Masukความเย็นที่กระทบกับผิวหน้าทำให้จ้าวหลันเฟยที่หมดสติอยู่รู้สึกตัวตื่นขึ้นมา เธอค่อย ๆ กะพริบตาปรับแสง แล้วมองเห็นหญิงวัยประมาณสี่สิบปีกำลังเช็ดใบหน้าให้เธออยู่
“ฟื้นแล้วหรือคะ” น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความนุ่มนวล จากนั้นก็ประคองหญิงสาวให้ลุกขึ้นนั่ง
“ฉันอยู่ที่ไหนคะ” เธอเพิ่งตื่นจึงยังเบลอ ๆ อยู่ว่าตัวเองกำลังฝันไปหรือว่าอยู่ที่ไหนกันแน่
“ฉันชื่อลู่หง เรียกว่าป้าลู่ก็ได้ คุณอยู่บ้านสกุลเฉิน คุณเฉินให้หมอมาดูอาการคุณแล้ว เห็นว่าแค่อ่อนเพลียแล้วเป็นลมไป” ในขณะที่ฟังเธออธิบาย จ้าวหลันเฟยก็กำลังไล่เรียงความคิดไปด้วย พอจำเรื่องราวก่อนหมดสติได้ก็ทำหน้าเครียดขึ้นมา
“อ่อนเพลียอะไรกัน ไม่ใช่ว่ามีคนตั้งใจจะบีบคอฉันให้ตายหรือคะ” พูดจบเธอก็ลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว จนร่างอรชรเซเล็กน้อย แล้วลู่หงก็รีบประคองเธอเอาไว้
“คุณน่าจะยังไม่ได้กินอะไรมา ฉันเตรียมข้าวเย็นไว้ให้แล้ว กินข้าวให้อิ่มท้อง เรื่องอื่นค่อยว่ากันอีกที” หญิงวัยกลางคนพูดอย่างสุภาพและใจเย็น หญิงสาวจึงยอมสงบลง
ใช่ เธอต้องกินอาหารให้อิ่มท้องก่อน แล้วอย่างอื่นค่อยว่ากันทีหลัง เมื่อคิดได้อย่างนั้นจึงค่อย ๆ เดินตามป้าลู่ออกไปที่ห้องรับประทานอาหารด้านนอก
หญิงสาวเพิ่งสังเกตว่าเธออยู่ในชุดแบบดั้งเดิม ดูจากสีที่ฉูดฉาดแล้วคงไม่ใช่เสื้อผ้าของป้าลู่แน่ พลางคิดว่าคงเป็นชุดของภรรยาเจ้าของบ้านที่แม่บ้านวัยกลางคนเรียกเขาว่า ‘คุณเฉิน’
บริเวณทางที่เดินจากห้องนอนไปที่ห้องอาหารก็เดินผ่านห้องนั่งเล่นไป บ้านหลังนี้ใหญ่โตหากจะเรียกว่าคฤหาสน์ก็คงไม่ผิด แต่ไม่รู้ว่าทำไมเฟอร์นิเจอร์จึงไม่ค่อยหนาตานัก
“อาหารมีเท่านี้ ไม่ทราบว่าคุณกินได้ไหมคะ” ป้าลู่ถามแล้วพยายามพูดเอาใจ ไม่อยากให้เธอรู้สึกไม่สบายใจแล้วเอาเรื่องกับเฉินอี้เซียว เพราะเท่านี้เขาก็ย่ำแย่มากพอแล้ว
ธุรกิจที่กำลังทำก็ขาดเงินทุนเพราะไม่มีใครมั่นใจในธุรกิจเทคโนโลยี ภรรยาก็ขอหย่าเพราะกลัวจะล้มละลายไปด้วยกัน ทิ้งลูกแฝดชายหญิงให้เขาดูแลตามลำพัง ทรัพย์สินที่พอมีและต้องใช้ในการลงทุนจึงถูกแบ่งครึ่งหนึ่งให้แก่เธอไป แต่กระนั้นเธอก็ยังยอมรับทรัพย์สินนั้น ไม่สนใจว่าบริษัทสามีจะเป็นอย่างไร มิหนำซ้ำยังไม่สนใจกลับมาดูแลลูก ๆ เสียด้วยซ้ำ
วันนี้เมื่อมีคนหลอกเฉินจินเจินว่าจะพาไปหาแม่ เด็กน้อยจึงยอมเดินตามไปอย่างง่ายดาย เฉินจินจ้านผู้เป็นพี่ชายผิดสังเกตและร้องให้คนช่วยเหลือ คนในบ้านจึงได้รีบตามออกไปและช่วยได้ทันท่วงที
ทรัพย์สินในบ้านก็ทยอยขายออกไป คนในบ้านเองก็ลาออกกันไปหลายคน บริษัทของเขาก็กำลังอยู่ในช่วงประคับประคอง ตนที่ดูแลเฉินอี้เซียวมาตั้งแต่อ้อนแต่ออกก็นึกสงสาร ตนกับสามีจึงยังคงอยู่รับใช้ ที่นี่ต่อไป แต่ไม่รู้ว่าจะทนได้นานอีกแค่ไหน เพราะสาวใช้คนสุดท้ายที่เหลืออยู่กำลังจะลาออกแล้ว
จ้าวหลันเฟยมองดูอาหารไม่กี่อย่างตรงหน้า เท่านี้ก็มากพอแล้ว เธอไม่ใช่คนกินยากอะไร
“ฉันกินได้ค่ะ” เธอบอกแล้วลงมือกินอาหารตรงหน้า เพียงไม่นานก็กินหมดด้วยความหิว
“ถ้ากินเสร็จแล้ว คุณเฉินอยากจะขอพูดคุยกับคุณค่ะ เอ่อ คุณ...”
“ฉัน จ้าวหลันเฟยค่ะ” เธอแนะนำตัวเอง พลางนึกว่าคุณเฉินที่ว่าน่าจะเป็นคนเดียวกันกับที่ทำร้ายเธอหรือไม่ เท่าที่จำได้ก่อนหมดสติไปป้าลู่ที่อุ้มเด็กหญิงคนนั้นเรียกเขาว่าคุณเฉิน
ลู่หงพาเธอเดินไปที่ห้องทำงานที่อยู่ด้านตะวันตกของคฤหาสน์ ทางเดินโล่งจนเหมือนบ้านร้างนี้ทำให้หญิงสาวนึกสงสัย
“ธุรกิจของคุณเฉินกำลังประสบปัญหา การเงินก็ไม่ค่อยมั่นคงนัก หากคุณจะเรียกร้องค่าเสียหายละก็เห็นใจเขาด้วยนะคะ” ป้าลู่พูดเสียงเบา พูดไปน้ำตาก็จะไหลไป จ้าวหลันเฟยจึงพอจะเดาได้ว่าที่ป้าลู่ทำดีด้วยที่แท้ก็เพราะกลัวเธอจะเรียกร้องค่าชดเชยนี่เอง
“เขาลำบากมากขนาดนั้นเลยหรือคะ” เธอถามแล้วมองไปรอบ ๆ บ้าน คิดว่าที่บ้านโล่งขนาดนี้ก็น่าจะจริงอย่างที่ป้าแม่บ้านบอก
“ค่ะ แล้วยังต้องเลี้ยงคุณหนูทั้งสองอีก พอคุณหนูเล็กถูกลักพาตัวคุณเฉินเลยโกรธมาก ไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายคุณแบบนั้น คุณจ้าวเองก็ดูเป็นคนดีและมีจิตใจที่งดงาม หวังว่าจะเมตตาคุณเฉินและคุณหนูทั้งสองด้วยนะคะ” ลู่หงบอกเสียงเบา ทำให้เธอรู้ว่าคุณเฉินคนนี้เป็นคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว
จ้าวหลันเฟยไม่ได้รับปาก เธอเองก็ไม่รู้ว่าควรเรียกร้องมากแค่ไหน เพราะว่าค่าเงินในยุคนี้ต้องมีเงินเท่าไรจึงจะสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้
ป้าลู่เคาะห้อง พอมีเสียงอนุญาตจากคนข้างในเธอก็เปิดประตูออก จ้าวหลันเฟยก้าวเข้าไปในห้องนั้น ชายคนที่บีบคอเธอจนสลบเหมือดไปเพราะร่างกายขาดออกซิเจนกำลังนั่งอยู่ตรงหน้า สายตาที่เขามองไม่รู้สึกสำนึกผิดเลยแม้แต่น้อย
เฉินอี้เซียวมองชุดของอดีตภรรยาที่เธอสวมใส่พลางกัดกรามแน่น ผู้หญิงที่เขารักมากที่สุดทอดทิ้งไปในยามที่เขาลำบากที่สุด แล้วยังทิ้งลูก ๆ ไปอีก แค่เห็นข้าวของเธอเขาก็รู้สึกขุ่นมัวในใจแล้ว
“นั่งลงก่อนสิ” เขาพูดเสียงเรียบ ยกมือผายเชิญให้เธอนั่งลงที่เก้าอี้ตรงข้ามโต๊ะทำงานของเขา
“ก่อนอื่นผมต้องขอบคุณที่ช่วยเสี่ยวเจินเอาไว้ และอยากจะขอโทษที่ผมเข้าใจผิดคุณ แล้วพลั้งมือทำร้ายคุณลงไป” เขาพูดด้วยโทนเสียงที่ทุ้มต่ำ ท่าทางนั้นแฝงด้วยความหยิ่งผยอง นี่นะหรือคนที่น่าสงสารที่ป้าลู่พูดถึง เขาไม่ใกล้เคียงเลยสักนิด
“ค่ะ ฉันรับคำขอบคุณ และรับคำขอโทษของคุณเอาไว้” เธอบอกเขาด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ สายตาเหลือบไปเห็นเอกสารที่เกี่ยวกับโครงการพัฒนาซอฟต์แวร์ คิ้วเรียวก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
“คุณต้องการค่าชดเชยเท่าไร ก็ว่ามาได้เลย” เขาถามเธอ แล้วเบือนหน้าไปทางอื่น แค่เห็นชุดที่เธอสวมใส่ก็รู้สึกทั้งเจ็บทั้งแค้น
“คุณทำงานเกี่ยวกับเทคโนโลยี พัฒนาโปรแกรม อะไรพวกนั้นหรือคะ” เธอถามเขา ไม่ได้สนใจสิ่งที่เขาถามก่อนหน้านี้ พลางคิดว่าบริษัทเทคโนโลยีของเขานี่แหละคือทางออกของเธอ
“ใช่ ทำไม จะเรียกร้องค่าชดเชยต้องดูบริษัทของผมประกอบการตัดสินใจด้วยหรือ” เขาตอบด้วยความหงุดหงิด เธอคงคิดว่าเขามีธุรกิจส่วนตัวแล้วจะคิดค่าเสียหายจำนวนมหาศาลสินะ ผู้หญิงสมัยนี้ทำไมเห็นแก่เงินกันนักนะ
“ฉันจะไม่เรียกร้องค่าเสียหายจากคุณ แต่ฉันจะขอทำงานกับคุณแทนแบบนี้ได้หรือเปล่า” เธอถามเขาพร้อมกับรอยยิ้มที่มีความหวัง น้ำเสียงดูกระตือรือร้นมากกว่าจะเป็นการพูดเพราะมีเล่ห์เหลี่ยมอะไร
“ทำงาน?”
“ค่ะ ฉันอยากทำงานที่บริษัทของคุณ ฉันมีความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ ทั้งเคมี ฟิสิกส์ และเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี สามารถช่วยเหลืองานของคุณได้อย่างแน่นอน” เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจ
เฉินอี้เซียวกระตุกยิ้มที่มุมปากพร้อมกับส่ายศีรษะ “คิดจะเข้าหาผมด้วยวิธีนี้ จะบอกเลยนะว่าผมไม่ได้ร่ำรวยอะไรให้คุณมากอบโกยเงินได้หรอกนะ”
จ้าวหลันเฟยอ้าปากค้าง นี่เขาคิดอะไรของเขาอยู่ เธอนะหรือจะอยากเป็นผู้หญิงของเขา
“ฉันแค่ตกงานและไม่มีที่ไป เลยอยากจะทำงานกับคุณแทนที่จะเรียกร้องเงินชดเชยเท่านั้น ทำไมต้องคิดไปไกลขนาดนั้นด้วยคะ” เธอพูดแล้วชักสีหน้าใส่เขา ก่อนจะลดท่าทีลงเมื่อนึกได้ว่าไม่มีทางไป
“งานเดียวที่คุณจะช่วยทำได้ คือพี่เลี้ยงของลูกผม หากตกลงก็เริ่มงานได้ หากไม่ตกลงก็บอกมาว่าอยากได้เท่าไร” เขาถามประชด รู้ว่าอย่างไรเธอก็คงมีลูกเล่นบางอย่างแน่ ทุกวันนี้ใครกันไม่ต้องการผลประโยชน์ให้ตัวเอง
************************
กิจกรรมวันนี้ทำให้เฉินจินเจินและเฉินจินจ้านตื่นเต้นไม่น้อย เพราะวันนี้จ้าวหลันเฟยบอกว่าเธอจะพาทำ ‘น้ำเปลี่ยนสี’“พี่หลันเฟย นั่นดอกอะไรคะ”“ดอกอัญชันน่ะ ฉันเห็นว่าเกิดที่ริมรั้วจึงจะลองนำมาทำกิจกรรมสนุก ๆ” เธอพูดแล้วน้ำดอกอัญชันที่เก็บมา ให้เด็ก ๆ ช่วยกันใช้ครกหินบดยาในการบดดอกอัญชัน จากนั้นก็นำมาคั้นน้ำจนได้น้ำสีน้ำเงินออกมาจำนวนหนึ่ง “แล้วเราต้องทำอย่างไรต่อครับ” เฉินจินจ้านที่เริ่มพูดไพเราะขึ้น ถามด้วยน้ำเสียงที่สนใจและกระตือรือร้น“ต่อไปเราก็จะนำไปผสมกับน้ำเปล่า ลองดูสิคะ” เธออธิบายแล้วปล่อยให้เด็ก ๆ ทำกันเองสองพี่น้องนำน้ำสีน้ำเงินเข้มที่คั้นมาได้ ผสมลงไปในน้ำเปล่าทั้งสองแก้วที่อยู่ต่อหน้าตน จากนั้นเธอก็ยื่นมะนาวให้กับเด็ก ๆ ถือเอาไว้คนละหนึ่งซีก“น้ำดอกอัญชันเป็นสีอะไรคะ”“สีน้ำเงินครับ” / “สีน้ำเงินค่ะ”“ถ้าเราหยดน้ำมะนาวลงไป คิดว่าจะมีการเปลี่ยนสีหรือไม่”“เปลี่ยนค่ะ” เฉินจินเจินตอบอย่างมั่นใจในคำตอบ จ้าวหลันเฟยเลิกคิ้วขึ้นแล้วถามเด็กน้อย“ทำไมถึงเปลี่ยนคะ คุณหนูเล็กพอตอบได้หรือไม่”“เพราะพี่หลันเฟยบอกเองว่าวันนี้จะพาทำกิจกรรมน้ำเปลี่ยนสี” คำตอบของเด็กน้อยทำให้เธอหัวเราะออกม
เมื่อเห็นว่าโปรแกรมที่ตนเองทำนั้นสามารถใช้งานได้จริง และพร้อมที่จะนำไปเสนอขายให้แก่บริษัทกลุ่มเป้าหมาย เฉินอี้เซียวก็ได้นำโปรแกรมตัวอย่างเหล่านี้ไปนำเสนอที่บริษัทต่าง ๆ ด้วยตนเอง โดยเริ่มจากบริษัทเล็ก ๆ ก่อนโดยมีข้อเสนอที่ว่ากลุ่มบริษัทที่ทำการซื้อขายโปรแกรมสำเร็จรูปทางบัญชีกลุ่มแรก จะได้รับการดูแลหลังการขายและได้รับการอัปเดตโปรแกรมโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตลอดระยะเวลาห้าปีด้วยข้อเสนอนี้จึงทำให้คนรุ่นใหม่ที่ก้าวมาสู่วงการธุรกิจเล็งเห็นความสำคัญ และชื่นชอบแนวคิดในการทำงานโดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้งานสะดวกรวดเร็วขึ้น จึงตอบตกลงเซ็นสัญญาซื้อขายวางมัดจำทันทีที่ได้ทดลองใช้โปรแกรมตัวอย่างแม้จากสิบบริษัทจะมีเพียงสามบริษัทเท่านั้นที่ตกลงเซ็นสัญญาในการซื้อโปรแกรมที่เขากำลังพัฒนาอยู่ แต่นั่นก็ถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี เพราะตอนนี้เขามีเงินค่ามัดจำโปรแกรมเพียงพอที่จะใช้หมุนเวียนในบริษัทอีกต่อไปสองเดือน และมีเงินจ่ายค่าจ้างที่เหลือของคนในบ้านแต่ว่าเฉินอี้เซียวไม่ได้หยุดเพียงแค่นั้น ตอนนี้เขาเริ่มไปยังบริษัทขนาดกลางและขนาดใหญ่ เพื่อที่จะเสนอโปรแกรมสำเร็จรูปทางบัญชีของตน กำลังรอนัดหมายเพื่อเข้าไปอธิ
อีกสามวันเสี่ยวอิงก็ต้องออกไปจากบ้านสกุลเฉินแล้ว หยางหมิงซวนที่แอบรักเธอมาหลายปีตั้งแต่หญิงสาวอายุสิบหก จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่กล้าที่จะสารภาพความในใจขณะกินอาหารเย็นด้วยกัน เขามองเธอที่พูดคุยกับคนอื่น ๆ ด้วยรอยยิ้มที่สดใส เขาอยู่กับเฉินอี้เซียวมาตั้งแต่ตัวเองเป็นวัยรุ่น ที่ผ่านมาทุ่มเททำงานหนักและไม่เคยมีคนรัก เสี่ยวอิงจึงเป็นรักแรกของเขาจนถึงตอนนี้“เสี่ยวอิง ถ้าเธอลาออกไปแล้ว เธอจะไปทำงานที่ไหน ดูไว้แล้วหรือยัง” ป้าลู่ถามขึ้นมา อาหมิงได้ยินดังนั้นก็มองใบหน้าของเธอ รอฟังคำตอบอย่างตั้งใจ สิ่งนั้นไม่รอดพ้นสายตาของจ้าวหลันเฟยตั้งแต่เธอมาอยู่ที่นี่จนครบหนึ่งสัปดาห์ เธอสังเกตเห็นว่าหยางหมิงซวนนั้นมีใจให้แก่เสี่ยวอิงอย่างแน่นอน แต่หญิงสาวกลับไม่รู้เลยสักนิดว่ามีคนคิดกับเธอเกินกว่าพี่ชายและน้องสาว“ว่าไงล่ะเสี่ยวอิง เธอจะไปทำงานที่ไหน” เขาย้ำถามเธอด้วยคำถามเดียวกันกับลู่หง แล้วรอฟังคำตอบอย่างตั้งใจ“ไม่รู้สิพี่หมิงซวน ฉันคงกลับบ้านนอกก่อน ไปช่วยพ่อแม่ทำสวนก่อนสักเดือน แล้วจะเข้ามาหางานใหม่อีกครั้ง ความรู้ของฉันก็คงสมัครได้แค่พนักงานทำความสะอาด หรือไม่ก็คนรับใช้เท่านั้นแหละ” เธอบอกแล้วกินอา
หลังจากแนวคิดของจ้าวหลันเฟยถูกถ่ายทอดในที่ประชุม ทีมงานทั้งหมดก็ระดมสมองกันทำงานตามที่ได้รับมอบหมายใช้เวลาในการศึกษางานเกี่ยวกับบัญชีอยู่ครึ่งวัน และให้ฝ่ายบัญชีเข้ามาอธิบายความต้องการที่ต้องใช้ในการทำงาน ใช้เวลาเขียนโค้ดและออกแบบหน้าตาของโปรแกรม เพียงแค่สามวันเท่านั้นโปรแกรมต้นแบบก็สำเร็จ เตรียมพร้อมที่จะนำไปพัฒนาต่อยอดให้เป็นโปรแกรมที่สมบูรณ์แบบต่อไปหยางหมิงซวนเคาะประตูห้องแล้วเข้ามาพร้อมกับใบหน้าที่ตื่นเต้น นำข่าวดีเรื่องนี้มาบอกแก่ประธานหนุ่มทันทีที่ทีมพัฒนาโปรแกรมแจ้งข่าว“คุณเฉินครับ โปรแกรมต้นแบบสำเร็จแล้วครับ”เมื่อได้ยินข่าวดีที่รอคอย เฉินอี้เซียวก็ลุกขึ้นแล้วยิ้มออกมาด้วยความดีใจ“ให้ฝ่ายบัญชีที่บริษัททดสอบการใช้งานโปรแกรมของเรารึยัง” เขาถามด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้น“ทดสอบการใช้งานเรียบร้อยแล้วครับ ฝ่ายบัญชีบอกว่าโปรแกรมนี้ช่วยงานได้มาก แม่นยำ และสรุปผลออกมาตามที่ต้องการ ลดระยะเวลาการทำงานไปได้กว่า 40% ทำให้งานเสร็จเร็วขึ้น” อาหมิงอธิบายอย่างละเอียด“ดีมาก ดีจริง ๆ” เฉินอี้เซียวถอนหายใจออกมาด้วยความดีใจ แค่โปรแกรมพื้นฐานเล็ก ๆ ที่สำเร็จลงได้ เป็นสิ่งที่ทำให้เขาดีใจมาก“คุณเฉ
“เธอเป็นใครกันแน่” คำถามนั้นถูกถามออกมาทำให้ใบหน้าของจ้าวหลันเฟยที่กำลังตื่นเต้นและหมกมุ่นกับความคิดของตน มีสีหน้าที่เจื่อนลงไปเล็กน้อยสายตาคู่งามสบตาเขาด้วยแววตาที่สั่นไหว เธอลืมไปว่ากำลังแกล้งความจำเสื่อม แล้วจะทำอย่างไรดีล่ะทีนี้ หรือว่าเธอควรสารภาพกับเขาออกไปตรง ๆ ดี ว่าเธอคือหญิงสาวในโลกอนาคตที่ย้อนเวลามาอยู่ที่นี่“ถ้าเธอไม่อยากตอบคำถามนี้ของฉันก็ไม่เป็นไร งั้นฉันขอถามเธออีกข้อหนึ่ง ต้องการอะไรจากฉันกันแน่” เขาเปลี่ยนคำถามเธอ เมื่อเห็นว่าหญิงสาวมีท่าทีที่ไม่ค่อยอยากจะตอบคำถามแรกเสียเท่าไร แล้วยังมีสีหน้าที่ดูลำบากใจแบบนั้นแต่เท่านี้ก็ดูออกแล้วว่าเธอไม่ได้ความจำเสื่อมอย่างที่บอกเขาจริง ๆ ซึ่งเขาก็ไม่ได้เชื่อตั้งแต่แรกอยู่แล้ว“คุณเฉินคะ คือ...” จ้าวหลันเฟยกลัวว่าสิ่งที่เธอพูดไปนั้นจะเหลือเชื่อมากเกินไปสำหรับคนในยุคนี้ เธอจึงอยากให้เขาเห็นความสามารถของเธอก่อน แล้วถึงตอนนั้นคำพูดของเธอจึงจะน่าเชื่อถือมากกว่านี้“ผมรอฟังอยู่” เขาพูดแล้วจ้องมองท่าทีที่ลังเลของเธอ“เอาไว้ให้คุณทำโปรแกรมทางบัญชีนี้ออกมาได้สำเร็จก่อน หากมันทำให้บริษัทคุณประสบความสำเร็จได้จริง หลังจากนี้ฉันจะบอกทุกอย่า
แม้จะจบคณะวิทยาศาสตร์ สาขาเอกฟิสิกส์ แต่ว่าเธอก็มีความรู้เรื่องคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์พื้นฐานอยู่ไม่น้อยทั้งนี้เพราะเป็นวิชารองที่เธอเลือกเรียนและมีสอนอยู่ในคณะวิทยาศาสตร์ด้วย เนื่องจากเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์นั้นเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้ควบคู่กันไปการเขียนโปรแกรมแม้จะต้องใช้ทักษะเฉพาะ เธออาจจะไม่ชำนาญในเรื่องนั้นแต่เธอก็สามารถออกแบบโปรแกรมและเขียนต้นแบบ เพื่อให้เขานำไปให้พนักงานที่เชี่ยวชาญออกแบบซอฟต์แวร์ออกมาได้“ในยุคนี้เริ่มมีการร่วมทุนกับบริษัทต่างชาติ ประเทศกำลังได้รับการพัฒนา คอมพิวเตอร์คงน่าจะเริ่มนำมาใช้ในการทำงานของบริษัทใหญ่ ๆ แล้ว โปรแกรมที่จะใช้กับคอมพิวเตอร์ในยุคนี้อะไรล่ะที่จะเหมาะสม” จ้าวหลันเฟยในชุดชุดนอนกระโปรงสีขาวของอดีตคุณนายเฉิน เดินไปเดินมาอย่างใช้ความคิด“สแกนไวรัสอย่างนั้นหรือ ไม่สิอินเทอร์เน็ตอาจจะยังไม่ครอบคลุมว่า แต่ยุคนี้มีอินเทอร์เน็ตใช้หรือยังนะ โอ๊ย ปวดหัวจริง โปรแกรมสแกนไวรัสตัดออกไปก่อน... อืม โปรแกรมที่จะใช้ได้ในสำนักงานอย่างนั้นหรือ แล้วอะไรดีล่ะ”หญิงสาวพูดไปบ่นไปอย่างใช้ความคิดอยู่ภายในห้องนอนของตน ตั้งแต่ที่อาบน้ำเสร็จจนถึงตอนนี้ ในหัวเธอก็ยังวนเว







