FAZER LOGINบทที่ 71 แผนร้ายในน้ำชาแสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องผ่านม่านไหมโปร่งบางเข้าสู่ตำหนักรับรองในเขตพระราชฐานชั้นใน ทว่าความสดใสของวันใหม่กลับไม่อาจชะล้างกลิ่นอายของแผนการร้ายที่เริ่มอบอวลไปทั่ววังหลวงเมืองเปียนเฉิงได้ เย่อันฉีลืมตาขึ้นมาในสภาพที่นางแทบจะขยับกายไม่ได้ ไม่ใช่เพราะถูกลอบทำร้าย แต่เป็นเพราะบุรุษจอมสำออยข้างกายอย่าง ซ่งอี้หาน ที่นอนกอดก่ายนางไว้แน่นราวกับกลัวว่านางจะอันตรธานหายไปในอากาศ"ท่านพี่... ตื่นเถิดเจ้าค่ะ ข้าต้องไปดูน้ำแกงสมุนไพรที่สั่งให้นางกำนัลเคี่ยวไว้ถวายหลันกุ้ยเฟย" อันฉีกระซิบพลางพยายามแกะมือหนาที่พาดอยู่บนเอวออกอย่างเบามือ"อือ... อันฉี อย่าเพิ่งไปเลยนะ" อี้หานส่งเสียงครางแผ่วในลำคอ พลางซุกหน้าลงกับไหล่เนียนของนาง แกล้งทำเป็นละเมอด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ข้า... ข้าฝันว่ามีคนเอายาพิษมาให้ข้าดื่ม ข้ากลัวจนใจสั่นไปหมดแล้ว เจ้าคลำดูสิ หัวใจข้าเต้นแรงจนจะทะลุออกมานอกอกแล้ว""เจ้าคนถ่อย ! ท่านฝันร้ายหรือท่านอยากจะหาเรื่องแตะเนื้อต้องตัวข้ากันแน่เจ้าคะ?" อันฉีบ่นพลางบิดแขนสามีเบาๆ แต่สุดท้ายก็ต้องถอนหายใจยาวเมื่อเห็นใบหน้าที่ดูอ่อนล้า (ที่เจ้าตัวจงใจปั้นแต่งขึ้นมา) "เอาเถิ
บทที่ 70 เข็มเงินสยบพิษและศัตรูในเงามืดบรรยากาศภายในตำหนักอี้เหอที่เคยเงียบสงัดปานสุสาน กลับดูวุ่นวายและเต็มไปด้วยความตึงเครียดทันทีที่พระสนมเอกหลันกุ้ยเฟยทรงฟื้นคืนสติจากการถูกพิษร้ายกัดกิน นางกำนัลรับใช้ต่างพากันวิ่งวุ่นเตรียมน้ำอุ่นและผ้าสะอาดตามคำสั่งของขันทีเกาฉี ทว่าท่ามกลางความยินดีของฮ่องเต้ที่ทรงกุมพระหัตถ์พระสนมไม่ยอมห่าง กลับมีร่างสองร่างที่นั่งกองอยู่บนพื้นพรมทอด้วยขนสัตว์ล้ำค่าหน้าเตียงบรรทมซ่งอี้หาน บัดนี้ทำตัวราวกับไร้กระดูกสันหลังโดยสมบูรณ์ เขาทิ้งตัวลงพิงอกของ เย่อันฉี พลางหลับตาพริ้ม สูดลมหายใจเข้าออกแผ่วเบาเหมือนคนที่เพิ่งผ่านการสู้รบกับมัจจุราชมาหมาดๆ ใบหน้าของเขาซับสีเลือดเพียงเล็กน้อยจากการออกแรงใช้สมาธิขั้นสูงในการคุมเข็มเงิน แต่เจ้าตัวกลับเลือกที่จะทำหน้าซีดเซียวและส่งเสียงครางเบาๆ ในลำคอเพื่อเรียกคะแนนความเห็นใจ"อันฉี... เจ้าเห็นหรือไม่ ข้าบอกแล้วว่าวิชานี้มันเผาผลาญพลังชีวิตข้าไปมากเพียงใด..." อี้หานกระซิบกระซาบอยู่ข้างหูฮูหยิน "ตอนนี้ข้ารู้สึกเหมือนวิญญาณจะหลุดออกจากร่างไปครึ่งหนึ่งแล้ว หากไม่ได้สัมผัสไอร้อนจากพละกำลังของเจ้า ข้าคงสิ้นหวังจะลุกยืนได้อีกคร
บทที่ 69 การวินิจฉัยที่เสี่ยงชีวิตเกี้ยวหลวงเคลื่อนที่ผ่านอุทยานหลวงที่ประดับประดาด้วยพรรณไม้ล้ำค่า ทว่าบรรยากาศภายในกลับเต็มไปด้วยความกดดันที่มองไม่เห็น ซ่งอี้หาน บัดนี้กึ่งนั่งกึ่งนอนพิงแผ่นหลังของ เย่อันฉี ร่างกายหนาใหญ่ของเขาพยายามทำตัวให้ดูเล็กลงประหนึ่งนกน้อยที่ปีกหักเพื่อขอความเมตตาจากฮูหยิน มือขวาของเขายังคงกุมมืออันฉีไว้แน่นไม่ยอมปล่อย แสร้งทำเป็นว่าหากขาดไออุ่นจากมือนางไปเพียงเสี้ยววินาที ลมหายใจของเขาจะดับสูญลงกลางทาง"อันฉี... เจ้าได้กลิ่นธูปมังกรหรือไม่? กลิ่นนี้ยิ่งทำให้ข้าใจสั่น ข้านึกถึงวันที่ฝ่าบาททรงพิโรธข้าเรื่องคดีตระกูลหลิวจนข้าเกือบไม่ได้กลับมาพบเจ้า" อี้หานกระซิบเสียงแผ่ว พลางแสร้งทำท่าสูดลมหายใจเข้าลึกๆ อย่างยากลำบาก "หากฝ่าบาทจะลงอาญาข้าอีกครั้ง เจ้าอย่าลืมอ้างพละกำลังของเจ้าปกป้องข้าด้วยนะ ข้าเปราะบางเหลือเกินในตอนนี้""ท่านพี่... ท่านเลิกสำออยเสียทีเถิดเจ้าค่ะ เรากำลังจะถึงตำหนักที่ประทับแล้ว" อันฉีเอ่ยพลางจัดเสื้อผ้าให้สามีอย่างเบามือ แม้ปากจะบ่นแต่ในใจของนางกลับสั่นไหวอย่างรุนแรง นางรู้ดีว่าตระกูลเย่ของนางแม้มั่งคั่งในเขตการค้าและเก่งกาจด้านการค้า แต่ในเร
บทที่ 68 รถม้าอลเวงและฝีปากนางสิงห์รุ่งอรุณที่เมืองเปียนเฉิงในวันนี้ดูจะคึกคักและวุ่นวายกว่าปกติเป็นร้อยเท่า โดยเฉพาะในเขตการค้าหลักซึ่งเป็นที่ตั้งของจวนตระกูลเย่ที่กว้างขวางและหรูหราอลังการที่สุด เสียงล้อรถม้าที่หุ้มด้วยเหล็กกล้าบดไปบนถนนหินอ่อนดังประสานกับเสียงฝีเท้าม้าของเหล่ากองเกียรติยศจากวังหลวง ชาวบ้านร้านตลาดต่างพากันละทิ้งกิจการชั่วคราวเพื่อมามุงดูขบวนเสด็จจำลองที่มารับตัวหมอเทวดา และฮูหยินพละกำลังช้างสาร เข้าสู่เขตพระราชฐานชั้นในภายในเขตจวนตระกูลเย่ บรรยากาศกลับไม่ได้ดูขรึมขลังตามจำนวนทหารที่ล้อมรอบ เพราะบัดนี้ ซ่งอี้หาน กำลังอยู่ในช่วงวิกฤตการณ์สำออยขั้นสุดยอด เขาเอนกายพิงพนักเก้าอี้ไม้แกะสลักในเรือนรับรอง ใบหน้าคมเข้มที่ดูดุดันปานพยัคฆ์ยามอยู่ในสนามรบ บัดนี้กลับพยายามทำตาปรือปรอยราวกับตะเกียงน้ำมันที่ใกล้จะมอดดับ มือหนาข้างหนึ่งกุมหน้าอก อีกข้างกุมขาข้างที่เขาอ้างว่าเจ็บแปลบปลาบ ตั้งแต่เมื่อคืน"โอ๊ย... อันฉี ข้าว่าล้อรถม้าหลวงพวกนั้นมันต้องทำมาจากเหล็กเย็นแน่ๆ เพียงแค่ได้ยินเสียงสะเทือน ข้าก็รู้สึกเหมือนตับไตไส้พุงจะพากันสลับที่สลับทางไปหมดแล้ว" อี้หานเอ่ยเสียงแหบพร่าพล
บทที่ 67 ความลับที่ถูกเปิดเผยบรรยากาศภายในจวนตระกูลเย่หลังจากชัยชนะในการกวาดล้างโจรป่าที่หุบเขาอวี้หลานควรจะเต็มไปด้วยความสงบสุขและการเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ กลิ่นอายของความสำเร็จยังคงอบอวลอยู่ตามระเบียงทางเดิน ทว่าในเช้าวันถัดมา เมฆหมอกแห่งความวุ่นวายระลอกใหม่กลับตั้งเค้าขึ้นที่หน้าประตูจวนอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่ใครจะตั้งตัวทัน เสียงฝีเท้าม้าจำนวนมากที่ควบตะบึงอย่างเร่งร้อนมาหยุดนิ่งลงที่หน้าทางเข้า พร้อมกับเสียงประกาศก้องกังวานที่ทรงพลังและเยือกเย็นจนทำให้บ่าวรับใช้ทั่วทั้งจวนต้องหยุดชะงักภารกิจในมือด้วยความตระหนก"พระราชโองการมาถึง! หมอหลวงซ่งอี้หานรับราชโองการ!"เสียงนั้นเข้มขรึมและเปี่ยมไปด้วยอำนาจจนคนในตระกูลเย่ต้องพากันรีบออกมารวมตัวกันที่ลานหน้าเรือนรับรองด้วยใจที่เต้นรัว เย่ชิง ประมุขหญิงของบ้านก้าวออกมาเป็นคนแรกด้วยสีหน้าเคร่งขรึมและสุขุม นางเหลือบมองไปยัง ซ่งอี้หาน ลูกเขยตัวดีที่บัดนี้กำลังนั่งหน้าซีดเซียวอยู่บนตั่งไม้บุผ้าแพรอย่างดี โดยมี เย่อันฉี คอยส่งถ้วยน้ำขิงอุ่นๆ ให้ถึงปากอย่างใกล้ชิด เพราะเจ้าตัวเพิ่งจะส่งเสียงโวยวายมาตั้งแต่เช้ามืดว่าเจ็บซี่โครง และปวดหลังลามไปถึงก
บทที่ 66 หมอหลวงประลองแผนท่ามกลางหุบเขาอวี้หลานที่สลับซับซ้อนและปกคลุมไปด้วยม่านหมอกหนาทึบ เสียงนกร้องเตือนภัยดังระงมไปทั่วผืนไพรกว้าง ภูเขาแห่งนี้เป็นที่เลื่องลือว่าเป็นรังของ กลุ่มโจรเขี้ยวโลกันตร์ ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้แก่ขบวนสินค้าและชาวบ้านระแวกเปียนเฉิงมานานนับปี ทว่าในวันนี้ บรรยากาศที่เคยเงียบขรึมกลับถูกทำลายด้วยขบวนเดินทางที่ดูแปลกประหลาดอย่างยิ่งที่หัวขบวนนั้น แทนที่จะเป็นแม่ทัพสวมเกราะเหล็กน่าเกรงขาม กลับกลายเป็นบุรุษร่างสูงโปร่งในชุดบัณฑิตสีฟ้าอ่อนสะอาดสะอ้าน ซ่งอี้หาน นั่งอยู่บนหลังม้าสีขาวพ่วงพี ใบหน้าของเขาดูซีดเซียวเล็กน้อย มือซ้ายกุมบังเหียนส่วนมือขวาแสร้งทำเป็นยกขึ้นกุมหน้าอก พลางไอคอกแคก เป็นจังหวะสม่ำเสมอ จนบ่าวรับใช้ตระกูลเย่ที่เดินตามหลังมานับสามสิบชีวิตต่างพากันมองหน้ากันด้วยความสงสัย"โอย... เดินทางมาเพียงครึ่งวัน ข้าก็รู้สึกเหมือนปอดจะฉีกขาดเสียให้ได้" ซ่งอี้หานเอ่ยเสียงอ่อย พลางหันไปมอง เซี่ยหยางเฟย ที่ถูกท่านแม่เย่ชิงส่งมาเป็นผู้ช่วย (หรือตัวตลกประจำขบวน) "หยางเฟย... เจ้าว่าข้าดูเหมือนคนใกล้ตายพอหรือยัง? ข้าว่าสีหน้าข้าตอนนี้ ต่อให้เทวดามาเห็นก็ต้องคิดว







