Share

15.2

last update publish date: 2026-03-11 07:59:36

บทที่ 15 ทำสัญญาเลือด (2)

คำกล่าวของฉีหนานหวังเป็นคำสั่งกลายๆ ที่มิอาจปฏิเสธได้ ซือหนิงพยักหน้าให้เจ๋อหานวางใจก่อนจะเดินตามเขาไปยังที่ไม่ไกลจากเดิมนัก

“ท่านมีสถานะเป็นพลเมืองแคว้นฉีแล้ว จะทำอันใดต่อ?”

คำถามของฉีหนานหวังตรงไปตรงมายิ่ง ทว่าสำหรับซือหนิงที่ไม่สามารถวางใจเขาได้ย่อมต้องใคร่ครวญว่าคำถามนี้กำลังแฝงนัยบางอย่างกันแน่

ซือหนิงหรี่ตาลงเล็กน้อยมองแผ่นหลังตั้งตรงที่เปรียบเสมือนกำแพงเมืองของแคว้นฉี ไม่แน่แล้วเรื่องที่เขาอยากคุยกับนางในวันนี้อาจเกี่ยวเนื่องกับความปลอดภัยของแคว้นฉีก็เป็นได้

 เช่นนั้นนางต้องตอบคำถามอย่างไรก็ได้ให้เขาวางใจ

นางระบายลมหายใจเบาๆ ก่อนตอบเสียงเรียบโดยที่น้ำเสียงแสดงออกถึงความไม่มั่นใจ

"ก็คงอาศัยอยู่ในจวนที่ได้รับพระราชทานเพคะ"

ฉีหนานหวังนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อ

"แล้วอย่างไรต่อ?"

น้ำเสียงของเขาไม่ได้แสดงอารมณ์ใด แต่ก็ทำให้ซือหนิงรู้สึกว่ามันเป็นคำถามที่เหมือนไม่ต้องการคำตอบแต่กำลังจะหาเรื่องนางมากกว่า

ดวงตาของนางฉายแววไม่พอใจ แต่ก็ยังเก็บงำไว้ ทว่าเสียงที่ตอบกลับครานี้เยือกเย็นขึ้น

"ไม่มีอะไรพิเศษ หม่อมฉันก็คงจะใช้ชีวิตไปวัน ๆ ใช้ชีวิตอย่างที่อยากใช้กระมัง"

ฉีหนานหวังหันกลับมาจ้องนางก่อนจะกล่าวต่อ

"แล้วอย่างไรต่ออีก?"

ครั้งนี้น้ำเสียงของเขาเริ่มเข้มขึ้นเล็กน้อย ราวกับต้องการให้ได้คำตอบที่ชัดเจนกว่านี้ ทั้งที่คำถามของเขาหาได้ต่างไปจากเดิมไม่

ซือหนิงเม้มริมฝีปากแน่น ดึกดื่นเช่นนี้นางจำเป็นต้องอดทนถูกเขาล่วงล้ำความเป็นส่วนตัวเช่นนี้ด้วยหรือ

ชีวิตของนางไม่ใช่เรื่องที่เขาควรมายุ่งเกี่ยวด้วยเลยด้วยซ้ำ!

"หม่อมฉันจะอาศัยในจวนที่ได้รับพระราชทานอย่างสงบ พระองค์เข้าใจว่าคำว่า สงบ หมายถึงอะไรหรือไม่เพคะ?"

ซือหนิงกล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงเย็นชา นัยน์ตาทอประกายคมกริบอย่างสื่อความหมายชัดเจน

ฉีหนานหวังชะงักไปเล็กน้อย แต่ไม่ได้ตอบกลับในทันทีเพราะเป็นสิ่งที่เขาต้องคิดและทำความเข้าใจอยู่

ยังไม่ทันที่เขาจะเอ่ยปาก ซือหนิงก็ตัดบทเสียก่อนแล้ว

"การที่หม่อมฉันจะมีชีวิตอย่างสงบได้ ย่อมต้องไม่รบกวนให้พระองค์ให้ทรงเป็นห่วงเพคะ"

ซือหนิงกำลังกล่าวเตือนโดยอ้อมแล้ว หากเขายังคงยุ่งเกี่ยวกับนาง ชีวิตของนางคงมิอาจสงบได้อย่างแท้จริง อย่างเช่นที่เขากำลังเป็นอยู่อย่างไรเล่า

นางพูดชัดเจนแล้วหวังว่าเขาจะเข้าใจ ซือหนิงย่อคารวะอย่างนอบน้อมก่อนจะเอ่ยปิดท้ายถือเป็นการขอตัวจากมา

"หม่อมฉันขอขอบพระทัยทุกเรื่องเรื่องที่ทรงใส่ใจ และขอตัวกลับตำหนักก่อน พอดีพรุ่งนี้หม่อมฉันยังมีเรื่องให้วุ่นวายอีกมาก"

ซือหนิงก้าวถอยหลังก่อนรีบหมุนตัวเดินออกไป

"หากเจ้าต้องการความสงบเช่นที่เจ้าพูด... ก็จงอยู่ให้ห่างจากองค์รัชทายาทเสีย"

น้ำเสียงเยือกเย็นของฉีหนานหวังดังขึ้นเป็นคราสุดท้ายทำให้ซือหนิงจำเป็นต้องหยุดฝีเท้าในทันที

บรรยากาศรอบด้านเงียบสนิท ลมหนาวพัดผ่านใบไม้เกิดเสียงสะท้อนก้องหู คราวนี้ซือหนิงไม่ได้หันกลับมา แต่ริมฝีปากของนางแย้มรอยยิ้มมุมปาก ก่อนเอ่ยรับคำทั้งที่หันหลังให้อย่างนั้น

"ลำบากพระองค์แล้วเพคะ"

แล้วซือหนิงก็เดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะเหลียวหลังเลย...

ฉีหนานหวังยังคงยืนอยู่ที่เดิม ดวงตาของเขาเฝ้ามองเงาร่างของซือหนิงที่กำลังห่างออกไปจนลับสายตา

“นายท่าน…”

อาฉี องครักษ์ผู้ภักดีที่เติบโตและเฝ้าติดตามเขามาเนิ่นนานเอ่ยเรียก ในยามที่อยู่ในจวนหวังเองหรือไม่มีคนนอก สรรพนามราชวงศ์จะถูกละไว้เสมอ

อาฉีมองใบหน้าของเจ้านายด้วยสายตาลึกซึ้งอยู่นานราวกับต้องการกล่าวบางสิ่ง ทว่ากลับลังเลเพราะรู้ว่าไม่ควรพูดออกไปเนื่องด้วยเป็นการบังอาจคาดเดาความคิดของเจ้านาย

ทว่าฉีหนานหวังนั้นรับรู้ได้ถึงความลังเลนั้น

"เจ้ามีเรื่องจะพูด ก็พูดมา"

น้ำเสียงเรียบนิ่ง แต่แฝงไปด้วยอำนาจที่ทำให้ผู้อื่นมิอาจขัดอันเป็นเอกลักษณ์ของฉีหนานหวังผู้ได้ฉายาว่ายมทูตแห่งแคว้นฉี

...ยามออกนำศึกมีรังสีเข่นฆ่าไม่ต่างจากยมทูต

อาฉีสบตากับเจ้านายของตน ก่อนจะค้อมศีรษะเล็กน้อยและกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น

"พระองค์มีเรื่องจะคุยกับท่านหญิงซือหนิงเพียงแค่เรื่ององค์รัชทายาทหรือพะยะค่ะ?"

ฉีหนานหวังขมวดคิ้วเล็กน้อย สีหน้าของเขาแม้จะยังคงความเย็นชา ทว่ากลับมีแววความลังเลแวบผ่านไปเพียงเสี้ยวหายใจ

"เจ้าอยากพูดอะไรกันแน่?"

"มิใช่ว่าพระองค์มีเรื่องอื่นที่อยากบอกท่านหญิงมากกว่านั้นหรอกหรือพะยะค่ะ?"

ที่อาฉีคิดเช่นนี้ เพราะสิ่งที่เจ้านายของเขาเป็นมาตลอดหลายปีเมื่อเทียบกับการกระทำของเขาในปีนี้ มันทำให้อาฉีรู้ว่าเจ้านายของตนนั้นเปลี่ยนไปบางอย่างแล้ว

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉีหนานหวังทำบางอย่างที่ไร้ที่มา ซึ่งเรื่องเหล่านั้นล้วนเกี่ยวกับอดีตองค์หญิงผู้นี้ทั้งสิ้น

ไม่ว่าจะการที่ทรงคอยจับตาดูนาง การที่เขามักออกหน้าห้ามปรามโดยไม่ใช่เพราะคำสั่งจากฝ่าบาท และแม้แต่การพูดกับนางราวกับต้องการยั่วยุนางให้โต้กลับ

...ทั้งหมดนี้ล้วนทำให้อาฉีที่รู้จักเจ้านายของเขาดี อดสงสัยมิได้

“เมื่อครู่นี้ ความตั้งใจของพระองค์มิใช่ถามเพราะต้องการเอ่ยช่วยเหลือหรอกหรือพะยะค่ะ?”

คำถามของอาฉีทำให้ฉีหนานหวังชะงักไป ฉีหนานหวังบัดนี้ครุ่นคิดอย่างหนักจนไม่มีคำตอบใดถูกกล่าวออกมาในทันที

“เหตุใดเจ้าจึงคิดว่าเป็นเช่นนั้น?”

เสียงของฉีหนานหวังยังคงเรียบ แต่กลับให้ความรู้สึกแปลกประหลาดอย่างกับไม่ใช่เสียงของเขาเอง

ความสับสนในใจของฉีหนานหวัง ตัดสินได้ยากเกินกว่าที่บุรุษที่ทั้งชีวิตใช้ไปเพื่อทำตามคำสั่งของฝ่าบาทจะคิดได้

อาฉีถอนหายใจเบา ๆ เงียบเพื่อปล่อยให้เวลานี้เป็นช่วงเวลาแห่งการเรียบเรียงความรู้สึก...

“ท่านหญิงซือหนิงคือสตรีคนแรกที่พระองค์ยุ่งเกี่ยวด้วยโดยไม่มีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องมิใช่หรือพะยะค่ะ?”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของฉีหนานหวังพลันมืดครึ้มทันที คำถามของคนสนิทฉุกให้เขาคิดได้แล้ว

...แววตาของเขาเย็นเยียบราวมีหิมะตกในพริบตา

“อาฉี ข้าคิดว่าเจ้าคิดมากเกินไปแล้ว ข้ายุ่งเกี่ยวกับนางเพราะนางคือสตรีที่ข้าชังต่างหาก”

อาฉีชะงักไปเล็กน้อย สีหน้าของเขายังคงสงบนิ่งและน้อมรับการตัดสินใจของเจ้าของความรู้สึกอย่างมิอาจเข้าใจความหมายได้

ฉีหนานหวังยกมือขึ้นไพล่หลัง ทอดสายตาไปยังดวงจันทร์ที่ลอยเด่นท่ามกลางท้องฟ้าในค่ำคืนที่มืดมิด ดวงตาของเขามืดครึ้มอบอวลด้วยท่านหมอกจนมิอาจคาดเดาได้ว่ากำลังคิดสิ่งใดได้อีกต่อไปอีกครา

"คราวหลังอย่าพูดเรื่องไร้สาระเช่นนี้อีก"

ใช่แล้ว ความแค้นของเขายังรอวันสะสาง...

ท่านหญิงซือหนิงผู้นี้ คือคนที่เขาควรชังอย่างสุดหัวใจ!

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ทะลุมิติมาเป็นองค์หญิงผู้เดียวดาย    บทส่งท้าย

    บทส่งท้าย ตอนนี้เจี่ยงเฟยมีอายุครรภ์เข้าสู่เดือนที่ห้าแล้ว นางท้องโตจนต้องเปลี่ยนชุดยกแผง เดินเหินก็แสนลำบาก จะออกจากห้องไปสูดอากาศทีต้องให้บ่าวไพร่ยกโขยงทีเกือบสิบคน ทำเอาเจี่ยงเฟยแทบไม่อยากเคลื่อนย้ายตัวไปไหนเลย นับจากวันที่เกิดเรื่องที่ตำหนักบูรพา นางก็ไม่ได้เจอพระชายารองถิงถิงมาเยี่ยมเยียนที่จวนตระกูลไป๋อีกเลย นางได้รู้ความคืบหน้าจากปากของเฉิงไห่เพียงแต่ว่าองค์รัชทายาทถูกปลดและคนทั้งตำหนักถูกย้ายให้ไปประจำการที่เมืองหน้าด่านอันแสนไกลโพ้นที่หนึ่ง ห้ามออกนอกเมืองหน้าด่านแห่งนั้นโดยเด็ดขาด โดยกระบวนการที่ทำให้เกิดผลลัพธ์เยี่ยงนั้นล้วนไม่ทราบเลย จนกระทั่งท่านพ่อ ท่านแม่และพี่ชายขนกันมาเยี่ยมเยียนนางถึงได้รู้ว่ากว่าที่คนพวกนั้นจะได้รับบทลงโทษ ไป๋เฉิงไห่ต้องลงแรงและกำลังไปมากเพียงใด เขาจัดการแม้กระทั้งให้คนในราชวงศ์ทำสัญญาว่าจะปกปิดความลับเรื่องความสามารถในการแปลงร่างของตระกูลเจี่ยงไปทุกราชวงศ์นับจากนี้ พร้อมตกลงข้อแลกเปลี่ยนกับท่านพ่อของนางว่าจะยอมให้ยืมความสามารถเหล่านี้รับใช้แคว้นบ้างตามความเหมาะสม ทำให้ตอนนี้ตระกูลเจี่ยงมีรากฐานที่มั่นคงเพิ่มขึ้นมาก และเจี่ยงเฟยก็ตั้งปณิฐานว่าจะต

  • ทะลุมิติมาเป็นองค์หญิงผู้เดียวดาย   ยี่สิบหนึ่ง ถังหูลู่แสนวิเศษ

    ยี่สิบหนึ่ง ถังหูลู่แสนวิเศษ🔥 “เฟยเฟยมีอันใดหรือ?” “คนตระกูลเจี่ยงที่มีสายเลือดดั้งเดิมล้วนมีความสามารถแปลงร่างเป็นสัตว์ได้เจ้าค่ะ ส่วนข้านั้นสามารถแปลงกายเป็นแมวได้” เจี่ยงเฟยกลั้นใจพูดออกไปคราเดียวหมด และเกร็งตัวจ้องมองสีหน้าของผู้เป็นสามี นางกลัวว่าเขาจะรับไม่ได้กับความแปลกประหลาดนี้ของนาง ซึ่งหากเป็นอย่างนั้นจริงเจี่ยงเฟยก็ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว แต่นางก็ไม่สามารถปิดบังความลับนี้ต่อคนรักได้อีกนั่นแหละ แต่เฉิงไห่กลับไม่ได้มีสีหน้ารังเกียจอย่างที่คิด ติดจะงุนงงเหมือนไม่เข้าใจที่นางบอกด้วยซ้ำ อย่างนั้นนางจึงตัดสินใจพิสูจน์ให้เขาดูไปเลย จากสตรีงดงามค่อย ๆ กลายร่างเป็นแมวน้อยขนดำต่อหน้าต่อตาแม่ทัพหนุ่ม จากนั้นไม่นานก็กลับมาอยู่ในร่างสตรีอีกครา ภาพการเปลี่ยนแปลงนี้ล้วนทำให้เฉิงไห่นิ่งค้าง ตะลึงจนจับสติกลับมามิได้ เขามองตาแข็งจนเจี่ยงเฟยต้องช่วยเขย่าตัวเรียกสติ “ท่านพี่รังเกียจข้าที่ไม่ปรกติรึไม่เจ้าคะ?” น้ำเสียงสั่นเทาของสตรีคนรักทำให้เฉิงไห่รีบส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน “มีใครรู้เรื่องนี้บ้าง??” เป็นแม่ทัพมาตั้งกี่ปีล้วนคลุกคลีการเมืองมาไม่น้อย เขาเข้าใจว่าความสามารถพิเศษนี้หากใครร

  • ทะลุมิติมาเป็นองค์หญิงผู้เดียวดาย   ยี่สิบ ข้ามีเรื่องสำคัญจะบอกพี่เฉิงเจ้าค่ะ

    ยี่สิบข้ามีเรื่องสำคัญจะบอกพี่เฉิงเจ้าค่ะ“พี่เฉิงเจ้าคะ รอก่อนฟังถิงถิงพูดก่อนเจ้าค่ะ!”เฉิงไห่หยุดเท้าและหันมองสตรีที่วิ่งตามหลังมาทันใด ดวงตาคมมิใช่ใช้มองคนในครอบครัวอีกต่อไป จากเหตุการณ์นี้ทำให้เขาไม่แม้แต่มีเยื่อใยมองนางแบบน้องสาวได้อีกต่อไปแล้ว“ข้าให้เวลาครึ่งเค่อ ว่ามาเถิด!”ถิงถิงเข้าใจสายตานั่นดี นางรีบพ่นสิ่งที่อาจจะเปลี่ยนชีวิตนางได้ในทันที“ข้าถูกองค์รัชทายารุ่ยเต๋อบังคับให้ทำเรื่องทั้งหมดเจ้าค่ะ หลังจากที่ข้าแต่งเข้ามาล้วนถูกทรมานร่างกายและจิตใจแต่จำยอมต้องทนอยู่เรื่อยมาเพราะด้วยอำนาจขององค์รัชทายาท คราก่อนนั้นที่ข้าตัดสินใจแต่งเข้ามามิใช่เพราะหมดรักพี่เฉิงนะเจ้าคะ แต่เป็นเพราะล้วนถูกคำพูดหวานที่ดูงดงามขององค์รัชทายาทบิดบัง จนข้าเลือกทางผิดในที่สุด แต่พอได้แต่งเข้ามาแล้วในใจข้าเฝ้าคิดถึงแต่วันเวลาที่ได้อยู่ร่วมกันกับพี่เฉิง และในเหตุการณ์นี้หากข้าไม่ทำจะถูกทรมานอีกจึงจำยอมทั้งสิ้นเจ้าค่ะ ฮือ”“เอ่ยหมดแล้วหรือไม่!”ถิงถิงที่เล่าไปก็บีบน้ำตาจนไหลนองเต็มสองข้างแก้มเงยหน้ามองเฉิงไห่ทั้งน้ำตา คนมองมาล้วนสะเทือนใจทั้งสิ้น แต่สำหรับเฉิงไห่แล้วเขามองด้วยสายตาไร้อารมณ์ ดวงตานั่น

  • ทะลุมิติมาเป็นองค์หญิงผู้เดียวดาย   สิบเก้า  ละเล่นกับเหมียวน้อย (2)

    สิบเก้า ละเล่นกับเหมียวน้อย (2)“มะ เมี๊ยว ฮือ...”“ร้องอีกสิ ร้องอีก ฮ่า ๆ”รุ่ยเต๋อที่ได้ฟังเสียงร้องเหมียวคราแรกก็ยิ่งได้ใจ เขาใส่แรงเพิ่มขึ้นเพื่อให้ได้ยินเสียงที่หวังอีกหลายรอบ พอเห็นว่าเจี่ยงเฟยเริ่มร้องจนเสียงขาดห้วงจึงค่อยหยุดมือดวงตาหรี่มองสตรีบนเตียงราวมองสิ่งของล้ำค่า ใบหน้าของเจี่ยงเฟยงดงามเย้ายวนยิ่ง แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดสำหรับรุ่ยเต๋อนั้นคงไม่พ้นความสามารถของการกลายเป็นแมวได้ตามที่พระชายารองของเขาบอกมา เขาก็ไม่เชื่อหรอกถึงได้จับมาพิสูจน์อย่างไรเล่า ยิ่งได้ใกล้ชิดยิ่งรู้สึกตนกำลังเล่นกับแมวน้อยอย่างไรอย่างนั้น มันทำให้จิตใจชุ่มชื่น ร่างกายกระชุ่มกระช่วยราวเพิ่งสู่วัยแรกรุ่น อีกทั้งแกนกายส่วนนั้นก็ค่อย ๆ เริ่มเติบโตตามความปรารถนาในใจเสียแล้ว...สตรีงามหรือเขามีแล้วในวังหลังแห่งนี้ แต่ยังขาดสตรีที่คล้ายแมวน้อยเช่นเจี่ยงเฟยอยู่หากทำให้เจี่ยงเฟยตกอยู่ในการครอบครองของตนได้แล้ว ส่งข่าวและทำการตกลงกับแม่ทัพไป๋ทีหลัง เรื่องทุกเรื่องย่อมง่ายดายกว่า เขาต้องได้รับผลตอบแทนให้สมกับที่ออกทุนลงแรงจัดงานเลี้ยงอันแสนสิ้นเปลืองนี่เป็นสตรีแสนเย้ายวนตรงหน้า...รุ่ยเต๋อนำกุญแจข้อเท้ามาล็

  • ทะลุมิติมาเป็นองค์หญิงผู้เดียวดาย   สิบเก้า ละเล่นกับเหมียวน้อย (1)

    สิบเก้าละเล่นกับเหมียวน้อยเจี่ยงเฟยถูกพามาวางไว้ที่ตำหนักแห่งหนึ่ง ร่างกายไร้เรี่ยวแรงพยายามขยับกายออกจากที่นี่ก็ทำเพียงไม่กี่เค่อก็หอบหนักแล้ว พวกคนที่ยกนางมาจากไปหมดแล้วในห้องแห่งนี้น่าจะมีนางอยู่คนเดียว ภาพมัวเบลอมองเห็นว่านางอยู่บนเตียงหลังหนึ่ง แต่ไกลออกไปนั้นสภาพเป็นอย่างไร เจี่ยงเฟยไม่สามารถมองได้แล้วอย่าบอกว่านะ ว่านางถูกคนในตำหนักขององค์รัชทายาทจับมาเพื่อการเสพสวาท!!!ขอให้ไม่ใช่เถอะ เทพเซียนช่วยดลบันดาลให้เหตุการณ์เหล่านี้เป็นเพียงความฝันด้วยเถิด...เจี่ยงเฟยคนนี้ กำลังแม้จะกลายร่างเป็นแมวยังไม่มีเลย นางจะหนีอย่างไรดี ใครก็ได้ช่วยเจี่ยงเฟยด้วย...พลั่ก!แสงสว่างจากข้างนอกลอดเข้ามาเพียงครู่หนึ่งก็หายไปอีกรอบพร้อมประตูห้องที่ปิดลง เจี่ยงเฟยทำอันใดไม่ได้นอกจากนอนตัวเกร็งแสร้งว่าหลับไปในตอนนั้น เผื่อว่าจะไม่เป็นอันตรายฝีเท้าหนักเดินเข้ามาใกล้เตียงที่เจี่ยงเฟยนอนอยู่เรื่อย ๆ จนกระทั่งหยุดอยู่ที่หน้าเตียง หัวใจของเจี่ยงเฟยเต้นระรัวจนแทบหลุดออกจากอก ในหัวตอนนี้นางคิดถึงแต่ว่าให้พี่เฉิงไห่รับรู้และมาช่วยนางออกไปเสียที!เจี่ยงเฟยรับรู้ถึงสัมผัสอันเยียบเย็นจากมือของผู้มาใหม่ที่บริ

  • ทะลุมิติมาเป็นองค์หญิงผู้เดียวดาย   สิบแปด นรกบนดิน

    สิบแปด นรกบนดิน ในขณะที่สมองของเจี่ยงเฟยมึนเบลอคิดอันใดไม่ปะติดปะต่อ แต่เรื่องประสาทสัมผัสทางผิวกายกลับเด่นชัดเกินจนน่ากลัว หลังจากที่เจี่ยงเฟยรู้ว่าตนเองถูกพาออกมาที่ใดสักแห่งแล้ว จากนั้นนางก็ถูกพาไปนั่งบนเก้าอี้ มีสตรีหลายคนเข้ามาในห้องแห่งนี้ เจี่ยงเฟยรับรู้ได้ว่าตนเองถูกปลดเสื้อผ้าบนตัวออก นางอยากขัดขืนและอยากหนีออกไปแทบใจขาดดิ้นแต่ไม่สามารถทำได้เลย ร่างกายไม่สามารถควบคุมได้ตามใจสั่ง สมองก็ไม่ปะติดปะต่อเอาเสียเลย การขัดขืนของเจี่ยงเฟยจึงเป็นเพียงการทำไปให้คนที่มากระทำอันใดกับตามตัวของนางรำคาญเพียงเท่านั้น เหล่านางกำนัลของตำหนักบูรพาสามสี่นางช่วยกันขัดสีฉวีวันร่างกายขาวผ่องที่เดิมไม่ได้สกปรกอันใดให้สะอาดผ่องมากขึ้น พร้อมทั้งชโลมน้ำมันหอมระเหยบนกายอย่างคล่องแคล่วเพราะทำสิ่งนี้มาหลายคราแล้ว แม่นางผู้น่าเวทนาในอ่างอาบน้ำนี้ไม่ใช่คนแรกที่ต้องถูกทำความสะอาดทุกซอกทุกมุมก่อนมอบกายให้องค์รัชทายาท แต่อาจเป็นสตรีคนแรกที่มาทั้งอาการมึนเมาไม่รู้สติเยี่ยงนี้ เรื่องการใช้ยานั้นองค์รัชทายาทรุ่ยเต๋อทำไม่บ่อยนัก พระองค์ชอบให้สตรีมอบกายมาแบบเต็มใจเสียมากกว่า ยกเว้นก็แต่จะทรงอยากได้มากจนยอมใช้วิธ

  • ทะลุมิติมาเป็นองค์หญิงผู้เดียวดาย   17.2

    แต่ซือหนิงจำได้ว่า...ตอนเดินขึ้นเขา นางเจอและก้มลงแตะต้นพืชบางชนิดที่คิดว่ามีประโยชน์ ...หรือว่าตอนนั้นเองที่มิตินี้ดูดมันเข้ามา?หากเป็นเช่นนั้น แปลว่านางสามารถเก็บของเข้ามิติได้เพียงแค่สัมผัสและนึกถึงมัน!ซือหนิงตั้งใจพิสูจน์ นางยกมือขึ้นแตะปิ่นไม้ของตน เมื่อจินตนาการว่าต้องการให้มันหายไป ปิ่นหย

  • ทะลุมิติมาเป็นองค์หญิงผู้เดียวดาย   17.1

    บทที่ 17 นางถูกหลอกหรือ?!หลายวันถัดมา...ซือหนิงตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อเตรียมตัวเดินทาง นางแต่งกายอย่างทะมัดทะแมง สวมอาภรณ์เรียบง่ายที่เหมาะกับการผจญภัยในป่า ผมถูกรวบขึ้นอย่างเรียบร้อยและปักด้วยปิ่นไม้ธรรมดา ไม่มีเครื่องประดับใดให้เกะกะ ด้านหลังสะพายถุงสัมภาระที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์จำเป็น มีดพก เชือก น้

  • ทะลุมิติมาเป็นองค์หญิงผู้เดียวดาย   16.3

    ภายในห้องส่วนตัว กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของชาอบอวลอยู่ทั่วบริเวณ ทุกสิ่งในห้องถูกจัดไว้อย่างหรูหรางดงาม เครื่องเรือนไม้แกะสลักบ่งบอกห้องนี้มีไว้สำหรับชั้นสูงเมื่อซือหนิงก้าวเข้ามาในห้อง นางได้รับการต้อนรับจาก หลัวกงกง ขันทีคนสนิทขององค์รัชทายาทอย่างดี"ท่านหญิงซือหนิง เชิญนั่งขอรับ" หลัวกงกงกล่าวพลางผายมื

  • ทะลุมิติมาเป็นองค์หญิงผู้เดียวดาย   16.2

    ยามเซินใกล้เข้ามา ซือหนิงออกจากจวนท่านหญิงของตนและเรียกรถม้ารับจ้างเพื่อเดินทางไปยังโรงน้ำชาหลวนเยว่ตามนัดหมายเมื่อรถม้าหยุดลงตรงหน้าประตูโรงน้ำชา นางก้าวลงมายืนทอดสายตามองสิ่งปลูกสร้างตรงหน้าอย่างสนใจโรงน้ำชาหลวนเยว่ เป็นหนึ่งในโรงน้ำชาชื่อดังที่สุดของเมืองหลวงแคว้นฉี ตัวอาคารสร้างจากไม้เนื้อดี

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status