Se connecterเงาดำสองสายที่ซุ่มมองโจรย่องเบาอยู่นานแล้วได้ทะยานหายไปอีกทาง ถึงแม้บุรุษผู้เป็นหัวหน้าจะอยากติดตามสตรีที่ตนเองนึกสนใจตั้งแต่แรกเจอในร้านขายอาวุธ แต่เขาก็ต้องใจเย็นรอคอยให้คนของเขาไปสืบหาข้อมูลดูเสียก่อน
บุรุษที่แฝงตัวอยู่ในเงามืดอยากรู้ว่าสตรีผู้นี้เป็นใครกันแน่ เหตุใดจึงกล้าเข้ามาย่องเบากวาดเอาทรัพย์สินในจวนตระกูลจางไปถุงใหญ่เช่นนี้ อีกทั้งท่าทางของนางช่างเก่งกาจเยี่ยงนางโจรมืออาชีพอย่างไรอย่างนั้น
เย่วชิงกลับเข้ามาถึงตำหนักร้างในยามไฮ่[1] นางผลัดเปลี่ยนอาภรณ์แล้วเข้านอนด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มดีใจ ที่สมบัติของมารดาเจ้าของร่างยังไม่ถูกขายออกไปเลยสักชิ้น ทั้งยังได้ตำลึงมาเพิ่มอีกมากโขดูท่าชีวิตต่อจากนี้นางคงได้กลายเป็นสตรีที่ร่ำรวยอย่างที่ต้องการเป็นแน่
หนทางสู่ความสงบสุข แบบไม่ต้องดิ้นรนให้มากอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้ว ผู้ใดทะลุมิติมาแล้วขยันขันแข็ง ปลูกผัก ขุดโสมไปขายก็ทำไปเถิด แต่นางขออยู่แบบสบาย ๆ ใช้ชีวิตแบบไม่ต้องเร่งรีบหลังจากที่ทำงานหนักมานานหลายปี นั่งจิบชาเลิศรสและชมวิวทิวทัศน์ของธรรมชาติในยามเช้าตรู่ สาย ๆ มาก็คิดค้นสูตรผลิตเม็ดโอสถไว้ลงประมูลนาน ๆ ครั้งก็เพียงพอแล้ว
‘หึหึ ข้าแบกสมบัติทั้งหมดมาไม่ไหวหรอก เลยเหลือไว้ให้พวกเจ้าสองคนแม่ลูก’
เย่วชิงตื่นมาแต่เช้ามืดเพื่อฝึกฝนร่างกายในขั้นพื้นฐานตามความเคยชิน เฉกเช่นเมื่อครั้งที่นางเป็นสายลับ เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อและพัฒนาให้ร่างกายใหม่สมบูรณ์แข็งแรงมากขึ้น
เพราะยามนี้ ร่างกายของนางช่างผอมบางยิ่งกว่ากิ่งหลิว กล้ามเนื้อก็ลีบแบนเพราะไม่เคยได้กินเนื้อกินไข่แบบคนอื่น ๆ ทั่วไป ตลอดระยะเวลา 3 เดือนที่ย้ายเข้ามาอยู่ในตำหนักร้างของชินอ๋อง ในทุก ๆ วันนางได้กินเพียงข้าวต้มใส ๆ ที่มองไม่เห็นแม้กระทั่งเม็ดข้าวกับเศษผักเพียงไม่กี่ชิ้น เมื่อเปรียบเทียบดูก็เลวร้ายยิ่งกว่าตอนที่อาศัยอยู่จวนตระกูลจาง ที่บางวันยังมีเศษเนื้อหลงเหลือมาให้อยู่บ้าง
อาหารการกินของเย่วชิงกับจูลี่ แย่ยิ่งกว่าอาหารของบ่าวไพร่ทุกคนในตำหนัก หรืออาจจะแย่เสียยิ่งกว่าคนไร้บ้านที่ยังมีผู้ใจบุญมอบอาหารให้ได้กินอิ่มในทุก ๆ วัน
ท่าทางของนางก็ดูบอบบางน่าทะนุถนอมยิ่งนัก หากไม่เร่งสร้างความแข็งแรงให้ร่างกาย คงไม่สามารถฝึกฝนวิชาการต่อสู้ในรูปแบบสายลับ ที่มีรูปแบบการฝึกชนิดที่ว่าร่างกายบอบช้ำอยู่หลายเดือนกว่าจะหายเป็นปกติ
“คุณหนู วิชาการต่อสู้ของท่านช่างแปลกตายิ่งนัก”
จูลี่ที่ตื่นแต่เช้ามืดเพื่อจัดเตรียมอาหารในมื้อเช้า จึงได้เห็นคุณหนูของนางกำลังใช้กำปั้นทั้งสองข้างชกอากาศไปข้างหน้าสลับกันไปมา ทั้งยังยกขาสูงขึ้นมาเตะตวัดกลางอากาศอย่างรุนแรง จึงอดไม่ได้ที่จะสอบถามออกไปด้วยความสนใจ
“วิชาการต่อสู้นี้ เรียกว่าวิชามวยไทย ข้าเคยได้รับการฝึกฝนจากอาจารย์ที่ได้รับเหรียญทองจากการแข่งขันระดับโลก อ้อ!! คล้าย ๆ ระดับแคว้นนั่นแหละ และตัวข้าเองก็ชื่นชอบการต่อสู้มวยไทยเป็นอย่างยิ่ง จึงเริ่มฝึกฝนมวยไทยก่อนเป็นอันดับแรกเพื่อเตรียมความพร้อมของร่างกายไปในตัว”
เย่วชิงค่อย ๆ อธิบายให้สาวใช้เข้าใจในวิชามวยไทย ซึ่งอาจารย์ของนางเป็นถึงอดีตนักกีฬาจากประเทศไทย ที่เคยได้รับเหรียญทองโอลิมปิคถึงสองสมัยติดต่อกัน ทางหน่วย FBI จึงติดต่อให้นักกีฬาคนนั้นมาเป็นอาจารย์พิเศษของหน่วยเพื่อฝึกสอนให้กับสายลับในองค์กรโดยเฉพาะ
“ดียิ่งเจ้าค่ะ”
จูลี่ยิ้มออกมาอย่างมีความหวัง คุณหนูคนใหม่ช่างเก่งกาจไม่เหมือนสตรีใดในแคว้นเหว่ยหยาง เช่นนี้ชีวิตต่อจากนี้คงราบรื่นดีไม่น้อย
หลังจากจัดการทุกอย่างในช่วงเช้าแล้วเสร็จ เย่วชิงก็ออกไปนั่งรับลมที่ศาลาเก่า ๆ ที่กำลังจะพังแหล่มิพังแหล่ หลังคาก็มีรูโหว่อยู่หลายจุด ยังดีที่ฤดูกาลนี้ยังไม่มีฝนตกลงมาเลยสักครั้ง นางกำลังฝนหมึกเพื่อเขียนหนังสือหย่าตามที่ตั้งใจ เมื่อได้น้ำหมึกเพียงพอแล้วจึงตวัดปลายพู่กันลงในกระดาษเนื้อดีด้วยความชำนาญ
จูลี่ติดตามมาอยู่ข้างกายคุณหนูของนางถึงกับเหม่อลอย เมื่อมองเห็นโฉมสะคราญล่มเมืองกำลังตวัดปลายพู่กันด้วยท่าทีองอาจสง่างาม แผ่นหลังบอบบางเหยียดตรงหนักแน่น สายตามุ่งมั่นยิ่งส่งเสริมเสน่ห์บนใบหน้างดงามให้ยิ่งแผ่กระจายออกมามากกว่าเดิม เกิดเป็นภาพงดงามที่ยากจะบรรยาย ถึงแม้นางจะนั่งอยู่ในศาลาผุพังก็มิอาจลดทอนความงดงามนี้ได้เลย
ใช้เวลาหนึ่งก้านธูป[2] เย่วชิงก็เขียนข้อความทุกอย่างแล้วเสร็จ ข้อความที่นางต้องการจะสื่อสารกับชินอ๋องหยางหนิงหลงพระสวามีไร้ใจผู้นั้น
ข้อความที่มีความยาวหนึ่งหน้ากระดาษ ซึ่งมีลายพู่กันที่บ่งบอกว่าคนเขียนมีจิตใจที่เข้มแข็งเพียงใด ได้ปรากฏขึ้น ท่ามกลางจิตใจที่ถูกบีบรัดจากเจ้าของร่างเดิม ที่ยังคงทิ้งความรู้สึกเศร้าเสียใจเอาไว้ เพราะนางเข้าใจว่าพระสวามีที่นางหลงรักเขาตั้งแต่แรกพบ เป็นคนสั่งบ่าวไพร่ให้วางยาพิษให้นางตายจากไปด้วยความชิงชังรังเกียจ
เมื่อตั้งสติและกลับมาเป็นตัวของตัวเองได้แล้ว ใบหน้างดงามจึงจุดยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจ ทั้งยังปรากฏรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตาออกมา จูลี่ที่เฝ้ามองคุณหนูของนางอยู่ตลอดเวลาถึงกับขนลุกขนพองไปทั้งตัว เพราะสีหน้าที่เคยสดใสอยู่เสมอ ทว่ายามนี้กลับเฉยเมยไร้ความรู้สึกจนน่าหวั่นเกรง
เย่วชิงยิ่งขุดค้นความทรงจำของร่างเดิมขึ้นมามากเท่าไร นางก็นึกรังเกียจสวามีชั่วช้าผู้นั้น มากยิ่งขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว หากได้บังเอิญพบเจอกันอีกครั้ง นางคงต้องตั้งสติให้มั่น ไม่ให้ลงมือลอบสังหารบุรุษใจโหดเหี้ยมผู้นั้น เพราะนางต้องการเพียงความสงบในชีวิตไม่อยากแก้แค้นผู้ใดทั้งสิ้น เว้นเสียแต่ว่าคนเหล่านั้นจะไม่รามือจากนางแต่โดยดี
ดูเอาเถิดแต่เดิม จางเย่วชิงก็ใช้ชีวิตยากลำบากท้ายจวนมาเกือบทั้งชีวิต บิดาก็ทอดทิ้งให้เจ็บช้ำน้ำใจมามากเกินพอแล้ว ยังจะต้องมาตกระกำลำบากในตำหนักที่นางไม่ได้เลือกด้วยตนเองเช่นนี้อีก
ชินอ๋องหยางหนิงหลงและคนของเขา ช่างมีจิตใจโหดเหี้ยมและชั่วร้ายยิ่งนัก ถึงได้กล้าลงมือกระทำกลั่นแกล้งสตรีตัวเล็ก ๆ ที่ไร้หนทางต่อสู้ได้ถึงเพียงนี้ หากนางไม่ถูกโชคชะตาพัดพาให้เข้ามาอยู่ร่างนี้ จางเย่วชิงก็คงตายตกไปอย่างไร้ความยุติธรรม แม้กระทั่งดินกลบหน้ายังไม่รู้เลยว่าจะมีหรือไม่
ข้าวปลาอาหารที่บ่าวไพร่ในตำหนักส่งมาให้ ก็ดูออกได้โดยง่ายว่าเป็นของเหลือกิน บางวันก็ส่งข้าวบูดมาให้พวกนางกินประทังชีวิต จางเย่วชิงคนเดิมที่ไม่กล้าจะหลบหนีหรืออ้อนวอนขอความเห็นใจจากผู้ใด จึงได้อดทนกินของเหลือจนกระทั่งร่างกายนี้ผอมแห้งลงไปทุกวัน ยิ่งคิดมือเรียวยิ่งกำแน่นเข้าหากันด้วยความอดทนอดกลั้น ไม่ให้ลุกไปจุดไฟเผาตำหนักใหญ่ให้สิ้นเรื่องสิ้นราวกันไป!!
[1] ยามไฮ่ เริ่มนับตั้งแต่เวลา 21.00 - 23.00 น.
[2] หนึ่งก้านธูป ระยะเวลาราว ๆ ครึ่งชั่วโมง – 1 ชั่วโมง
วันเวลาผันผ่าน จวบจนกระทั่งสองปีผ่านไป เย่วชิงกับหยางหนิงเฉิงได้ออกเดินทางไปตามหาดอกบัวสีเลือดในกลางป่าลึก ที่ติดแถบชายแดนแคว้นซ่ง ตามที่เย่วชิงตั้งใจเอาไว้เมื่อครั้งย้ายมาปักหลักอยู่เมืองเสิ่นหนานครั้งแรก เพราะเย่วชิงต้องการปรุงยาถอนพิษที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดให้สำเร็จจงได้ ในคราแรกนางตั้งใจจะปรุงยาถอนพิษเพื่อนำไปประมูลหาตำลึงมาเลี้ยงดูผู้ติดตามทั้งสามคน แต่หลังจากแต่งงานกับจวิ้นอ๋องผู้ร่ำรวย นางก็ตั้งใจปรุงเอาไว้ให้สวามีใช้งานกับองครักษ์ของเขา จะได้ไม่มีผู้ใดจากไปเพราะพิษร้าย ซึ่งยามนี้ชายแดนแคว้นซ่งก็เงียบสงบดี เพราะรัชทายาทซ่งฉางอี้ นำสัญญาลงนามที่เป็นหลักประกันฉบับคัดลอก กลับไปให้ฮ่องเต้แคว้นซ่งอ่านอย่างละเอียดถี่ถ้วน นับจากวันนั้นเป็นต้นมา ไส้ศึกที่แฝงตัวอยู่ในแคว้นเหว่ยหยางก็ถูกเรียกตัวกลับแคว้นซ่งทั้งหมด วันนี้เป็นวันที่ห้าของการเดินทางในป่า หยางหนิงเฉิงกำลังอยู่ในอาการคิดถึงคนตัวหอมจนอดทนเกือบไม่ไหว เขาเดินทางรอนแรมในป่ามาห้าวัน ถึงจะได้นอนกอดร่างนุ่มนิ่มทุกค่ำคืน แต่ทว่าไม่สามารถกระทำการสิ่งใดนอกเหนือจากนั้นได้ เพราะต้องพักแรมรวมกับองครักษ์ท
“เย่วเอ๋อร์เจ้าห้ามนึกชื่นชมรัชทายาทในใจเป็นอันขาด ข้าหวงรู้หรือไม่เล่า เขารูปงามจนคุณหนูทั้งเมืองหลวงลงความเห็นว่าเขาเป็นบุรุษที่สตรีหมายปองเป็นอันดับหนึ่ง”เสียงพึมพำเอ่ยขึ้นแผ่วเบา เพราะไม่กล้าสั่งการชายาแสนรักให้ทำตามที่ตนเองต้องการ เนื่องจากหวั่นเกรงว่านางจะอึดอัดใจที่มีสวามีขี้หึงขี้หวงถึงเพียงนี้ เขาก็พึ่งรู้ตัวว่าตนเองเป็นบุรุษขี้หึงเมื่อมีนางเข้ามาในชีวิต“เจ้าค่ะ ข้าจะคิดถึงแต่ท่านพี่เพียงผู้เดียว”กล่าวจบแขนเรียวเล็กก็เข้าไปกอดรัดเอวสอบของบุรุษขี้น้อยใจ ใบหน้างดงามซุกซบอยู่กับกล้ามอกแน่น ๆ ที่นางชื่นชอบ เย่วชิงรู้ดีว่าเขาไม่สบายใจทุกครั้งที่นางต้องพบปะกับบุรุษอื่น ตัวก็โตเพียงนี้ เหตุใดจึงขี้ใจน้อยและขี้หวงอย่างกับเด็กห้าขวบก็มิปาน“อืม ข้าเชื่อใจเจ้า”ข้อนิ้วสากระคายเกลี่ยแก้มเนียนใส ที่วันนี้แต่งแต้มสีสันบางเบาเพิ่มเติม ทำให้ใบหน้าที่หวานซึ้งเป็นทุนเดิมยิ่งงดงามหวานซึ้งยิ่งกว่าเดิม จนจิตใจของเขาแทบไม่อยู่กับเนื้อกับตัวยามบ่ายมาเยือน รถม้าคันใหญ่ที่มีตราสัญลักษณ์ของวังหลวง แล่นเข้ามาจอดบริเวณหน้าจวนหลังใหญ่ พร้อมกับรถม้าอีกสองคันที่มีตราสัญลักษณ์ประจำจวนแม่ทัพ และจวนของท่
เมืองหลวง เหยี่ยวสื่อสารสีดำตัวใหญ่ของจวิ้นอ๋องหยางหนิงเฉิง บินมาส่งสาส์นลับสำคัญในตำหนักหลวงเมื่อกลางดึก ที่อุ้งเท้าของเหยี่ยวตัวใหญ่มีสาส์นสีแดงพันหุ้มข้อเท้าไว้อย่างแน่นหนา องครักษ์เงาในสังกัดองครักษ์เสื้อแพรเห็นเช่นนั้นจึงยืนรอรับเหยี่ยวสื่อสาร เพื่อจะได้นำความไปแจ้งแก่หลงขันที ฮ่องเต้หยางหนิงเทียนลุกขึ้นมาจากเตียงบรรทมส่วนพระองค์ ซึ่งวันนี้ไร้ซึ่งสตรีข้างกาย เนื่องจากพระองค์ทรงเหนื่อยล้าจากการทรงงานแทนชินอ๋อง อนุชาที่กำลังล้มป่วยจากอาการตรอมใจ จนกระทั่งไม่สามารถทำงานที่ได้รับมอบหมายได้เลยสักอย่าง พระองค์จึงรับสั่งให้ชินอ๋องหยางหนิงหลงพักงานราชการทุกอย่าง จนกว่าอาการทางจิตใจจะดีขึ้น งานเอกสารทุกอย่างพระองค์จึงต้องนำมาสะสางแทน ในส่วนงานทางกองทัพจึงมอบหมายให้เป็นหน้าที่ขององค์รัชทายาทหยางเฟยเทียนมาสานต่อ จนกว่าชินอ๋องจะอยู่ในสภาวะร่างกายและจิตใจที่พร้อมรับผิดชอบต่อหน้าที่ เพราะหน้าที่ขุนศึกไม่มีผู้ใดเหมาะสมไปกว่าชินอ๋องหยางหนิงหลงอีกแล้ว เมื่อฮ่องเต้ได้ยินเสียงเรียกขานจากขันทีคนสนิทอยู่นอกประตูตำหนัก พระองค์จึงลืมตาตื่นขึ้นมาทัน
มือเรียวสาละวนปรุงยาอย่างเร่งรีบ โดยมีจูลี่เข้ามาเป็นผู้ช่วยหยิบจับสมุนไพร ใช้เวลาเพียงไม่นาน เม็ดยาสีเขียวเข้มก็หลอมรวมเป็นเม็ดอยู่ในเตาหลอมยาจำนวนสิบสองเม็ด เย่วชิงต้องเร่งรีบปรุงซ้ำอีกถึงสองรอบเพื่อให้ได้ยาถอนพิษในจำนวนที่มากพอต่อความต้องการร่างบางรีบพุ่งทะยานกลับเข้ามาในจวนย่านชานเมืองเสิ่นหนานของรัชทายาทซ่งฉางอี้ ยาถอนพิษที่พึ่งปรุงเสร็จใหม่ ๆ ถูกป้อนเข้าปากหยางหนิงเฉิงเป็นคนแรก จากนั้นจึงแจกจ่ายให้องครักษ์เจียงหยวนและองครักษ์พยัคฆ์เงาทุกคนอย่างเร่งด่วน เพราะทุกคนอยู่ในสภาพที่กำลังเจ็บปวดส่วนนั้นของบุรุษ จนกระทั่งหน้าเขียวคล้ำลงอย่างเห็นได้ชัดเย่วชิงไม่ได้สนใจนำยาถอนพิษไปมอบให้กับบุรุษทั้งสิบสองคน ที่นั่งหมดเรี่ยวแรงอยู่อีกฟากฝั่งของห้องโถง เพราะนางต้องการให้หยางหนิงเฉิงไปจัดการเรื่องนี้ด้วยตนเองเหตุการณ์ในครั้งนี้ที่ผิดพลาดต้องยอมรับว่าเกิดจากหยางหนิงเฉิงที่ใจร้อนวู่วาม ทั้ง ๆ ที่ในยามปกติมักจะใจเย็นอยู่เสมอ ทั้งยังใจอ่อนเพียงเพราะคิดว่าสัจจะของบุรุษสามารถใช้ได้กับทุกคน จนตัวเองเกือบเอาชีวิตแทบไม่รอดหรืออาจจะเพราะเขาไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับกลการเมืองระหว่างสองแคว้น เพื่อลดความหว
“ตกลงจวิ้นอ๋อง ข้าจะกลับไปแคว้นของข้าทันทีที่รุ่งเช้ามาเยือน ท่านวางดาบของท่านลงเสียเถิด ทุกสิ่งทุกอย่างข้ารับรู้และยินดีที่จะปฏิบัติตาม เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาใหญ่ไปมากกว่านี้ ตัวข้าก็ไม่ต้องการให้กระทบกับสัญญาลงนามที่ไท่ซ่างหวงทั้งสองแคว้นได้ลงนามต่อกัน” ซ่งฉางอี้เอ่ยออกมาอย่างว่าง่าย หากพิจารณาดูให้ดีจึงจะรู้สึกได้ถึงความผิดปกติในน้ำเสียง เพราะรัชทายาทผู้นี้ถนัดนักเรื่องการเจรจา แน่นอนว่าเงาดำสายหนึ่งที่หลบซ่อนตัวอย่างมิดชิด ทั้งยังเก็บลมหายใจอย่างดี ย่อมรู้สึกได้ถึงความไม่ชอบมาพากลในน้ำเสียงที่ได้ยิน “สัจจะลูกผู้ชาย หวังว่าองค์รัชทายาทเช่นท่านจะพึงระลึกถึงอยู่เสมอ” หยางหนิงเฉิงหาใช่บุรุษที่คิดเล็กคิดน้อย ถึงจะมีเขี้ยวเล็บ แต่ก็ไม่ใช่บุรุษที่มีความละเอียดถี่ถ้วนจนกระทั่งเข้าถึงอารมณ์ของผู้อื่นสักเท่าไร เนื่องจากเขาอาศัยอยู่เพียงลำพังมาเนิ่นนานตั้งแต่มารดาตายจากไป สิ่งเดียวที่เขามีจนมากล้นคือพละกำลังทางกายและวรยุทธ์อันล้ำเลิศ เมื่อมองเห็นว่าองครักษ์ในหน่วยพยัคฆ์เงาทั้ง 30 นาย สามารถปิดล้อมจวนหลังนี้เอาไว้จนเสร็จสิ้น บุรุษองอาจที่ถือดาบเตรียมบ
หยางหนิงเฉิงกับหวางเย่วชิงใช้เวลาร่วมกันในห้องอาหารส่วนตัวของเหลาอาหารฟู่เจิง โดยไม่ได้สนใจบุรุษและสตรีการละครพวกนั้นอีกเลย อาหารหน้าตาน่ารับประทานถูกยกมาบริการพร้อมกับสุราเลิศรสกาใหญ่ เย่วชิงตาโตเบิกกว้างขึ้นเมื่อได้เห็นของที่เคยโปรดปรานมาตั้งวางอยู่ตรงหน้า แน่นอนว่าอดีตสายลับสาวแห่งองค์กรข้ามชาติ ย่อมมีเรื่องพบปะสังสรรค์ทั้งกับเพื่อนฝูงที่เป็นชายฉกรรจ์เกือบทั้งหมด และร่วมดื่มสังสรรค์กับเป้าหมายที่เข้าไปแฝงตัวในการทำภารกิจอยู่บ่อยครั้ง จนกระทั่งเพื่อนฝูงเรียกขานกันว่า ‘เย่วชิงคอทองแดง’ “กินข้าวก่อนเย่วเอ๋อร์จากนั้นค่อยดื่ม ประเดี๋ยวจะปวดท้องเอาได้ สายตาของเจ้าบ่งบอกว่าชื่นชอบการดื่มสุรายิ่งนัก” น้ำเสียงห่วงใยกล่าวขึ้น เมื่อเห็นสายตาตื่นเต้นดีใจของนางที่กำลังจ้องมองกาสุราที่เขาสั่งมาไม่วางตา หยางหนิงเฉิงจดจำได้ว่านางอยากดื่มสุราเลิศรส เขาจึงอยากเอาใจ เพราะดื่มในขณะที่เขานั่งอยู่ด้วยก็ไม่มีสิ่งใดต้องเป็นกังวล “ไม่ขนาดนั้นหรอกเจ้าค่ะ เพียงแค่ข้าไม่ได้ดื่มสุรามานานมากแล้ว พอได้กลิ่นสุราจึงรู้สึกตื่นเต้นนิดหน่อยก็เท่านั้น” คนที่บอกว่า







