LOGINในนิยายกล่าวถึงฉากนี้ไว้ พระชายาหลี่อ๋องทุ่มเทแรงกายและแรงใจทุกหยาดเหงื่อ ตระเตรียมงานเลี้ยงฉลองวันครบรอบให้บุตรชายมาเป็นเวลาหลายวัน ทุกอย่างถูกวางแผนอย่างละเอียดราวเพราะเป็นวันสำคัญ แต่ก่อนวันงานเพียงหนึ่งวัน…ทุกอย่างกลับต้องเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน
เพราะบุตรชายกับสตรีอีกคนของสามีก็ครบร้อยวันพอดีจึงเรียกร้องให้มีการจัดงานฉลองร้อยวันให้ด้วย แม้แม่สามีจะไม่แสดงท่าทีขัดค้าน ทว่าพระชายาหลี่อ๋องกลับรับรู้ได้ถึงน้ำเสียงและคำพูดที่แฝงความหมาย ซึ่งแม้จะกล่าวว่านับเป็นเรื่องน่ายินดีที่จวนหลี่อ๋องจะชื่นมื่น แต่แท้จริงแล้วนั่นไม่ต่างจากการเหยียบย่ำหน้าและศักดิ์ศรีของนางเบาๆ เดิมทีตั้งแต่คลอดบุตรชาย สุขภาพของพระชายาหลี่อ๋องก็ไม่ค่อยแข็งแรง มักจะล้มป่วยบ่อยและเจ็บออดๆ แอดๆ อยู่เสมอ วันนี้เช่นกัน เมื่อยามสายผ่านไปไม่นาน ร่างกายที่อ่อนแรงของนางก็ทนไม่ไหวจนเกิดเป็นลมกลางจวน และในช่วงเวลานั้น บุตรชายของนางไร้ผู้ใดปกป้องพลันถูกวางยาพิษจนสิ้นชีพ…เพียงเสี้ยวลมหายใจ ทุกอย่างก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จนแทบไม่มีผูใดทันตั้งตัว เมื่อพระชายาหลี่อ๋องฟื้นขึ้นมาจากอาการเป็นลม สิ่งแรกที่เห็นทำให้หัวใจของนางแทบหยุดเต้น เมื่อร่างของบุตรชายแน่นิ่งอยู่บนเตียง สวมใส่ชุดขาวเหมือนชุดสำหรับคนตาย ตัวเย็นเฉียบ ไม่มีแต่ลมหายใจ…ความเงียบสงัดในห้องยิ่งตอกย้ำความสูญเสียที่เกินจะรับไหว น้ำตาของนางไหลอาบแก้ม ไม่อาจกักเก็บความเจ็บปวดและความชอกช้ำ ร่างกายอ่อนแรงของพระชายาหลี่อ๋องสั่นระริกด้วยความเศร้าโศก หัวใจเหมือนถูกบีบรัดจนแน่นคล้ายจะหยุดเต้น ราวกับทุกสิ่งที่ฝันไว้ล้วนพังทลายไปในพริบตา หนิงอี้ถึงกับสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามตั้งสติ ไม่ให้ความหวาดหวั่นพัดพาใจไปสู่ฉากในนิยายที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงๆ ทว่าแม้ว่าจะพยายามสงบใจตัวเอง แต่ความรู้สึกเคียดแค้นและเจ็บปวดกลับพุ่งทะลักเข้ามาอย่างไม่อาจห้ามได้ ราวกับว่าจิตวิญญาณของเจ้าของร่างยังล่องลอยมาดึงนางกลับไปสัมผัสกับความทุกข์นั้นอีกครั้ง หัวใจของนางเต้นแรงกระห่ำ ปวดร้าวและสับสนที่ซ้อนทับ กับความเจ็บปวดและความโกรธสับสนกันไปหมด ทำให้หนิงอี้รู้สึกเหมือนกำลังถูกฉุดรั้งระหว่างสองโลก สายตาของนางเริ่มพร่ามัวอีกครั้ง มองเห็นใบหน้าของบุรุษตรงหน้าเลือนลอย ร่างเริ่มโอนเอนคล้ายจะเป็นลมไปอีกหน “ตามหมอเร็วเข้า!” น้ำเสียงแฝงด้วยอำนาจของฮูหยินผู้เฒ่าตวาดลั่นจวนด้วยความตกใจปนตื่นตระหนก นางยกชายกระโปรงเร่งรีบเดินเข้ามาหาลูกสะใภ้โดยไม่สนใจร่างกายที่เจ็บปวดไปหมดทุกส่วน ชั่วขณะนั้นทุกความทรมานพลันหลงลืมไป ในขณะนั้น ฮูหยินผู้เฒ่ารีบกรูเข้ามาโดยไม่รอช้า มือทั้งสองยื่นออกมาพยุงร่างของลูกสะใฃ้ที่โอนเอนไปมา กลัวว่าหากปล่อยให้ยืนต่อไป ร่างอ่อนแรงของนางจะล้มลงโดยไม่ทันตั้งตัว “เหยาเออร์…แม่ว่าพักผ่อนหน่อยดีหรือไม่” ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยด้วยความเป็นห่วง ทั้งสีหน้าและแววตาเต็มไปด้วยความกังวล หนิงอี้พยายามตั้งสติ ปล่อยให้ร่างกายถูกพยุงไว้ มือที่เย็นเฉียบของนางยังคงยื่นไปสัมผัสร่างเด็กชาย หัวใจกลับเต้นรัวไม่หยุด รู้สึกทั้งโศกเศร้า ทั้งโกรธและความสับสนปะปนกัน ดวงตาคู่งามก้มมองเด็กน้อยที่ยืนขมวดคิ้วมุ่นมองนางด้วยความตกใจและเป็นห่วง หนิงอี้ฝืนเอาไว้ ไม่ยอมให้ตัวเองเป็นลมเด็ดขาด เช่นนั้น หากตื่นขึ้นมา เด็กน้อยผู้นั้นจะถูกสตรีชั่ววางยาพิษหรือไม่! “อาหรง…อย่าห่างจากแม่” น้ำเสียงนางแข็งกร้าว แฝงออกถ้อยคำคำสั่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้น มองไปยังบุรุษตรงหน้า…ผู้เป็นสามีแต่กลับยืนนิ่งราวกับรูปปั้นหินแกะสลักทั้งที่ภรรยากำลังจะล้มขมำ! เกรงว่า เขาคงอยากให้นางเป็นลมล้มลงไปศีรษะกระแทกพื้นตายไปเสีย เพื่อจะได้รีบยกย่องสตรีอีกคนขึ้นโดยไม่ต้องเกรงใจฐานะของนางกระมัง! นางฝืนยกยิ้มเยาะ สูดลมหายใจลึก ดวงตาคู่งามแข็งกร้าว แม้จะมองเห็นอีกฝ่ายพร่ามัวไม่ชัดเจน นางกัดฟันกรอด พูดออกมาอย่างอดกลั้น “บุตรชายข้าย่อมมีชีวิตยืนยาวถึงร้อยปี! หากผู้ใดกล้าขัดขวาง…ข้าก็ย่อมกำจัดให้สิ้น ต่อให้มือต้องแปดเปื้อน แต่เพื่อให้อาหรงมีชีวิตที่ยืนยาวและมีฐานะสูงส่งแม้แต่ชีวิตข้าก็ไม่เสียดาย!” สายตาของหลี่เฉิงหยวนยังคงแข็งกร้าวและเย็นชาเหมือนน้ำแข็งที่สงบนิ่งอยู่กลางหิมะ ทว่าพอสิ้นคำพูดของอีกฝ่าย…ดวงตาของเขากลับสั่นไหวเพียงเล็กน้อย รู้สึกแปลกใจเมื่อเห็นความเด็ดเดี่ยวที่เจือออกมาจากแววตาของสตรีตรงหน้า หลี่เฉิงหยวนแค่นเสียงฮึดฮัดในลำคอ มุมปากหนาเหยียดยกยิ้มเยาะเจือความดูแคลน “สมกับเป็นมารดาที่ดีทุ่มเทชีวิตเพื่อบุตรชาย!” น้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบ แต่แฝงความเย็นยะเยือก เขาเหลือบมองไปยังบุตรชายที่ยืนแนบชิดติดอยู่ข้างนาง ดวงตาสีดำขลับจับจ้องอยู่นานราวกับสังเกต “หึ!...เช่นนั้น จะโตได้อย่างไร” น้ำเสียงทุ้ม เต็มไปด้วยความท้าทายเจือความเยาะเย้ย หลี่เฉิงหยวนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มุมปากหนาเหยียดยกยิ้มอย่างเย็นชา “หากเจ้าตาย…เขาจะไม่ตายตามไปหรือ” หนิงอี้ชะงัก ดวงตาคู่งามเบิกกว้าง เหมือนถูกตบหน้าด้วยคำพูดของสามี “หลี่เฉิงหยวน!” ฮูหยินผู้เฒ่าตวาดขึ้น น้ำเสียงเต็มไปด้วยความตกใจและไม่พอใจ “อย่าได้เอ่ยถ้อยคำต่ำทรามเช่นนั้น! อาหรงคือเลือดเนื้อเชื้อไขของเจ้า!” ฮูหยินผู้เฒ่าหอบหายใจถี่ หน้าอกสั่นกระเพื่อมด้วยความโกรธแทนลูกสะใภ้ ทั้งที่วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของบุตรชายตนเอง แต่กลับให้สตรีอีกคนหน้าไม่อายมาปรากฏตัวเสนอหน้าอยู่ต่อหน้าผู้คน! ไยนางจะมองไม่ออก สตรีผู้นั้นช่างเจ้าเล่ห์…เพียงมองแวบเดียวก็รู้ว่าคิดจะวางแผนชิงตำแหน่งของลูกสะใภ้และหลานชายของนางมาเป็นของตนเอง! หลี่เฉิงหยวนหัวเราะเบาๆ ทั้งที่แววตาเย็นเฉียบ “เลือดเนื้อเชื้อไขงั้นหรือ…” เขาก้าวเข้ามาใกล้ เต็มไปด้วยแรงกดดันที่มองไม่เห็นจนบรรยากาศหนักอึ้ง “ข้าเต็มใจงั้นหรือ…” หัวคิ้วเข้มเลิกขึ้นเชิงตั้งคำถาม สายตาคมกริบประสานสบตากับสตรีตรงหน้าอย่างจงใจ เขาไม่เคยปรารถนาที่จะแต่งงานกับสตรีผู้นั้นด้วยซ้ำ หากมิใช่เพราะจำต้องทำตามคำสั่งของมารดา นางก็ไม่มีวันได้ก้าวเข้ามาเหยียบในจวนหลี่อ๋อง! และยิ่งไปกว่านั้น เด็กที่นางให้กำเนิด แม้จะมีสายเลือดของเขาอยู่ครึ่งหนึ่ง แต่ถึงอย่างไรก็หาใช่สิ่งที่เขาปรารถนาไม่! หนิงอี้หอบหายใจแรง ร่างที่อ่อนแรงเริ่มสั่นสะท้าน สายตาที่พร่ามัวก่อนหน้ากระจ่างแจ้งชัดขึ้นทันที เพราะคำพูดนั้นเฉือนลึกลงไปในหัวใจนาง เหมือนคมมีดกรีดซ้ำบาดแผลเดิม! บุรุษผู้นี้ไม่สมควรเป็นบิดาใครจริงๆ ! นางกัดฟันแน่น สะกดกลั้นความเจ็บปวดที่แล่นพล่านอยู่ในอกไว้สุดกำลัง ทว่าทันใดนั้น น้ำเสียงของสตรีอีกผู้หนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมา ทั้งอ่อนหวานและเต็มไปด้วยความเห็นใจ “หลี่อ๋อง…เพคะ ใจเย็นก่อนเถิด อย่างไรวันนี้ก็เป็นวันมงคลของซื่อจื่อน้อย หากกล่าวเช่นนี้ เกรงว่าซื่อจือจะได้ยินแล้วต้องเสียใจเป็นแน่เพคะ” ไป๋เหม่ยฮวาเดินเข้ามาหยุดอยู่ข้างกายหลี่อ๋อง มือข้างหนึ่งของนางยังคงอุ้มบุตรชายที่หัวเราะร่าอย่างไร้เดียงสา โดยไม่รู้เลยว่าบรรยากาศในเรือนเต็มไปด้วยความตึงเครียดเพียงใด รอยยิ้มบางผุดขึ้นบนริมฝีปากของนางจงใจ ก่อนจะก้มหน้าลงเล็กน้อย กล่าวด้วยน้ำเสียงน้อยเนื้อต่ำใจว่า “ขออภัยพี่หญิงด้วยเพคะ ทั้งที่วันนี้เป็นวันมงคลของซื่อจื่อน้อยแท้ๆ แต่หม่อมฉันกลับคิดน้อยอย่างคนโง่เขลา เพราะอยากให้บุตรชายได้จัดงานครบรอบในวันเดียวกันเพื่อจะได้ร่วมรับสิริมงคลเท่านั้น หาได้คิดจะแย่งชิงสิ่งใดจากผู้ใดไม่เลยเพคะ” หลี่เฉิงหยวนปรายตามองสตรีข้างกาย ดวงตาแข็งกร้าวเมื่อครู่กลับอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเรียบแฝงด้วยความเอ็นดู “เหม่ยฮวา เจ้าไม่ได้ผิดอันใด อย่าได้คิดมากไปเลย” เขาเอื้อมมือไปจัดผ้าคลุมไหล่ให้นางอย่างแผ่วเบา ก่อนจะเหลือบมองสตรีอีกคนที่ยืนแข็งทื่ออยู่เบื้องหน้า แววตาที่มองนางนั้นเยียบเย็นยิ่งกว่าน้ำแข็งในฤดูเหมันต์ มุมปากหนากระตุกเหยียดยิ้มเยาะ สายตาเต็มไปด้วยความดูแคลน “มีเพียงแค่คนใจคับแคบเท่านั้น…ที่คิดว่าความสุขของผู้อื่นคือการแย่งชิงจากตน” เขาเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าทุกถ้อยคำกลับเฉือนลงกลางหัวใจของนางราวมีดคมกริบ ฮูหยินผู้เฒ่าถึงกับหน้าเปลี่ยนสี รีบหันไปมองหลานชายที่ยืนตัวสั่นเทิ้มด้วยความเสียใจข้างมารดา ก่อนจะตวัดสายตากลับมาจ้องเขม็งลูกชายตรงหน้า กัดฟันกรอดอย่างอดกลั้น “พอเถิด! หุบปากเจ้าซะ หลี่เฉิงหยวน…” จากนั้นนางจะหันไปสั่งสาวใช้ให้รีบอุ้มบุตรชายออกไป “พาซื่อจื่อไปพักผ่อนเถิด เกรงว่าคงเหนื่อยล้ามากแล้ว” แววตาของหนิงอี้สั่นไหวรุนแรง เส้นเลือดบนขมับเต้นตุบๆ ภายในใจเดือดพล่านราวกับน้ำร้อนในหม้อ ใบหน้าของนางปรากฏรอยยิ้มเย้ยหยัน จ้องสบตาบุรุษตรงหน้าอย่างไม่เกรงกลัว ก่อนจะปรายตามองสตรีที่ยืนอยู่ข้างกาย “คำพูดมากมาย…สุดท้ายก็เพียงอยากแทนที่ข้า” “ถงซิ่นเหยา!” หลี่เฉิงหยวนตวาดลั่น ดวงตาคมกริบเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว มือทั้งสองข้างกำแน่นจนข้อขาวขึ้นชัด “หึ! มีแต่คนโง่เท่านั้น ที่ไร้หัวคิด ไม่เข้าใจผู้อื่น!” “หลี่อ๋อง…ใจเย็นก่อนเถอะเพคะ” ไป๋เหม่ยฮวารีบแทรกขึ้น มือขาวบางยื่นไปแตะข้างกายสามี ราวกับเอาน้ำเย็นเข้าลูบ แม้ยามนี้ในใจนางจะสะใจไม่น้อย ทว่ายังมีแผนการใหญ่รออยู่เบื้องหน้า น้ำเสียงหวานเอ่ยขึ้น พลางปรายตามองสาวใช้คนสนิทที่เดินเข้ามาพร้อมน้ำชาจอกหนึ่ง “เช่นนี้ น้ำชาจอกนี้…ข้าและบุตรชายยกคารวะเพื่อขอโทษต่อจื่อซื่อได้หรือไม่เพคะ” หนิงอี้มองจอกน้ำชาตรงหน้า กลิ่นหอมกรุ่นคลุ้งในอากาศ แต่กลับเต็มไปด้วยยาพิษ หัวใจของนางสั่นสะท้าน ริมฝีปากบางเม้มแน่น เส้นเลือดบนขมับเต้นตุบๆ ความรู้สึกมากมายพลั่งพลูขึ้นมาคับในอก ดวงตาคู่งามสั่นไหว ราวกับเห็นชีวิตบุตรชายอยู่ในมือของสตรีผู้นั้น น้ำชาจอกนี้…ใช่หรือไม่ที่พรากชีวิตลูกชายของนางไป? เพล้ง! นางยื่นมือปัด พลันจอกน้ำชากระเด็นตกพื้นแตกกระจาย เสียงกระทบพื้นดังก้องสะท้อนไปทั่วห้อง น้ำชาร้อนสาดกระเซ็น “เก็บไว้กรอกปากเจ้าและบุตรชายของเจ้าเถอะ!”สายลมฤดูใบไม้ผลิปีนี้อบอุ่นกว่าทุกปีที่ผ่านมากลีบของดอกเหมยผลิบานส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ลอยคละคลุ้งไปทั่วอากาศ ราวกับต้องการกลบความเย็นชาที่ฝังลึกอยู่ในใจของบุรุษผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ใต้ต้นเหมยเก่าแก่ด้วยแววตาเปลี่ยวเหงาหลี่เฉิงหยวน ในวันนี้ดูราวกับเป็นคนละคนกับหลี่อ๋องผู้สูงศักดิ์ในวันวาน ใบหน้าหล่อเหล่าซูบคล้ำอิดโรยและไร้ซึ่งอำนาจหรือความน่าเกรงขามที่เคยมีในอดีตร่างสูงในอาภรณ์เรียบง่ายยืนนิ่ง มือหนึ่งถือไหสุราเงยหน้ามองกลีบดอกเหมยที่ร่วงหล่นพลิ้วลงพื้น ก่อนแค่นหัวเราะในลำคอเสียงต่ำแผ่วเบาและขมขื่น“สุดท้ายแล้ว…ข้าผิดพลาดตั้งแต่เมื่อใดกันแน่”น้ำเสียงทุ้มแหบพร่า ราวกับพึมพำถามต้นไม้ที่ยืนเงียบ ไม่ต่างจากสนทนากับความว่างเปล่าในใจตนเองนับแต่วันที่ความจริงปรากฏ ว่าสตรีที่เขารักสุดหัวใจลอบคบชู้กับคนใกล้ชิด และบุตรชายที่เขาเลี้ยงดูด้วยความภาคภูมิ มิใช่สายเลือดของตน…คล้ายโลกทั้งใบของเขาก็พังทลายลงในชั่วข้ามคืนวันนั้น เขาโกรธ…โกรธจนแทบคลั่งหลี่เฉิงหยวนคิดจะลงโทษนางให้สาสมกับความไว้ใจที่ถูกทรยศ ทว่าเมื่อได้สบตากับนัยน์ตาเมล็ดซิ่งคู่นั้นทั้งเย็นชา ดื้อดึงและเต็มไปด้วยความชิงชังเขากลับทำไม่ได้เล
ข่าวเรื่องจวนหลี่อ๋องถูกลอบวางเพลิงแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงราวกับควันดำที่ลอยฟุ้งจากเถ้าถ่านพัดกระจายเข้าทุกตรอกซอกซอย เสียงซุบซิบดังแว่วอยู่ไม่ขาดหู ทั้งคำลือและคำกลัว ผู้คนที่ได้เห็นซากเรือนมอดไหม้ยังคงสั่นสะท้านด้วยความหวาดหวั่นไม้ที่ถูกเผาจนดำกรอบยังคงส่งเสียงเปาะแปะ ราวกับคร่ำครวญถึงสิ่งที่สูญสลายไปพร้อมเปลวเพลิงหลายเรือนในจวนหลี่อ๋องพังพินาศเกือบครึ่ง เถ้าถ่านปกคลุมทั่วพื้นที่เหมือนผืนแผ่นดินทั้งผืนถูกเผาไหม้ ควันดำยังลอยหนาทึบจนผู้คนที่ผ่านต้องกลั้นหายใจสายตาทุกคู่เต็มไปด้วยทั้งความหวาดกลัวและความสงสัยปนเวทนา แต่เพียงวันถัดมา เพลิงข่าวกลับลุกโชนยิ่งกว่าเปลวจริง เมื่อมีราชโองการจากไจ่ฮ่องเต้ประกาศรับคำร้องขอหย่าระหว่าง หลี่อ๋องกับคุณหนูสกุลถงผู้เป็นหลานสาวของกุ้ยเฟยคำสั่งนั้นคล้ายน้ำมันราดลงบนกองเพลิงที่ยังไม่ทันดับมอดให้เผาผลาญทุกสิ่งพังพินาศร้อนระอุยิ่งกว่าเดิมทุกสายตาที่มองจวนหลี่อ๋องยามนี้ ล้วนแต่เต็มไปด้วยความสงสารปนเวทนาสายสัมพันธ์ที่เคยร้อยรัดสองตระกูลให้แนบแน่น กลับขาดสะบั้น เหลือเพียงเถ้าถ่านแห่งที่ปลิวกระจายอยู่ในอากาศถงซิ่นเหยาคาดการณ์ไว้อย่างไม่ผิดพลาดว่า ไป๋
แสงอาทิตย์แรกของยามเฉินลอดผ่านม่านควันจางๆ ที่ยังลอยคลุ้งทั่วบริเวณ เสียงไม้ที่ไหม้กรอบแกรบดังแผ่วเบาราวกับเสียงคร่ำครวญของอดีตที่ถูกเผาผลาญจนสิ้นเหล่าบ่าวไพร่ในจวนต่างวิ่งวุ่นกันคนละทิศคนละทาง บ้างก็ตักน้ำดับไฟ บ้างก็ขนย้ายซากสิ่งของที่เหลือ เสียงร้องโวยวายของสาวใช้ดังระงมไปทั่วทั้งเรือนที่เหลือเพียงเถ้าถ่านแม้แต่ ฮูหยินผู้เฒ่า ยังอดไม่ได้ต้องออกมาดูด้วยตนเองนางคิดไว้ไม่มีผิด บุตรชายผู้นี้ช่างไร้ความสามารถเสียจริง ถึงไม่สามารถจัดการสตรีผู้นั้นได้ ปล่อยให้นางเหิมเกริมกลับมาล้างผลาญจวนสกุลหลี่จนเกือบมอดไหม้ไม่เหลือ!ฮูหยินผู้เฒ่ามองเศษซากเรือนที่ถูกเพลิงไปแผดเผาวอดวายไปหลายหลัง จนแทบทรุดลงสิ้นเรี่ยวแรง เข่าอ่อนแทบเป็นลมครั้งแล้วครั้งเล่า “จวนหลี่อ๋องกำลังจะล่มสลายจริงๆ หรือ...” เสียงพร่าจากลำคอนางดังแผ่วเหมือนคำสาปกลางลานกว้าง หลี่เฉิงหยวนยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางกลุ่มควันเขม่าดำ เสื้อคลุมเปรอะเขม่า ชายเสื้อถูกไฟไหม้เป็นรอยยาว ผมที่เคยเรียบกลับยุ่งเหยิง มีคราบเขม่าติดอยู่ตามขมับและปลายคางดวงตาคมกริบฉายแววขุ่นมัวเจือด้วยความโกรธ โชคดีนักที่ยามนั้นเขายังไม่หลับ และยิ่งโชคดีกว่านั้น ถงซิ่น
ฮูหยินผู้เฒ่าหลี่เอือมระอาจจนไม่รู้จะสรรหาคำใดมาตำหนิบุตรสาว นางถอนหายใจเฮือกใหญ่ซ้ำๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด มือที่กำลังถือตะเกียบพลางเขี่ยข้าวในชามไปมาไม่ต่างจากเด็กเล็กเรื่องบานปลายมาถึงเพียงนี้แล้ว ยากเกินที่จะเยียวยาหากจะเกิดอะไรก็ต้องเกิดเถิด!หลี่เฉิงหยวนคีบข้าวเข้าปากอย่างเชื่องช้า ท่าทางเหม่อลอยไม่ต่างจากผู้เป็นมารดา เขาได้ยินเสียงตะเกียบกระแทกชามดังไม่หยุดจึงเงยหน้าขึ้นมอง พร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบไร้อารมณ์“อาหารมื้อนี้รสชาติไม่ดีหรือ…เหตุใดท่านถึงเอาแต่เขี่ยไปมาเช่นนี้”อาหารทุกมื้อในจวนหลี่อ๋องปรุงโดยพ่อครัวฝีมือดีเก่าแก่ รสชาติจึงไม่น่าจะมีปัญหา ความไม่อร่อยคงเป็นเพราะบรรยากาศอึมครึมที่ไม่ชวนรับประทานทั้งหนาหู ทั้งอุดอู้ และหมองหงอยหนักหน่วงแม้แต่พวกสาวใช้ยังรู้สึกอึดอัด กลืนอะไรลงไปก็ไม่ลง ลมหายใจติดขัด…นับตั้งแต่พระชายาเอกและซื่อจื่อน้อยไม่อยู่ที่จวนสกุลหลี่ก็วังเวง ดูราวกับไร้ผู้คน“ข้าอิ่มแล้ว” ฮูหยินผู้เฒ่ากล่าว พลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนวางตะเกียบลงอย่างเบื่อหน่ายนางหยิบผ้าเช็ดปากจากสาวใช้เช็ดริมฝีปากช้าๆ แล้วกล่าวเสียงแผ่วแต่เต็มไปด้วยความขุ่นเคือง“กินอย่างไรก
ถงซิ่นเหยาเงยหน้าขึ้นสบตากับบุรุษตรงหน้าพอดี ใบหน้าคนงามระบายยิ้มกว้างความหนักอึ้งในใจพลันผ่อนคลายลง น้ำเสียงหวานหัวเราะร่าออกมาอย่างขบขันนางกล่าวกลั้วเสียงหัวเราะ “วาจาของคุณชายเจ้าเล่ห์นัก…หากข้าไร้สติก็คงคล้อยตามตกหลุมพรางที่ขุดไว้ และจะต้องหลงคิดว่าคุณชายต้องมีใจให้แน่ๆ เจ้าค่ะ”ซ่งเจ๋อหานชะงักไปครู่หนึ่งกับถ้อยคำหยอกเย้า รอยยิ้มบนริมฝีปากหนาโค้งยกยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะในลำคอแผ่ว ราวกับพยายามกลบความรู้สึกบางอย่างที่ไหววูบขึ้นในดวงตา“หึ! ข้าไม่เก่งนักเรื่องเสแสร้งปั้นหน้ากล่าวคำหวานเพื่อเข้าหาสตรี” เขาตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ หากแต่ปลายประโยคกลับอบอุ่นผิดจากเดิม “และหากคิดจะลวงสตรีใดให้ตกหลุมพราง…ข้าคงไม่มีทางเริ่มจากแม่นางแน่”สายตาคมกริบช้อนประสานตากับสตรีตรงหน้าอย่างจงใจ ริมฝีปากหนาโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆซ่งเจ๋อหานคิดว่าจะไม่ได้พบพานกับนางอีกแล้วทว่าก็หาได้คิดจะถอดใจตอนที่มีคนจากพ่อบ้านสกุลถงแจ้งแก่ทหารยามหน้าวังหลวงว่าต้องการเข้าไปตำหนักใน พร้อมนำจดหมายจากสกุลถงมาส่งให้ถึงมือซ่งเจ๋อหานเดินผ่านมาพอดี จึงรับจดหมายไว้ก่อนจะนำไปส่งให้หลี่กุ้ยเฟยด้วยความกระตือรือร้นเพียงได
ถงซิ่นเหยาชะงักพอได้ยินถ้อยคำนั้น นัยน์ตาเมล็ดซิ่งหันไปสบเข้ากับดวงตาคมกริบของหลี่เฉิงหยวนพอดี นางไม่อยากจะพบหน้าบุรุษผู้นี้ในยามนี้นักมิใช่เพราะทำใจไม่ได้ที่ต้องจากไป แต่กลับความเอือมระอา เหม็นขี้หน้าจนคลื่นไส้แล่นพล่านต่างหากสายลมโชยพัดผ่าน อากาศเย็นยะเยือกจนขนลุกซู่ ราวกับเวลาหยุดนิ่งชั่วขณะ ทั้งคู่ยืนนิ่งจ้องมองกันอยู่นานครู่หนึ่ง หาได้มีผู้ใดเอ่ยเอื้อนสักครึ่งคำภายในอกของเขารู้สึกคันยุบยิบ หน่วงหนักและอึดอัดเมื่อมองดวงตางามคู่นั้นไร้อารมณ์ ไม่แสดงแววใดให้เห็นหลี่เฉิงหยวนถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนถามย้ำด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น“คิดจะไปไม่ลาเลยหรืออย่างไรกัน”ถงซิ่นเหยาคลี่ยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย น้ำเสียงหวานกลั้วหัวเราะ “หม่อมฉันได้ยินมาว่าไป๋เหม่ยฮวาหนีออกจากจวน ไม่ว่ามองไปทางใด ผู้คนล้วนวุ่นวาย…ข้าจึงมิอยากรบกวนเพคะ”ทั้งที่ความจริง นางจงใจไม่บอกใคร แม้กระทั่งแม่สามีลึกๆ ในใจ ถงซิ่นเหยายังคงโกรธเคืองไป๋เหม่ยฮวา…สตรีผู้นี้เป็นผู้วางยาหลี่จวิ้นหรงบุตรชายของนางจนเกือบพิษไปเย็น แม้จะถูกกักขังแยกไว้ แต่กลับไร้ผู้ใดจัดการและปล่อยให้หนีออกไปด้วยนิสัยของไป๋เหม่ยฮวา หากไม่สั่งสอนให้เข็ดหลาบ ย่