Masukเมื่อไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไร ก็ทำเอาหัวใจของเธอสั่นระรัวด้วยความกลัวและกังวล
หากสิ่งที่ศาสตราจารย์จางพูดถึงเป็นจริงว่า ต้องรอให้เวลาที่ย้อนมาดำเนินไปจนถึงปัจจุบันจึงจะกลับคืนสู่ปัจจุบันได้ นั่นหมายความว่าเธอต้องติดอยู่ที่นี่อีกหลายสิบปีเลยอย่างนั้นหรือ
“เราควรกลับไปบ้านตัวเองที่ปักกิ่งแล้วไปอยู่กับพ่อแม่ให้พวกท่านช่วยเหลือ ใช่แล้ว” เมื่อคิดได้อย่างนั้นก็ยิ้มออกมา
วางแผนว่าหากบุพการีทั้งสองไม่เชื่อว่าเธอคือลูกสาว ก็จะเล่าเรื่องที่คุณปู่เคยเล่าเรื่องวีรกรรมของคุณพ่อ เท่านั้นก็น่าจะเพียงพอให้เขาเชื่อเธอแล้ว หรือไม่ก็ช่วงตั้งครรภ์ที่มารดาฝันเห็นพระพุทธองค์ส่งเทพธิดามาจุติในครรภ์ ซึ่งมารดาไม่เคยเล่าให้ใครฟัง ท่านก็น่าจะเชื่อเธอแล้ว
เมื่อคิดได้อย่างนั้นก็เร่งฝีเท้าเพื่อที่จะไปที่ป้ายรถประจำทางที่อยู่หน้าโรงพยาบาล ขณะที่รอรถก็ลืมไปว่าตนไม่มีเงินติดตัวมาสักหยวน อีกอย่างเงินในยุคปัจจุบันก็คงใช้ไม่ได้กับที่นี่
ขณะนั้นก็มีคนมานั่งข้าง ๆ มองหญิงสาวในชุดเสื้อคลุมยาวสีขาวก็เข้าใจว่าเธอทำงานที่โรงพยาบาลก็ยิ้มให้ ก่อนจะคลี่หนังสือพิมพ์ออกแล้วอ่านรอรถประจำทางมาถึง จ้าวหลันเฟยเห็นอย่างนั้นก็ขอยืมหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นทันที
“เอ่อ คุณน้าคะ ฉันขอยืมหนังสือพิมพ์หน่อยได้หรือเปล่า” เธอพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“ได้ค่ะคุณหมอ” หญิงวัยกลางคนยื่นหนังสือพิมพ์ของเธอให้ จ้าวหลันเฟยรับเอาไว้ แล้วอ่านดูวันที่ในหน้าแรกด้วยหัวใจที่เต้นรัว
“20 ตุลาคม 1984” เธออ่านช่วงเวลาที่ปรากฏด้วยน้ำเสียงที่ตกใจ ความคิดที่ว่าจะกลับไปบ้านเกิดยังปักกิ่งเพื่อขอความช่วยเหลือจากครอบครัวของตน พลันหายไปจากความคิด
อย่าว่าแต่เธอยังไม่เกิดเลย สี่สิบปีที่แล้วพ่อแม่เธอยังไม่เจอกันเสียด้วยซ้ำไป บ้านเดิมของคุณปู่คุณย่าหรือว่าบ้านคุณตาคุณยายเธอก็ไม่รู้ว่าอยู่ไหน เธอโตมาทั้งสองครอบครัวก็ย้ายไปอยู่ที่ปักกิ่งกันหมดแล้ว
“มีอะไรหรือเปล่าคะ”
“ไม่มีค่ะคุณน้า นี่คะหนังสือพิมพ์ ขอบคุณนะคะ” เธอกล่าวด้วยความสุภาพแล้วส่งหนังสือพิมพ์คืนไปให้เจ้าของ เมื่อรถประจำทางมาถึงก็ได้แต่มองคนอื่นทยอยขึ้นรถไป ในขณะที่เธอตอนนี้ไม่มีจุดหมายว่าจะไปที่ไหนและขอความช่วยเหลือจากใครได้
“ศาสตราจารย์โจวก็คงเพิ่งสามขวบ ส่วนศาสตราจารย์จางก็คงกำลังเรียนประถม หึ ต้องติดที่นี่อีก 40 ปี แล้วตอนฉันกลับไปถึงจะแก่หงำเหงือกแล้วเปล่า หรือต้องตายอยู่ที่นี่ก่อนจะได้กลับไปนะ” หญิงสาวพึมพำอย่างสิ้นหวัง
จากนั้นก็ลุกขึ้นยืนแล้วตัดสินใจที่จะเดินกลับไปยังบ้านร้างหลังนั้น อย่างน้อยก็สามารถใช้ที่นั่นเป็นที่ซุกหัวนอนชั่วคราวได้ในคืนนี้
ขณะที่กำลังเดินไปตามเส้นทางเดิมที่จากมา ฟ้าก็เริ่มมืดขึ้นเรื่อย ๆ กว่าเวลาจะกลับไปบรรจบกันกับช่วงเวลาที่เธอจากมาก็อีกตั้ง 40 ปี กว่าจะถึงตอนนั้นเธอต้องใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ หรือไม่ก็...
“หรือไม่ก็ต้องสร้างไทม์แมชชีนอีกเครื่องเพื่อที่จะกลับไป” ความคิดที่เป็นหนทางสว่างนั้นทำให้เธอดีใจเพียงครู่ก็ทำหน้าสลดลงอีกครั้ง เธอจะหาทุนพันล้านมาจากที่ไหน แล้วในยุคสมัยนี้นักวิทยาศาสตร์หรือนักวิจัยเก่ง ๆ ก็มีแต่ต่างประเทศเท่านั้น
ขณะที่กำลังจมอยู่กับวิธีที่จะกลับไป เธอก็เดินมาถึงสะพานข้ามคลองที่มีความยาวกว่าสิบเมตร เห็นว่ามีหญิงสาวคนหนึ่งกำลังอุ้มเด็กหญิงวัยประมาณสี่ขวบวิ่งมาหน้าตาตื่น จากนั้นก็ชนเข้ากับเธอจนล้มลงไป ทั้งหญิงคนนั้นและเด็กหญิงก็ล้มลง
“เป็นอะไรหรือเปล่าคะ” จ้าวหลันเฟยรีบเข้าไปถาม แล้วช่วยประคองเด็กหญิงให้ยืนขึ้น หญิงสาวคนนั้นลุกขึ้นได้ เธอมองเด็กหญิงที่ร้องไห้จ้า แล้วมองหันหลังกลับไปด้วยความลังเล จากนั้นก็ตัดสินใจทิ้งเด็กเอาไว้แล้ววิ่งหนีไป
“อ้าว คุณ! คุณ! คุณลืมเด็กไว้” จ้าวหลันเฟยร้องตาม แต่หญิงคนนั้นก็ไม่สนใจแม้แต่จะหันกลับมามอง
“ช่วยหนูด้วย ฮือ ๆ ช่วยหนูด้วย หนูจะหาหม่าม้า” เด็กหญิงร้องไห้สะอึกสะอื้น
“โอเค เดี๋ยวน้าจะพาไปหาแม่นะ อย่างร้องนะคนดี” จ้าวหลันเฟยอุ้มเด็กน้อยขึ้นแล้วตั้งใจจะเดินพาไปส่งผู้หญิงคนนั้น พลางนึกตำหนิว่าแม่ประสาอะไรทำไมทิ้งลูกไว้แบบนี้ แล้วเธอหนีอะไรมากันแน่
“นั่นไง คุณหนูอยู่นั่น” เสียงของผู้ชายที่ตะโกนโหวกเหวกอยู่ด้านหลัง ตามมาด้วยรถคลาสสิกรุ่นเก่าที่น่าจะนิยมใช้ในสมัยนั้นก็มาจอดเทียบข้าง ๆ เธอ
“ส่งเด็กมา ถ้าไม่อยากเจ็บตัว” คนที่วิ่งมาถึงก็พูดขู่เสียงดัง หายใจหอบและมองด้วยสายตาที่เอาเรื่อง
“นี่พวกลักพาเด็กหรือ ให้ตายสิ ถอยออกไปเลยนะ” จ้าวหลันเฟยกอดเด็กหญิงไว้แน่น จะถอยก็มีคนขวาง จะเดินหน้าก็มีคนวิ่งมาขวาง ข้าง ๆ คือราวสะพาน อีกข้างคือรถที่จอดขวางเอาไว้
ตอนนั้นเองก็มีรถอีกคันที่รุ่นและยี่ห้อเดียวกันมาจอดหน้ารถคันแรก ชายที่ลงมาท่าทางเหมือนพวกหัวหน้า ใส่สูทที่ดูมีราคา ใบหน้าเต็มไปด้วยความโกรธ เดินเข้ามาหาเธอแล้วอุ้มเอาตัวเด็กหญิงไปในจังหวะที่เธอกำลังลังเลมองหาทางหนี
“เอาเด็กคืนมานะ” เธอร้องโวยวาย กลัวว่าคนเหล่านี้จะทำร้ายเด็กหญิง
ประธานหนุ่มวัยยี่สิบแปดปีส่งเด็กให้กับผู้หญิงวัยกลางคนที่นั่งรถคันแรกมาถึงก่อน จากนั้นก็เดินตรงมาที่เธอพร้อมกับใช้ฝ่ามือที่ใหญ่และกำยำคว้าเข้าที่คอของเธอแล้วบีบจนหญิงสาวรู้สึกหายใจไม่ออก ดิ้นขลุกขลักพยายามแกะมือของเขา
“กินดีหมีหัวใจเสือมาหรือถึงกล้าลักพาตัวลูกสาวฉัน” เขาพูดเสียงลอดไรฟัน สายตาที่มองเธอเต็มไปด้วยความโกรธและอาฆาต ฆ่าเธอได้เขาก็คงลงมือฆ่าไปแล้ว แต่ไม่ใช่ว่าตอนนี้เขากำลังฆ่าเธออยู่หรือ
“ฉัน..ไม่ ได้..ทำ...” เธอพยายามจะพูดแก้ตัว เข้าใจสถานการณ์แล้วว่าเธอเข้าใจผิด คนที่ลักพาตัวเด็กคือผู้หญิงที่วิ่งหนีไปก่อนหน้านี้ต่างหาก และตอนนี้เธอกำลังรับเคราะห์แทน
“ไม่ใช่เธอ เธอช่วยหนูไว้ ไม่ใช่เธอ”
เด็กหญิงพูดไปพลางสะอื้นไป เมื่อแม่บ้านได้ยินอย่างนั้นก็รีบออกมาบอกกับเจ้านายของตนทันที
“คุณเฉินคะ คุณหนูเล็กบอกว่าไม่ใช่เธอที่ลักพาตัว ผู้หญิงคนนี้ช่วยคุณหนูเอาไว้” เมื่อได้ยินเขาก็รีบปล่อยมือออกจากเธอ ทว่าจ้าวหลันเฟยที่ทั้งกลัวและตกใจทั้งเรื่องที่เธออยู่ในที่ที่ไม่ใช่ยุคสมัยของตน ทั้งเรื่องที่กำลังถูกเขาเข้าใจผิดและลงมือทำร้าย ทำให้หญิงสาวหมดสติไปในตอนนั้น
“เอาอย่างไรดีครับคุณเฉิน” ลูกน้องที่วิ่งหอบตามคนร้ายมาถามด้วยความร้อนใจ จะพาไปโรงพยาบาลก็เกรงว่าเจ้านายจะถูกข้อหาทำร้ายร่างกาย หากจะปล่อยทิ้งไว้ที่นี่ก็คงไร้คุณธรรมกับผู้มีพระคุณที่ช่วยคุณหนูเอาไว้ พลเมืองดีคนอื่น ๆ ที่ตามมาช่วยเมื่อเห็นว่าสถานการณ์คลี่คลายก็เริ่มทยอยกันกลับออกไป หลังจากนี้ไม่ใช่เรื่องของพวกเขาแล้ว
“พาเธอกลับไปที่บ้านก่อน ฟื้นแล้วก็ค่อยเจรจาชดเชยให้เธอ เงินซื้อได้ทุกอย่างนั่นแหละ แม้กระทั่งหัวใจคน” พูดจบเขาก็ให้คนช่วยพาเธอขึ้นรถอีกคันแล้วให้แม่บ้านเก่าแก่นั่งไปนั่งเป็นเพื่อนเธอ ส่วนเขาก็นั่งรถอีกคันแล้วกอดเฉินจินเจินที่ตอนนี้หลับไปแล้ว
เฉินอี้เซียวถอนหายใจด้วยความโล่งอกที่ตามมาช่วยเหลือลูกสาวคนเล็กได้ทันเวลา โน้มใบหน้าลงไปจุมพิตที่หน้าผากของเด็กน้อยอย่างอ่อนโยน หัวใจผู้เป็นพ่อแทบจะแหลกสลายตอนที่คนโทรมาบอกว่าเธอถูกลักพาตัว
************************
กิจกรรมวันนี้ทำให้เฉินจินเจินและเฉินจินจ้านตื่นเต้นไม่น้อย เพราะวันนี้จ้าวหลันเฟยบอกว่าเธอจะพาทำ ‘น้ำเปลี่ยนสี’“พี่หลันเฟย นั่นดอกอะไรคะ”“ดอกอัญชันน่ะ ฉันเห็นว่าเกิดที่ริมรั้วจึงจะลองนำมาทำกิจกรรมสนุก ๆ” เธอพูดแล้วน้ำดอกอัญชันที่เก็บมา ให้เด็ก ๆ ช่วยกันใช้ครกหินบดยาในการบดดอกอัญชัน จากนั้นก็นำมาคั้นน้ำจนได้น้ำสีน้ำเงินออกมาจำนวนหนึ่ง “แล้วเราต้องทำอย่างไรต่อครับ” เฉินจินจ้านที่เริ่มพูดไพเราะขึ้น ถามด้วยน้ำเสียงที่สนใจและกระตือรือร้น“ต่อไปเราก็จะนำไปผสมกับน้ำเปล่า ลองดูสิคะ” เธออธิบายแล้วปล่อยให้เด็ก ๆ ทำกันเองสองพี่น้องนำน้ำสีน้ำเงินเข้มที่คั้นมาได้ ผสมลงไปในน้ำเปล่าทั้งสองแก้วที่อยู่ต่อหน้าตน จากนั้นเธอก็ยื่นมะนาวให้กับเด็ก ๆ ถือเอาไว้คนละหนึ่งซีก“น้ำดอกอัญชันเป็นสีอะไรคะ”“สีน้ำเงินครับ” / “สีน้ำเงินค่ะ”“ถ้าเราหยดน้ำมะนาวลงไป คิดว่าจะมีการเปลี่ยนสีหรือไม่”“เปลี่ยนค่ะ” เฉินจินเจินตอบอย่างมั่นใจในคำตอบ จ้าวหลันเฟยเลิกคิ้วขึ้นแล้วถามเด็กน้อย“ทำไมถึงเปลี่ยนคะ คุณหนูเล็กพอตอบได้หรือไม่”“เพราะพี่หลันเฟยบอกเองว่าวันนี้จะพาทำกิจกรรมน้ำเปลี่ยนสี” คำตอบของเด็กน้อยทำให้เธอหัวเราะออกม
เมื่อเห็นว่าโปรแกรมที่ตนเองทำนั้นสามารถใช้งานได้จริง และพร้อมที่จะนำไปเสนอขายให้แก่บริษัทกลุ่มเป้าหมาย เฉินอี้เซียวก็ได้นำโปรแกรมตัวอย่างเหล่านี้ไปนำเสนอที่บริษัทต่าง ๆ ด้วยตนเอง โดยเริ่มจากบริษัทเล็ก ๆ ก่อนโดยมีข้อเสนอที่ว่ากลุ่มบริษัทที่ทำการซื้อขายโปรแกรมสำเร็จรูปทางบัญชีกลุ่มแรก จะได้รับการดูแลหลังการขายและได้รับการอัปเดตโปรแกรมโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตลอดระยะเวลาห้าปีด้วยข้อเสนอนี้จึงทำให้คนรุ่นใหม่ที่ก้าวมาสู่วงการธุรกิจเล็งเห็นความสำคัญ และชื่นชอบแนวคิดในการทำงานโดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้งานสะดวกรวดเร็วขึ้น จึงตอบตกลงเซ็นสัญญาซื้อขายวางมัดจำทันทีที่ได้ทดลองใช้โปรแกรมตัวอย่างแม้จากสิบบริษัทจะมีเพียงสามบริษัทเท่านั้นที่ตกลงเซ็นสัญญาในการซื้อโปรแกรมที่เขากำลังพัฒนาอยู่ แต่นั่นก็ถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี เพราะตอนนี้เขามีเงินค่ามัดจำโปรแกรมเพียงพอที่จะใช้หมุนเวียนในบริษัทอีกต่อไปสองเดือน และมีเงินจ่ายค่าจ้างที่เหลือของคนในบ้านแต่ว่าเฉินอี้เซียวไม่ได้หยุดเพียงแค่นั้น ตอนนี้เขาเริ่มไปยังบริษัทขนาดกลางและขนาดใหญ่ เพื่อที่จะเสนอโปรแกรมสำเร็จรูปทางบัญชีของตน กำลังรอนัดหมายเพื่อเข้าไปอธิ
อีกสามวันเสี่ยวอิงก็ต้องออกไปจากบ้านสกุลเฉินแล้ว หยางหมิงซวนที่แอบรักเธอมาหลายปีตั้งแต่หญิงสาวอายุสิบหก จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่กล้าที่จะสารภาพความในใจขณะกินอาหารเย็นด้วยกัน เขามองเธอที่พูดคุยกับคนอื่น ๆ ด้วยรอยยิ้มที่สดใส เขาอยู่กับเฉินอี้เซียวมาตั้งแต่ตัวเองเป็นวัยรุ่น ที่ผ่านมาทุ่มเททำงานหนักและไม่เคยมีคนรัก เสี่ยวอิงจึงเป็นรักแรกของเขาจนถึงตอนนี้“เสี่ยวอิง ถ้าเธอลาออกไปแล้ว เธอจะไปทำงานที่ไหน ดูไว้แล้วหรือยัง” ป้าลู่ถามขึ้นมา อาหมิงได้ยินดังนั้นก็มองใบหน้าของเธอ รอฟังคำตอบอย่างตั้งใจ สิ่งนั้นไม่รอดพ้นสายตาของจ้าวหลันเฟยตั้งแต่เธอมาอยู่ที่นี่จนครบหนึ่งสัปดาห์ เธอสังเกตเห็นว่าหยางหมิงซวนนั้นมีใจให้แก่เสี่ยวอิงอย่างแน่นอน แต่หญิงสาวกลับไม่รู้เลยสักนิดว่ามีคนคิดกับเธอเกินกว่าพี่ชายและน้องสาว“ว่าไงล่ะเสี่ยวอิง เธอจะไปทำงานที่ไหน” เขาย้ำถามเธอด้วยคำถามเดียวกันกับลู่หง แล้วรอฟังคำตอบอย่างตั้งใจ“ไม่รู้สิพี่หมิงซวน ฉันคงกลับบ้านนอกก่อน ไปช่วยพ่อแม่ทำสวนก่อนสักเดือน แล้วจะเข้ามาหางานใหม่อีกครั้ง ความรู้ของฉันก็คงสมัครได้แค่พนักงานทำความสะอาด หรือไม่ก็คนรับใช้เท่านั้นแหละ” เธอบอกแล้วกินอา
หลังจากแนวคิดของจ้าวหลันเฟยถูกถ่ายทอดในที่ประชุม ทีมงานทั้งหมดก็ระดมสมองกันทำงานตามที่ได้รับมอบหมายใช้เวลาในการศึกษางานเกี่ยวกับบัญชีอยู่ครึ่งวัน และให้ฝ่ายบัญชีเข้ามาอธิบายความต้องการที่ต้องใช้ในการทำงาน ใช้เวลาเขียนโค้ดและออกแบบหน้าตาของโปรแกรม เพียงแค่สามวันเท่านั้นโปรแกรมต้นแบบก็สำเร็จ เตรียมพร้อมที่จะนำไปพัฒนาต่อยอดให้เป็นโปรแกรมที่สมบูรณ์แบบต่อไปหยางหมิงซวนเคาะประตูห้องแล้วเข้ามาพร้อมกับใบหน้าที่ตื่นเต้น นำข่าวดีเรื่องนี้มาบอกแก่ประธานหนุ่มทันทีที่ทีมพัฒนาโปรแกรมแจ้งข่าว“คุณเฉินครับ โปรแกรมต้นแบบสำเร็จแล้วครับ”เมื่อได้ยินข่าวดีที่รอคอย เฉินอี้เซียวก็ลุกขึ้นแล้วยิ้มออกมาด้วยความดีใจ“ให้ฝ่ายบัญชีที่บริษัททดสอบการใช้งานโปรแกรมของเรารึยัง” เขาถามด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้น“ทดสอบการใช้งานเรียบร้อยแล้วครับ ฝ่ายบัญชีบอกว่าโปรแกรมนี้ช่วยงานได้มาก แม่นยำ และสรุปผลออกมาตามที่ต้องการ ลดระยะเวลาการทำงานไปได้กว่า 40% ทำให้งานเสร็จเร็วขึ้น” อาหมิงอธิบายอย่างละเอียด“ดีมาก ดีจริง ๆ” เฉินอี้เซียวถอนหายใจออกมาด้วยความดีใจ แค่โปรแกรมพื้นฐานเล็ก ๆ ที่สำเร็จลงได้ เป็นสิ่งที่ทำให้เขาดีใจมาก“คุณเฉ
“เธอเป็นใครกันแน่” คำถามนั้นถูกถามออกมาทำให้ใบหน้าของจ้าวหลันเฟยที่กำลังตื่นเต้นและหมกมุ่นกับความคิดของตน มีสีหน้าที่เจื่อนลงไปเล็กน้อยสายตาคู่งามสบตาเขาด้วยแววตาที่สั่นไหว เธอลืมไปว่ากำลังแกล้งความจำเสื่อม แล้วจะทำอย่างไรดีล่ะทีนี้ หรือว่าเธอควรสารภาพกับเขาออกไปตรง ๆ ดี ว่าเธอคือหญิงสาวในโลกอนาคตที่ย้อนเวลามาอยู่ที่นี่“ถ้าเธอไม่อยากตอบคำถามนี้ของฉันก็ไม่เป็นไร งั้นฉันขอถามเธออีกข้อหนึ่ง ต้องการอะไรจากฉันกันแน่” เขาเปลี่ยนคำถามเธอ เมื่อเห็นว่าหญิงสาวมีท่าทีที่ไม่ค่อยอยากจะตอบคำถามแรกเสียเท่าไร แล้วยังมีสีหน้าที่ดูลำบากใจแบบนั้นแต่เท่านี้ก็ดูออกแล้วว่าเธอไม่ได้ความจำเสื่อมอย่างที่บอกเขาจริง ๆ ซึ่งเขาก็ไม่ได้เชื่อตั้งแต่แรกอยู่แล้ว“คุณเฉินคะ คือ...” จ้าวหลันเฟยกลัวว่าสิ่งที่เธอพูดไปนั้นจะเหลือเชื่อมากเกินไปสำหรับคนในยุคนี้ เธอจึงอยากให้เขาเห็นความสามารถของเธอก่อน แล้วถึงตอนนั้นคำพูดของเธอจึงจะน่าเชื่อถือมากกว่านี้“ผมรอฟังอยู่” เขาพูดแล้วจ้องมองท่าทีที่ลังเลของเธอ“เอาไว้ให้คุณทำโปรแกรมทางบัญชีนี้ออกมาได้สำเร็จก่อน หากมันทำให้บริษัทคุณประสบความสำเร็จได้จริง หลังจากนี้ฉันจะบอกทุกอย่า
แม้จะจบคณะวิทยาศาสตร์ สาขาเอกฟิสิกส์ แต่ว่าเธอก็มีความรู้เรื่องคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์พื้นฐานอยู่ไม่น้อยทั้งนี้เพราะเป็นวิชารองที่เธอเลือกเรียนและมีสอนอยู่ในคณะวิทยาศาสตร์ด้วย เนื่องจากเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์นั้นเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้ควบคู่กันไปการเขียนโปรแกรมแม้จะต้องใช้ทักษะเฉพาะ เธออาจจะไม่ชำนาญในเรื่องนั้นแต่เธอก็สามารถออกแบบโปรแกรมและเขียนต้นแบบ เพื่อให้เขานำไปให้พนักงานที่เชี่ยวชาญออกแบบซอฟต์แวร์ออกมาได้“ในยุคนี้เริ่มมีการร่วมทุนกับบริษัทต่างชาติ ประเทศกำลังได้รับการพัฒนา คอมพิวเตอร์คงน่าจะเริ่มนำมาใช้ในการทำงานของบริษัทใหญ่ ๆ แล้ว โปรแกรมที่จะใช้กับคอมพิวเตอร์ในยุคนี้อะไรล่ะที่จะเหมาะสม” จ้าวหลันเฟยในชุดชุดนอนกระโปรงสีขาวของอดีตคุณนายเฉิน เดินไปเดินมาอย่างใช้ความคิด“สแกนไวรัสอย่างนั้นหรือ ไม่สิอินเทอร์เน็ตอาจจะยังไม่ครอบคลุมว่า แต่ยุคนี้มีอินเทอร์เน็ตใช้หรือยังนะ โอ๊ย ปวดหัวจริง โปรแกรมสแกนไวรัสตัดออกไปก่อน... อืม โปรแกรมที่จะใช้ได้ในสำนักงานอย่างนั้นหรือ แล้วอะไรดีล่ะ”หญิงสาวพูดไปบ่นไปอย่างใช้ความคิดอยู่ภายในห้องนอนของตน ตั้งแต่ที่อาบน้ำเสร็จจนถึงตอนนี้ ในหัวเธอก็ยังวนเว







