LOGINและแล้ววันที่จางเย่วชิงกำหนดไว้ว่าจะหลบหนีก็หมุนเวียนมาถึง นางตื่นแต่เช้ามืดเพื่อเตรียมตัวหลบหนี ก่อนที่บ่าวไพร่ในตำหนักชินอ๋องจะมาพบเจอ ถึงแม้จะไม่มีใครสนใจนางกับสาวใช้ก็ตาม แต่ทว่าก็ต้องไม่ประมาทเพราะการหลบหนีในครานี้ เป็นการเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของนางกับจูลี่โดยแท้จริง
มือเรียวงามวางหนังสือหย่าที่ใส่ซองปิดผนึกไว้เป็นอย่างดีบนหัวเตียงไม้เก่า ๆ ที่ไม่มีแม้กระทั่งหมอนและผ้าห่ม เพราะชินอ๋องสั่งห้ามไม่ให้สาวใช้นำมาให้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ย้ายเข้ามาอยู่
ชินอ๋องคงตั้งใจจะให้พวกนางทั้งสองคนนอนหนาวตายจะได้ไม่เป็นภาระของเขา ช่างเป็นบุรุษที่มีใจคอโหดเหี้ยมโดยแท้ กระทั่งสตรีรูปร่างผอมบางเพียงนี้ยังกล้าลงมืออย่างอำมหิต
ในทุก ๆ ค่ำคืนที่อากาศเริ่มเย็นลง จางเย่วชิงกับจูลี่ต้องนำอาภรณ์เก่า ๆ ที่นำติดตัวมาจากจวนตระกูลจาง สวมใส่ห่อหุ้มคลุมทับอีกชั้นเพื่อให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย จึงได้ผ่านพ้นมาได้ในแต่ละค่ำคืน โชคยังดีที่ยังไม่ถึงช่วงฤดูที่หนาวเหน็บ มิเช่นนั้นพวกนางคงได้หนาวตายไปจริง ๆ เพราะแม้กระทั่งเตียงเตาก็ยังไม่ได้รับความกรุณาจากเขาเลย
หลังจากที่ขายหยกจักรพรรดิจนได้ตำลึงมา จางเย่วชิงจึงหาซื้อเสื้อคลุมตัวหนาสำหรับของนางกับสาวใช้ เพื่อใช้ห่มร่างกายในยามค่ำคืน แทนที่จะซื้อหมอนกับผ้าห่ม เพราะใช้เพียงไม่กี่วันก็ต้องออกเดินทางไกลแล้ว จะได้ไม่เป็นภาระในการขนย้ายหรือต้องนึกเสียดายหากจะต้องทิ้งไว้ในตำหนักร้างแห่งนี้
“แม้กระทั่งหมอนกับผ้าห่ม ท่านก็ไม่แม้จะเมตตาข้า สายตาที่ท่านเคยจ้องมองข้าในครานั้น คงเป็นสายตาที่เอาไว้ล่อลวงสตรีให้ตกหลุมพรางของท่านสินะ”
ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจวูบหนึ่ง ที่ตกค้างมาจากอารมณ์ของเจ้าของร่าง เข้าจู่โจมหัวใจที่แข็งแกร่งของนาง แต่ก็เพียงครู่เดียวเท่านั้น เย่วชิงก็สามารถจัดการกับความรู้สึกของตนเองได้อีกครั้ง
“เจ้ายังรอคอยให้บุรุษชั่วช้าผู้นั้นเห็นใจอีกรึ ช่างโง่งมเสียจริง ยามนี้ข้าใช้ร่างกายนี้แล้ว อย่าได้เผยความอ่อนแอเช่นนั้นออกมาอีก”
จางเย่วชิงเอ่ยออกมากับสายลมอย่างแผ่วเบา เสมือนส่งผ่านคำพูดให้ดวงจิตที่ยังคงวนเวียนมอบความรู้สึกรักและรอคอยบุรุษผู้นั้นให้นางอยู่ร่ำไป ทว่าจิตใจที่เข้มแข็งและเยือกเย็นของนาง ใช่ว่าจะมาแทรกแซงได้โดยง่าย หากนางไม่รัก ใครหน้าไหนก็มาชักจูงไม่ได้อย่างแน่นอน!!
จางเย่วชิงจ้องมองหนังสือหย่าด้วยแววตาของคนที่ได้รับอิสรภาพ ถึงแม้ยามนี้จะยังไม่มีลายมือชื่อของชินอ๋องหยางหนิงหลง แต่เย่วชิงก็นับว่าตนเองได้หย่าขาดจากบุรุษสูงศักดิ์ผู้นั้นเสร็จสิ้น นับจากนี้ไปจางเย่วชิงคือสตรีที่ได้ตายจากแคว้นเหว่ยหยางแห่งนี้ไปแล้ว
เพราะทันทีที่เดินทางถึงเมืองเสิ่นหนาน นางจะจัดการเปลี่ยนแซ่ ไม่ให้ผู้ใดตามติดพบเจอจางเย่วชิงได้อีกตลอดชีวิต จะมีเพียงหวางเย่วชิงสตรีผู้งดงามล่มแคว้นเพียงเท่านั้น
ยามเหม่า[1] จางเย่วชิงกับจูลี่หลบหนีออกจากตำหนักชินอ๋องอย่างง่ายดาย เพราะไม่มีผู้ใดสนใจพวกนางทั้งสองคนอยู่แล้ว ใบหน้างดงามที่ยังคงสวมผ้าปกปิดใบหน้า ยิ้มกริ่มออกมาจนดวงตาคู่งามหยีเล็กลงด้วยความดีใจ ที่ต่อจากนี้นางจะได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระและสงบสุขในเมืองที่ห่างไกลจากเมืองหลวง
“ให้คนของเราอำนวยความสะดวกให้นางทุกด่านตรวจคนเข้าเมือง ห้ามถามซักไซ้ให้ปล่อยผ่านตลอดเส้นทาง”
น้ำเสียงทรงอำนาจเอ่ยกับคนสนิท หลังจากที่เห็นเรือนร่างงดงามก้าวเดินขึ้นไปบนรถม้า ที่นางว่าจ้างมาให้ไปส่งยังเมืองเสิ่นหนาน
“ขอรับนายท่าน”
ถึงเจียงหยวนจะนึกแปลกใจอยู่มาก แต่เขาก็ไม่กล้าสอบถามอันใดกับนายท่านผู้เคร่งขรึม ที่ไม่เคยนึกสนใจสตรีใดมาก่อน ทั้ง ๆ ที่อายุอานามก็เข้าเลขสามแล้ว แต่ทว่านายท่านของเขาก็ไม่มีแม้กระทั่งสตรีอุ่นเตียง ซึ่งแตกต่างจากบุรุษอื่นในแคว้นเหว่ยหยาง ที่มักจะมีภรรยาหลายคนเอาไว้คอยปรนนิบัติรับใช้ในครัวเรือน
คล้อยหลังจากที่จางเย่วชิงกับจูลี่สาวใช้คนสนิท ได้หลบหนีออกจากตำหนักร้างเพียงแค่ 5 วัน บุรุษสูงศักดิ์เจ้าของตำหนักก็เดินทางกลับมาถึงเมืองหลวงตั้งแต่เช้าตรู่
ทันทีที่ชินอ๋องหยางหนิงหลงย่างก้าวเท้าเข้ามาในตำหนัก เจียอีสาวใช้ข้างห้องของชินอ๋องที่ไม่เคยได้ปรนนิบัติรับใช้เขาบนเตียงเลยสักครั้ง ได้รีบออกมายืนต้อนรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้มดีใจอย่างท่วมท้น เมื่อบุรุษในดวงใจของนางเดินทางกลับมาอย่างปลอดภัย
“คารวะท่านอ๋องเพคะ หม่อมฉันยินดีเป็นอย่างยิ่งที่พระองค์เดินทางกลับมาถึงอย่างปลอดภัย หากต้องการให้หม่อมฉันไปรับใช้ในตำหนักส่วนพระองค์ ทรงรับสั่งมาได้เลยนะเพคะ หม่อมฉันยินดี”
น้ำเสียงแว่วหวานเอ่ยออกมาท่ามกลางบ่าวไพร่ที่มายืนรอคอยต้อนรับชินอ๋อง แต่ก็ไม่มีใครกล้าพูดขัดขวางนางแต่อย่างใด เพราะเจียอีเป็นคนของไทเฮาที่ถูกส่งมาเป็นสตรีอุ่นเตียงให้กับชินอ๋องหยางหนิงหลง
นางรู้สึกดีใจจนกล้าเอ่ยถวายตัวออกไปอย่างโจ่งแจ้ง และวันนี้ยิ่งดีใจเป็นอย่างยิ่ง เมื่อได้รู้ข่าวว่าศัตรูหัวใจหลบหนีออกจากตำหนักไปแล้ว แต่ก็นึกแปลกใจอยู่บ้างที่สตรีโง่เง่าผู้นั้นยังมีชีวิตรอดมาได้
เจียอียืนยิ้มแย้มรอคอยให้ชินอ๋องเรียกนางไปปรนนิบัติในเรือนนอน แต่บุรุษสูงศักดิ์เจ้าของตำหนักก็หาได้สนใจนางไม่ เขาเมินเฉยต่อข้อเสนอที่นางมอบให้ เพราะไม่ชอบใช้ร่างกายไปกับสตรีที่มิได้มีใจ ถึงจะเคยไปใช้บริการตามหอนางโลมอยู่บ้าง แต่กับสตรีในตำหนักเขาไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวให้เป็นปัญหาที่ยากจะควบคุมในภายหลัง
“พ่อบ้านฉีตามข้ามาที่ห้องหนังสือ คนอื่น ๆ ห้ามเข้ามายุ่งวุ่นวายโดยที่ข้าไม่ได้สั่งอย่างเด็ดขาด”
สุรเสียงเฉียบขาดเอ่ยออกมาเสียงดัง ท่ามกลางการมายืนรอคอยต้อนรับของบ่าวไพร่ในตำหนักทุกคน ดวงตาคมกริบกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ผู้คนที่มายืนรอต้อนรับเขา ก็ไม่เห็นพระชายาแสนชังผู้นั้นมายืนรอต้อนรับเฉกเช่นคนอื่น ๆ ในตำหนัก ยิ่งทำให้อารมณ์หงุดหงิดพุ่งทะยานสูงขึ้น จนบ่าวไพร่ในตำหนักเข้าหน้าแทบจะไม่ติด
“พ่ะย่ะค่ะท่านอ๋อง”
พ่อบ้านฉีเดินตามนายเหนือหัวไปยังห้องหนังสือของตำหนักใหญ่ด้วยท่าทางเร่งรีบ ในใจก็นึกกังวลว่าหากท่านอ๋องรับรู้เรื่องการหลบหนีไปของพระชายาเอก ตัวเขากับบ่าวไพร่คนอื่น ๆ จะเป็นเยี่ยงไร จะถูกลงโทษหรือไม่ยิ่งคิดยิ่งเป็นกังวลจนใบหน้ากลมแป้นซีดเซียวด้วยความหวาดกลัว
“สตรีผู้นั้นเหตุใดจึงไม่ออกมารอต้อนรับข้า เจ้าได้ส่งข่าวบอกนางหรือไม่ ว่าข้าจะเดินทางกลับมาถึงตำหนักในเช้าตรู่ของวันนี้ หรือพวกนางอยู่ดีมีสุขจนไม่ได้ใส่ใจข้าผู้ซึ่งเป็นเจ้าของตำหนักแห่งนี้”
น้ำเสียงเย็นชาเอ่ยออกมา เมื่อกล่าวถึงสตรีที่เขาเกลียดชังเข้ากระดูก เขาเร่งรีบเดินทางกลับเข้าเมืองหลวงเพราะเป็นกังวลเรื่องของจางซูเม่ย เกรงว่านางจะได้อภิเษกสมรสกับองค์รัชทายาทไปเสียก่อน ยิ่งคิดเขายิ่งเคียดแค้นสตรีที่พำนักอยู่ในตำหนักร้าง จนแทบไม่อยากเอ่ยชื่อแซ่ของนางให้เป็นเสนียดในชีวิต
[1] ยามเหม่า เริ่มนับตั้งแต่เวลา 05.00 - 07.00 น.
“นอนเอากันที่นี่ทั้งวันทั้งคืนก่อนนะครับ พรุ่งนี้เช้าค่อยกลับบ้าน จะได้ร้องดัง ๆ ไม่ต้องกลัวคนได้ยิน” ชางอี้เหวินตอกท่อนลำขนาดใหญ่เข้าร่องสาวเป็นจังหวะเนิบนาบ ตอกตรึงกายสาวไว้จนแน่นช่องทางรัก ปากก็เอ่ยบอกความต้องการของเขาเสียงแหบพร่า “อื้อ มันจุก” ชายหนุ่มใช้นิ้วมือบดขยี้เม็ดเชอรีที่อยู่เหนือท่อนเนื้อของเขาเต็มแรง ร่องหลืบสาวก็ขมิบตอดระรัว เพราะถูกใจในความเสียวซ่านที่ได้รับเพิ่มมากขึ้น ทุกจุดในร่างกายเป็นเขาที่รับรู้ว่าเธอชอบให้ปฏิบัติแบบไหน จุดใดที่ไวต่ออารมณ์เขานั้นช่ำชองทุกอย่าง “รูร่าน ๆ นี้ อาจะเสียบไว้ทั้งคืนเลย” ยิ่งชายหนุ่มพูดจาแทะโลมหยาบคายใส่ หญิงสาวก็ยิ่งขมิบตอดท่อนเอ็นของเขาจนคับแน่นถึงใจ กายหนุ่มสั่นกระตุกอย่างแรง เพราะน้ำรักใกล้จะไหลทะลักออกมาเต็มที “อ่าส์ เด็กแสบ” ชางอี้เหวินปลดปล่อยน้ำเชื้อเข้าไปในกายของซูหลิงจนหมดทุกหยาดหยด แต่ก็ยังไม่ได้ถอดถอนความแข็งขืนออกจากรูแคบ สะโพกสอบยังคงบดควง ขยับเข้าออกไปมาอย่างเมามันต่อเนื่อง เสียงตอกตรึงบดอัด ขยับเข้าออกยังคงดังต่อเนื่องจนถึงช่วงเวล
“กลับบ้านกันเถอะค่ะ เบื่อคนนั่งเก๊กหล่อโชว์สาว” เสียงหวาน ๆ บ่นหงุงหงิง อยู่ข้าง ๆ หูของชางอี้เหวิน จนเขาอยากรวบกอดร่างบางมาแนบกาย แล้วพากลับขึ้นห้องพักวีไอพีของโรงแรมเสียเดี๋ยวนี้ “แวะบริษัทก่อนได้ไหมครับ อยู่ใกล้นิดเดียว” สายตาโลมเลียกระหายรัก จ้องมองเนินอกอวบอิ่ม ที่ล้นทะลักออกมาจากชุดเดรสปาดไหล่สีหวาน ที่ซูหลิงได้เข้าไปเปลี่ยนในมิติ ก่อนจะลงมาพบกับชายหนุ่มที่ล็อบบี้ของโรงแรม “กลับห้องพักของโรงแรมก็ได้นะคะ ยังไม่ได้เช็กเอาต์ออกจากห้องพักสักหน่อย” เสียงยั่วเย้าอารมณ์กระซิบอยู่ข้าง ๆ หูสามีหนุ่มรูปหล่อ เธอจะประกาศความเป็นเจ้าของ ให้พวกสาว ๆ ที่กำลังแอบมองให้ได้รู้กันว่า ผู้ชายคนนี้เป็นของเธอ!! หลังจากนั้นหนุ่มหล่อสาวสวย ก็เดินจูงมือกันขึ้นลิฟต์ของโรงแรม เพื่อกลับไปยังห้องวีไอพีที่จองไว้ และยังไม่ได้คืนห้องให้ทางโรงแรม สายตาหลายคู่ที่อยู่บริเวณล็อบบี้ของโรงแรม ต่างจ้องมองด้วยความอิจฉาริษยา ในความเหมาะสมกันของคนทั้งสอง ทันทีที่ประตูห้องพักวีไอพีปิดลง ริมฝีปากของชางอี้เหวิน ก็เข้าประกบบดจูบริมฝีปากของซูหลิงอย่า
“ฉันก็แค่เอายาพิษไร้สี ไร้กลิ่น ตรวจหาอย่างไรก็ไม่พบเจอสารต้องห้าม หรือสารอันตรายให้เธอกิน โดยที่แลกยาถอนพิษกับคำสารภาพผิดทั้งหมด ซึ่งน้องชายของคุณ ก็พึ่งได้กินพิษอีกชนิดหนึ่งเข้าไปเมื่อสักครู่ แต่ไม่ต้องห่วงฉันมียาถอนพิษรับรองว่าปลอดภัยกันทุกคน” น้ำเสียงราบเรียบอธิบายออกไป อย่างไม่ได้ทุกข์ร้อนในการกระทำของตนเอง คุยกับคนชั่วในเมื่อหาสันติวิธีไม่เจอเธอก็คงต้องมีลูกเล่นที่เยอะกว่า ไม่อย่างนั้นคงเป็นฝ่ายที่จะเสียเปรียบ ใครจะคิดว่าเธอร้ายกาจแล้วอย่างไร สตรีที่ใช้ชีวิตมาแล้วทั้งสองยุค พบเจอโลกที่มืดมนมาก็มาก คงยากที่จะหาความอ่อนเดียงสาเจอเสียแล้ว เธอจะใช้ทุกวิธีเพื่อปกป้องครอบครัวที่เหลืออยู่ ให้รอดพ้นจากพวกที่ประสงค์ร้าย หวังมาทำลายชีวิตของคนในครอบครัว เพื่อกอบโกยทรัพย์สินเอาไปเป็นของตนเองเยี่ยงโจรชั่ว “แล้วฉันกับภรรยาไปกินยาพิษตั้งแต่เมื่อไหร่” ชั่วขณะหนึ่ง ที่ความเห็นแก่ตัวของเข่อตี้หลานได้เปิดเผยออกมา ทำให้ซูหลิงนึกรังเกียจผู้นำของเมืองยิ่งขึ้นกว่าเดิม มุมปากสวยยิ้มเย้ยหยันออกมาอย่างนึกสมเพช ที่แท้ชายผู้นี้ก็ไม่ได้รักใครคนอื่นไปมา
“หืม เข่อตี้หลานมาที่นี่หรือ” “ใช่ค่ะ เข่อซวงน้องชายของเขาก็อยู่ที่นี่ด้วยกัน” “แล้วเราจะเข้าไปเอาหลักฐานเอาผิดทั้งหมด จากสองคนนี้ยังไงไม่ให้พวกเขาจับได้” ชางอี้เหวินเอ่ยถามอย่างรู้สึกท้อถอย เพราะตัวเขาก็ยังนึกวิธีที่จะหาหลักฐาน มาเอาผิดคนชั่วไม่ได้ แต่ก็ยอมติดตามซูหลิงมาที่โรงแรมเดอะเบสต์ ด้วยความเป็นห่วง “หลักฐาน? ไม่มีหรอกค่ะ คนชั่วระดับนี้แล้ว เมื่อทำงานเสร็จสิ้น จะทิ้งหลักฐานไว้ให้คนอื่นมาขุดคุ้ยอีกทำไม” “อ้าว แล้วเรามาทำอะไรที่นี่กันแน่ครับ” หัวคิ้วของชายหนุ่มขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัยอย่างที่สุด ว่าภรรยาของเขากำลังจะทำอะไรกันแน่ ถึงได้เดินเข้าถ้ำเสือแต่ไม่เอาลูกเสือออกไปเช่นนี้ “มาข่มขู่ค่ะ ฉันถนัดในเรื่องนี้ที่สุด ในเมื่อโค่นล้มไม่ได้ง่าย ๆ ก็ให้เดินคนละเส้นทาง ทับเส้นทางกันอีกเมื่อไหร่ก็คงต้องมีทีเด็ดไว้จัดการ พวกเราทั้งสองคนก็ตัวแค่นี้ อำนาจบารมีก็มีแค่นี้ ไม่สามารถใช้มือปิดแผ่นฟ้าได้ หรือเป็นฮีโร่ปกป้องคนทั้งโลกได้หรอกนะคะ ทุกคนต้องพึ่งพาตนเองก่อนที่จะรอคอยให้คนอื่นมาช่วยเหลือ” “อืม มั
“ครับผมจะรอพบเขาอยู่ที่นี่” เวลาเที่ยงตรง ชางอี้เหวินก็ขับรถเข้ามาจอดในลานจอดรถของร้านกาแฟ เนื่องจากได้อ่านข้อความที่ซูหลิงส่งไปให้ พอเลิกประชุมแล้ว ชายหนุ่มก็รีบขับรถมาร้านกาแฟของภรรยาทันที โดยที่ยังไม่ได้รับประทานอาหารมื้อเที่ยงเลยด้วยซ้ำ เมื่อทั้งสองหนุ่มเผชิญหน้ากัน ซูหลิงจึงถอยออกมานั่งรออยู่อีกโต๊ะหนึ่ง ซึ่งอยู่ไม่ไกลมากนักเพื่อดูแลเรื่องความปลอดภัยให้กับสามี ทั้งสองคนใช้เวลาพูดคุยกันอยู่ 2 ชั่วโมง จากนั้นหนิงหลงก็กลับไป เพราะเขาจะเดินทางกลับไปรัสเซียในเที่ยวบินตอนเย็นของวันนี้ ใบหน้าของคนทั้งคู่ดูผ่อนคลายลงไปไม่น้อย คงเพราะไม่ต้องมาคอยหวาดระแวงกันอีกต่อไป “จบเสียทีนะคะ เรื่องของเพื่อนเก่าคนนี้ แต่ผู้หญิงคนนั้นก็แย่ที่สุด ที่เธอพูดให้หนิงหลงเข้าใจคุณอาผิดมาตั้งหลายปี แต่ก็ถือว่าเธอได้ชดใช้กรรมในชาตินี้แล้ว” “ครับ หวังว่าจะไม่ต้องพบเจอกันในสถานการณ์ที่เลวร้ายอีก ที่ผ่านมาถือว่าอาชดใช้บุญคุณให้พ่อของเขาไปหมดแล้ว ส่วนผู้หญิงคนนั้นก็อย่างที่เราพูด เธอได้ชดใช้กรรมในชาตินี้แล้ว” ชางอี้เหวินนึกไปถึงเรื่องที่หนิงหลงเล่
นับจากวันจัดการประมูลเพชรบลูไดมอนด์ เวลาก็ผ่านมาได้ 1 เดือนแล้ว เช้าวันนี้ซูหลิงขับรถเดินทางไปร้านกาแฟของเธอด้วยตนเอง เพราะชางอี้เหวินมีประชุมช่วงเช้า เขาเลยเดินทางไปบริษัทตั้งแต่เช้าตรู่ เมื่อเข้ามาในร้านกาแฟ ดวงตากลมโตก็ไปสะดุดเข้ากับร่างสูงใหญ่ ของผู้ชายคนหนึ่งที่เธอเคยพบเห็น และนานมากแล้วที่ไม่ได้พบเจอเขามาที่ร้านของเธออีก ซึ่งเวลานี้ผู้ชายคนนั้นก็หันมาทางเธอเข้าพอดี ซูหลิงจึงจำเป็นต้องหยุดเดินแล้วก้มหัวลงทักทายไปเล็กน้อยตามมารยาท “สวัสดีครับคุณซูหลิง” “สวัสดีค่ะ คุณหนิงหลง เชิญตามสบายค่ะ ถ้ามีอะไรให้ทางเราบริการเชิญแจ้งได้เลยนะคะ” ทั้งสองคนเอ่ยทักทายชื่อกันตามมารยาท เนื่องจากเคยแนะนำชื่อของตนเองไว้แล้วเมื่อหลายเดือนก่อน ที่ได้พบกันที่ร้านและพูดคุยกันไปบ้างเล็กน้อย “นั่งคุยธุระกับผมสักครู่จะได้ไหมครับ” น้ำเสียงไม่มั่นใจเอ่ยถามออกมาเสียงเบา ๆ แต่ก็เสียงดังพอที่ซูหลิงสามารถจับใจความได้ว่า เขาต้องการจะพูดคุยเรื่องสำคัญกับเธอ “เชิญทางนี้ดีกว่าค่ะ ร่มรื่นเย็นสบายและไม่มีคนเดินผ่านพลุกพล่าน” ซูหลิง







