Masukพวกคนที่ประตูกระโจมต่างกระวนกระวายอย่างเห็นได้ชัด ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าไปจับเสวียนหู่แห่งอี้โจว
“รีบไปจับเขามัดไว้เร็วเข้า” เสียงของอันเยว่ฉียังคงสั่งต่อไป
จางป๋อเหวินส่งคบเพลิงให้กับอันเยว่ฉี จากนั้นเขาก็วิ่งเข้าไปไล่จับชายที่มีร่างสูงใหญ่กว่าเขาสองเท่าอย่างไร้ความกลัว
“เจ้ากล้าข้ามศพทหารในค่ายของข้าหรือ อย่าหวังว่าจะได้ตายดีเลย” หงเจี้ยนหยางแม้จะเจ็บข้อมือจนมือสั่น แต่เขาไม่อาจยอมให้ใครมาหยามคนตายได้ เขาจึงตั้งท่ารับมือศัตรูเต็มที่
“ต้องรีบไปช่วยท่านกุนซือ เขาคนเดียวไม่ไหวแน่” อันเยว่ฉีหันไปบอกเหล่าบ่าวชายในจวนที่ยังหวาดกลัวท่านกั๋วกงไม่เลิก นางเห็นแล้วว่าอดีตแม่ทัพหงผู้นั้นมีฝีมือสูงมาก
แต่บรรดาบ่าวชายพวกนั้นยังคงตัวสั่นไม่กล้าขยับ
“ชิ อดีตแม่ทัพอะไรกัน ไม่มีทหารมีฝีมือไว้ในบ้านสักคนเลยเหรอ” หญิงสาวทำเสียงไม่พอใจ แต่ก็ส่งคบเพลิงให้บ่าวพวกนั้น และวิ่งเข้าไปช่วยท่านกุนซืออีกแรง
“ท่านแม่ทัพ ท่านต้องหยุดได้แล้ว” อันเยว่ฉีตะโกนวิ่งเข้าไปกอดเอวของหงเจี้ยนหยางเอาไว้จากด้านหลัง นางฉวยโอกาสในระหว่างที่เขากำลังยกมือตั้งรับลูกเตะของกุนซือจาง
“ท่านเทพธิดา อันตราย!” จางป๋อเหวินตะโกนด้วยความตกใจ ไม่คิดว่าเทพธิดาจะหาญกล้าเพียงนั้น
“รีบมัดเขา!” หญิงสาวไม่หวาดกลัว แต่เพราะหงเจี้ยนหยางตัวสูงแรงเยอะมาก นางที่สูงเพียงไหล่ของเขาจึงถูกเหวี่ยงไปมาอย่างง่ายดาย แต่อย่างไรนางก็ไม่ยอมปล่อยมือ
“เจี้ยนหยาง เจ้าต้องหยุดนะ” จางป๋อเหวินกลัวมากว่าเขาอาจทำให้ท่านเทพธิดาที่เป็นเพียงสตรีร่างบอบบางได้รับบาดเจ็บ และเมื่อเจ้าเสือดำได้สติ เขาจะต้องเสียใจมากแน่นอน
“ท่านแม่ทัพ..เจี้ยนหยาง เจ้าหยุดนะ! เจ้าต้องหยุดได้แล้ว ตอนนี้เจ้าไม่ได้อยู่ในสนามรบแล้ว ที่นี่ไม่มีใครตาย!” สิ้นเสียงของหญิงสาว หงเจี้ยนหยางก็ค่อยๆ สงบลง ไม่เหวี่ยงหญิงสาวที่กอดเอวของเขาไปมาแล้ว แต่ยังคงตัวสั่นจนน่าสงสาร
“มัดเขาเลย” หญิงสาวหันไปบอกกุนซือจาง
จางป๋อเหวินกระโดดไปดึงผ้าม่านฉีกจนขาดและรีบนำมามัดตัวของอดีตแม่ทัพหงเอาไว้ อันเยว่ฉีค่อยๆ ปล่อยมือจากเอวของชายร่างใหญ่ ปล่อยให้กุนซือจางพันผ้ารอบตัวเขาอย่างแน่นหนา
แต่ทั้งสองคนยังคงระแวดระวังหงเจี้ยนหยางไม่วางตา
“ขะ..ข้า..ไม่ได้อยู่สนามรบจริงหรือ” ชายตัวสูงถามเสียงสั่นเครือ คล้ายความหวาดกลัวยังคงเกาะกุมจิตใจของเขาจนมืดมิด กลิ่นสุราโชยออกมาจากตัวเขา
“ไม่..เจี้ยนหยาง เจ้าเข้าใจผิด เจ้าไม่ได้อยู่ที่นั่น” อันเยว่ฉีเอ่ยเสียงเบา
“เจ้าโกหก!” เขายังไม่อยากยอมรับ แม้เขาจะเริ่มรู้สึกตัวว่าตัวเองอาจเห็นภาพหลอนอีกแล้ว แต่ภาพพวกนั้นมันเหมือนจริงมาก
“ไม่ ข้าไม่ได้โกหก เจ้าอยู่บ้านแล้ว ที่สนามรบจะมีสตรีได้อย่างไร เจ้าดูข้าสิ” นางยังคงเอ่ยปลอบอย่างอ่อนโยน ค่อยๆ ขยับเข้าไปจนชิดเพื่อให้เขามองตัวเองได้อย่างชัดเจน แต่เต็มไปด้วยความระมัดระวัง
“เจ้า เป็นสตรี..เจ้า ไม่ได้โกหก”
“อืม..เจ้าอยู่บ้านแล้ว เจ้าไม่ได้อยู่ที่นั่น” อันเยว่ฉีค่อยๆ กอดเขา ลูบหลังคนตัวใหญ่บางเบาเพื่อให้เขารู้สึกสงบมากขึ้น
“ทหารยาม..มีทหารยามถูกยิง..เขา..เขาปกป้องข้าไว้” น้ำตาของเสวียนหู่เริ่มไหลอย่างไม่อาจควบคุม
“ไม่ ที่นี่ไม่มีใครตาย”
“ไม่มีแน่หรือ ข้าเห็นกับตา!”
“ที่นี่ไม่มี เป็นเพียงภาพอดีตที่เจ้าหวาดกลัวเท่านั้น แต่หากเจ้าไม่วางใจ รู้สึกเป็นห่วงเขา พรุ่งนี้เราจะเดินทางไปช่วยจัดงานศพให้เขาอย่างสมศักดิ์ศรี ดีหรือไม่”
“...” หงเจี้ยนหยางพูดไม่ออก แต่ยกสองมือสั่นๆ มากอดสตรีที่กำลังปลอบเขา คล้ายการทำเช่นนั้นช่วยให้ความหนาวเย็นในใจอบอุ่นขึ้น แต่ติดที่เขายกมือขึ้นสูงไม่ได้ เพราะถูกมัดเอาไว้อยู่
จางป๋อเหวินดูวิธีกำราบเสวียนหู่ของเทพธิดาแล้วรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง แม้เขาจะเห็นว่าการกอดใกล้ชิดเช่นนั้นไม่ค่อยเหมาะสม แต่ยามนี้ไม่อาจเลือกวิธี ขอเพียงหงเจี้ยนหยางยอมสงบลงย่อมเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
ก่อนหน้านี้ ยามที่หงเจี้ยนหยางดื่มหนักจนเมามาย หลายครั้งที่เขาเห็นภาพหลอนจนแทบจะพังเรือนทั้งหลัง ไม่ผู้ใดทำให้เขาสงบลงได้ ต้องรอจนเขาหมดแรงไปเอง ยามนี้สงบลงแล้วก็ถือว่าเป็นเรื่องดี
“ข้า..เห็นไฟลุกไหม้ทั่วทั้งห้อง ขะ..ข้า..” อดีตแม่ทัพพยายามเล่าความกลัวกับใครสักคนที่ยอมฟังเขา ไม่มองว่าเขาเป็นตัวประหลาดหรือเสียสติ
“หงเจี้ยนหยาง เจ้าอย่ากังวล ที่นี่ไม่มีไฟไหม้ ไม่ต้องกลัว” หญิงสาวยังคงกอดปลอบเขาต่อไปอย่างอ่อนโยน แม้ในใจจะอยากปล่อยแล้ว เพราะอดีตแม่ทัพผู้นี้ตัวเหม็นสุราจนนางแทบทนไม่ไหว
“ข้า..เหลือข้าคนเดียว” เขาเล่าเรื่องที่ถูกโจมตี และทุกคนล้วนถูกไฟคลอกจนล้มตายกันหมด เหลือเขาหนีรอดออกมาลำพัง แต่เพราะความกลัวทำให้เขาเล่ารายละเอียดไม่ไหว
“ไม่เป็นไร ข้าอยู่ที่นี่ ข้าจะอยู่กับเจ้า”
“ท่าน..เทพธิดา” กุนซือจางกระซิบถาม เขาอยากรู้ว่าควรทำอย่างไรต่อไปดี
อันเยว่ฉีจึงโบกมือไล่ให้กุนซือจางออกไปจากห้องนั้น ทั้งยังหันไปขยับปากว่าให้เสียงเบาๆ จางป๋อเหวินแม้จะรู้สึกไม่สบายใจแต่ก็ยังยอมออกไปแต่โดยดี ทั้งยังสั่งห้ามใครทำเสียงดังใกล้เรือนนอนของท่านกั๋วกง
“เจ้าคงปวดขาแล้ว เราเดินไปนั่งพักที่เตียงดีหรือไม่” หญิงสาวหันมาถามหงเจี้ยนหยางด้วยความเป็นห่วง
“...” เขาไม่ตอบ แต่ก็ยอมพยักหน้า
อันเยว่ฉีหันไปมองกุนซือจางที่ออกจากห้องไปแล้ว ทั้งยังช่วยปิดประตูให้จนในห้องเริ่มมืด ยังดีที่มีแสงโคมจากด้านนอกเล็ดลอดเข้ามาบ้าง นางจึงไม่ต้องคลำทางในความมืด
หญิงสาวปล่อยมือจากการกอดเขา แม้เขาจะพยายามยื้อสุดกำลัง แต่เมื่อเห็นว่านางเพียงจับมือเขาให้เดินตาม ไม่ได้ทิ้งเขาไว้ลำพัง ชายหนุ่มตัวสูงใหญ่จึงยอมปล่อยมือ และเดินตามอย่างเชื่อฟัง
ในใจของอันเยว่ฉีรู้สึกว่าคนไข้ตัวใหญ่น่ากลัวอยู่มาก หากเขาเกิดกลัวและอาละวาดอีกนางก็ไม่รู้จะทำอย่างไร จึงพยายามพาคนไข้ก้าวข้ามสิ่งของในห้องอย่างระมัดระวัง พยายามปลอบใจตัวเองว่าอย่างน้อยเขาก็ถูกมัดไว้แล้ว
เพราะมีผู้ต้องการอำนาจทหารคืน การกลั่นแกล้งกองทัพจึงเกิดขึ้นบ่อยมาก มีคนต้องการให้หงเจี้ยนหยางพลาดท่า อาหารและเงินทองที่ต้องส่งให้กองทัพจึงถูกปล้นบ่อยจนกองทัพเริ่มระส่ำระสายแต่ท่ามกลางการกลั่นแกล้ง หงเจี้ยนหยางกลับสร้างชื่อให้ตัวเขาด้วยการล้มกองทัพชาวหูนับร้อยชีวิตเพียงลำพัง..วันนั้นจางป๋อเหวินได้รับคำสั่งปลอมให้ลงใต้ แต่เขารู้ตัวทันและรีบพากองทัพขึ้นเขา เมื่อไปถึงที่ด่านซันไห่ เขาเห็นบุรุษร่างสูงตั้งตระหง่านพร้อมดาบใหญ่ของเขา ท่ามกลางซากศพชาวหูนับร้อยเหล่าทหารต่างสรรเสริญ เรียกเขาว่า เสวียนหู่แห่งอี้โจว สมญานามนั้นกระฉ่อนไปไกลจนแม้แต่ศัตรูยังหวาดกลัว มีเพียงจางป๋อเหวินที่รู้ว่ามีบางสิ่งในใจของเด็กหนุ่มที่เคยร่าเริงเปลี่ยนไปลู่เยียนหรงได้รู้ข่าวของเสวียนหู่แห่งอี้โจว และกุนซือตัวเล็กที่ชอบใส่แต่ชุดดำ หัวใจของนางบีบรัด นางรีบร้อนไปสืบข่าว เมื่อได้ภาพเหมือนของกุนซือจาง อสรพิษข้างกายของเสวียนหู่แห
ชายหนุ่มโอบกอดหญิงสาวไว้แน่น ก่อนจะค่อยๆ ถอนตัวออกและก้มลงไปดูดดื่มลิ้มเลียทำความสะอาดลู่เยียนหรง เมื่อนางสะอาดดีแล้วเขาก็ปลดด้ายพิฆาต อุ้มนางที่ตัวสั่นเทาไปวางบนเตียงนอนของเขา นั่งมองนางด้วยความรักสุดหัวใจ และห่มผ้าให้ร่างเนียนลู่เยียนหรงสุขสมมากจนได้แต่มองศิษย์พี่ใหญ่ตาปรือ ไม่นานนางก็เข้าสู่ห้วงนิทรา จำไม่ได้อีกว่าเขาทำอะไรหลังจากนั้นบ้าง รู้เพียงว่าเขามองนางด้วยสายตาอบอุ่นและยิ้มน้อยๆอย่างพึงพอใจกวนเป่าสือขยับเข้าไปกอดหญิงสาวที่เขารักด้วยกันใต้ผ้าห่ม ทั้งสองต่างเปลือยกายไร้อาภรณ์ เขากอดนางและกดจูบแผ่วเบาบนเส้นผมสลวย ในใจสาบานว่าจะไปสู่ขอนางให้เร็วที่สุด เขารู้ว่าสตรีในอ้อมกอดเขาไม่ได้ต้องการแต่งงาน และนางหวาดกลัวการมีบุตรยิ่ง แต่เขาได้วางแผนที่จะสู่ขอนางไว้แล้วก๊อก ๆ ๆ ๆเสียงเคาะประตูเร่งดังขึ้น กวนเป่าสือขมวดคิ้วรีบวางแผนในใจ เขาคาดว่าวันนี้ลู่เยียนหรงคงทำเสียงดังมากเกินไปจนใครได้ยินเข้าแล้ว แต่เขาไม่
“อย่าเสียงดัง..” เขาเตือนเบาๆ“อย่ามาสั่งสอนข้า ข้าเกลียดเจ้าที่ไม่เคยคิดถึงข้าเลย มีเพียงข้าที่ทุรนทุรายอยากอยู่กับเจ้า ข้าทรมานแทบขาดใจ แต่เจ้ากลับไม่เคยแม้แต่..มาหาข้าก่อน เหตุใดทุกครั้งจะต้องเป็นข้าที่วิ่งมาหาเจ้าก่อนเสมอ”“เพราะเจ้า..คลั่งไคล้ข้าเกินไป..” เขาเองก็หลงใหลนางแทบขาดใจ เขาเพียงเก็บงำได้เงียบกว่านางเท่านั้นเขารู้ความต้องการของเขาดี แต่เขายังคงสนุกสนานที่ได้ทำให้นางคลั่งเขา ทุกครั้งที่นางร้อนรนวิ่งมาหาเขา เพราะเขาวางแผนไว้แล้ว หากนางไม่มา เขาจะหาทางทำให้นางทนไม่ไหวและวิ่งมาหาเขาในที่สุดอยู่ดี“..ข้าไม่เคยคลั่งเจ้า และข้าจะไม่มาหาเจ้าอีกแล้ว!” ลู่เยียนหรงเจ็บปวดที่ความรักของนางเป็นเพียงเรื่องสนุกของเขา นางหันหลังและเดินตรงไปยังประตูกวนเป่าสือสะบัดด้ายพิฆาตโอบรอบเอวบาง ดึงครั้งเดียวนางก็ถลามาสู่อ้อมกอดของเขา“ปล่อยข้า!
“ทำ..ทำไม” เสียงหวานเอ่ยถามแผ่วเบาจากคอของเขา“ข้า..เข้าใจผิด” เขาตอบเรียบง่าย“...” ลู่เยียนหรงเงยหน้ามาสบตา ขมวดคิ้วไม่เข้าใจคำตอบเรียบง่ายนั้น“..ตาแก่ที่เจ้าไปดูตัวด้วยเมื่อไม่นานมานี้..เขามีบุตรชาย เจ้าโง่นั่น เอาต่างหูของเจ้า..เขาเอามันไปโอ้อวดว่า..ว่า..”“ได้นอนกับข้าแล้ว!” ลู่เยียนหรงพูดต่อประโยคให้ศิษย์พี่ใหญ่ของนาง เพราะเขาบอกว่าเขาเข้าใจผิด“..ข้า..เก็บต่างหูของเจ้าไว้แล้ว” เริ่มแรกเขาเข้าใจว่านางได้มีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเจ้าโง่นั่น จนนางมอบต่างหูให้ แต่เมื่อครู่ยามที่นางตัวสั่นอยู่บนอกเขา เขาก็รู้ว่านางมีเขาเป็นคนแรก ต่างหูนั่นอาจถูกขโมยไปโดยที่นางไม่รู้“เก็บไว้เพื่ออะไร ข้าใส่ลงในชา บังคับให้เจ้าโง่นั่นดื่ม ต่างหูสกปรกเช่นนั้น ข้าไม่อยากได้อีกแล้ว”“..!” กวนเ
ยิ่งเขาจุมพิตเช่นนั้นนาน ลู่เยียนหรงก็ยิ่งรู้สึกประหลาดและแปลกใหม่ นางรับรู้ว่าระหว่างขาของนางเปียกชุ่ม และร่างกายของเขาก็แข็งเกร็ง แต่หญิงสาวก็หลงใหลไปกับจุมพิตจนไม่อาจห้ามต่างฝ่ายต่างลุ่มหลง ลู่เยียนหรงปล่อยให้เขาเอาเปรียบไม่คิดห้าม เขาก็ครวญครางไม่เพียงพอ ต้องการมากขึ้นและมากขึ้น ริมฝีปากและลิ้นอุ่นของเขาเริ่มเลื่อนไปที่คอ ชิมเลียและลิ้มรสผิวนวลของสาวงามที่เขาเฝ้าฝันถึงกวนเป่าสือเลียไปยังปลายหูและใช้ลิ้นพยายามถอดต่างหูคู่เล็กของหญิงสาว ยิ่งเขาคิดถึงว่านางเคยถอดต่างหูให้ผู้อื่น เขายิ่งขุ่นเคืองหวงแหน เขาต้องการครอบครองนางบ้าง ต่างหูของนางควรเป็นของเขาเท่านั้น!เขายื่นมือไปลูบไล้ต้นขาของศิษย์น้องคนงาม บีบต้นขาของนางและเริ่มดึงกระโปรงนางขึ้น เขารู้ว่านางไม่ได้ใส่กางเกง เพราะเสื้อผ้าของนางเปียกจนต้องถอดตากไว้ บนตัวนางมีเพียงเสื้อคลุมตัวนอกของเขาเท่านั้นลู่เยียนหรงรู้สึกถึงมือหนึ่งของเขาที่กำลังล้วงเข้าไปถอดเชือกผูกเอวเพื่อปลดปล่อยแท่งหยกแข็งร้อน
ในที่สุดท้องฟ้าก็มืด กวนเป่าสือหาทางจุดไฟให้พวกเขาพักอยู่ใกล้แม่น้ำเล็กๆ สายหนึ่ง เขาตัดต้นไผ่ใกล้ริมน้ำมาทำที่พักอย่างง่ายๆ ส่วนลู่เยียนหรงแม้จะหัวเราะเยาะเขามาทั้งวัน แต่เขาสั่งให้นางทำอะไรนางก็ยอมทำโดยง่าย ยามนี้นางกำลังใช้กิ่งไผ่ตกปลา“ชิ! เจ้าปลาชั่ว คอยดูเถิดข้าจะจับเจ้ามาย่างให้ได้!!”กวนเป่าสือหันมองคนงามที่ริมแม่น้ำ นางทำท่าทางโมโหใส่กิ่งไผ่ในมือและก่นด่าปลาที่ไม่ยอมติดเบ็ด เขาถอนหายใจไม่รู้จะทำอย่างไรกับสตรีตรงหน้าดีไม่ทันไร เขาก็เห็นหญิงสาวผู้บ้าคลั่งร่ายรำเพลงดาบฟาดฟันใส่สายน้ำ กระบี่ในมือของนางคือกิ่งไผ่ที่ใช้ตกปลา สายน้ำสาดกระเซ็น ปลายกิ่งไผ่มีปลาติดมาด้วยสองสามตัวแม้จะดูเกรี้ยวกราด แต่กลับงดงามจนหัวใจของศิษย์พี่ใหญ่หวั่นไหวไม่อาจละสายตา สาวงามที่หาปลาด้วยการฟาดฟัน ทั้งตัวของนางเปียกไปกว่าครึ่ง แต่งดงามยิ่งนักคืนนั้นพวกเขามีปลาเป็นอาหาร และกวนเป่าสือก็ต้องถ







