LOGIN“พี่เลี้ยงหรือคะ” เธอทวนประโยคนั้นด้วยน้ำเสียงที่งุนงง เธอขอตำแหน่งที่บริษัทแต่เขากลับเสนอตำแหน่งพี่เลี้ยงเด็กให้
“สาวใช้ที่ทำหน้าที่พี่เลี้ยงกำลังจะลาออกไปในสิ้นเดือนนี้ ตำแหน่งเดียวที่ขาดคือพี่เลี้ยงของลูกผม ถ้าคุณไม่รับข้อเสนอก็เรียกเงินค่าชดเชยมา” เขาถามย้ำอีกครั้ง หากเธอจนตรอกจริงงานไหนก็ต้องรับเอาไว้
จ้าวหลันเฟยกำลังจะแสดงท่าทีไม่พอใจแต่ก็สงบลงเมื่อนึกได้ว่า อย่างไรเสียตนก็ไม่มีที่ไปแล้ว สู้รับข้อเสนอเอาไว้ก่อนจะดีกว่า
“ก็ได้ค่ะ ฉันจะรับงานตำแหน่งพี่เลี้ยง” คำตอบของเธอทำให้เฉินอี้เซียวมองด้วยสายตาที่ประหลาดใจ ไม่คิดว่าเธอจะยอมรับตำแหน่งพี่เลี้ยงที่ไม่ต่างจากสาวใช้ของบ้าน
ชุดที่เธอสวมใส่ก่อนหน้านี้ก็มีความทันสมัยเสื้อเชิ้ตและกางเกงยีนที่กำลังเป็นที่นิยมในหมู่คนรุ่นใหม่ รวมไปถึงเสื้อสีขาวสะอาดตาที่คลุมทับมา ราวกับว่าเธอมีอาชีพอะไรที่เกี่ยวกับงานเฉพาะทางบางอย่างที่ต้องใช้ความชำนาญ แต่อยู่ดี ๆ เมื่อเขาประชดให้ยอมรับตำแหน่งคนรับใช้ หญิงสาวกลับยอมง่าย ๆ เสียอย่างนั้น
“คุณต้องการอะไรกันแน่” คำถามนั้นทำให้จ้าวหลันเฟยขมวดคิ้ว ให้เป็นพี่เลี้ยงที่บ้านเธอก็ยอมแล้วเขายังจะคาดคั้นอะไรกับเธออีก
“ดูจากเสื้อผ้าของคุณก่อนหน้านี้ไม่เหมือนคนจะมาทำงานพี่เลี้ยงเด็ก บอกเหตุผลมาสิว่าทำไมผมต้องรับคุณมาทำงานที่บ้าน แล้วผมจะเชื่อใจให้คุณดูแลลูกของผมได้หรือ” เขาถามแล้วจ้องไม่วางตา
“คุณเป็นคนเสนองานนี้ให้ฉันเองนี่คะ ฉันไม่ได้ขอสักหน่อย” เธอพูดเสียงเบา แต่เมื่อเขาจ้องไม่ลดละแบบนั้นเลยต้องเงียบไป รู้สึกกดดันกับสายตาของเขามาก
ดูแล้วเขาคงไม่อยากรับเธอเข้ามาอยู่ด้วยง่าย ๆ ใครจะรับคนแปลกหน้าที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้าเข้ามาอยู่ในบ้านกันเล่า แล้วเธอจะต้องโกหกว่าเป็นใครดี อยู่ดี ๆ จะไม่มีทั้งที่อยู่และงานทำมันเป็นไปได้หรือ
“ฉันประสบอุบัติเหตุก่อนหน้านี้ พอฟื้นขึ้นมาก็จำอะไรไม่ได้เลย มีเพียงแค่ชื่อที่ปักอยู่ตรงเสื้อคลุมนั่น ที่บอกว่าฉันชื่อจ้าวหลันเฟย ฉันเดินไปทั่วถามคนนั้นคนนี้ก็ไม่มีใครรู้จักฉัน ฉันไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว” พูดไปดวงตาเรียวคู่นั้นก็บีบน้ำตาไปด้วย บทคนความจำเสื่อมต้องมาในนาทีนี้ไม่อย่างนั้นเขาก็คงจะสอบถามประวัติของเธอไม่รู้จบ
“ความจำเสื่อม?” เขาทวนประโยคนั้น ปลายนิ้วก็เคาะลงที่โต๊ะทำงานของตัวเองไปด้วยอย่างครุ่นคิดก่อนจะถามคำถามออกมาพร้อมกับหรี่ตามองเพื่อจับผิด
“ความจำเสื่อม... แล้วทำไมบอกว่าตัวเองเก่งเคมีฟิสิกส์อะไรทำนองนั้น”
“มันคงเป็นสัญชาตญาณพื้นฐานของฉันมั้งคะ ดูจากเสื้อคลุมที่ฉันสวมใส่ฉันก็เลยคาดว่าตัวเองน่าจะทำงานเกี่ยวกับการทดลองการวิจัยอะไรทำนองนั้น” เธอตอบคำถามเสียงเครือ เมื่อโกหกหนึ่งครั้งก็ต้องโกหกตามมาอย่างไม่สิ้นสุด
เฉินอี้เซียวมองเธออย่างไม่เชื่อในสิ่งที่พูด อะไรมันจะฟังเหมือนบทละครขนาดนั้น
“คุณเฉินได้โปรดเถอะค่ะ ฉันไม่มีที่ไป ไม่รู้จักใครที่นี่เลยสักคน ต้องอยู่ตัวคนเดียวในโลกที่ไม่รู้จักใครและไม่รู้จักแม้กระทั่งตัวเอง ไหน ๆ ฉันก็มีวาสนาได้พบเจอและช่วยลูกสาวคุณเอาไว้แล้ว ให้ฉันทำงานอยู่ที่นี่นะคะเป็นพี่เลี้ยงของเด็ก ๆ แล้วฉันไม่รับเงินเดือนก็ได้ขอแค่ที่พักและอาหารสามมื้อเท่านั้นก็พอแล้ว” เธอร้องไห้ออกมา แสดงละครฉากใหญ่เพื่อเอาตัวรอด
ข้อเสนอของเธอทำให้เขายิ่งประหลาดใจ ไม่ต้องการค่าตอบแทนในการทำงาน ขอแค่ที่พักและอาหารสามมื้อเท่านั้นเองหรือ
‘มีคนแบบนี้ด้วยหรือ’ เขาทวนคำถามนั้นอย่างชั่งใจ ในนาทีนี้ใครเล่าจะปฏิเสธลง สถานการณ์การเงินของเขาก็ใช่ว่าจะดีเสียเมื่อไหร่ อะไรประหยัดได้ก็ย่อมประหยัด อีกทั้งเธอเองก็ช่วยชีวิตลูกสาวเขาเอาไว้ แล้วเขาเองก็ยังไปทำร้ายเธอแบบนั้นด้วย เธอไม่เอาเรื่องก็ดีเท่าไรแล้ว
“ตกลงผมจะให้คุณทำงานอยู่ที่นี่ ส่วนห้องพักก็ให้ป้าลู่จัดหาให้ก็แล้วกัน ส่วนเสื้อผ้า...” เขามองชุดของอดีตภรรยาที่เธอสวมใส่แล้วก็พ่นลมหายใจออกมา
“ก็ให้ป้าลู่หาเสื้อผ้าที่อยู่ห้องเก็บของชั้นบนมาให้เธอใส่ก็แล้วกัน ดูจากชุดนี้แล้วชุดอื่น ๆ เธอก็น่าจะใส่ได้พอดี” เขาพูดแล้วก็ดึงแฟ้มตรงหน้าออกมาเปิดดูต่อ
หญิงสาวกำลังจะอ้าปากถามเกี่ยวกับบริษัทของเขา แต่เขาเงยหน้าขึ้นมามองเธอก่อน สายตาที่มองเธอบ่งบอกว่าไม่อยากให้เธออยู่ในห้องนี้ต่อ หญิงสาวจึงค่อย ๆ ลุกขึ้น โค้งศีรษะเล็กน้อยก่อนจะเดินออกจากห้องทำงานของเขาไป อย่างน้อยก็มีที่ให้พักพิงในช่วงที่ยากลำบากนี้ เรื่องอื่นก็ค่อยเอาไว้ว่ากันในภายหลัง
เมื่อประตูเปิดออกป้าลู่ที่เอาหูแนบประตูอยู่ก็ถอยออกไปพร้อมกับรอยยิ้มแห้ง ๆ
“ป้าลู่คงได้ยินหมดแล้วใช่ไหมคะ” เธอถามพลางเช็ดน้ำตาที่ติดอยู่ที่หางตาออกไป
“ได้ยินแล้วค่ะ งั้นตามฉันมาทางนี้ ฉันจะพาไปที่ห้องพัก” ลู่หงบอกด้วยน้ำเสียงที่โล่งใจ นอกจากเธอจะไม่เรียกร้องและเอาเรื่องกับเจ้านายแล้ว ยังมาเป็นพี่เลี้ยงของเด็ก ๆ ช่วยเบาแรงตนไปได้ด้วย
“ห้องพักเมื่อครู่เป็นห้องพักของสาวใช้ที่ลาออกไปแล้ว คุณสามารถอยู่ในห้องนั้นได้เลย ส่วนเสื้อผ้าเดี๋ยวฉันจะไปดูเสื้อผ้าคุณนายมาให้ เอ่อ หมายถึงอดีตคุณนายเฉินน่ะ ตอนเธอหย่ากับคุณเฉินเธอก็ขนเสื้อผ้าส่วนใหญ่ไปและทิ้งบางส่วนที่ไม่ใช้แล้วเอาไว้ ขนาดตัวก็ใกล้เคียงกับคุณน่าจะสวมใส่ชุดได้” ป้าลู่พูดถึงอดีตคุณนายด้วยน้ำเสียงที่ไม่อยากเอ่ยถึงเท่าไร
“แล้วเธอไม่กลับมาเยี่ยมลูก ๆ หรือคะ”
“ไม่เคยค่ะ ตั้งแต่ออกไปก็ไม่เคยกลับมาเยี่ยมคุณหนูทั้งสองเลยสักครั้ง เพราะอย่างนี้คุณหนูเล็กเลยถูกคนหลอกได้ง่ายเพราะคิดถึงแม่ วันนี้ที่เธอถูกลักพาตัวก็เพราะถูกหลอกว่าจะพาไปหาคุณแม่ของเธอ เฮ้อ เป็นเพราะฉันแท้ ๆ ที่ดูแลคุณหนูไม่ดี” พูดถึงเรื่องนี้ป้าลู่ก็โทษตัวเองไม่หยุด เพราะทั้งบ้านมีเธอกับเสี่ยวอิงทำงานอยู่สองคน เลยทำให้ละเลยคุณหนูเพราะคลาดสายตาไปชั่วขณะเท่านั้น
โชคดีที่มีคนเห็นจึงวิ่งตามไป เธอก็ให้เสี่ยวอิงโทรหาเจ้านายให้รีบกลับมาและอยู่บ้านเป็นเพื่อนของคุณชายน้อย ส่วนเธอก็ให้คนขับรถที่เป็นสามีพาเธอขับตามไปตามถนนและซอกซอย โชคดีที่จ้าวหลันเฟยช่วยคุณหนูเล็กเอาไว้ ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่มีวันให้อภัยตัวเอง
“ไม่ต้องโทษตัวเองนะคะ ตอนนี้คุณหนูเล็กเธอก็ปลอดภัยแล้ว ต่อไปมีฉันช่วยดูแลอีกคน ฉันจะช่วยสอนและกำชับเด็ก ๆ เองค่ะว่าไม่ให้ไปไหนมาไหนกับคนแปลกหน้า” เธอปลอบใจลู่หงด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน
“หลังจากนี้ป้าขอฝากด้วยนะคะ เสี่ยวอิงก็กำลังจะลาออกไป เดือนนี้เธอทำงานจนถึงสิ้นเดือน เดือนนี้คงไม่ลำบากนักแต่เดือนหน้าก็หนักหนาพอสมควร”
“ค่ะ ขอบคุณนะคะป้าลู่” หญิงสาวบอกแล้วเดินตามป้าลู่กลับไปยังห้องพักของเธอ
ตอนนี้ขอแค่มีที่พักและอาหาร เธอก็อยู่ต่อไปได้อย่างไม่ลำบากนัก ส่วนเรื่องที่จะหาทางทำงานในบริษัทของเขาคงจะต้องใจเย็นเอาไว้ก่อน ค่อย ๆ แสดงความสามารถให้เขาเห็นทีละน้อย เพราะเธอเพิ่งบอกไปว่าความจำเสื่อม แล้วจะแสดงความสามารถออกมาในตอนนี้ก็คงจะไม่สมเหตุสมผลนัก
************************
สัญญาในการซื้อขายกับตู้ชิงอวิ๋นถูกเก็บเอาไว้อย่างดีในตู้เอกสารหลังโต๊ะทำงานของประธานหนุ่ม เฉินอี้เซียวนั่งยิ้มด้วยความพึงพอใจ มองดูเอกสารนำเสนองานและสัญญาฉบับใหม่ที่จะใช้พูดคุยกับบริษัทหลงจื่ออสังหาในวันพรุ่งนี้ คิดว่าจะต้องเป็นไปด้วยดีและราบรื่นเหมือนอย่างวันนี้อย่างแน่นอน ทั้งนี้เพราะประธานตู้และประธานหลง ทั้งสอง เป็นคู่เขยกัน ภรรยาของทั้งสองเป็นพี่น้องที่มาจากตระกูลเดียวกัน ดังนั้นย่อมมีการพูดคุยกันถึงเรื่องนี้ และแน่นอนว่าประธานตู้เองก็ได้รับรองกับเขาแล้วว่า จะเอาเรื่องการทดสอบโปรแกรมในวันนี้ไปพูดกับประธานหลงให้ฟังคร่าว ๆ หากเป็นอย่างที่พูดคุยกันไว้ การเจรจาในวันพรุ่งนี้ก็จะต้องสำเร็จลุล่วงด้วยดี“อาหมิง วันนี้ฉันจะกลับบ้านเร็วหน่อย นายไปเตรียมรถรอ” ประธานหนุ่มบอกด้วยอย่างอารมณ์ดี ตั้งแต่เขาขายกิจการร้านสิ่งทอของครอบครัวแล้วนำเงินมาลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีที่ตนใฝ่ฝัน เขาก็ทุ่มเทและจริงจังกับงานจนแทบไม่มีเวลาพัก ยิ่งตอนที่หย่าและแบ่งทรัพย์สินกันกับภรรยา เขาก็ไม่เคยมีรอยยิ้มอีกเลย“ครับ คุณเฉิน” อาหมิงรับปากแล้วรีบออกไปจัดการตามที่เจ้านายของตนสั่งปกติแล้วเฉินอี้เซียวไม่เคยที่จะกลับบ
หลังจากที่เซ็นสัญญากับบริษัทขนาดไปถึงสาม บริษัทแล้ว และกำลังอยู่ในช่วงพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อที่จะนำไปติดตั้งระบบในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ในช่วงนี้เฉินอี้เซียวก็ได้เตรียมสัญญาและเอกสาร แนะนำซอฟต์แวร์ เพื่อที่จะไปแนะนำโปรแกรมบัญชีสำเร็จรูปของตนซึ่งให้ชื่อว่า โปรแกรมแอคเซอร์ (Accer 1984) ซึ่งเป็นรุ่นเปิดตัว รุ่นแรกในปี 1984 ไปนำเสนอกับบริษัทที่มีขนาดองค์กรที่ใหญ่ขึ้น หลังจากติดต่อบริษัทไปหลายแห่งก็มีเพียงสองบริษัทที่ตอบรับการนัดหมายให้เข้าไปพูดคุยงาน แม้จะเป็นเพียงแค่สองบริษัทและไม่รู้ว่าจะมีการตอบตกลงทำสัญญาหรือไม่ แต่เฉินอี้เซียวก็มั่นใจว่าเขาจะต้อง พูดโน้มน้าวใจให้บริษัททั้งสองตอบตกลงเซ็นสัญญาได้อย่างแน่นอน“คุณเฉินครับ เอกสารที่ต้องใช้ในการนำเสนองานเสร็จเรียบร้อยแล้วครับ และผมได้ทำสัญญาเผื่อเอาไว้ในกรณีที่ตอบตกลง เหลือเพียงลงรายละเอียดตัวเลขระยะเวลาและจำนวนเงินที่ยังว่างไว้ครับ” อาหมิงนำเอกสารเข้ามาให้พร้อมกับรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น“วันนี้เป็นวันที่ดีมากเลยนะอาหมิง บริษัทขายเครื่องใช้ไฟฟ้าอันดับสองในเขตผู่ตง และบริษัทหลงซื่ออสังหาตอบตกลงรับนัดเรา แค่สองบริษัทนี้สนใจ โปรแกรม
เมื่อกลับมาถึงบ้านสกุลเฉิน เฉินอี้เซียวก็ประกาศข่าวดี นำเงินเดือนของเดือนที่แล้วที่ผ่านมาหลายวันจ่ายจำนวนเต็มให้แก่ทุกคน และไม่ลืมที่จะจ่ายเงินเดือนส่วนที่ค้างเอาไว้ในเดือนที่ผ่านมาจนครบ สร้างความดีใจให้แก่ทุกคนเป็นอย่างมากจ้าวหลันเฟยเป็นคนเดียวที่ไม่ได้รับซองเงินเดือน แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่ได้ใส่ใจ เพราะไม่มีอะไรที่ต้องใช้จ่ายอยู่แล้ว“ในที่สุดสวรรค์ก็เมตตา กิจการของคุณเฉินเจริญรุ่งเรือง ร่ำรวย ร่ำรวย” ลู่หงพูดด้วยความยินดี น้ำตารื้นด้วยความตื้นตัน“ขอบคุณป้าลู่ที่ดูแลผมและบ้านสกุลเฉินมาตลอด หากกิจการผมก้าวหน้าขึ้นอย่างที่ป้าอวยพร หลังปีใหม่นี้ผมจะขึ้นเงินเดือนให้ทุกคน” ประธานหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความยินดี ก่อนจะหันมาทางเสี่ยวอิงและจ้าวหลันเฟย“เสี่ยวอิง ที่เธอขออยู่ต่อชั่วคราว ตอนนี้ฉันขอให้เธออยู่ต่อเลยได้ไหม ฉันอยากให้เธอช่วยงานบ้านต่อไป ส่วนหลันเฟยตอนนี้ฉันจะให้เธอทำหน้าที่พี่เลี้ยงเพียงอย่างเดียว งานบ้านอื่น ๆ ของเด็ก ๆ และงานบ้านทั่วไปต้องรบกวนเธอแล้ว” เขาบอกกับสาวใช้วัยยี่สิบ ขอให้เธออยู่ทำงานต่อ“ได้ค่ะคุณเฉิน ได้ค่ะ” หญิงสาวรับปากแทบจะทันที ถือซองเงินในมือเอา
กิจกรรมวันนี้ทำให้เฉินจินเจินและเฉินจินจ้านตื่นเต้นไม่น้อย เพราะวันนี้จ้าวหลันเฟยบอกว่าเธอจะพาทำ ‘น้ำเปลี่ยนสี’“พี่หลันเฟย นั่นดอกอะไรคะ”“ดอกอัญชันน่ะ ฉันเห็นว่าเกิดที่ริมรั้วจึงจะลองนำมาทำกิจกรรมสนุก ๆ” เธอพูดแล้วน้ำดอกอัญชันที่เก็บมา ให้เด็ก ๆ ช่วยกันใช้ครกหินบดยาในการบดดอกอัญชัน จากนั้นก็นำมาคั้นน้ำจนได้น้ำสีน้ำเงินออกมาจำนวนหนึ่ง “แล้วเราต้องทำอย่างไรต่อครับ” เฉินจินจ้านที่เริ่มพูดไพเราะขึ้น ถามด้วยน้ำเสียงที่สนใจและกระตือรือร้น“ต่อไปเราก็จะนำไปผสมกับน้ำเปล่า ลองดูสิคะ” เธออธิบายแล้วปล่อยให้เด็ก ๆ ทำกันเองสองพี่น้องนำน้ำสีน้ำเงินเข้มที่คั้นมาได้ ผสมลงไปในน้ำเปล่าทั้งสองแก้วที่อยู่ต่อหน้าตน จากนั้นเธอก็ยื่นมะนาวให้กับเด็ก ๆ ถือเอาไว้คนละหนึ่งซีก“น้ำดอกอัญชันเป็นสีอะไรคะ”“สีน้ำเงินครับ” / “สีน้ำเงินค่ะ”“ถ้าเราหยดน้ำมะนาวลงไป คิดว่าจะมีการเปลี่ยนสีหรือไม่”“เปลี่ยนค่ะ” เฉินจินเจินตอบอย่างมั่นใจในคำตอบ จ้าวหลันเฟยเลิกคิ้วขึ้นแล้วถามเด็กน้อย“ทำไมถึงเปลี่ยนคะ คุณหนูเล็กพอตอบได้หรือไม่”“เพราะพี่หลันเฟยบอกเองว่าวันนี้จะพาทำกิจกรรมน้ำเปลี่ยนสี” คำตอบของเด็กน้อยทำให้เธอหัวเราะออกม
เมื่อเห็นว่าโปรแกรมที่ตนเองทำนั้นสามารถใช้งานได้จริง และพร้อมที่จะนำไปเสนอขายให้แก่บริษัทกลุ่มเป้าหมาย เฉินอี้เซียวก็ได้นำโปรแกรมตัวอย่างเหล่านี้ไปนำเสนอที่บริษัทต่าง ๆ ด้วยตนเอง โดยเริ่มจากบริษัทเล็ก ๆ ก่อนโดยมีข้อเสนอที่ว่ากลุ่มบริษัทที่ทำการซื้อขายโปรแกรมสำเร็จรูปทางบัญชีกลุ่มแรก จะได้รับการดูแลหลังการขายและได้รับการอัปเดตโปรแกรมโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตลอดระยะเวลาห้าปีด้วยข้อเสนอนี้จึงทำให้คนรุ่นใหม่ที่ก้าวมาสู่วงการธุรกิจเล็งเห็นความสำคัญ และชื่นชอบแนวคิดในการทำงานโดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้งานสะดวกรวดเร็วขึ้น จึงตอบตกลงเซ็นสัญญาซื้อขายวางมัดจำทันทีที่ได้ทดลองใช้โปรแกรมตัวอย่างแม้จากสิบบริษัทจะมีเพียงสามบริษัทเท่านั้นที่ตกลงเซ็นสัญญาในการซื้อโปรแกรมที่เขากำลังพัฒนาอยู่ แต่นั่นก็ถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี เพราะตอนนี้เขามีเงินค่ามัดจำโปรแกรมเพียงพอที่จะใช้หมุนเวียนในบริษัทอีกต่อไปสองเดือน และมีเงินจ่ายค่าจ้างที่เหลือของคนในบ้านแต่ว่าเฉินอี้เซียวไม่ได้หยุดเพียงแค่นั้น ตอนนี้เขาเริ่มไปยังบริษัทขนาดกลางและขนาดใหญ่ เพื่อที่จะเสนอโปรแกรมสำเร็จรูปทางบัญชีของตน กำลังรอนัดหมายเพื่อเข้าไปอธิ
อีกสามวันเสี่ยวอิงก็ต้องออกไปจากบ้านสกุลเฉินแล้ว หยางหมิงซวนที่แอบรักเธอมาหลายปีตั้งแต่หญิงสาวอายุสิบหก จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่กล้าที่จะสารภาพความในใจขณะกินอาหารเย็นด้วยกัน เขามองเธอที่พูดคุยกับคนอื่น ๆ ด้วยรอยยิ้มที่สดใส เขาอยู่กับเฉินอี้เซียวมาตั้งแต่ตัวเองเป็นวัยรุ่น ที่ผ่านมาทุ่มเททำงานหนักและไม่เคยมีคนรัก เสี่ยวอิงจึงเป็นรักแรกของเขาจนถึงตอนนี้“เสี่ยวอิง ถ้าเธอลาออกไปแล้ว เธอจะไปทำงานที่ไหน ดูไว้แล้วหรือยัง” ป้าลู่ถามขึ้นมา อาหมิงได้ยินดังนั้นก็มองใบหน้าของเธอ รอฟังคำตอบอย่างตั้งใจ สิ่งนั้นไม่รอดพ้นสายตาของจ้าวหลันเฟยตั้งแต่เธอมาอยู่ที่นี่จนครบหนึ่งสัปดาห์ เธอสังเกตเห็นว่าหยางหมิงซวนนั้นมีใจให้แก่เสี่ยวอิงอย่างแน่นอน แต่หญิงสาวกลับไม่รู้เลยสักนิดว่ามีคนคิดกับเธอเกินกว่าพี่ชายและน้องสาว“ว่าไงล่ะเสี่ยวอิง เธอจะไปทำงานที่ไหน” เขาย้ำถามเธอด้วยคำถามเดียวกันกับลู่หง แล้วรอฟังคำตอบอย่างตั้งใจ“ไม่รู้สิพี่หมิงซวน ฉันคงกลับบ้านนอกก่อน ไปช่วยพ่อแม่ทำสวนก่อนสักเดือน แล้วจะเข้ามาหางานใหม่อีกครั้ง ความรู้ของฉันก็คงสมัครได้แค่พนักงานทำความสะอาด หรือไม่ก็คนรับใช้เท่านั้นแหละ” เธอบอกแล้วกินอา







