LOGINและแล้ววันที่จางเย่วชิงกำหนดไว้ว่าจะหลบหนีก็หมุนเวียนมาถึง นางตื่นแต่เช้ามืดเพื่อเตรียมตัวหลบหนี ก่อนที่บ่าวไพร่ในตำหนักชินอ๋องจะมาพบเจอ ถึงแม้จะไม่มีใครสนใจนางกับสาวใช้ก็ตาม แต่ทว่าก็ต้องไม่ประมาทเพราะการหลบหนีในครานี้ เป็นการเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของนางกับจูลี่โดยแท้จริง
มือเรียวงามวางหนังสือหย่าที่ใส่ซองปิดผนึกไว้เป็นอย่างดีบนหัวเตียงไม้เก่า ๆ ที่ไม่มีแม้กระทั่งหมอนและผ้าห่ม เพราะชินอ๋องสั่งห้ามไม่ให้สาวใช้นำมาให้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ย้ายเข้ามาอยู่
ชินอ๋องคงตั้งใจจะให้พวกนางทั้งสองคนนอนหนาวตายจะได้ไม่เป็นภาระของเขา ช่างเป็นบุรุษที่มีใจคอโหดเหี้ยมโดยแท้ กระทั่งสตรีรูปร่างผอมบางเพียงนี้ยังกล้าลงมืออย่างอำมหิต
ในทุก ๆ ค่ำคืนที่อากาศเริ่มเย็นลง จางเย่วชิงกับจูลี่ต้องนำอาภรณ์เก่า ๆ ที่นำติดตัวมาจากจวนตระกูลจาง สวมใส่ห่อหุ้มคลุมทับอีกชั้นเพื่อให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย จึงได้ผ่านพ้นมาได้ในแต่ละค่ำคืน โชคยังดีที่ยังไม่ถึงช่วงฤดูที่หนาวเหน็บ มิเช่นนั้นพวกนางคงได้หนาวตายไปจริง ๆ เพราะแม้กระทั่งเตียงเตาก็ยังไม่ได้รับความกรุณาจากเขาเลย
หลังจากที่ขายหยกจักรพรรดิจนได้ตำลึงมา จางเย่วชิงจึงหาซื้อเสื้อคลุมตัวหนาสำหรับของนางกับสาวใช้ เพื่อใช้ห่มร่างกายในยามค่ำคืน แทนที่จะซื้อหมอนกับผ้าห่ม เพราะใช้เพียงไม่กี่วันก็ต้องออกเดินทางไกลแล้ว จะได้ไม่เป็นภาระในการขนย้ายหรือต้องนึกเสียดายหากจะต้องทิ้งไว้ในตำหนักร้างแห่งนี้
“แม้กระทั่งหมอนกับผ้าห่ม ท่านก็ไม่แม้จะเมตตาข้า สายตาที่ท่านเคยจ้องมองข้าในครานั้น คงเป็นสายตาที่เอาไว้ล่อลวงสตรีให้ตกหลุมพรางของท่านสินะ”
ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจวูบหนึ่ง ที่ตกค้างมาจากอารมณ์ของเจ้าของร่าง เข้าจู่โจมหัวใจที่แข็งแกร่งของนาง แต่ก็เพียงครู่เดียวเท่านั้น เย่วชิงก็สามารถจัดการกับความรู้สึกของตนเองได้อีกครั้ง
“เจ้ายังรอคอยให้บุรุษชั่วช้าผู้นั้นเห็นใจอีกรึ ช่างโง่งมเสียจริง ยามนี้ข้าใช้ร่างกายนี้แล้ว อย่าได้เผยความอ่อนแอเช่นนั้นออกมาอีก”
จางเย่วชิงเอ่ยออกมากับสายลมอย่างแผ่วเบา เสมือนส่งผ่านคำพูดให้ดวงจิตที่ยังคงวนเวียนมอบความรู้สึกรักและรอคอยบุรุษผู้นั้นให้นางอยู่ร่ำไป ทว่าจิตใจที่เข้มแข็งและเยือกเย็นของนาง ใช่ว่าจะมาแทรกแซงได้โดยง่าย หากนางไม่รัก ใครหน้าไหนก็มาชักจูงไม่ได้อย่างแน่นอน!!
จางเย่วชิงจ้องมองหนังสือหย่าด้วยแววตาของคนที่ได้รับอิสรภาพ ถึงแม้ยามนี้จะยังไม่มีลายมือชื่อของชินอ๋องหยางหนิงหลง แต่เย่วชิงก็นับว่าตนเองได้หย่าขาดจากบุรุษสูงศักดิ์ผู้นั้นเสร็จสิ้น นับจากนี้ไปจางเย่วชิงคือสตรีที่ได้ตายจากแคว้นเหว่ยหยางแห่งนี้ไปแล้ว
เพราะทันทีที่เดินทางถึงเมืองเสิ่นหนาน นางจะจัดการเปลี่ยนแซ่ ไม่ให้ผู้ใดตามติดพบเจอจางเย่วชิงได้อีกตลอดชีวิต จะมีเพียงหวางเย่วชิงสตรีผู้งดงามล่มแคว้นเพียงเท่านั้น
ยามเหม่า[1] จางเย่วชิงกับจูลี่หลบหนีออกจากตำหนักชินอ๋องอย่างง่ายดาย เพราะไม่มีผู้ใดสนใจพวกนางทั้งสองคนอยู่แล้ว ใบหน้างดงามที่ยังคงสวมผ้าปกปิดใบหน้า ยิ้มกริ่มออกมาจนดวงตาคู่งามหยีเล็กลงด้วยความดีใจ ที่ต่อจากนี้นางจะได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระและสงบสุขในเมืองที่ห่างไกลจากเมืองหลวง
“ให้คนของเราอำนวยความสะดวกให้นางทุกด่านตรวจคนเข้าเมือง ห้ามถามซักไซ้ให้ปล่อยผ่านตลอดเส้นทาง”
น้ำเสียงทรงอำนาจเอ่ยกับคนสนิท หลังจากที่เห็นเรือนร่างงดงามก้าวเดินขึ้นไปบนรถม้า ที่นางว่าจ้างมาให้ไปส่งยังเมืองเสิ่นหนาน
“ขอรับนายท่าน”
ถึงเจียงหยวนจะนึกแปลกใจอยู่มาก แต่เขาก็ไม่กล้าสอบถามอันใดกับนายท่านผู้เคร่งขรึม ที่ไม่เคยนึกสนใจสตรีใดมาก่อน ทั้ง ๆ ที่อายุอานามก็เข้าเลขสามแล้ว แต่ทว่านายท่านของเขาก็ไม่มีแม้กระทั่งสตรีอุ่นเตียง ซึ่งแตกต่างจากบุรุษอื่นในแคว้นเหว่ยหยาง ที่มักจะมีภรรยาหลายคนเอาไว้คอยปรนนิบัติรับใช้ในครัวเรือน
คล้อยหลังจากที่จางเย่วชิงกับจูลี่สาวใช้คนสนิท ได้หลบหนีออกจากตำหนักร้างเพียงแค่ 5 วัน บุรุษสูงศักดิ์เจ้าของตำหนักก็เดินทางกลับมาถึงเมืองหลวงตั้งแต่เช้าตรู่
ทันทีที่ชินอ๋องหยางหนิงหลงย่างก้าวเท้าเข้ามาในตำหนัก เจียอีสาวใช้ข้างห้องของชินอ๋องที่ไม่เคยได้ปรนนิบัติรับใช้เขาบนเตียงเลยสักครั้ง ได้รีบออกมายืนต้อนรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้มดีใจอย่างท่วมท้น เมื่อบุรุษในดวงใจของนางเดินทางกลับมาอย่างปลอดภัย
“คารวะท่านอ๋องเพคะ หม่อมฉันยินดีเป็นอย่างยิ่งที่พระองค์เดินทางกลับมาถึงอย่างปลอดภัย หากต้องการให้หม่อมฉันไปรับใช้ในตำหนักส่วนพระองค์ ทรงรับสั่งมาได้เลยนะเพคะ หม่อมฉันยินดี”
น้ำเสียงแว่วหวานเอ่ยออกมาท่ามกลางบ่าวไพร่ที่มายืนรอคอยต้อนรับชินอ๋อง แต่ก็ไม่มีใครกล้าพูดขัดขวางนางแต่อย่างใด เพราะเจียอีเป็นคนของไทเฮาที่ถูกส่งมาเป็นสตรีอุ่นเตียงให้กับชินอ๋องหยางหนิงหลง
นางรู้สึกดีใจจนกล้าเอ่ยถวายตัวออกไปอย่างโจ่งแจ้ง และวันนี้ยิ่งดีใจเป็นอย่างยิ่ง เมื่อได้รู้ข่าวว่าศัตรูหัวใจหลบหนีออกจากตำหนักไปแล้ว แต่ก็นึกแปลกใจอยู่บ้างที่สตรีโง่เง่าผู้นั้นยังมีชีวิตรอดมาได้
เจียอียืนยิ้มแย้มรอคอยให้ชินอ๋องเรียกนางไปปรนนิบัติในเรือนนอน แต่บุรุษสูงศักดิ์เจ้าของตำหนักก็หาได้สนใจนางไม่ เขาเมินเฉยต่อข้อเสนอที่นางมอบให้ เพราะไม่ชอบใช้ร่างกายไปกับสตรีที่มิได้มีใจ ถึงจะเคยไปใช้บริการตามหอนางโลมอยู่บ้าง แต่กับสตรีในตำหนักเขาไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวให้เป็นปัญหาที่ยากจะควบคุมในภายหลัง
“พ่อบ้านฉีตามข้ามาที่ห้องหนังสือ คนอื่น ๆ ห้ามเข้ามายุ่งวุ่นวายโดยที่ข้าไม่ได้สั่งอย่างเด็ดขาด”
สุรเสียงเฉียบขาดเอ่ยออกมาเสียงดัง ท่ามกลางการมายืนรอคอยต้อนรับของบ่าวไพร่ในตำหนักทุกคน ดวงตาคมกริบกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ผู้คนที่มายืนรอต้อนรับเขา ก็ไม่เห็นพระชายาแสนชังผู้นั้นมายืนรอต้อนรับเฉกเช่นคนอื่น ๆ ในตำหนัก ยิ่งทำให้อารมณ์หงุดหงิดพุ่งทะยานสูงขึ้น จนบ่าวไพร่ในตำหนักเข้าหน้าแทบจะไม่ติด
“พ่ะย่ะค่ะท่านอ๋อง”
พ่อบ้านฉีเดินตามนายเหนือหัวไปยังห้องหนังสือของตำหนักใหญ่ด้วยท่าทางเร่งรีบ ในใจก็นึกกังวลว่าหากท่านอ๋องรับรู้เรื่องการหลบหนีไปของพระชายาเอก ตัวเขากับบ่าวไพร่คนอื่น ๆ จะเป็นเยี่ยงไร จะถูกลงโทษหรือไม่ยิ่งคิดยิ่งเป็นกังวลจนใบหน้ากลมแป้นซีดเซียวด้วยความหวาดกลัว
“สตรีผู้นั้นเหตุใดจึงไม่ออกมารอต้อนรับข้า เจ้าได้ส่งข่าวบอกนางหรือไม่ ว่าข้าจะเดินทางกลับมาถึงตำหนักในเช้าตรู่ของวันนี้ หรือพวกนางอยู่ดีมีสุขจนไม่ได้ใส่ใจข้าผู้ซึ่งเป็นเจ้าของตำหนักแห่งนี้”
น้ำเสียงเย็นชาเอ่ยออกมา เมื่อกล่าวถึงสตรีที่เขาเกลียดชังเข้ากระดูก เขาเร่งรีบเดินทางกลับเข้าเมืองหลวงเพราะเป็นกังวลเรื่องของจางซูเม่ย เกรงว่านางจะได้อภิเษกสมรสกับองค์รัชทายาทไปเสียก่อน ยิ่งคิดเขายิ่งเคียดแค้นสตรีที่พำนักอยู่ในตำหนักร้าง จนแทบไม่อยากเอ่ยชื่อแซ่ของนางให้เป็นเสนียดในชีวิต
[1] ยามเหม่า เริ่มนับตั้งแต่เวลา 05.00 - 07.00 น.
วันเวลาผันผ่าน จวบจนกระทั่งสองปีผ่านไป เย่วชิงกับหยางหนิงเฉิงได้ออกเดินทางไปตามหาดอกบัวสีเลือดในกลางป่าลึก ที่ติดแถบชายแดนแคว้นซ่ง ตามที่เย่วชิงตั้งใจเอาไว้เมื่อครั้งย้ายมาปักหลักอยู่เมืองเสิ่นหนานครั้งแรก เพราะเย่วชิงต้องการปรุงยาถอนพิษที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดให้สำเร็จจงได้ ในคราแรกนางตั้งใจจะปรุงยาถอนพิษเพื่อนำไปประมูลหาตำลึงมาเลี้ยงดูผู้ติดตามทั้งสามคน แต่หลังจากแต่งงานกับจวิ้นอ๋องผู้ร่ำรวย นางก็ตั้งใจปรุงเอาไว้ให้สวามีใช้งานกับองครักษ์ของเขา จะได้ไม่มีผู้ใดจากไปเพราะพิษร้าย ซึ่งยามนี้ชายแดนแคว้นซ่งก็เงียบสงบดี เพราะรัชทายาทซ่งฉางอี้ นำสัญญาลงนามที่เป็นหลักประกันฉบับคัดลอก กลับไปให้ฮ่องเต้แคว้นซ่งอ่านอย่างละเอียดถี่ถ้วน นับจากวันนั้นเป็นต้นมา ไส้ศึกที่แฝงตัวอยู่ในแคว้นเหว่ยหยางก็ถูกเรียกตัวกลับแคว้นซ่งทั้งหมด วันนี้เป็นวันที่ห้าของการเดินทางในป่า หยางหนิงเฉิงกำลังอยู่ในอาการคิดถึงคนตัวหอมจนอดทนเกือบไม่ไหว เขาเดินทางรอนแรมในป่ามาห้าวัน ถึงจะได้นอนกอดร่างนุ่มนิ่มทุกค่ำคืน แต่ทว่าไม่สามารถกระทำการสิ่งใดนอกเหนือจากนั้นได้ เพราะต้องพักแรมรวมกับองครักษ์ท
“เย่วเอ๋อร์เจ้าห้ามนึกชื่นชมรัชทายาทในใจเป็นอันขาด ข้าหวงรู้หรือไม่เล่า เขารูปงามจนคุณหนูทั้งเมืองหลวงลงความเห็นว่าเขาเป็นบุรุษที่สตรีหมายปองเป็นอันดับหนึ่ง”เสียงพึมพำเอ่ยขึ้นแผ่วเบา เพราะไม่กล้าสั่งการชายาแสนรักให้ทำตามที่ตนเองต้องการ เนื่องจากหวั่นเกรงว่านางจะอึดอัดใจที่มีสวามีขี้หึงขี้หวงถึงเพียงนี้ เขาก็พึ่งรู้ตัวว่าตนเองเป็นบุรุษขี้หึงเมื่อมีนางเข้ามาในชีวิต“เจ้าค่ะ ข้าจะคิดถึงแต่ท่านพี่เพียงผู้เดียว”กล่าวจบแขนเรียวเล็กก็เข้าไปกอดรัดเอวสอบของบุรุษขี้น้อยใจ ใบหน้างดงามซุกซบอยู่กับกล้ามอกแน่น ๆ ที่นางชื่นชอบ เย่วชิงรู้ดีว่าเขาไม่สบายใจทุกครั้งที่นางต้องพบปะกับบุรุษอื่น ตัวก็โตเพียงนี้ เหตุใดจึงขี้ใจน้อยและขี้หวงอย่างกับเด็กห้าขวบก็มิปาน“อืม ข้าเชื่อใจเจ้า”ข้อนิ้วสากระคายเกลี่ยแก้มเนียนใส ที่วันนี้แต่งแต้มสีสันบางเบาเพิ่มเติม ทำให้ใบหน้าที่หวานซึ้งเป็นทุนเดิมยิ่งงดงามหวานซึ้งยิ่งกว่าเดิม จนจิตใจของเขาแทบไม่อยู่กับเนื้อกับตัวยามบ่ายมาเยือน รถม้าคันใหญ่ที่มีตราสัญลักษณ์ของวังหลวง แล่นเข้ามาจอดบริเวณหน้าจวนหลังใหญ่ พร้อมกับรถม้าอีกสองคันที่มีตราสัญลักษณ์ประจำจวนแม่ทัพ และจวนของท่
เมืองหลวง เหยี่ยวสื่อสารสีดำตัวใหญ่ของจวิ้นอ๋องหยางหนิงเฉิง บินมาส่งสาส์นลับสำคัญในตำหนักหลวงเมื่อกลางดึก ที่อุ้งเท้าของเหยี่ยวตัวใหญ่มีสาส์นสีแดงพันหุ้มข้อเท้าไว้อย่างแน่นหนา องครักษ์เงาในสังกัดองครักษ์เสื้อแพรเห็นเช่นนั้นจึงยืนรอรับเหยี่ยวสื่อสาร เพื่อจะได้นำความไปแจ้งแก่หลงขันที ฮ่องเต้หยางหนิงเทียนลุกขึ้นมาจากเตียงบรรทมส่วนพระองค์ ซึ่งวันนี้ไร้ซึ่งสตรีข้างกาย เนื่องจากพระองค์ทรงเหนื่อยล้าจากการทรงงานแทนชินอ๋อง อนุชาที่กำลังล้มป่วยจากอาการตรอมใจ จนกระทั่งไม่สามารถทำงานที่ได้รับมอบหมายได้เลยสักอย่าง พระองค์จึงรับสั่งให้ชินอ๋องหยางหนิงหลงพักงานราชการทุกอย่าง จนกว่าอาการทางจิตใจจะดีขึ้น งานเอกสารทุกอย่างพระองค์จึงต้องนำมาสะสางแทน ในส่วนงานทางกองทัพจึงมอบหมายให้เป็นหน้าที่ขององค์รัชทายาทหยางเฟยเทียนมาสานต่อ จนกว่าชินอ๋องจะอยู่ในสภาวะร่างกายและจิตใจที่พร้อมรับผิดชอบต่อหน้าที่ เพราะหน้าที่ขุนศึกไม่มีผู้ใดเหมาะสมไปกว่าชินอ๋องหยางหนิงหลงอีกแล้ว เมื่อฮ่องเต้ได้ยินเสียงเรียกขานจากขันทีคนสนิทอยู่นอกประตูตำหนัก พระองค์จึงลืมตาตื่นขึ้นมาทัน
มือเรียวสาละวนปรุงยาอย่างเร่งรีบ โดยมีจูลี่เข้ามาเป็นผู้ช่วยหยิบจับสมุนไพร ใช้เวลาเพียงไม่นาน เม็ดยาสีเขียวเข้มก็หลอมรวมเป็นเม็ดอยู่ในเตาหลอมยาจำนวนสิบสองเม็ด เย่วชิงต้องเร่งรีบปรุงซ้ำอีกถึงสองรอบเพื่อให้ได้ยาถอนพิษในจำนวนที่มากพอต่อความต้องการร่างบางรีบพุ่งทะยานกลับเข้ามาในจวนย่านชานเมืองเสิ่นหนานของรัชทายาทซ่งฉางอี้ ยาถอนพิษที่พึ่งปรุงเสร็จใหม่ ๆ ถูกป้อนเข้าปากหยางหนิงเฉิงเป็นคนแรก จากนั้นจึงแจกจ่ายให้องครักษ์เจียงหยวนและองครักษ์พยัคฆ์เงาทุกคนอย่างเร่งด่วน เพราะทุกคนอยู่ในสภาพที่กำลังเจ็บปวดส่วนนั้นของบุรุษ จนกระทั่งหน้าเขียวคล้ำลงอย่างเห็นได้ชัดเย่วชิงไม่ได้สนใจนำยาถอนพิษไปมอบให้กับบุรุษทั้งสิบสองคน ที่นั่งหมดเรี่ยวแรงอยู่อีกฟากฝั่งของห้องโถง เพราะนางต้องการให้หยางหนิงเฉิงไปจัดการเรื่องนี้ด้วยตนเองเหตุการณ์ในครั้งนี้ที่ผิดพลาดต้องยอมรับว่าเกิดจากหยางหนิงเฉิงที่ใจร้อนวู่วาม ทั้ง ๆ ที่ในยามปกติมักจะใจเย็นอยู่เสมอ ทั้งยังใจอ่อนเพียงเพราะคิดว่าสัจจะของบุรุษสามารถใช้ได้กับทุกคน จนตัวเองเกือบเอาชีวิตแทบไม่รอดหรืออาจจะเพราะเขาไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับกลการเมืองระหว่างสองแคว้น เพื่อลดความหว
“ตกลงจวิ้นอ๋อง ข้าจะกลับไปแคว้นของข้าทันทีที่รุ่งเช้ามาเยือน ท่านวางดาบของท่านลงเสียเถิด ทุกสิ่งทุกอย่างข้ารับรู้และยินดีที่จะปฏิบัติตาม เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาใหญ่ไปมากกว่านี้ ตัวข้าก็ไม่ต้องการให้กระทบกับสัญญาลงนามที่ไท่ซ่างหวงทั้งสองแคว้นได้ลงนามต่อกัน” ซ่งฉางอี้เอ่ยออกมาอย่างว่าง่าย หากพิจารณาดูให้ดีจึงจะรู้สึกได้ถึงความผิดปกติในน้ำเสียง เพราะรัชทายาทผู้นี้ถนัดนักเรื่องการเจรจา แน่นอนว่าเงาดำสายหนึ่งที่หลบซ่อนตัวอย่างมิดชิด ทั้งยังเก็บลมหายใจอย่างดี ย่อมรู้สึกได้ถึงความไม่ชอบมาพากลในน้ำเสียงที่ได้ยิน “สัจจะลูกผู้ชาย หวังว่าองค์รัชทายาทเช่นท่านจะพึงระลึกถึงอยู่เสมอ” หยางหนิงเฉิงหาใช่บุรุษที่คิดเล็กคิดน้อย ถึงจะมีเขี้ยวเล็บ แต่ก็ไม่ใช่บุรุษที่มีความละเอียดถี่ถ้วนจนกระทั่งเข้าถึงอารมณ์ของผู้อื่นสักเท่าไร เนื่องจากเขาอาศัยอยู่เพียงลำพังมาเนิ่นนานตั้งแต่มารดาตายจากไป สิ่งเดียวที่เขามีจนมากล้นคือพละกำลังทางกายและวรยุทธ์อันล้ำเลิศ เมื่อมองเห็นว่าองครักษ์ในหน่วยพยัคฆ์เงาทั้ง 30 นาย สามารถปิดล้อมจวนหลังนี้เอาไว้จนเสร็จสิ้น บุรุษองอาจที่ถือดาบเตรียมบ
หยางหนิงเฉิงกับหวางเย่วชิงใช้เวลาร่วมกันในห้องอาหารส่วนตัวของเหลาอาหารฟู่เจิง โดยไม่ได้สนใจบุรุษและสตรีการละครพวกนั้นอีกเลย อาหารหน้าตาน่ารับประทานถูกยกมาบริการพร้อมกับสุราเลิศรสกาใหญ่ เย่วชิงตาโตเบิกกว้างขึ้นเมื่อได้เห็นของที่เคยโปรดปรานมาตั้งวางอยู่ตรงหน้า แน่นอนว่าอดีตสายลับสาวแห่งองค์กรข้ามชาติ ย่อมมีเรื่องพบปะสังสรรค์ทั้งกับเพื่อนฝูงที่เป็นชายฉกรรจ์เกือบทั้งหมด และร่วมดื่มสังสรรค์กับเป้าหมายที่เข้าไปแฝงตัวในการทำภารกิจอยู่บ่อยครั้ง จนกระทั่งเพื่อนฝูงเรียกขานกันว่า ‘เย่วชิงคอทองแดง’ “กินข้าวก่อนเย่วเอ๋อร์จากนั้นค่อยดื่ม ประเดี๋ยวจะปวดท้องเอาได้ สายตาของเจ้าบ่งบอกว่าชื่นชอบการดื่มสุรายิ่งนัก” น้ำเสียงห่วงใยกล่าวขึ้น เมื่อเห็นสายตาตื่นเต้นดีใจของนางที่กำลังจ้องมองกาสุราที่เขาสั่งมาไม่วางตา หยางหนิงเฉิงจดจำได้ว่านางอยากดื่มสุราเลิศรส เขาจึงอยากเอาใจ เพราะดื่มในขณะที่เขานั่งอยู่ด้วยก็ไม่มีสิ่งใดต้องเป็นกังวล “ไม่ขนาดนั้นหรอกเจ้าค่ะ เพียงแค่ข้าไม่ได้ดื่มสุรามานานมากแล้ว พอได้กลิ่นสุราจึงรู้สึกตื่นเต้นนิดหน่อยก็เท่านั้น” คนที่บอกว่า







