Masukหนึ่งเดือนผ่านไป หงเจี้ยนหยางทำตามตารางการรักษาของเทพธิดาอันเยว่ฉีอย่างเคร่งครัด ข้อมือของเขาเริ่มหายปวดแล้ว และในที่สุดนางก็อนุญาตให้เขาฝึกยุทธ์ในช่วงเช้าหรือช่วงเย็นได้ แต่ยังคงห้ามไม่ให้จับอาวุธ
จางป๋อเหวินหายโกรธหงเจี้ยนหยางเมื่อไม่กี่วันก่อน เพราะมีลูกท้อเชื่อมน้ำตาลส่งมาจากเมืองอู่โจว และหงเจี้ยนหยางก็ยกให้กุนซือจางทั้งหมด เย็นวันนี้ท่านกุนซือจึงมาคอยดูแลเขา
หากจะเรียกให้ถูกคือ ท่านกุนซือผู้นั้นมาคอยกำกับไม่ยอมให้เขาจับอาวุธ แต่บังคับให้เขาฝึกร่างกายด้วยการร่ายรำตามท่าทางของเสี่ยวจิ่วเทียนฝ่า [1] ซึ่งต้องขยับร่างกายช้าๆ อย่างทรมาน ท่านกุนซือใช้อ้างว่าเขาจะได้ฝึกสมาธิด้วย
“นายท่าน เอ้อหลิงนำน้ำแกงไก่ใส่โสมมาให้เจ้าค่ะ ฮูหยินผู้เฒ่าบอกว่าช่วยให้ร่างกายแข็งแรง เอ้อหลิงจึงให้คนไปตามหาโสมอยู่สามวัน ในที่สุดวันนี้ก็ได้มา เอ้อหลิงเคี่ยวด้วยตัวเองก่อนจะนำมาให้ท่านเจ้าค่ะ” หญิงสาวร่างอรชรตัวเล็กเอวคอดได้รูปพูดขึ้น
หงเจี้ยนหยางหยุดฝึกร่างกาย เขาหันไปมองดูที่มาของเสียง
“เจ้าคือเอ้อหลิงคนนั้นหรือ” เขายังจำที่สาวใช้อี้ซิ่วพูดได้
“เจ้าค่ะ”
อนุเอ้อหลิงผู้ซึ่งหงเจี้ยนหยางไม่เคยรู้ว่านางเป็นอนุของเขาได้อย่างไร แต่ในเมื่อท่านแม่แต่งตั้งแล้ว ทุกคนในจวนจึงเรียกนางว่าอนุตามกันไป วันนี้นางถึงขั้นทาชาดที่แก้มจนแดงราวกับก้นลิง
“ยกวางไว้บนโต๊ะ ข้าอยากดื่มน้ำแกงพอดีเลย” ชายตัวใหญ่ไม่สนใจว่านางเป็นอนุจริงหรือไม่ ขอเพียงยามนี้หลบหนีจากการบังคับของท่านกุนซือจางได้เป็นพอ
“ไม่ได้ ต้องฝึกจนครบหนึ่งก้านธูปก่อน” จางป๋อเหวินห้ามทันที
“ข้าคอแห้ง”
“พักสักครู่ก่อนดีหรือไม่เจ้าคะ เดี๋ยวเอ้อหลิงป้อนน้ำแกงให้นายท่านก่อน ค่อยฝึกต่อก็ได้เจ้าค่ะ” อนุเอ้อหลิงรีบออกตัวเพราะอยากปรนนิบัติสามี
กุนซือจางเพียงหันไปส่งสายตาเยียบเย็นให้สตรีผู้นั้น
“..เอ่อ เช่นนั้นเอ้อหลิงวางไว้บนโต๊ะ นายท่านอย่าลืมดื่มนะเจ้าคะ” นางได้แต่หลบตาและรีบวางถ้วยน้ำแกงไว้บนโต๊ะ อนุเอ้อหลิงฉลาดพอจะรู้ว่าอะไรควรไม่ควร แม้นางอยากเอาใจท่านกั๋วกง แต่ก็ต้องยอมแพ้
หงเจี้ยนหยางมองถ้วยน้ำแกงด้วยความเสียดาย ก่อนจะเริ่มฝึกท่ามวยเสี่ยวจิ่วเทียนฝ่าต่อไป
ส่วนอนุเอ้อหลิงไม่ต้องรอให้กุนซือจางพูดอะไรนางก็รีบเดินออกจากที่นั่น แม้ในใจจะแอบคิดว่ากุนซือจางทำตัวคล้ายเป็นภรรยาแต่งของท่านกั๋วกงมาก แต่อย่างไรก็ไม่กล้าเอ่ยออกไป
อันเยว่ฉีกำลังนอนหลับสบายอยู่บนเตียงเก่าของนาง จู่ๆ ก็ถูกมือเล็กของอาเจียวเขย่าอย่างแรง นางรู้ตัวแต่ยังไม่อยากลุก จึงดึงผ้าห่มคลุมหัวและกอดหมอนข้างนุ่มหลับต่อไป
“พี่ใหญ่ ๆ ๆ แย่แล้ว พี่ใหญ่” เด็กชายแทบจะตะโกน แต่คล้ายว่าเทพธิดาก็ยังไม่ยอมตื่น
“พี่ใหญ่!!” อาเจียวตัดสินใจตะโกนใส่ข้างหู
“อาเจียว!” อันเยว่ฉีลุกขึ้นนั่งด้วยความโมโห
“มีคนมาหาท่าน เขายืนรออยู่ที่หน้าห้อง” เด็กชายรีบพูดเรื่องสำคัญก่อนที่ตัวเองจะถูกด่า
“เวลานี้เนี่ยนะ!” หญิงสาวไม่เข้าใจ ใครมันหน้าด้านขนาดนี้กัน ถึงนางจะเป็นหมอ แต่นางไม่ใช่แพทย์ฉุกเฉินในโรงพยาบาลเสียหน่อย
“ลูกค้ารายใหญ่” อาเจียวยกมือป้องปากและกระซิบกระซาบเสียงเบา ทำท่าทางราวกับกลัวว่าคนที่ยืนรออยู่หน้าห้องอาจจะได้ยิน
อันเยว่ฉีโมโหเพราะนางให้ความสำคัญกับเรื่องการนอนเป็นเรื่องใหญ่ หญิงสาวไม่ชอบเวลาที่ตัวเองนอนไม่เต็มอิ่ม
“ชิ ถ้าไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายแม่จะอาละวาดให้บ้านแตกเลย ฮึ่ม!” นางขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน รีบลุกขึ้นแต่งตัว ออกไปหาลูกค้ารายใหญ่ด้วยอารมณ์บูดบึ้ง
กุนซือจางพาเทพธิดานั่งรถม้าด้วยความเร่งรีบกลับไปยังจวนของท่านกั๋วกง ระหว่างทางเขาบอกกับนางเพียงว่าหงเจี้ยนหยางอาละวาดใหญ่โต และไม่มีผู้ใดหยุดได้
ในห้องที่แสงโคมถูกดับจนมืด ชายร่างใหญ่กำลังลนลานทำอะไรไม่ถูก สองมือคว้าจับทุกสิ่งที่อยู่ใกล้มือ จับผ้าม่านได้ก็ฉีกดึงทิ้ง จับโต๊ะได้ก็จับโยนขว้างราวกับเป็นอาวุธชิ้นหนึ่ง
หงเจี้ยนหยางตัวสั่นเทา ในความมืดเขาคล้ายเห็นแสงไฟลุกโชน เผาไหม้ร่างทหารในความดูแลของเขาจนไหม้เกรียม กลิ่นเนื้อสดที่ถูกย่างลอยคลุ้งจนหายใจไม่ออก เขาพยายามเก็บดาบใหญ่บนพื้นแต่ทำอย่างไรก็หยิบไม่ได้
ลูกธนูดอกหนึ่งตรงเข้ามาทางเขา แต่หงเจี้ยนหยางหลบไม่ทัน นายทหารคนหนึ่งวิ่งเข้ามาขวางลูกศรไว้ ลูกธนูปักทะลุคอของทหารคนนั้น ทหารที่หงเจี้ยนหยางจำได้ว่าเมื่อคืนเป็นยามเฝ้าหน้ากระโจมของเขา
เขาไม่รู้จักชื่อทหารคนนั้นด้วยซ้ำ แต่ทหารนายนั้นยอมถึงขั้นใช้ชีวิตปกป้องเขา
“ย๊ากกกกกกก!!” แม่ทัพหงตะโกนด้วยความโกรธจัด วิ่งเข้าใส่ศัตรูโดยไร้อาวุธ เขาไม่เคยกลัวตาย
“กรี๊ด!!” เสียงสตรีผู้หนึ่งร้องขึ้น
“เจ้าเป็นใครกัน” แม่ทัพหงถามด้วยความฉงน เขาแน่ใจว่าเขายังอยู่ในกองเพลิงที่เผาค่ายทหารจนวอดวาย แต่เหตุใดจึงมีสตรีอยู่ที่นี่
“นะ..นายท่าน” เสียงของอนุเอ้อหลิงเอ่ยด้วยความสั่นกลัว
“รีบหนีไปซะ” เขาสั่ง
อนุเอ้อหลิงวิ่งหนีอย่างทุลักทุเล เพราะชุดของนางที่ยาวกรุยกรายลากไปกับพื้น หงเจี้ยนหยางรู้สึกว่าสตรีช่างน่ารำคาญนัก เป็นตัวถ่วงเขาไม่พอ ยังทำให้พลทหารเสียชีวิตเพิ่มอีกหลายศพ และศัตรูของเขาก็หนีไปได้
ระหว่างที่เขาย่างเท้าจะวิ่งไล่ตามศัตรู ประตูกระโจมก็เปิดออก ชายร่างเล็กผู้หนึ่งถือคบเพลิงสว่างไสวเอาไว้จนแม่ทัพหงเห็นหน้าผู้มาไม่ชัดเจน ข้างกายของชายร่างเล็กมีสตรีผู้หนึ่งยืนอยู่ด้วย
“มัดเขาไว้ซะ” อันเยว่ฉีเอ่ยบอกกุนซือจาง
“อย่าเข้ามา ข้าคือเสวียนหู่แห่งอี้โจว ข้ายังสามารถฆ่าเจ้าได้ด้วยมือเปล่า” หงเจี้ยนหยางข่มขู่ แม้เขาจะไม่อาจจับดาบใหญ่ แต่ความอันตรายของเขายังไม่หายไปไหน
[1] เสี่ยวจิ่วเทียนฝ่า หรือ สวรรค์น้อยทั้งเก้า เชื่อกันว่าเป็นท่ามวยต้นกำเนิดของการรำไท่เก๊ก (ไท่จี๋เฉวียน) ก่อนจะถูกพัฒนาผ่านหลายตระกูลและหลายชั่วอายุคน จนในที่สุด จางซานฟง ผู้ก่อตั้งสำนักบู๊ตึ้ง ก็ได้รวบรวมความรู้ของคนรุ่นก่อนที่ตกทอดกันมาปรับปรุงแก้ไข และพัฒนาจนเป็นระบบมวยสิบสามกระบวนท่าอย่างที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน
เพราะมีผู้ต้องการอำนาจทหารคืน การกลั่นแกล้งกองทัพจึงเกิดขึ้นบ่อยมาก มีคนต้องการให้หงเจี้ยนหยางพลาดท่า อาหารและเงินทองที่ต้องส่งให้กองทัพจึงถูกปล้นบ่อยจนกองทัพเริ่มระส่ำระสายแต่ท่ามกลางการกลั่นแกล้ง หงเจี้ยนหยางกลับสร้างชื่อให้ตัวเขาด้วยการล้มกองทัพชาวหูนับร้อยชีวิตเพียงลำพัง..วันนั้นจางป๋อเหวินได้รับคำสั่งปลอมให้ลงใต้ แต่เขารู้ตัวทันและรีบพากองทัพขึ้นเขา เมื่อไปถึงที่ด่านซันไห่ เขาเห็นบุรุษร่างสูงตั้งตระหง่านพร้อมดาบใหญ่ของเขา ท่ามกลางซากศพชาวหูนับร้อยเหล่าทหารต่างสรรเสริญ เรียกเขาว่า เสวียนหู่แห่งอี้โจว สมญานามนั้นกระฉ่อนไปไกลจนแม้แต่ศัตรูยังหวาดกลัว มีเพียงจางป๋อเหวินที่รู้ว่ามีบางสิ่งในใจของเด็กหนุ่มที่เคยร่าเริงเปลี่ยนไปลู่เยียนหรงได้รู้ข่าวของเสวียนหู่แห่งอี้โจว และกุนซือตัวเล็กที่ชอบใส่แต่ชุดดำ หัวใจของนางบีบรัด นางรีบร้อนไปสืบข่าว เมื่อได้ภาพเหมือนของกุนซือจาง อสรพิษข้างกายของเสวียนหู่แห
ชายหนุ่มโอบกอดหญิงสาวไว้แน่น ก่อนจะค่อยๆ ถอนตัวออกและก้มลงไปดูดดื่มลิ้มเลียทำความสะอาดลู่เยียนหรง เมื่อนางสะอาดดีแล้วเขาก็ปลดด้ายพิฆาต อุ้มนางที่ตัวสั่นเทาไปวางบนเตียงนอนของเขา นั่งมองนางด้วยความรักสุดหัวใจ และห่มผ้าให้ร่างเนียนลู่เยียนหรงสุขสมมากจนได้แต่มองศิษย์พี่ใหญ่ตาปรือ ไม่นานนางก็เข้าสู่ห้วงนิทรา จำไม่ได้อีกว่าเขาทำอะไรหลังจากนั้นบ้าง รู้เพียงว่าเขามองนางด้วยสายตาอบอุ่นและยิ้มน้อยๆอย่างพึงพอใจกวนเป่าสือขยับเข้าไปกอดหญิงสาวที่เขารักด้วยกันใต้ผ้าห่ม ทั้งสองต่างเปลือยกายไร้อาภรณ์ เขากอดนางและกดจูบแผ่วเบาบนเส้นผมสลวย ในใจสาบานว่าจะไปสู่ขอนางให้เร็วที่สุด เขารู้ว่าสตรีในอ้อมกอดเขาไม่ได้ต้องการแต่งงาน และนางหวาดกลัวการมีบุตรยิ่ง แต่เขาได้วางแผนที่จะสู่ขอนางไว้แล้วก๊อก ๆ ๆ ๆเสียงเคาะประตูเร่งดังขึ้น กวนเป่าสือขมวดคิ้วรีบวางแผนในใจ เขาคาดว่าวันนี้ลู่เยียนหรงคงทำเสียงดังมากเกินไปจนใครได้ยินเข้าแล้ว แต่เขาไม่
“อย่าเสียงดัง..” เขาเตือนเบาๆ“อย่ามาสั่งสอนข้า ข้าเกลียดเจ้าที่ไม่เคยคิดถึงข้าเลย มีเพียงข้าที่ทุรนทุรายอยากอยู่กับเจ้า ข้าทรมานแทบขาดใจ แต่เจ้ากลับไม่เคยแม้แต่..มาหาข้าก่อน เหตุใดทุกครั้งจะต้องเป็นข้าที่วิ่งมาหาเจ้าก่อนเสมอ”“เพราะเจ้า..คลั่งไคล้ข้าเกินไป..” เขาเองก็หลงใหลนางแทบขาดใจ เขาเพียงเก็บงำได้เงียบกว่านางเท่านั้นเขารู้ความต้องการของเขาดี แต่เขายังคงสนุกสนานที่ได้ทำให้นางคลั่งเขา ทุกครั้งที่นางร้อนรนวิ่งมาหาเขา เพราะเขาวางแผนไว้แล้ว หากนางไม่มา เขาจะหาทางทำให้นางทนไม่ไหวและวิ่งมาหาเขาในที่สุดอยู่ดี“..ข้าไม่เคยคลั่งเจ้า และข้าจะไม่มาหาเจ้าอีกแล้ว!” ลู่เยียนหรงเจ็บปวดที่ความรักของนางเป็นเพียงเรื่องสนุกของเขา นางหันหลังและเดินตรงไปยังประตูกวนเป่าสือสะบัดด้ายพิฆาตโอบรอบเอวบาง ดึงครั้งเดียวนางก็ถลามาสู่อ้อมกอดของเขา“ปล่อยข้า!
“ทำ..ทำไม” เสียงหวานเอ่ยถามแผ่วเบาจากคอของเขา“ข้า..เข้าใจผิด” เขาตอบเรียบง่าย“...” ลู่เยียนหรงเงยหน้ามาสบตา ขมวดคิ้วไม่เข้าใจคำตอบเรียบง่ายนั้น“..ตาแก่ที่เจ้าไปดูตัวด้วยเมื่อไม่นานมานี้..เขามีบุตรชาย เจ้าโง่นั่น เอาต่างหูของเจ้า..เขาเอามันไปโอ้อวดว่า..ว่า..”“ได้นอนกับข้าแล้ว!” ลู่เยียนหรงพูดต่อประโยคให้ศิษย์พี่ใหญ่ของนาง เพราะเขาบอกว่าเขาเข้าใจผิด“..ข้า..เก็บต่างหูของเจ้าไว้แล้ว” เริ่มแรกเขาเข้าใจว่านางได้มีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเจ้าโง่นั่น จนนางมอบต่างหูให้ แต่เมื่อครู่ยามที่นางตัวสั่นอยู่บนอกเขา เขาก็รู้ว่านางมีเขาเป็นคนแรก ต่างหูนั่นอาจถูกขโมยไปโดยที่นางไม่รู้“เก็บไว้เพื่ออะไร ข้าใส่ลงในชา บังคับให้เจ้าโง่นั่นดื่ม ต่างหูสกปรกเช่นนั้น ข้าไม่อยากได้อีกแล้ว”“..!” กวนเ
ยิ่งเขาจุมพิตเช่นนั้นนาน ลู่เยียนหรงก็ยิ่งรู้สึกประหลาดและแปลกใหม่ นางรับรู้ว่าระหว่างขาของนางเปียกชุ่ม และร่างกายของเขาก็แข็งเกร็ง แต่หญิงสาวก็หลงใหลไปกับจุมพิตจนไม่อาจห้ามต่างฝ่ายต่างลุ่มหลง ลู่เยียนหรงปล่อยให้เขาเอาเปรียบไม่คิดห้าม เขาก็ครวญครางไม่เพียงพอ ต้องการมากขึ้นและมากขึ้น ริมฝีปากและลิ้นอุ่นของเขาเริ่มเลื่อนไปที่คอ ชิมเลียและลิ้มรสผิวนวลของสาวงามที่เขาเฝ้าฝันถึงกวนเป่าสือเลียไปยังปลายหูและใช้ลิ้นพยายามถอดต่างหูคู่เล็กของหญิงสาว ยิ่งเขาคิดถึงว่านางเคยถอดต่างหูให้ผู้อื่น เขายิ่งขุ่นเคืองหวงแหน เขาต้องการครอบครองนางบ้าง ต่างหูของนางควรเป็นของเขาเท่านั้น!เขายื่นมือไปลูบไล้ต้นขาของศิษย์น้องคนงาม บีบต้นขาของนางและเริ่มดึงกระโปรงนางขึ้น เขารู้ว่านางไม่ได้ใส่กางเกง เพราะเสื้อผ้าของนางเปียกจนต้องถอดตากไว้ บนตัวนางมีเพียงเสื้อคลุมตัวนอกของเขาเท่านั้นลู่เยียนหรงรู้สึกถึงมือหนึ่งของเขาที่กำลังล้วงเข้าไปถอดเชือกผูกเอวเพื่อปลดปล่อยแท่งหยกแข็งร้อน
ในที่สุดท้องฟ้าก็มืด กวนเป่าสือหาทางจุดไฟให้พวกเขาพักอยู่ใกล้แม่น้ำเล็กๆ สายหนึ่ง เขาตัดต้นไผ่ใกล้ริมน้ำมาทำที่พักอย่างง่ายๆ ส่วนลู่เยียนหรงแม้จะหัวเราะเยาะเขามาทั้งวัน แต่เขาสั่งให้นางทำอะไรนางก็ยอมทำโดยง่าย ยามนี้นางกำลังใช้กิ่งไผ่ตกปลา“ชิ! เจ้าปลาชั่ว คอยดูเถิดข้าจะจับเจ้ามาย่างให้ได้!!”กวนเป่าสือหันมองคนงามที่ริมแม่น้ำ นางทำท่าทางโมโหใส่กิ่งไผ่ในมือและก่นด่าปลาที่ไม่ยอมติดเบ็ด เขาถอนหายใจไม่รู้จะทำอย่างไรกับสตรีตรงหน้าดีไม่ทันไร เขาก็เห็นหญิงสาวผู้บ้าคลั่งร่ายรำเพลงดาบฟาดฟันใส่สายน้ำ กระบี่ในมือของนางคือกิ่งไผ่ที่ใช้ตกปลา สายน้ำสาดกระเซ็น ปลายกิ่งไผ่มีปลาติดมาด้วยสองสามตัวแม้จะดูเกรี้ยวกราด แต่กลับงดงามจนหัวใจของศิษย์พี่ใหญ่หวั่นไหวไม่อาจละสายตา สาวงามที่หาปลาด้วยการฟาดฟัน ทั้งตัวของนางเปียกไปกว่าครึ่ง แต่งดงามยิ่งนักคืนนั้นพวกเขามีปลาเป็นอาหาร และกวนเป่าสือก็ต้องถ







