เข้าสู่ระบบเขาเป็นอดีตแม่ทัพที่ได้รับบาดเจ็บจนไม่อาจทำหน้าที่ได้ รักษาอย่างไรก็ไม่หาย จนได้พบกับสตรีประหลาดผู้มีผมสีทอง เขาจำต้องพานางเข้าจวนเป็นอนุ เพื่อจะได้รักษาอาการบาดเจ็บและอาการนกเขาไม่ขันได้ตลอดเวลา
ดูเพิ่มเติมภายในห้องกระจกขนาดเล็ก ถูกดัดแปลงทำเป็นห้องทำงานชั่วคราว สำหรับลูกชายเจ้าของโรงงาน หากแต่ป้ายแปะหน้าห้องกลับเขียนตำแหน่ง ‘เด็กฝึกงาน’ นอกห้องนั้นถือโต๊ะทำงานของพนักงานออฟฟิศ หากยกนิ้วขึ้นมานับจริง ๆ พนักงานรวมทุกแผนกตั้งแต่ผู้จัดการ ฝ่ายขาย ฝ่ายการตลาด ฝ่ายการเงิน บัญชี แม่บ้าน ทุกตำแหน่งรวมกันก็มีไม่เกินสิบคน
ศิวพล หรือ เรียกง่าย ๆ ว่า ‘ซิว’ ว่าที่เจ้าของโรงงานผลิตไวน์ขนาดกลางประจำจังหวัด ก้มหน้าลงไปจนปลายจมูกเกือบติดแผ่นกระดาษสีขาว ซึ่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายบัญชีเพิ่งเดินเอามาให้เขารับทราบผลประกอบการประจำเดือน
“นี่มัน อะไรครับ”
“บัญชี สรุปยอดขายประจำเดือนนี้ค่ะ”
“ห๊ะ! บัญชีสรุปยอดขายประจำเดือน พี่ดูผิดหรือเปล่าครับ” ศิวพลพลิกแฟ้มเอกสารเพื่อวนกลับไปอ่านหัวกระดาษอีกครั้งว่ามันคือสรุปรายรับตลอดทั้งเดือนจริงหรือไม่ เพราะดูจากตัวเลขแล้วเขาคิดว่ามันน่าจะเป็น รายรับของการขายเพียงหนึ่งสัปดาห์มากกว่า
“นี่เป็นสรุปยอดสั่งซื้อ และยอดขายบริษัทเราจริง ๆ ค่ะ รวมหมดทุกสาขา ทุกคาเฟ่ ทุกบูธสินค้าที่เราเอาของไปลงแล้วนะคะ” พนักงานฝ่ายบัญชีจิ้มนิ้วลงไปบนหน้ากระดาษ จากนั้นลากนิ้วไล่ลงมาให้ว่าที่เจ้าของบริษัทรุ่นถัดไปเห็นการแจกแจงรายได้
“มะ มะ หมดทุกบูธได้แค่เนี่ย”
“ค่ะ ส่วนแฟ้มนี้เป็นรายจ่ายที่ต้องสั่งเบิกเงินมารอเคลียร์บิลนะคะ ค่าแรงคนงาน พนักงาน ค่าน้ำมัน ค่าไฟโรงงาน ค่าเช่าที่สำหรับลงบูธขายสินค้า”
“แต่ว่าตัวเลขนี่มัน...ขาดทุนอีกแล้วเหรอ เฮ้อออ” เด็กฝึกงานใหม่ถอนหายใจ ทิ้งตัวลงไปพิงพนักเก้าอี้อย่างหมดแรง
ตั้งแต่เรียนจบจากรั้วมหาวิทยาลัย ศิวพลถูกที่บ้านขอร้องแกมบังคับให้กลับมารับหน้าที่ช่วยดูแลกิจการของครอบครัว ทั้งไร่องุ่น โรงบ่มไวน์ รวมไปถึงร้านค้า และคาเฟ่ซึ่งเปิดเป็นหน้าร้านสำหรับขายผลิตภัณฑ์หลากหลายชนิด ที่แปรรูปมาจากองุ่นภายในไร่
ศิวพลเข้ามารับตำแหน่งนี้เป็นเวลาสามเดือนเต็มแล้ว แต่ไม่ว่าจะใช้วิธีไหน ทั้งการลดราคา จัดโปรโมชั่น ออกบูธนำไวน์ของทางโรงงานไปให้คนชิมฟรี ยิงแอดโฆษณาตามสื่อโซเชียลต่าง ๆ ก็ยังไม่สามารถเพิ่มยอดขาย ให้กับทางร้านได้ หนำซ้ำยังขาดทุนเพราะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมาอีก
อารมณ์ห่อเหี่ยว หมดเรี่ยวแรงกำลังใจในการบริหารงาน เบื่อหน่ายเพราะรู้สึกว่าตัวเองทำอะไรไม่ได้เรื่องเลยสักอย่าง ลูกเจ้าของโรงงานบ่มไวน์ ตัดสินใจขับรถออกมานั่งพักผ่อนหย่อนกายอยู่ภายในซุ้มยาดอง เพื่อหวังว่าจะได้แรงบันดาลใจ
“วันนี้เอาอะไรดีไอ้หนุ่ม ม้ากระทืบโรง นารีหลงไฟ หรือว่าอยากได้คึก ๆ หน่อยนี่เลย น้องเมียสะอื้น” เจ้าของซุ้มยาดองยืนยักคิ้ว ยิ้มจนตาเยิ้มมาจากหลังเคาน์เตอร์ ซึ่งมีโหลแก้วใส ๆ ใส่ยาดองเหล้าผสมกับสมุนไพรไทยเรียงอยู่จนเต็ม
“กินมาหมดทุกสูตรของลุงแล้วอะ ไม่มีอะไรใหม่ ๆ บ้างเหรอครับ”
“มันจะมีอะไรใหม่ละ ขายมาสามสิบกว่าปีก็มีสูตรอยู่แค่นี้แหละ มีแต่เมียนั่นแหละใหม่ แต่ให้ลองไม่ได้นะ”
“หื้อ ผมไม่เอาเมียลุงหรอกน่า”
“เอ็งไม่เอามัน แต่มันท่าจะอยากได้เอ็งนะ เห็นถามหาตลอดว่ารูปหล่อมาหรือยัง ฮ่า ฮ่า ฮ่า” พ่อค้าซุ้มยาดองอ้าปากหัวเราะร่าอย่างไม่ได้ถือสาหึงหวงอะไร ส่วนหนึ่งเพราะรู้และเข้าใจอัธยาศัยทั้งของเมียและของศิวพล เพราะว่ามานั่งก๊งเหล้าอยู่บ่อย ๆ
“เออ เอานี่ไปลองไหมละ วันนี้ลุงเข้าไปในเมืองเขามีงานโอทอป เห็นคนรุมเต็มไปหมด ทีแรกนึกว่าเขาแจกของฟรี เลยจะเอากับเขา ที่ไหนได้เป็นบูธขายไวน์ ลุงกินไม่เป็นหรอก แต่เขาให้ชิมฟรีเลยลองสักหน่อย เอ้อ...มันก็อร่อยดีเหมือนกัน เลยซื้อกลับมาสามขวดนั่นแหละ” พ่อค้ายกมือยกไม้ขึ้นมาจากนั้นก้มลงไปรื้ออะไรในถุง แล้วเดินกลับออกมายังโต๊ะไม้เล็ก ๆ ซึ่งศิวพลนั่งอยู่
ไวน์องุ่นขวดเข้ม ฉลากขาวถูกนำมาตั้งตรงกลาง พ่อค้าขายยาดองหันรีหันขวาง พยายามเปิดจุกไม้ด้วยท่าทางทุลักทุเล จนลูกเจ้าของโรงงานไวน์อดรนทนไม่ได้ต้องยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ
“ลุงไม่เคยกินไวน์ แล้วรู้ได้ไงว่ามันอร่อย”
“อุบ๊ะ ชิมแล้วถูกใจ ก็แปลว่าอร่อย เอ้านี่ ไม่เชื่อลองชิมดู” แก้วเป๊กยาดองเล็ก ๆ ถูกนำมาประยุกต์ใช้แทนแก้วไวน์ พ่อค้ามีน้ำใจรินเครื่องดื่มสีแดงกำมะหยี่ใส่ลงไปเกือบเต็มส่งให้ลูกค้าประจำ
ลูกเจ้าของโรงบ่มไวน์รับแก้วเป๊กนั้นยกมันขึ้นมาวนอยู่บริเวณใต้จมูก กลิ่นหอมขององุ่นแดง ซึ่งถูกบ่มมาอย่างดีตีตลบลอยผ่านโพรงจมูกขึ้นไป จนศิวพลถึงกับนิ่งไปชั่วขณะ
ช่างแตกต่างจากไวน์ในถังโรงงานเขาเหลือเกิน เพราะในนั้นเหมือนโรงบ่มองุ่นหมัก จะเรียกว่าไวน์ยังรู้สึกกะดากปาก อดไม่ได้ยกแก้วเป๊กขึ้นจรดริมฝีปาก หวังลิ้มรสชาติที่พ่อค้ายาดองโอ้อวดว่าอร่อย
“เอ๋ รสชาตินี้มัน”
เพียงปลายลิ้นแตะสัมผัส รสชาติฝาดนิด ๆ คือสิ่งแรกที่ศิวพลสัมผัสได้ หากแต่ผ่านรสชาติเฝื่อนนั้น รสชาติถัดไปมันคือความหวานซ่อนเปรี้ยว ลิ้นนุ่มขยับอยู่ภายในโพรงปากช้า ๆ เพื่อต้องการซึมซับทุกรสสัมผัสเข้าไปอย่างทั่วถึง ก่อนจะกลืนของเหลวรสชาตินุ่มกรุ่นกลิ่นองุ่นแดงอันน่าหลงใหล
“เป็นยังไงอร่อยไหมล่ะ”
“อือ ไวน์นี่รสชาติดีจริง ๆ ลุงบอกว่ามันมาขายในงานกาชาดจริงเหรอครับ” ที่ถามอย่างนั้นเพราะเขาเองก็สั่งให้ที่โรงงานไปตั้งบูธขายของเหมือนกัน ถ้าหากไวน์นี่มาจากในงานนั้นจริง ศิวพลไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมร้านของเขาถึงขายไม่ได้เลย
“อื้อ นี่ถ้าเอ็งชอบนะ ลุงว่าเดี๋ยวจะไปติดต่อที่โรงงานเขา ขอรับมาวางขายคู่กับยาดองลุง เอ็งว่าดีไหมวะ” ลุงเจ้าของร้านลากเก้าอี้ไม้มานั่งลง สีหน้าท่าทางจริงจัง
“ขายไวน์ในซุ้มยาดองเนี่ยนะลุง”
“เออ เขาเรียกอะไรวะ...น้ำทางเลือกไง”
“หื้อ เอาจริงดิลุง”
“เออสิวะ ลุงกินแล้วชอบ เมียลุงกินมันก็ว่าอร่อย ขนาดเอ็งยังว่าดี นี่เดี๋ยวถ้าคนอื่นมานะลุงจะเอาให้คนชิม”
“ขนาดนั้นเชียว...”
ลูกเจ้าของโรงบ่มไวน์ยกแก้วเป๊กนั้นขึ้นมาดื่มอีกครั้ง อยากค้นหาความลับของทั้งกลิ่นและรสชาติที่ตัวเองสัมผัสได้เมื่อครู่
“เฮ้ย ๆ ใจคอจะกินแต่ไวน์ ไม่กินยาดองลุงเลยหรือไง”
“เอางี้ ผมขอซื้อต่อลุงขวดหนึ่งได้หรือเปล่า”
“นั่นแน่ ติดใจล่ะสิ ลุงมีนามบัตรเขานะรอเดี๋ยว ไปหยิบให้” คนต่างจังหวัดมีน้ำใจลุกขึ้นเดินอ้อมไปหลังเคาน์เตอร์ยาดอง หยิบกระดาษนามบัตรแข็งๆ ออกมาจากถุงกระดาษที่ใส่ไวน์สามขวดมาส่งให้ลูกค้า
“หือ...” ตาโตก้มลงไปอ่านตัวหนังสือซึ่งเขียนอยู่บนกระดาษแผ่นเล็ก
ชื่อบริษัท ชื่อโรงงาน ที่ตั้งมันอยู่ถัดจากไร่ของเขาไปไม่มากเท่าไหร่ และไอ้โรงงานนี่แหละ ที่พ่อเล่าให้ฟังว่าตั้งแต่เปลี่ยนผู้บริหารรุ่นใหม่มาดูแลกิจการ โรงงานมันก็ขยายใหญ่ขึ้นทุกปี แถมลูกค้าเก่าของโรงงานเขายังเปลี่ยนไปสนับสนุนและเลือกซื้อไวน์จากที่นั่น เป็นสาเหตุหลักทำให้ยอดขายของเขาซบเซาลงเรื่อย ๆ พ่อจึงหวังว่าหากได้คนรุ่นใหม่มาบริหารตามอย่างเขาบ้าง อาจช่วยให้กิจการเฟื่องฟู หากแต่ใครจะรู้ว่านอกจากไม่เฟื่อฟูแล้วยังขาดทุนย่อยยับอีกด้วย
“นี่โรงงานมันทำไวน์ออกมารสชาติดีขนาดนี้เลยเหรอวะ” รสชาตินี้สามารถเทียบเคียงได้กับไวน์พรีเมียม แบรนด์ดังระดับโลกสากลทีเดียว
ศิวพลถึงกับคว้าขวดไวน์นั้นมาแล้วพลิกอ่านฉลากด้านหลัง เพื่อต้องการให้มั่นใจว่านี่คือไวน์ซึ่งผลิตจากโรงงานซึ่งอยู่ถัดจากไร่ของเขาไปแค่ไม่ไม่กี่กิโลเมตรจริง ๆ
“ลุง สองขวดนี้ผมซื้อต่อนะ”
“เฮ้ย ๆ อย่าติดใจไวน์จนลืมยาดองของลุงนะ”
“ไม่ลืมหรอกน่า จริงสิ ไอ้บูธงานกาชาดนี่มันอยู่โซนไหนอะลุง เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมจะลองไปเดินดูบ้าง เผื่อว่าจะซื้อกลับมากินที่บ้าน”
“มันอยู่ตรงพอเดินเข้าประตูไปมันจะไปทางซ้าย ที่ข้างหน้าเต็นท์ขายไก่ย่าง กับลูกชิ้นทอด เดินไปอีกหน่อยมันมีไข่ปลาหมึก...” ศิวพลเหลือกตากลิ้งขึ้นข้างบน เพราะว่าลุงร้านยาดองจะบอกครบทุกร้านที่เขาต้องเดินผ่านก็กินเวลาไปนานหลายนาที
เพราะมีผู้ต้องการอำนาจทหารคืน การกลั่นแกล้งกองทัพจึงเกิดขึ้นบ่อยมาก มีคนต้องการให้หงเจี้ยนหยางพลาดท่า อาหารและเงินทองที่ต้องส่งให้กองทัพจึงถูกปล้นบ่อยจนกองทัพเริ่มระส่ำระสายแต่ท่ามกลางการกลั่นแกล้ง หงเจี้ยนหยางกลับสร้างชื่อให้ตัวเขาด้วยการล้มกองทัพชาวหูนับร้อยชีวิตเพียงลำพัง..วันนั้นจางป๋อเหวินได้รับคำสั่งปลอมให้ลงใต้ แต่เขารู้ตัวทันและรีบพากองทัพขึ้นเขา เมื่อไปถึงที่ด่านซันไห่ เขาเห็นบุรุษร่างสูงตั้งตระหง่านพร้อมดาบใหญ่ของเขา ท่ามกลางซากศพชาวหูนับร้อยเหล่าทหารต่างสรรเสริญ เรียกเขาว่า เสวียนหู่แห่งอี้โจว สมญานามนั้นกระฉ่อนไปไกลจนแม้แต่ศัตรูยังหวาดกลัว มีเพียงจางป๋อเหวินที่รู้ว่ามีบางสิ่งในใจของเด็กหนุ่มที่เคยร่าเริงเปลี่ยนไปลู่เยียนหรงได้รู้ข่าวของเสวียนหู่แห่งอี้โจว และกุนซือตัวเล็กที่ชอบใส่แต่ชุดดำ หัวใจของนางบีบรัด นางรีบร้อนไปสืบข่าว เมื่อได้ภาพเหมือนของกุนซือจาง อสรพิษข้างกายของเสวียนหู่แห
ชายหนุ่มโอบกอดหญิงสาวไว้แน่น ก่อนจะค่อยๆ ถอนตัวออกและก้มลงไปดูดดื่มลิ้มเลียทำความสะอาดลู่เยียนหรง เมื่อนางสะอาดดีแล้วเขาก็ปลดด้ายพิฆาต อุ้มนางที่ตัวสั่นเทาไปวางบนเตียงนอนของเขา นั่งมองนางด้วยความรักสุดหัวใจ และห่มผ้าให้ร่างเนียนลู่เยียนหรงสุขสมมากจนได้แต่มองศิษย์พี่ใหญ่ตาปรือ ไม่นานนางก็เข้าสู่ห้วงนิทรา จำไม่ได้อีกว่าเขาทำอะไรหลังจากนั้นบ้าง รู้เพียงว่าเขามองนางด้วยสายตาอบอุ่นและยิ้มน้อยๆอย่างพึงพอใจกวนเป่าสือขยับเข้าไปกอดหญิงสาวที่เขารักด้วยกันใต้ผ้าห่ม ทั้งสองต่างเปลือยกายไร้อาภรณ์ เขากอดนางและกดจูบแผ่วเบาบนเส้นผมสลวย ในใจสาบานว่าจะไปสู่ขอนางให้เร็วที่สุด เขารู้ว่าสตรีในอ้อมกอดเขาไม่ได้ต้องการแต่งงาน และนางหวาดกลัวการมีบุตรยิ่ง แต่เขาได้วางแผนที่จะสู่ขอนางไว้แล้วก๊อก ๆ ๆ ๆเสียงเคาะประตูเร่งดังขึ้น กวนเป่าสือขมวดคิ้วรีบวางแผนในใจ เขาคาดว่าวันนี้ลู่เยียนหรงคงทำเสียงดังมากเกินไปจนใครได้ยินเข้าแล้ว แต่เขาไม่
“อย่าเสียงดัง..” เขาเตือนเบาๆ“อย่ามาสั่งสอนข้า ข้าเกลียดเจ้าที่ไม่เคยคิดถึงข้าเลย มีเพียงข้าที่ทุรนทุรายอยากอยู่กับเจ้า ข้าทรมานแทบขาดใจ แต่เจ้ากลับไม่เคยแม้แต่..มาหาข้าก่อน เหตุใดทุกครั้งจะต้องเป็นข้าที่วิ่งมาหาเจ้าก่อนเสมอ”“เพราะเจ้า..คลั่งไคล้ข้าเกินไป..” เขาเองก็หลงใหลนางแทบขาดใจ เขาเพียงเก็บงำได้เงียบกว่านางเท่านั้นเขารู้ความต้องการของเขาดี แต่เขายังคงสนุกสนานที่ได้ทำให้นางคลั่งเขา ทุกครั้งที่นางร้อนรนวิ่งมาหาเขา เพราะเขาวางแผนไว้แล้ว หากนางไม่มา เขาจะหาทางทำให้นางทนไม่ไหวและวิ่งมาหาเขาในที่สุดอยู่ดี“..ข้าไม่เคยคลั่งเจ้า และข้าจะไม่มาหาเจ้าอีกแล้ว!” ลู่เยียนหรงเจ็บปวดที่ความรักของนางเป็นเพียงเรื่องสนุกของเขา นางหันหลังและเดินตรงไปยังประตูกวนเป่าสือสะบัดด้ายพิฆาตโอบรอบเอวบาง ดึงครั้งเดียวนางก็ถลามาสู่อ้อมกอดของเขา“ปล่อยข้า!
“ทำ..ทำไม” เสียงหวานเอ่ยถามแผ่วเบาจากคอของเขา“ข้า..เข้าใจผิด” เขาตอบเรียบง่าย“...” ลู่เยียนหรงเงยหน้ามาสบตา ขมวดคิ้วไม่เข้าใจคำตอบเรียบง่ายนั้น“..ตาแก่ที่เจ้าไปดูตัวด้วยเมื่อไม่นานมานี้..เขามีบุตรชาย เจ้าโง่นั่น เอาต่างหูของเจ้า..เขาเอามันไปโอ้อวดว่า..ว่า..”“ได้นอนกับข้าแล้ว!” ลู่เยียนหรงพูดต่อประโยคให้ศิษย์พี่ใหญ่ของนาง เพราะเขาบอกว่าเขาเข้าใจผิด“..ข้า..เก็บต่างหูของเจ้าไว้แล้ว” เริ่มแรกเขาเข้าใจว่านางได้มีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเจ้าโง่นั่น จนนางมอบต่างหูให้ แต่เมื่อครู่ยามที่นางตัวสั่นอยู่บนอกเขา เขาก็รู้ว่านางมีเขาเป็นคนแรก ต่างหูนั่นอาจถูกขโมยไปโดยที่นางไม่รู้“เก็บไว้เพื่ออะไร ข้าใส่ลงในชา บังคับให้เจ้าโง่นั่นดื่ม ต่างหูสกปรกเช่นนั้น ข้าไม่อยากได้อีกแล้ว”“..!” กวนเ
ชายหนุ่มตัวเล็กรู้สึกว่าได้ยินเสียงฝีเท้าของพวกเขากระทบกับใบไม้และกิ่งไม้แห้งบนพื้นดินนานมาก นานจนเขาเริ่มคิดได้ว่านางอาจเหน็ดเหนื่อยและปวดเท้ามากแล้ว เขาจึงหยุดฝีเท้า“มะ มีอะไร” ลู่เยียนหรงหันไปถาม&ld
วันเวลาดำเนินไปเช่นนั้นกระทั่งผ่านไปสองเดือน พ่อบ้านตระกูลลู่ได้มารับคุณหนูลู่เยียนหรงกลับไปที่จวนเพื่อดูตัวกับขุนนางอายุมากผู้หนึ่งลู่เยียนหรงป่วนงานดูตัวจนท่านพ่อของนางต้องพานางกลับมาทิ้งที่สำนักเลี่ยงซื่ออีกครั้ง แม้นางจะถูกเหล่าศิษย์สตรีในสำนัก
“..อะไรกัน ไม่ได้คิดทำอะไรข้าหรือ ข้างดงามเช่นนี้ เจ้ากลับไม่คิดอะไร หรือเจ้าจะเป็นบุรุษชอบตัดแขนเสื้อจริงๆ”ทันใดนั้น ศิษย์พี่ใหญ่ก็ยืนขึ้น เสื้อเปียกที่ตากบนราวปกปิดเนื้อตัวของเขาไปมากกว่าครึ่ง แต่ลู่เยียนหรงก็ยังคงเห็นว่าหน้าอกแ
ปีนั้น ฤดูวสันต์มาเร็วกว่าปกติ ทั่วแคว้นอี้โจวต่างเก็บเกี่ยวผลผลิตได้มาก การค้าขายจึงคึกคักตามไปด้วย ทำให้สำนักคุ้มภัยเลี่ยงซื่อจำเป็นต้องรับลูกศิษย์เพิ่ม เมื่อสองเดือนก่อนจึงเริ่มรับศิษย์รุ่นใหม่มาสิบห้าคนแม้จะเป็นสำนักคุ้มภัย แต่อาจารย์ผู้ก






ความคิดเห็น