
“จิตใจเจ็บป่วยหรือ! เจ้า! เจ้าหมายถึงสิ่งใด ข้าไม่ได้กลายเป็นคนบ้า ข้า..ข้ายังมีสติครบถ้วน” ชายตัวใหญ่ตวาดลั่น
[1] 1 ชุ่น ประมาณ 3.33 เซนติเมตร
เพราะมีผู้ต้องการอำนาจทหารคืน การกลั่นแกล้งกองทัพจึงเกิดขึ้นบ่อยมาก มีคนต้องการให้หงเจี้ยนหยางพลาดท่า อาหารและเงินทองที่ต้องส่งให้กองทัพจึงถูกปล้นบ่อยจนกองทัพเริ่มระส่ำระสายแต่ท่ามกลางการกลั่นแกล้ง หงเจี้ยนหยางกลับสร้างชื่อให้ตัวเขาด้วยการล้มกองทัพชาวหูนับร้อยชีวิตเพียงลำพัง..วันนั้นจางป๋อเหวินได้รับคำสั่งปลอมให้ลงใต้ แต่เขารู้ตัวทันและรีบพากองทัพขึ้นเขา เมื่อไปถึงที่ด่านซันไห่ เขาเห็นบุรุษร่างสูงตั้งตระหง่านพร้อมดาบใหญ่ของเขา ท่ามกลางซากศพชาวหูนับร้อยเหล่าทหารต่างสรรเสริญ เรียกเขาว่า เสวียนหู่แห่งอี้โจว สมญานามนั้นกระฉ่อนไปไกลจนแม้แต่ศัตรูยังหวาดกลัว มีเพียงจางป๋อเหวินที่รู้ว่ามีบางสิ่งในใจของเด็กหนุ่มที่เคยร่าเริงเปลี่ยนไปลู่เยียนหรงได้รู้ข่าวของเสวียนหู่แห่งอี้โจว และกุนซือตัวเล็กที่ชอบใส่แต่ชุดดำ หัวใจของนางบีบรัด นางรีบร้อนไปสืบข่าว เมื่อได้ภาพเหมือนของกุนซือจาง อสรพิษข้างกายของเสวียนหู่แห
ชายหนุ่มโอบกอดหญิงสาวไว้แน่น ก่อนจะค่อยๆ ถอนตัวออกและก้มลงไปดูดดื่มลิ้มเลียทำความสะอาดลู่เยียนหรง เมื่อนางสะอาดดีแล้วเขาก็ปลดด้ายพิฆาต อุ้มนางที่ตัวสั่นเทาไปวางบนเตียงนอนของเขา นั่งมองนางด้วยความรักสุดหัวใจ และห่มผ้าให้ร่างเนียนลู่เยียนหรงสุขสมมากจนได้แต่มองศิษย์พี่ใหญ่ตาปรือ ไม่นานนางก็เข้าสู่ห้วงนิทรา จำไม่ได้อีกว่าเขาทำอะไรหลังจากนั้นบ้าง รู้เพียงว่าเขามองนางด้วยสายตาอบอุ่นและยิ้มน้อยๆอย่างพึงพอใจกวนเป่าสือขยับเข้าไปกอดหญิงสาวที่เขารักด้วยกันใต้ผ้าห่ม ทั้งสองต่างเปลือยกายไร้อาภรณ์ เขากอดนางและกดจูบแผ่วเบาบนเส้นผมสลวย ในใจสาบานว่าจะไปสู่ขอนางให้เร็วที่สุด เขารู้ว่าสตรีในอ้อมกอดเขาไม่ได้ต้องการแต่งงาน และนางหวาดกลัวการมีบุตรยิ่ง แต่เขาได้วางแผนที่จะสู่ขอนางไว้แล้วก๊อก ๆ ๆ ๆเสียงเคาะประตูเร่งดังขึ้น กวนเป่าสือขมวดคิ้วรีบวางแผนในใจ เขาคาดว่าวันนี้ลู่เยียนหรงคงทำเสียงดังมากเกินไปจนใครได้ยินเข้าแล้ว แต่เขาไม่
“อย่าเสียงดัง..” เขาเตือนเบาๆ“อย่ามาสั่งสอนข้า ข้าเกลียดเจ้าที่ไม่เคยคิดถึงข้าเลย มีเพียงข้าที่ทุรนทุรายอยากอยู่กับเจ้า ข้าทรมานแทบขาดใจ แต่เจ้ากลับไม่เคยแม้แต่..มาหาข้าก่อน เหตุใดทุกครั้งจะต้องเป็นข้าที่วิ่งมาหาเจ้าก่อนเสมอ”“เพราะเจ้า..คลั่งไคล้ข้าเกินไป..” เขาเองก็หลงใหลนางแทบขาดใจ เขาเพียงเก็บงำได้เงียบกว่านางเท่านั้นเขารู้ความต้องการของเขาดี แต่เขายังคงสนุกสนานที่ได้ทำให้นางคลั่งเขา ทุกครั้งที่นางร้อนรนวิ่งมาหาเขา เพราะเขาวางแผนไว้แล้ว หากนางไม่มา เขาจะหาทางทำให้นางทนไม่ไหวและวิ่งมาหาเขาในที่สุดอยู่ดี“..ข้าไม่เคยคลั่งเจ้า และข้าจะไม่มาหาเจ้าอีกแล้ว!” ลู่เยียนหรงเจ็บปวดที่ความรักของนางเป็นเพียงเรื่องสนุกของเขา นางหันหลังและเดินตรงไปยังประตูกวนเป่าสือสะบัดด้ายพิฆาตโอบรอบเอวบาง ดึงครั้งเดียวนางก็ถลามาสู่อ้อมกอดของเขา“ปล่อยข้า!
“ทำ..ทำไม” เสียงหวานเอ่ยถามแผ่วเบาจากคอของเขา“ข้า..เข้าใจผิด” เขาตอบเรียบง่าย“...” ลู่เยียนหรงเงยหน้ามาสบตา ขมวดคิ้วไม่เข้าใจคำตอบเรียบง่ายนั้น“..ตาแก่ที่เจ้าไปดูตัวด้วยเมื่อไม่นานมานี้..เขามีบุตรชาย เจ้าโง่นั่น เอาต่างหูของเจ้า..เขาเอามันไปโอ้อวดว่า..ว่า..”“ได้นอนกับข้าแล้ว!” ลู่เยียนหรงพูดต่อประโยคให้ศิษย์พี่ใหญ่ของนาง เพราะเขาบอกว่าเขาเข้าใจผิด“..ข้า..เก็บต่างหูของเจ้าไว้แล้ว” เริ่มแรกเขาเข้าใจว่านางได้มีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเจ้าโง่นั่น จนนางมอบต่างหูให้ แต่เมื่อครู่ยามที่นางตัวสั่นอยู่บนอกเขา เขาก็รู้ว่านางมีเขาเป็นคนแรก ต่างหูนั่นอาจถูกขโมยไปโดยที่นางไม่รู้“เก็บไว้เพื่ออะไร ข้าใส่ลงในชา บังคับให้เจ้าโง่นั่นดื่ม ต่างหูสกปรกเช่นนั้น ข้าไม่อยากได้อีกแล้ว”“..!” กวนเ
ยิ่งเขาจุมพิตเช่นนั้นนาน ลู่เยียนหรงก็ยิ่งรู้สึกประหลาดและแปลกใหม่ นางรับรู้ว่าระหว่างขาของนางเปียกชุ่ม และร่างกายของเขาก็แข็งเกร็ง แต่หญิงสาวก็หลงใหลไปกับจุมพิตจนไม่อาจห้ามต่างฝ่ายต่างลุ่มหลง ลู่เยียนหรงปล่อยให้เขาเอาเปรียบไม่คิดห้าม เขาก็ครวญครางไม่เพียงพอ ต้องการมากขึ้นและมากขึ้น ริมฝีปากและลิ้นอุ่นของเขาเริ่มเลื่อนไปที่คอ ชิมเลียและลิ้มรสผิวนวลของสาวงามที่เขาเฝ้าฝันถึงกวนเป่าสือเลียไปยังปลายหูและใช้ลิ้นพยายามถอดต่างหูคู่เล็กของหญิงสาว ยิ่งเขาคิดถึงว่านางเคยถอดต่างหูให้ผู้อื่น เขายิ่งขุ่นเคืองหวงแหน เขาต้องการครอบครองนางบ้าง ต่างหูของนางควรเป็นของเขาเท่านั้น!เขายื่นมือไปลูบไล้ต้นขาของศิษย์น้องคนงาม บีบต้นขาของนางและเริ่มดึงกระโปรงนางขึ้น เขารู้ว่านางไม่ได้ใส่กางเกง เพราะเสื้อผ้าของนางเปียกจนต้องถอดตากไว้ บนตัวนางมีเพียงเสื้อคลุมตัวนอกของเขาเท่านั้นลู่เยียนหรงรู้สึกถึงมือหนึ่งของเขาที่กำลังล้วงเข้าไปถอดเชือกผูกเอวเพื่อปลดปล่อยแท่งหยกแข็งร้อน
ในที่สุดท้องฟ้าก็มืด กวนเป่าสือหาทางจุดไฟให้พวกเขาพักอยู่ใกล้แม่น้ำเล็กๆ สายหนึ่ง เขาตัดต้นไผ่ใกล้ริมน้ำมาทำที่พักอย่างง่ายๆ ส่วนลู่เยียนหรงแม้จะหัวเราะเยาะเขามาทั้งวัน แต่เขาสั่งให้นางทำอะไรนางก็ยอมทำโดยง่าย ยามนี้นางกำลังใช้กิ่งไผ่ตกปลา“ชิ! เจ้าปลาชั่ว คอยดูเถิดข้าจะจับเจ้ามาย่างให้ได้!!”กวนเป่าสือหันมองคนงามที่ริมแม่น้ำ นางทำท่าทางโมโหใส่กิ่งไผ่ในมือและก่นด่าปลาที่ไม่ยอมติดเบ็ด เขาถอนหายใจไม่รู้จะทำอย่างไรกับสตรีตรงหน้าดีไม่ทันไร เขาก็เห็นหญิงสาวผู้บ้าคลั่งร่ายรำเพลงดาบฟาดฟันใส่สายน้ำ กระบี่ในมือของนางคือกิ่งไผ่ที่ใช้ตกปลา สายน้ำสาดกระเซ็น ปลายกิ่งไผ่มีปลาติดมาด้วยสองสามตัวแม้จะดูเกรี้ยวกราด แต่กลับงดงามจนหัวใจของศิษย์พี่ใหญ่หวั่นไหวไม่อาจละสายตา สาวงามที่หาปลาด้วยการฟาดฟัน ทั้งตัวของนางเปียกไปกว่าครึ่ง แต่งดงามยิ่งนักคืนนั้นพวกเขามีปลาเป็นอาหาร และกวนเป่าสือก็ต้องถ







