LOGINหนิงอี้ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ภายในห้องเงียบสงบกว่าก่อนหน้านี้ ทว่าเสียงฝีเท้ายังคงวุ่นวายอยู่ด้านนอก กลางอกนางยังรู้สึกปวดร้าวเล็กน้อยจนต้องยกมือขึ้นมานวดเบาๆ ทว่ากลับชะงักเมื่อสัมผัสถึงความอบอุ่นจากอ้อมแขนน้อยของเด็กชายที่กอดเธอไว้ก่อนหน้านี้
ดวงตาดำกลมโตของเด็กน้อยดูใสซื่อเล็กเกินกว่าที่จะเข้าใจโลกใบนี้ดี มือข้างหน้าโอบกอดมือของเธอแนบหน้าไว้ไม่ยอมปล่อย หน้าต่างถูกผ้าม่านผืนบางกั้น แสงแดดยามบ่ายคล้อยสาดลอดเข้ามาเป็นเส้นๆ ชายผ้าม่านกระพือตาทสายลม เงาของคนเดินผ่านทำให้หนิงอี้ลายตารู้สึกเวียนหัวอีกครั้ง ทั้งยังมีเสียงวุ่นวายด้านนอกที่ยังไม่มีท่าทีว่าจะสงบ ยิ่งทำให้เส้นเลือดบนขมับเต้นตุบๆ ราวกับสะท้อนความตึงเครียดในอก “พระชายา! พระชายา ฟื้นแล้ว!” อาหยุนร้องตะโกนบอกด้านนอก ก่อนจะเร่งรีบเดินเข้ามาพร้อมกับอ่างน้ำและเช็ดหน้าด้วยมือที่สั่นพลางมองผู้เป็นนายหญิงด้วยสายตาห่วงใย “ท่านแม่ฟื้นแล้ว!” อาหรงเอียงคอจับจ้องหน้ามารดาด้วยดวงตากลมโตอยู่นานคาหนึ่งก่อนที่ริมฝีปากน้อยๆ จะขยับพูด “อาหรง…” หนิงอี้เรียกชื่อเสียงแผ่ว พลางจ้องมองใบหน้ากลมๆ ของเด็กชายข้างเตียง ก่อนที่จู่ๆ ริมฝีปากจะสั่นเครือ น้ำตาก็รื้นขึ้นอย่างไม่รู้ตัว ความรู้สึกในอกตีขึ้นมาฉับพลันอย่างไร้สาเหตุ หลี่จวิ้นหรงยืนนิ่งอยู่ข้างเตียง ใบหน้ายังคงมีคราบน้ำตาชุ่มอยู่บนแก้ม อ้อมแขนน้อยๆ ยื่นไปตรงหน้าอย่างไร้เดียงสา “ท่านแม่อย่าหายไป อาหรงกลัว” หลี่จวิ้นหรงพูดด้วยเสียงสะอื้น ริมฝีปากเบะออกพร้อมกับน้ำตาเม็ดใสไหลกลิ้งอาบแก้ม ร่างทั้งร่างสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัวปนตกใจ หัวใจของหนิงอี้กระตุกวูบ พลางยกมือไปสัมผัสที่แก้มของเด็กน้อยอย่างระมัดระวัง จากนั้นจึงอุ้มขึ้นมานั่งบนเตียง ซุกใบหน้าลงกลางอกอย่างอ่อนโยนด้วยสัญชาตญาณราวกับว่าเคยเป็นมารดาผู้ใดมาก่อน ทั้งชีวิตหนิงอี้อ่านนิยายมากมายกว่าร้อยเรื่อง ไม่มีต่ำกว่านั้นแน่ ทั้งแนวทะลุมิติ ย้อนอดีตหรือกลับมาเกิดใหม่พร้อมกับความทรงจำเดิม แต่ทั้งหมดก็เป็นเพียงถ้อยคำบรรยายที่จินตนาการขึ้นเท่านั้น และเป็นเรื่องสมมติที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง แล้วทำไม…ถึงเป็นเธอที่ได้ทะลุมิติเข้ามาในนิยายแบบนี้!? หนิงอี้ยังไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่เกิดขึ้นต่อหน้าเธอเลย เธอกระพริบตาปริบๆ พยายามตั้งสติ มือยังคงลูบแก้มของเด็กน้อยในแนบอ้อมกอดเกลี่ยหยาดน้ำตาที่ยังไหลออกมาไม่หยุด “ข้า…จะไม่ทิ้งเจ้าไป” หนิงอี้กระซิบเสียงหนักแน่น ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ถงซิ่นเหยาได้เหยียบเข้ามาในจวนหลี่อ๋องในฐานะพระชายาเอก ทุกวันนางล้วนทุ่มเททุกหยาดเหงื่อและแรงกายเพื่อดูแลเอาใจใส่ทุกชีวิตในจวน ทั้งแม่สามี สามี บุตรชาย แม้แต่สาวใช้ก็ไม่ยกเว้น รวมไปจนถึงพระชายารองก็ไม่เว้น กล่าวได้ว่าพระชายาเอกแห่งจวนหลี่อ๋องเป็นสตรีผู้มีเมตตา ใจดีกว้างขวางราวแม่น้ำมหาสมุทรไม่จากพระแม่กวนอิมสักนิด ไม่ว่าผู้ใดต่างพากันอิจฉาจวนหลี่อ๋อง ทั้งอิจฉาองค์หลี่อ๋องและฮูหยินผู้เฒ่าที่ได้ลูกสะใภ้แสนอ่อนโยน น่าเอ็นดู ไม่ว่าจะงานใดในจวน พระชายาก็ล้วนทำได้ไม่ขาดตกบกพร่อง อีกทั้งยังทำหน้าที่ภรรยาได้สมบูรณ์แบบมอบทายาทซื่อจื่อน้อยไว้สืบสกุล แม้หลี่อ๋องมีจะเจ้าชู้ไปบ้าง ทว่าด้วยความเมตตาของฮูหยินผู้เฒ่าทุกอย่างในจวนจึงราบรื่นไร้ปัญหา กล่าวได้ว่า…นี่ดียิ่งกว่าถูกสวรรค์ประทานพรเสียอีก! ผู้คนจึงต่างพากันอิจฉาพระชายาหลี่อ๋องที่มีวาสนา ได้แต่งเข้าจวนอันมั่งคั่ง มีแม่สามีเอ็นดูรักใคร่และคอยให้ท้ายอยู่เสมอ ทว่าอีกเสียงก็กล่าวว่าน่าเห็นใจพระชายาหลี่อ๋อง ทั้งที่เป็นภรรยาที่ดีเพียงนี้ แต่สามีกลับเย็นชา ละเลยไม่สนใจและไม่เคยมอบความรักให้ มิหนำซ้ำยังกล้ามีภรรยาอีกคน และทั้งที่ถูกหยามน้ำใจถึงเพียงนั้น พระชายาก็ไม่เคยละทิ้งหน้าที่ ยังคงมอบความอบอุ่นให้ทุกผู้ในจวนอย่างไม่ขาดตก ชีวิตของพระชายาหลี่อ๋องทั้งน่าสงสารและน่าอิจฉา… อย่างไรนางก็เป็นสตรี…ดังนั้น หัวใจของนางจึงยังคงเฝ้ารอเพียงแค่เศษเสี้ยวความเมตตาจากสามี แต่สุดท้ายกลับต้องสูญสิ้นทุกสิ่งเพราะความร้ายกาจและเจ้าเล่ห์ของสตรีอีกคน ถงซิ่นเหยายอมได้ทุกอย่าง แม้กระทั่งยินดีให้สามีหันไปหาผู้อื่น หากนางไม่อาจดูแลได้ดังเดิม แต่ครั้งนี้ อีกฝ่ายกลับล้ำเส้นเกินทน ทั้งที่ผ่านมานางจะไม่เคยตอบโต้ ไม่ร้องฟ้องต่อแม่สามีหรือหาเรื่องกลับคืน ทว่าสุดท้าย…กลับเป็นนางต้องสูญเสียบุตรชายไป โดยไม่เหลือแม้เพียงโอกาสได้กอดอีกสักครั้ง หนิงอี้จำบทนี้ได้ถึงกับสะอื้นในลำคอโดยไม่รู้ตัว เธอไม่เคยเข้าใจความเจ็บปวดของพระชายาหลี่อ๋องมาก่อนว่าจะหนักหนาเพียงใด จนกระทั่งได้มาสัมผัสด้วยตนเอง ความรู้สึกขมขื่น กล้ำกลืนฝืนฝนและเศษเสี้ยวอารมณ์ของเจ้าของร่างเดิมที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในอก ราวกับต้องการจะถ่ายทอดทุกหยาดน้ำตาให้เธอรับรู้ทั้งหมด หากรู้ว่าตายแล้วจะต้องทะลุมิติเข้ามาในนิยายเผชิญชะตากรรมแทนผู้หญิงคนนี่แต่แรก เธอคงตามไปหาผู้เขียนบทและรบเร้าให้เขียนต่อเล่มที่สองเสียให้รู้แล้วรู้รอด อย่างน้อยก็จะได้ลุกขึ้นมาทวงคืนทุกสิ่งให้สาสม! หนิงอี้สูดลมหายใจเฮือกใหญ่ กลืนความปวดร้าวในอกไว้ รอวันที่จะสะสางทุกสิ่ง! ใบหน้าคนงามเชิดขึ้นอย่างหยิ่งทะนง ก่อนจะก้าวเข้าสู่ห้องโถงที่จัดงานเลี้ยงอย่างเอิกเกริก แม้จะมีเพียงคนในจวนและแขกที่รู้จักไม่กี่คน ทว่าอบอวลไปด้วยบรรยากาศโอ้อวดและเสียงหัวเราะอย่างรื้นเริง นางเดินจูงมือบุตรชายเข้ามา ทันทีที่ร่างปรากฏกลางห้อง ความครึกครื้นเมื่อครู่ก็พลันแผ่วลง เหล่าสาวใช้ต่างก็พากันหยุดมือ สายตาทุกคู่หันมองพระชายาเอกที่เพิ่งฟื้นจากอาการเป็นลม ใบหน้าของหนิงอี้ปรากฏรอยยิ้มบางๆ เจือความเย้ยหยัน ดวงตาคู่งามเย็นชาจับจ้องเบื้องหน้า “ช่างเป็นภาพครอบครัวที่สุขสันต์เหลือเกิน” น้ำเสียงของนางดังสะท้อนก้องไปทั่วห้องโถงจนทุกคนชะงักงัน แม้แต่ลมหายใจก็เหมือนหยุดนิ่งไปชั่วขณะ ทั้งที่ก่อนหน้านี้นางเพิ่งเป็นลมไปแท้ๆ ถึงแม้ว่าเจ้าของร่างนี้ตายไปแล้วด้วยซ้ำแต่สามีกลับไม่เหลียวแล ซ้ำยังมีความสุขอยู่กับสตรีอื่นและลูกที่ไม่ใช่สายเลือดตนเองเช่นนี้หรือ? “หึ…แพศยา!” หนิงอี้หัวเราะเย็นชา “ทั้งที่วันนี้เป็นวันเกิดของบุตรชายข้า แต่ลูกของชายชู้กลับได้เฉลิมฉลองวันเดียวกันงั้นหรือ” ทั้งที่วันนี้เป็นวันครบรอบสามขวบของอาหรงแท้ๆ ทว่ากลับมีสตรีหน้าหน้ากล้าเสนอให้จัดพิธีครบร้อยวันของเด็กคนนั้นขึ้นพร้อมกันกับบุตรชายของนาง! หนิงอี้ไม่มีวันยอม เพราะบุตรชายของนางคือซื่อจื่อทายาทโดยตรงของหลี่อ๋อง ไม่เหมือนเด็กในห่อผ้าที่แม้แต่บิดาที่แท้จริงก็ไม่รู้ว่าเป็นผู้ใด! ดวงตาของนางแข็งกร้าวเต็มไปด้วยความเดือดดาลเอ่อล้นอยู่ในอก ทั่วทั้งแฝงกลิ่นอายเยียบเย็นออกมากดทับ หากนางยอม ฉากต่อจากนี้คืออาหรงถูกวางยาพิษให้สิ้นใจ นางกุมมืออาหรงไว้ในอ้อมแขนอย่างปกป้อง แม้เด็กน้อยยังไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น แต่กลับรับรู้ถึงความเย็นชาที่แผ่ออกมาจากมารดา ดวงตาคมกริบเงยมองมารดาสลับกับเบื้องหน้า “ท่านแม่…อาหรงสละให้น้องก่อนก็ได้” พอได้ยินถ้อยคำนี้ หนิงอี้พลันหันขวับไปมองทันที หัวคิ้วเรียวขมวดมุ่นแฝงความตกใจและเวทนา นางถึงกับถอนหายใจเฮือกใหญ่…ทั้งที่ถูกเอาเปรียบ แต่เหตุใดจึงยอมง่ายๆ เช่นนี้ เกรงว่า หลังจากนี้นางคงต้องอบรมสั่งสอนใหม่ยกใหญ่แล้ว หนิงอี้ส่ายหน้ากับบุตรชายก่อนจะเงยหน้าไปโต้ตอบกลับ “วันครบรอบสามขวบของบุตรชายข้าแต่กลับมีชื่อของเด็กนั่นมาปะปนในวันเดียวกันงั้นหรือ” น้ำเสียงของหนิงอี้ต่ำแต่กดแน่นราวกับความไม่พอใจที่กดไว้คล้ายจะปะทุออกมา นางเลิกคื้วถามอีก “หรือ…จวนหลี่อ๋องไม่เห็นหัวข้าแล้ว!” หากเขาคิดจะเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของนางและอาหรง…ก็อย่ากล่าวโทษว่านางไม่ไว้หน้าอีกต่อไป! ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นจึงค่อยๆ ดังก้องท่ามกลางความเงียบงัน สาวใช้ที่ยืนอยู่ด้านข้างพากันก้มหน้าจนแทบจรดพื้น ไม่มีผู้ใดกล้าแม้แต่จะหายใจแรง หลี่อ๋องก้าวเดินในห้องโถงไปอีกฝั่ง ชุดคลุมสีดำปักดิ้นทองขลิบเงินสะท้อนแสงตะเกียงยิ่งทำให้ดูน่าเกรงขาม เขามองสตรีตรงหน้าที่ยืนนิ่งอยู่หน้าห้องโถง สายตาคมกริบดั่งคมมีดเย็นเฉียบ “เค้าคิดจะก่อเรื่องอันใดอีกงั้นรึ” เขาเอ่ยถาม น้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบแฝงแรงกดดันหนักอึ้ง “เพียงงานเลี้ยงเล็กๆ ยังต้องให้ทั้งจวนมาวุ่นวายเพราะอารมณ์ของเจ้าเพียงผู้เดียวอีกหรือ” หัวคิ้วเข้มขมวดมุ่น ใบหน้าหล่อเหลาฉายความรำคาญเจือความหงุดหงิดออกมาอย่างชัดเจน จะวันเกิดของบุตรชายคนโตหรือครบรอบหนึ่งร้อยวันของบุตรชายคนเล็ก…ต่างกันก็ไม่มากนัก เหตุใดจึงต้องแยกวันจัดงานให้ยุ่งยากเช่นนี้? หลี่เฉิงหยวนไม่มีทางเข้าใจได้ หนิงอี้เชิดปลายคาง นัยน์ตาเมล็ดซิ่งประสานสบตากับบุรุษตรงหน้า นางแค่นเสียงฮึดฮัดในลำคอเบาๆ พลางสำรวจมองตั้งแต่บนลงล่างพร้อมกับความสงสัยที่ว่าเขาคือบิดาของเด็กที่ยืนอยู่ข้างๆ นางในตอนนี้จริงหรือไม่…? แม้รูปโฉมจะของเขาหล่อเหลา แต่ถ้าวาจาเช่นนี้…มิสู้ให้พ่อของลูกนางเป็นขอทานยังดีกว่า! อย่างน้อยขอทานก็ยังรู้จักกล่าวจาดีและขอบคุณเมื่อได้รับเศษเงินจากผู้อื่น หาได้มีถ้อยคำพูดราวกับไร้สมองเช่นนี้ “อารมณ์ของข้า…” หนิงอี้เลิกคิ้วขึ้น ถามทวน ใบหน้าเจือด้วยรอยยิ้มเหยียดหยาม “หรือหลี่อ๋องยินยอมให้ซื่อจื่อถูกเหยียบย้ำศักดิ์ศรีในวันเกิดของตนเอง” เป็นเพียงลูกของชายชู้แต่กล้าดียังไง มาเทียบกับบุตรชายของนางซึ่งเป็นทายาทสายเลือดแท้ของหลี่อ๋อง! “พี่หญิง! คำพูดของพี่หญิงรุนแรงเกินไปแล้วกระมัง แม้ว่าหม่อมฉันจะเป็นเพียงพระชายารองไม่ใช่พระชายาเอก ทว่าอาเซียนก็เป็นบุตรชายของหลี่อ๋องเหมือนกันมิใช่หรือเพคะ” ทันใดนั้น น้ำเสียงหวานของสตรีผู้หนึ่งก็ดังขึ้นจากมุมหนึ่งของห้องโถง มือของนางโอบอุ้มทารกน้อยในห้อผ้าที่คลอดมาด้วยความยากลำบากไว้แน่นราวกับกลัวว่าจะถูกพรากไป หลี่อ๋องแค่นหัวเราะเบาๆ น้ำเสียงเยียบเย็นราวกับคมมีด “ศักดิ์ศรีงั้นหรือ…ข้าว่าคนที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง กล้าโวยวายต่อหน้าผู้คนต่างหากที่ไร้มารยา!” สายตาคมกริบจ้องมองสตรีอวดดีตรงหน้าอย่างแข็งกร้าว มือทั้งสองกำแน่นจนเส้นเลือดปูด ราวกับกำลังอดกลั้นอารมณ์โกรธเกรี้ยวที่คับแน่นในอก หนิงอี้ได้ยินแล้ว อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาอย่างขับขัน แฝงความเย้ยหยัน “ไร้มารยาอย่างนั้นหรือ…ข้าเพียงพูดความจริงที่ไม่มีผู้ใดกล้าพูดต่างหากหลี่อ๋อง! ข้าหวังดี เกรงว่าหลี่อ๋องคงถูกบางสิ่งบังตาให้สตรีแพศยาครอบงำจนตาบอดมองไม่เห็นหน้าบุตรชายแท้ๆ ของตนเองเท่านั้น!” “ถงซิ่นเหยา!” น้ำเสียงทุ้มตวาดลั่น หลี่เฉิงหยวนขบกรามแน่นจนขึ้นเป็นสันกราม สายตาคมกริบแข็งกร้าวคล้ายกำลังยกคมดาบจ่อคอสตรีตรงหน้า “เพคะ” หนิงอี้ตอบกลับด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน นางหาได้รู้สึกหวาดหวั่นหรือเกรงกลัวแต่อย่างไร “หรือวันนี้หลี่อ๋องกล้าจะลงมือทำร้ายข้าต่อหน้าผู้อื่น?”จางเหยียนคาดไว้แล้วว่า สตรีอวดดีผู้นี้ต้องกลับมาเหยียบที่นี่อีกครั้ง สายตาคมกริบช้อนมองตรงหน้า มุมปากหนากระตุกเป็นรอยยิ้มเย้ยหยันและดูแคลนใบหน้าของนางหม่นหมอง ใต้ขอบตามีรอยคล้ำซ้ำ รอยช้ำจางๆ ประกอบกัน มองแล้วช่างน่าสมเพชนัก ไร้ร่องรอยของสตรีสูงศักดิ์ที่นางเคยภาคภูมิน้ำเสียงทุ้มกล่าวอย่างเย้ยหยัน “วันนี้ฟ้าจะถล่มลงมาหรืออย่างไรกัน”“หุบปากของเจ้าซะ!” ไป๋เหม่ยฮวาแวดตอบทันทีเพียงแค่กลับมาเหยียบที่นี่อีก ทั้งที่เคยลั่นวาจาอย่างอวดดีว่าจะไม่กลับมา ไม่ต้องการพบหน้าบุรุษผู้นั้นอีก แต่กลับต้องกลืนคำพูดนั้นลงท้อง ฝืนแบกหน้ากลับมาเพราะไร้ที่พิงและไร้ที่ไปจางเหยียนหัวเราะเยาะในลำคอ น้ำเสียงทุ้มต่ำแหบพร่า ฟังดูเย้ยหยัน “หึ! นึกไม่ถึงว่าคำพูดของสตรีสูงศักดิ์อย่างพระชายารองจะเบาเสียยิ่งกว่าขนนก”รอยยิ้มดูแคลนฉายชัดบนใบหน้าหล่อเหล่าของเขา เขาก้าวเข้ามาใกล้ทีละก้าวสายตากวาดมองร่างบางที่เต็มไปด้วยฝุ่นและรอยเลือดแห้งเกาะชายแขนเสื้อ “ดูสภาพพระชายาเสีย…นี่หรือสตรีที่ครั้งหนึ่งเคยเหยียบข้าไว้ใต้เท้า เห็นทีสวรรค์เบื้องบนคงมีตากระมัง!”“ข้าบอกให้หุบปาก!” น้ำเสียงของไป๋เหม่ยฮวาแหบแห้งสั่น แฝงโทสะที่พลุ่
หลังเสียงฝีเท้าและเสียงพูดคุยของถงซิ่นเหยาและบุตรชายค่อยๆ แผ่วลง เหลือเพียงสายลมยามสายที่ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาเย็นเยียบ หลี่เฉิงหยวนยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม ดวงตาคมกริบจับจ้องกระดานหมากตรงหน้าอย่างเหม่อลอย ปลายนิ้วลูบไล้ขอบไม้เรียบลื่นซึ่งยังวางหมากค้างไว้ในจังหวะสุดท้ายเสียงหัวเราะแผ่วของบุตรชายยังดังก้องอยู่ในโสตประสาท เสียงนั้นฝังแน่นจนหัวใจที่แข็งกระด้างมาหลายปีพลันสั่นสะเทือนราวกับมีคลื่นกระทบผิวน้ำสงบเขายกมือแตะหน้าอกข้างซ้าย ความอบอุ่นที่หลงเหลือจากเมื่อครู่ยังคงแผ่ซ่านอยู่ภายในสามปีที่ผ่านมา…เขาเรียกตนเองว่าบิดาได้จริงหรือ?ดวงตาคมกริบเหลือบมองจอกชาและขนมหวานที่อยู่ไม่ไกล กลิ่นหอมอ่อนของชายังคงลอยอ้อยอิ่ง คล้ายกับไออุ่นจากมือเล็กที่กุมมือเขาไว้แน่นเมื่อครู่ ภาพใบหน้าของเด็กน้อยที่หัวเราะร่าอย่างภาคภูมิใจยังคงแจ่มชัดในห้วงความทรงจำอาหรง…มีใบหน้าคล้ายเขาราวกับแกะ!หลี่เฉิงหยวนหยิบหมากขึ้นมาหนึ่งตัว หมุนเล่นในปลายนิ้วอย่างเงียบงัน ราวกับกำลังครุ่นคิดเรื่องหนักอึ้งบางอย่าง ความเย็นของเนื้อไม้ตัดกับความร้อนอุ่นในอกได้อย่างประหลาด เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมถึงรู้สึกเช่นนี้ ทั้งปวดห
แม้หลี่เฉิงหยวนจะเป็นบิดามาแล้วถึงสามปี แต่สิ่งที่เขาเคยชินก็มีเพียงการป้อนนม กล่อมนอนหรืออุ้มลูกเท่านั้น ไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งจะต้องเลี้ยงเด็กทั้งวัน ทั้งเล่นด้วย ทั้งพูดคุยหยอกล้อให้หัวเราะ หรือแม้แต่ดูแลความปลอดภัยของเด็กชายอย่างแท้จริง สิ่งเหล่านี้ล้วนไม่ใช่เรื่องที่หลี่เฉิงหยวนถนัดนักเดิมที เขาเคยชอบการดวลหมากยิ่งนัก ทว่าครานี้กลับรู้สึกว่า…การดวลตรงหน้านั้นหนักหนายิ่งกว่าใดๆ เสียอีกภายในเรือนรับรอง แสงแดดอ่อนลอดผ่านหน้าต่างสาดลงบนโต๊ะไม้ซึ่งวางกระดานหมากเอาไว้ ใบหน้าเล็กของเด็กชายวัยสามขวบดูสดใสราวแสงเช้าตัดกับความเคร่งขรึมของบิดาอย่างสิ้นเชิงหลี่จวิ้นหรงนั่งเหยียดหลังตรงบนเก้าอี้ตัวน้อย ดวงตากลมโตเปล่งประกายขณะจับจ้องหมากไม้บนกระดานอย่างจริงจัง“ท่านพ่อต้องระวังนะ! ข้าเป็นนักหมากฝีมือดีเชียว!”น้ำเสียงใสเปี่ยมความมั่นใจดังขึ้นพร้อมรอยยิ้มร่า เด็กชายขยับมือเล็กวางหมากลงอย่างภาคภูมิหลี่เฉิงหยวนเงยหน้าขึ้นมองบุตรชาย น้ำเสียงทุ้มราบเรียบ ทว่ามีแววกระอักกระอ่วนปนอบอุ่นอยู่ในที“ข้าไม่มีทางปล่อยให้เจ้าชนะง่ายๆ หรอก”กระนั้นในใจเขากลับแปลกประหลาดอย่างประหลาด เด็กสามขวบผู้นี้อ่าน
ความตั้งใจของถงฮูหยินยิ่งแน่วแน่กว่าเดิม หลังได้เห็นเหตุการณ์นั้นกับตาตนเองคราวนี้นางมั่นใจแล้วว่า...ตัดสินใจไม่ผิด!หากหลานชายต้องเติบโตโดยไร้บิดา อย่างน้อยก็ยังไม่ไร้ความรัก ดีกว่าปล่อยให้เด็กน้อยต้องอยู่ท่ามกลางความเย็นชาและหัวใจที่แข็งกระด้างของบุรุษผู้ได้ชื่อว่าบิดาหลานของนางจะต้องได้รับความรักโอบอุ้มไว้อย่างอบอุ่นจนไม่รู้สึกว่าขาดสิ่งใดอีก!สกุลถง…ย่อมสามารถมอบสิ่งนั้นให้ได้แน่หากอยู่ที่นี่แล้วไร้ค่าและไร้ตัวตน ก็อย่าได้ฝืนทนพิสูจน์สิ่งใดอีกต่อไป!นางพร้อมแล้ว พร้อมจะรับบุตรสาวและหลานชายกลับคืนสู่สกุลถง แม้วันข้างหน้าจะต้องแตกหักกับตระกูลหลี่ นางก็ยอม!ดีกว่าต้องเห็นคนทั้งคู่ตกอยู่ในชะตากรรมอันน่าอดสูเช่นนี้ถงฮูหยินเลี้ยงบุตรสาวมากับมือ แม้จะมีสาวใช้คอยช่วยหยิบจับอยู่ข้างกาย แต่ผู้ที่อบรมสั่งสอนและอบรมจิตใจให้ถงซิ่นเหยาเติบโตขึ้นมานั้นนางย่อมรู้ดีว่าบุตรสาวมีนิสัยใจคอเป็นเช่นไรและเหตุการณ์ทั้งหมดที่ได้ประสบมา...ย่อมเพียงพอจะทำให้เส้นความอดทนของถงซิ่นเหยาขาดสะบั้นในที่สุด!ขณะนั้น ฮูหยินผู้เฒ่าหลี่มีสีหน้าซีดเผือด ราวกับยังตกใจไม่หายจากเหตุการณ์เมื่อวาน นางหาได้โกรธเคืองลูก
แสงจันทราสาดส่องปกคลุมทั่วทั้งจวน เสียงสายลมราตรีลอดผ่านหน้าต่างดังแผ่วเบา เงาไหวของกิ่งไม้เต้นรำบนผนังราวกับภาพฝัน ภายในเรือนเงียบงัน มีเพียงแสงตะเกียงริบหรี่ที่ทอดเงาร่างของถงซิ่นเหยายาวเหยียดบนพื้นไม้นางนั่งนิ่งอยู่ข้างเตียงของบุตรชาย มือเรียวลูบเรือนผมของเด็กน้อยเบาๆ ราวกับกลัวจะปลุกเขาจากนิทราความอบอุ่นจากปลายนิ้วนั้นช่างอ่อนโยน ทว่าดวงตาของนางกลับเต็มไปด้วยความหม่นเศร้า ยิ่งมองใบหน้าไร้เดียงสาที่กำลังหลับใหล ความเจ็บแปลบในอกกลับยิ่งลึกขึ้นทุกลมหายใจ ในหัวของนางยังคงได้ยินเสียงหัวเราะเย้ยหยันของไป๋เหม่ยฮวาดังก้องซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้แต่กลิ่นยาสมุนไพรที่หกกระเซ็นก็ยังติดอยู่ปลายนิ้ว เย็นเฉียบราวกับพิษที่ซึมเข้าไปในกระดูกถงซิ่นเหยายกฝ่ามือขึ้นมอง รอยแผลที่ถูกถ้วยยาบาดยังคงชัด แม้เลือดจะหยุดไหลและถูกล้างสะอาดแล้ว แต่รอยแดงกลับยังซึมออกมาแต่นางกลับไม่รู้สึกเจ็บเลยสักนิด มีเพียงความผ่อนคลาย…ราวกับได้ชำระหนี้บางอย่างให้หัวใจริมฝีปากบางเม้มแน่น แววตาวูบไหวด้วยความสับสนและเหนื่อยล้า หากไม่ทำเช่นนี้หรือลงมือในตอนนั้น ทั้งนางและบุตรชายคงต้องเป็นฝ่ายถูกกระทำ ถูกขยี้จนไม่เหลือหนทางรอดเสียเ
สายลมเย็นจากประตูที่เปิดแง้มพัดเข้ามาเส้นผมถงซิ่นเหยาปลิวสะบัด ดวงตานางจับจ้องอยู่ที่ไป๋เหม่ยฮวาไม่กะพริบ มือทั้งสองกำจอกยาสมุนไพรแน่นราวกับถืออาวุธ ความเงียบงันที่แผ่คลุมทั่วเรือนหนักอึ้งเสียจนแทบไม่มีใครกล้าหายใจนางยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มเย็นเฉียบบนใบหน้าแลดูงดงามปนชวนสยดสยอง น้ำยาสมุนไพรสีเข้มถูกเทลงในปากของไป๋เหม่ยฮวาจนหมดสิ้น ไม่เหลือแม้แต่หยดเดียวหากจะตาย...นางก็จะลากสตรีผู้นี้ลงไปด้วย!แววตาของถงซิ่นเหยาวาวโรจน์ แผดเผาร่างตรงหน้าให้กลายเป็นเถ้าถ่านนางกัดฟันกรอด พูดลอดไรฟันด้วยเสียงเย็นเยียบ “หายใจไว้เสียก่อนสิ ประเดี๋ยวก็ตายเสียก่อนที่ข้าจะสั่ง”น้ำเสียงนั้นหวานราวกลั่นออกจากรอยยิ้ม หากแต่แฝงพิษร้ายลึกเสียยิ่งกว่าเหล็กในของงูไป๋เหม่ยฮวาสะบัดศีรษะจนหลุดจากการรั้ง ร่างที่ถูกจับไว้แน่นถูกปล่อยให้เป็นอิสระ แววตาที่เคยเย่อหยิ่งยังไม่สิ้นรอยอวดดี นางแค่นเสียงหัวเราะอย่างท้าทาย“ถุ้ย! หากตายง่ายปานนั้น เด็กนั่นคงตายไปตั้งแต่ยังไม่ทันได้กลบโลงแล้วกระมัง!”เสียงไอแหบพร่าหลุดออกมาพร้อมน้ำหูน้ำตาที่ไหลพราก นางยกมือเช็ดคราบยาที่เปื้อนอยู่บนแก้มก่อนจะหัวเราะอีกครั้ง เสียงนั้นดังก้อ







