Share

บทที่ 10

last update publish date: 2026-03-06 08:30:38

บทที่ 10 องค์หญิงซือหนิงสิ้นแล้วหรือ?

ซือหนิงเดินทอดน่องอยู่ตามลำพังยังทางกลับตำหนักรับรองหลังจากที่สั่งให้หลี่เจ๋อหานกลับไปก่อนแล้ว

เมื่อสัมผัสได้ว่าลมหายใจขององครักษ์หลี่จางหายไป ซือหนิงหยุดเดินกะทันหันก่อนจะเอ่ยเสียงดังขึ้นราวกับคุยกับใครอย่างไรอย่างนั้น

"ออกมาเถอะอย่าซ่อนเลย ข้ารู้ว่าเจ้าแอบตามมาสักพักแล้ว"

ความเงียบแผ่กระจายออกไปครู่หนึ่ง ก่อนที่เสียงฝีเท้าแผ่วเบาจะดังขึ้นจากเงามืด

บุรุษผู้หนึ่งก้าวออกมาจากหลังต้นไม้ใหญ่ ใบหน้าคมคายของเขายังคงเยือกเย็น ราวกับน้ำแข็งที่ไม่มีวันละลาย เส้นผมดำขลับเกล้าไว้เรียบร้อย ฉลองพระองค์หรูหราสะท้อนแสงจันทร์ขับให้บุคลิกของเขาดูสูงศักดิ์

...ฉีหนานหวัง

น้องชายเพียงหนึ่งเดียวของฮ่องเต้แคว้นฉีที่เหลือรอดจากสงครามภายในก่อนฮ่องเต้พระองค์นี้ครองราชย์ บัดนี้เขาเป็นหนึ่งในขุนนางผู้ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งแห่งแคว้นฉี

"หึ"

เสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้นจากลำคอของฉีหนานหวัง ขณะดวงตาคมกริบจับจ้องมายังซือหนิงอย่างไร้ความรู้สึกผิด "นี่ก็ทางผ่านมิใช่หรือ เหตุใดเจ้าทำอย่างกับว่าข้าตามมากัน"

ซือหนิงหัวเราะในลำคอก่อนเอ่ยน้ำเสียงใคร่รู้ "ผ่านทาง?" นางเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ "อย่าบอกนะเพคะว่าฉีหนานหวังที่มีตำหนักแยกออกไปจากพระราชวังนานแล้วก็ชอบที่จะเดินเล่นผ่อนคลายถึงในวังด้วยเช่นกัน ช่างเดินเล่นได้ไกลยิ่งนัก..."

ฉีหนานหวังไม่ตอบในทันทีเขาก้าวเข้ามาใกล้ซือหนิง และใช้ดวงตามืดมนจ้องมองนางด้วยสายตาที่นางอ่านไม่ออก

ระยะที่เขาเหลือไว้นี้น้อยเสียจนซือหนิงรับรู้ถึงระดับลมหายใจของอีกฝ่ายเลยล่ะ ทว่านางก็ไม่คิดจะถอยออกไปอย่างผู้แพ้หรอก สถานการณ์ตอนนี้จึงกลายเป็นว่าหนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีแข่งกันจ้องตาอย่างไม่มีใครยอมใคร...

"เจ้าพบองค์รัชทายาทในยามดึกสองต่อสองเช่นนี้ เจ้ามีแผนการอันใดกันแน่?"

ซือหนิงยิ้มบาง ๆ อย่างหยอกล้อนิด ๆ

"โอ๊ะ นี่ทางผ่านของพระองค์ช่างบังเอิญเจอหม่อมฉันอีกแล้วหรือเพคะ?"

"..."

ฉีหนานหวังไม่ตอบและดูเหมือนจะไม่สนใจเล่นกับนางด้วยซ้ำ ซือหนิงนั้นมีนิสัยชอบทำลายกำแพงน้ำแข็งคนจึงอดไม่ได้ที่จะหุบยิ้มและกลับมาจริงจังอย่างที่อีกฝ่ายทำบ้าง

"เรื่องนี้หม่อมฉันไม่มีอำนาจตอบเพคะ หากทรงอยากทราบว่าหม่อมันมีแผนอันใดก็เชิญเสด็จไปถามองค์รัชทายาทเลยเพคะ"

ซือหนิงพูดเช่นนี้เพราะอาศัยความไม่ลงรอยของสองคนไม่พอ นางยังพูดโดยอ้อมว่านางไม่จำเป็นต้องบอกเขาด้วย

"ข้าสงสัยนักเชียวว่าองค์หญิงซือหนิงแห่งแคว้นเย่ผู้มากแผนการคิดว่าตนเองเป็นใคร คิดจะปั่นหัวบุรุษในราชวงศ์แคว้นฉีเราอย่างไรก็ได้หรือ?!" ฉีหนานหวังผู้เยือกเย็นบัดนี้กลับแสดงท่าทางฉุนเฉียวขึ้นมา "เจ้ากำลังคิดจะยั่วยวนองค์รัชทายาทเพื่อให้ได้ตำแหน่งชายาเอกสินะ?"

ซือหนิงกระพริบตาปริบ ๆกับท่าทีฉุนเฉียวกับคำพูดที่ราวนางเป็นสตรีที่ยั่วยวนมากบุรุษ ทั้งที่เขาก็เห็นว่านางนัดพบเพียงแค่องค์รัชทายาทมิใช่หรือไร?

หรือเขาคิดว่านางไปยั่วยวนบุรุษไหนอีก? หลัวกงกงหรือ?

"อ่า พระองค์เข้าใจผิดแล้วเพคะ ในศาลานั้นไม่ได้มีเพียงหม่อมฉันกับองค์รัชทายาทเท่านั้น แต่ยังมีหลัวกงกงและคนของหม่อมฉันอยู่ด้วย"

"เรื่องนั้นข้าหาได้อยากรู้ไม่! เรื่องนั้น---"

ซือหนิงหัวเราะเบาๆ พลิกผ้าเช็ดหน้าในมือแล้วกล่าวเสียงกลั้วหัวเราะหลังนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ "เช่นนั้น…พระองค์กังวลว่าหม่อมฉันจะได้เป็นชายาเอกขององค์รัชทายาทหรือเพคะ? พระองค์ชอบหม่อมฉันหรือ?"

ฉีหนานหวังชะงักไปเล็กน้อย สายตาเย็นเยียบแผ่รังสีเข่นฆ่าออกมาทันใด

นางเห็นว่ามุมปากของเขากระตุกและท่าทีราวนางไปล่วงเกินอันใดเขา นั่นทำให้รู้ได้ว่าการโยนหินถามทางไปเมื่อครู่คงไม่น่าใช่อย่างที่คาดเดา

ค่อยยังชั่วที่เขามิได้มีความรู้สึกอันใดกับนาง มิเช่นนั้นแล้วคงเกิดปัญหาและความยุ่งยากตามมาอีกมากมาย ทว่าก็ยังหาคำตอบไม่ได้อยู่ดีว่าเหตุใดฉีหนานหวังผู้นี้ถึงดูเป็นปรปักษ์กับนางเช่นนี้

"เพียงอยากเตือนว่าอย่าได้หวังเกินตัว..." เขากล่าวเสียงเรียบ "ตำแหน่งนั้นไม่ใช่สิ่งที่องค์หญิงต่างแคว้นจะไขว่คว้าได้"

เรื่องที่ฮองเฮาของแคว้นมิอาจเป็นสตรีจากแคว้นอื่นได้ก็มิใช่ว่านางจะไม่รู้เสียหน่อย นางทำอันใดจนทำให้เขาคิดเช่นนั้นกันเล่า

"หม่อมฉันรู้ตัวดีเพคะ ว่าตนเองมีสถานะใด" ซือหนิงยิ้มเล็กๆ ก่อนจะลดเสียงลง "หรือว่าพระองค์กังวลว่าองค์รัชทายาทจะสนพระทัยในตัวหม่อมฉันจนละเลยแว่นแคว้น?"

ดวงตาของฉีหนานหวังฉายแววเย็นชา

"ข้าอยากเตือนอย่างเดียว" เขากล่าวช้าๆ "ขออย่าให้องค์หญิงซือหนิงลืมตัวว่าพระองค์อยู่ในแคว้นฉีด้วยสถานะใดก็พอ...อย่าได้คิดจะใช้มารยาล่อลวงและสร้างความยุ่งยากไปมากกว่านี้"

ซือหนิงฟังนิ่งคิ้วขมวดมุ่นอย่างนึกฉงน คำพูดของฉีหนานหวังผู้นี้เหตุใดนางฟังแล้วรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างไม่สมเหตุสมผลกันนะ...

ซือหนิงเก็บความสงสัยนั่นไว้ได้แต่มองตามแผ่นหลังของเขาไปจนลับสายตา นางรู้ว่าหากนางเอ่ยปากถามไปก็หาได้รับคำตอบไม่ มีแต่ต้องลงมือหาคำตอบเองนั่นล่ะ!

หลายวันถัดมา ณ โรงน้ำชาแห่งหนึ่งในเมืองหลวงแคว้นฉี เสียงจอกน้ำชากระทบโต๊ะไม้ดังเป็นจังหวะคละเคล้าไปกับเสียงพูดคุยจอแจของเหล่าผู้คนที่มารวมตัวกันในโรงน้ำชาแห่งนี้ กลิ่นหอมของใบชาชั้นดีลอยฟุ้งไปทั่ว ทว่าหัวข้อสนทนาที่ดังก้องอยู่ในโรงน้ำชากลับไม่ได้เกี่ยวกับรสชาติของชาหรือขนมตรงหน้าแต่อย่างใด

"เจ้ารู้ข่าวหรือไม่?" ชายวัยกลางคนที่แต่งกายเป็นพ่อค้าเอ่ยขึ้นขณะเทน้ำชาลงในจอก "ว่ากันว่าองค์หญิงแคว้นเย่ล้มป่วยหนักตั้งแต่หลายวันก่อน!"

"จริงรึ?" ชายอีกคนหนึ่งที่นั่งร่วมโต๊ะกันขมวดคิ้ว ก่อนจะหัวเราะแผ่วๆ "มาถึงป่านนี้แล้ว พระนางยังไม่ชินกับอากาศของแคว้นฉีอีกหรือไร?"

"หึ ข้าว่ามิใช่เพราะอากาศหรอก" ชายอีกคนที่ดูเหมือนจะเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อยแค่นหัวเราะ "จะเป็นไปได้หรือไม่ว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นในตำหนักขององค์หญิงน่ะ?"

"เฮ้ย! เจ้าอย่าพูดเหลวไหล" คนหนึ่งกระซิบ "ถึงแม้องค์หญิงจะถูกผลัดผ่อนเรื่องการแต่งงาน แต่อย่างไรพระนางก็เป็นแขกของแคว้นเรา หากเกิดเรื่องร้ายขึ้นจริงๆ เกรงว่าจะไม่เป็นผลดีต่อราชสำนัก!"

"จริงอย่างที่ว่า" ผู้เฒ่าที่นั่งจิบชาเงียบๆ มานานเอ่ยขึ้น "แต่ว่ากันว่า…พระอาการขององค์หญิงคราวนี้หนักหนาไม่น้อย แพทย์หลวงเข้าออกตำหนักนางเป็นว่าเล่น ได้ยินว่าบางคนถึงกับกล่าวว่านางอาจจะ…สิ้นพระชนม์ที่แคว้นฉีของเราก็เป็นได้"

เมื่อคำพูดนี้ถูกเปล่งออกมา บรรยากาศในโรงน้ำชาก็เงียบลงครู่หนึ่งทันใด

"เจ้านี่ก็พูดเดาไปเรื่อย…" ชายคนหนึ่งตะโกนขึ้นทำลายความเงียบนั้น เขาทำสายตาล่อกแล่กก่อนเอ่ยตอบ "พวกเราอยู่ห่างวังหลวงตั้งเท่าไรจะไปรู้เรื่องราวในวังได้หรือ พวกเจ้าคิดมาไปแล้ว ทำงานเถอะ ๆ"

เสียงพูดคุยยังคงดังระงมอีกครั้งแล้ว ทุกคนต่างมีสีหน้าครุ่นคิด บางคนหวาดกลัว บางคนจับจ้องเรื่องราวนี้ด้วยความสงสัย และบางคนก็หันกลับไปคุยเรื่องอื่นที่น่าสนใจกว่า

ท่ามกลางผู้คนในโรงน้ำชาอันแสนจะวุ่นวายนั้น ชายหนุ่มลึกลับผู้หนึ่งที่สวมชุดเรียบง่ายแต่มีกิริยาทำตัวแตกแยกนั่งจิบชาเงียบๆ ไม่เอ่ยคำใด เขาเพียงยกจอกชาขึ้นจิบคราสุดท้ายก่อนจะวางจอกชาลงเบาๆ เรียกเสี่ยวเอ้อมาจ่ายเงินแล้วก็เดินจากมา

ภายในห้องอับแสงมุมของหอนางโลมในช่วงกลางวันแห่งหนึ่ง ภายในมีเพียงแสงเทียนริบหรี่ส่องประกายอยู่บนโต๊ะไม้ บุรุษผู้หนึ่งนั่งอยู่ด้านในของห้อง แผ่นหลังของเขาตั้งตรงและนิ่งสงบ เขาสวมอาภรณ์สีเข้ม เงาของเขาทอดยาวไปตามกำแพง ทว่าใบหน้ากลับถูกบดบังจากมุมมืดอย่างลึกลับ

เสียงหน้าต่างเลื่อนเปิดแผ่วเบา ก่อนที่เงาของบุรุษอีกคนจะปรากฏขึ้นข้างในห้อง เขาผู้นี้คือชายหนุ่มที่เพิ่งจากมาจากโรงน้ำชานั่นเอง

"คาดว่าน่าจะเป็นไปตามแผนที่วางไว้แล้วขอรับ" บุรุษที่เพิ่งเข้ามากระซิบรายงานเสียงต่ำ "แม้พวกเราจะไม่ได้รับการยืนยันที่แน่ชัดจากคนในวังหลวงโดยตรง แต่จากข่าวลือที่แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวง ข้ามั่นใจว่าเหตุการณ์ที่พวกเราลงมือไปเมื่อหลายวันก่อนคงเกิดผลแล้ว"

เจ้าของห้องยังคงไม่หันกลับมา เขานั่งนิ่ง ใช้ปลายนิ้วเคาะโต๊ะเบาๆราวกำลังครุ่นคิดอย่างหนัก

บุรุษที่รายงานเหลือบมองท่าทางนั้นก่อนจะเอ่ยเสริม "อีกทั้ง...ตอนนี้คนของเราที่คอยจับตาดูอยู่รอบนอกก็ส่งข่าวมาบอกว่าไม่สามารถติดต่อกับคนในตำหนักรับรองได้เลย คนขององค์รัชทายาทเฝ้าตำหนักอย่างแน่นหนา..."

เขาหยุดชั่วครู่ก่อนจะกล่าวต่อ

"นั่นแสดงว่าทางพระราชวังอาจกำลังปิดข่าวอยู่"

บรรยากาศในห้องเงียบลงครู่หนึ่ง ในที่สุดเจ้าของห้องที่เอาแต่ใช้ปลายนิ้วเคาะโต๊ะหยุดลง

"เรื่องนี้คาดเดาได้ยากนัก เราจะรอให้แน่ใจมากไปกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว"

เจ้าของห้องเอ่ยในที่สุด น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบและเด็ดขาด "หากองค์หญิงสิ้นพระชนม์แล้วจริง บัดนี้แคว้นฉีก็คงคิดจะปิดตำหนักและอาจกำลังจัดฉากเพื่อแก้ต่างอยู่ หากรั้งรอให้เวลาผ่านไปมากกว่านี้นั่นหมายความว่าเราแผนของเราก็จะยิ่งยากเข้าไปอีก"

บุรุษที่มารายงานก้มรับคำด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

"ส่งข่าวกลับไปทันที"

"ขอรับ!"

บุรุษผู้เป็นสายลับโค้งศีรษะคำนับ ก่อนจะใช้วิชาตัวเบาลอบออกจากห้องไปโดยไร้เสียงในทันที

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ทะลุมิติมาเป็นองค์หญิงผู้เดียวดาย    บทส่งท้าย

    บทส่งท้าย ตอนนี้เจี่ยงเฟยมีอายุครรภ์เข้าสู่เดือนที่ห้าแล้ว นางท้องโตจนต้องเปลี่ยนชุดยกแผง เดินเหินก็แสนลำบาก จะออกจากห้องไปสูดอากาศทีต้องให้บ่าวไพร่ยกโขยงทีเกือบสิบคน ทำเอาเจี่ยงเฟยแทบไม่อยากเคลื่อนย้ายตัวไปไหนเลย นับจากวันที่เกิดเรื่องที่ตำหนักบูรพา นางก็ไม่ได้เจอพระชายารองถิงถิงมาเยี่ยมเยียนที่จวนตระกูลไป๋อีกเลย นางได้รู้ความคืบหน้าจากปากของเฉิงไห่เพียงแต่ว่าองค์รัชทายาทถูกปลดและคนทั้งตำหนักถูกย้ายให้ไปประจำการที่เมืองหน้าด่านอันแสนไกลโพ้นที่หนึ่ง ห้ามออกนอกเมืองหน้าด่านแห่งนั้นโดยเด็ดขาด โดยกระบวนการที่ทำให้เกิดผลลัพธ์เยี่ยงนั้นล้วนไม่ทราบเลย จนกระทั่งท่านพ่อ ท่านแม่และพี่ชายขนกันมาเยี่ยมเยียนนางถึงได้รู้ว่ากว่าที่คนพวกนั้นจะได้รับบทลงโทษ ไป๋เฉิงไห่ต้องลงแรงและกำลังไปมากเพียงใด เขาจัดการแม้กระทั้งให้คนในราชวงศ์ทำสัญญาว่าจะปกปิดความลับเรื่องความสามารถในการแปลงร่างของตระกูลเจี่ยงไปทุกราชวงศ์นับจากนี้ พร้อมตกลงข้อแลกเปลี่ยนกับท่านพ่อของนางว่าจะยอมให้ยืมความสามารถเหล่านี้รับใช้แคว้นบ้างตามความเหมาะสม ทำให้ตอนนี้ตระกูลเจี่ยงมีรากฐานที่มั่นคงเพิ่มขึ้นมาก และเจี่ยงเฟยก็ตั้งปณิฐานว่าจะต

  • ทะลุมิติมาเป็นองค์หญิงผู้เดียวดาย   ยี่สิบหนึ่ง ถังหูลู่แสนวิเศษ

    ยี่สิบหนึ่ง ถังหูลู่แสนวิเศษ🔥 “เฟยเฟยมีอันใดหรือ?” “คนตระกูลเจี่ยงที่มีสายเลือดดั้งเดิมล้วนมีความสามารถแปลงร่างเป็นสัตว์ได้เจ้าค่ะ ส่วนข้านั้นสามารถแปลงกายเป็นแมวได้” เจี่ยงเฟยกลั้นใจพูดออกไปคราเดียวหมด และเกร็งตัวจ้องมองสีหน้าของผู้เป็นสามี นางกลัวว่าเขาจะรับไม่ได้กับความแปลกประหลาดนี้ของนาง ซึ่งหากเป็นอย่างนั้นจริงเจี่ยงเฟยก็ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว แต่นางก็ไม่สามารถปิดบังความลับนี้ต่อคนรักได้อีกนั่นแหละ แต่เฉิงไห่กลับไม่ได้มีสีหน้ารังเกียจอย่างที่คิด ติดจะงุนงงเหมือนไม่เข้าใจที่นางบอกด้วยซ้ำ อย่างนั้นนางจึงตัดสินใจพิสูจน์ให้เขาดูไปเลย จากสตรีงดงามค่อย ๆ กลายร่างเป็นแมวน้อยขนดำต่อหน้าต่อตาแม่ทัพหนุ่ม จากนั้นไม่นานก็กลับมาอยู่ในร่างสตรีอีกครา ภาพการเปลี่ยนแปลงนี้ล้วนทำให้เฉิงไห่นิ่งค้าง ตะลึงจนจับสติกลับมามิได้ เขามองตาแข็งจนเจี่ยงเฟยต้องช่วยเขย่าตัวเรียกสติ “ท่านพี่รังเกียจข้าที่ไม่ปรกติรึไม่เจ้าคะ?” น้ำเสียงสั่นเทาของสตรีคนรักทำให้เฉิงไห่รีบส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน “มีใครรู้เรื่องนี้บ้าง??” เป็นแม่ทัพมาตั้งกี่ปีล้วนคลุกคลีการเมืองมาไม่น้อย เขาเข้าใจว่าความสามารถพิเศษนี้หากใครร

  • ทะลุมิติมาเป็นองค์หญิงผู้เดียวดาย   ยี่สิบ ข้ามีเรื่องสำคัญจะบอกพี่เฉิงเจ้าค่ะ

    ยี่สิบข้ามีเรื่องสำคัญจะบอกพี่เฉิงเจ้าค่ะ“พี่เฉิงเจ้าคะ รอก่อนฟังถิงถิงพูดก่อนเจ้าค่ะ!”เฉิงไห่หยุดเท้าและหันมองสตรีที่วิ่งตามหลังมาทันใด ดวงตาคมมิใช่ใช้มองคนในครอบครัวอีกต่อไป จากเหตุการณ์นี้ทำให้เขาไม่แม้แต่มีเยื่อใยมองนางแบบน้องสาวได้อีกต่อไปแล้ว“ข้าให้เวลาครึ่งเค่อ ว่ามาเถิด!”ถิงถิงเข้าใจสายตานั่นดี นางรีบพ่นสิ่งที่อาจจะเปลี่ยนชีวิตนางได้ในทันที“ข้าถูกองค์รัชทายารุ่ยเต๋อบังคับให้ทำเรื่องทั้งหมดเจ้าค่ะ หลังจากที่ข้าแต่งเข้ามาล้วนถูกทรมานร่างกายและจิตใจแต่จำยอมต้องทนอยู่เรื่อยมาเพราะด้วยอำนาจขององค์รัชทายาท คราก่อนนั้นที่ข้าตัดสินใจแต่งเข้ามามิใช่เพราะหมดรักพี่เฉิงนะเจ้าคะ แต่เป็นเพราะล้วนถูกคำพูดหวานที่ดูงดงามขององค์รัชทายาทบิดบัง จนข้าเลือกทางผิดในที่สุด แต่พอได้แต่งเข้ามาแล้วในใจข้าเฝ้าคิดถึงแต่วันเวลาที่ได้อยู่ร่วมกันกับพี่เฉิง และในเหตุการณ์นี้หากข้าไม่ทำจะถูกทรมานอีกจึงจำยอมทั้งสิ้นเจ้าค่ะ ฮือ”“เอ่ยหมดแล้วหรือไม่!”ถิงถิงที่เล่าไปก็บีบน้ำตาจนไหลนองเต็มสองข้างแก้มเงยหน้ามองเฉิงไห่ทั้งน้ำตา คนมองมาล้วนสะเทือนใจทั้งสิ้น แต่สำหรับเฉิงไห่แล้วเขามองด้วยสายตาไร้อารมณ์ ดวงตานั่น

  • ทะลุมิติมาเป็นองค์หญิงผู้เดียวดาย   สิบเก้า  ละเล่นกับเหมียวน้อย (2)

    สิบเก้า ละเล่นกับเหมียวน้อย (2)“มะ เมี๊ยว ฮือ...”“ร้องอีกสิ ร้องอีก ฮ่า ๆ”รุ่ยเต๋อที่ได้ฟังเสียงร้องเหมียวคราแรกก็ยิ่งได้ใจ เขาใส่แรงเพิ่มขึ้นเพื่อให้ได้ยินเสียงที่หวังอีกหลายรอบ พอเห็นว่าเจี่ยงเฟยเริ่มร้องจนเสียงขาดห้วงจึงค่อยหยุดมือดวงตาหรี่มองสตรีบนเตียงราวมองสิ่งของล้ำค่า ใบหน้าของเจี่ยงเฟยงดงามเย้ายวนยิ่ง แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดสำหรับรุ่ยเต๋อนั้นคงไม่พ้นความสามารถของการกลายเป็นแมวได้ตามที่พระชายารองของเขาบอกมา เขาก็ไม่เชื่อหรอกถึงได้จับมาพิสูจน์อย่างไรเล่า ยิ่งได้ใกล้ชิดยิ่งรู้สึกตนกำลังเล่นกับแมวน้อยอย่างไรอย่างนั้น มันทำให้จิตใจชุ่มชื่น ร่างกายกระชุ่มกระช่วยราวเพิ่งสู่วัยแรกรุ่น อีกทั้งแกนกายส่วนนั้นก็ค่อย ๆ เริ่มเติบโตตามความปรารถนาในใจเสียแล้ว...สตรีงามหรือเขามีแล้วในวังหลังแห่งนี้ แต่ยังขาดสตรีที่คล้ายแมวน้อยเช่นเจี่ยงเฟยอยู่หากทำให้เจี่ยงเฟยตกอยู่ในการครอบครองของตนได้แล้ว ส่งข่าวและทำการตกลงกับแม่ทัพไป๋ทีหลัง เรื่องทุกเรื่องย่อมง่ายดายกว่า เขาต้องได้รับผลตอบแทนให้สมกับที่ออกทุนลงแรงจัดงานเลี้ยงอันแสนสิ้นเปลืองนี่เป็นสตรีแสนเย้ายวนตรงหน้า...รุ่ยเต๋อนำกุญแจข้อเท้ามาล็

  • ทะลุมิติมาเป็นองค์หญิงผู้เดียวดาย   สิบเก้า ละเล่นกับเหมียวน้อย (1)

    สิบเก้าละเล่นกับเหมียวน้อยเจี่ยงเฟยถูกพามาวางไว้ที่ตำหนักแห่งหนึ่ง ร่างกายไร้เรี่ยวแรงพยายามขยับกายออกจากที่นี่ก็ทำเพียงไม่กี่เค่อก็หอบหนักแล้ว พวกคนที่ยกนางมาจากไปหมดแล้วในห้องแห่งนี้น่าจะมีนางอยู่คนเดียว ภาพมัวเบลอมองเห็นว่านางอยู่บนเตียงหลังหนึ่ง แต่ไกลออกไปนั้นสภาพเป็นอย่างไร เจี่ยงเฟยไม่สามารถมองได้แล้วอย่าบอกว่านะ ว่านางถูกคนในตำหนักขององค์รัชทายาทจับมาเพื่อการเสพสวาท!!!ขอให้ไม่ใช่เถอะ เทพเซียนช่วยดลบันดาลให้เหตุการณ์เหล่านี้เป็นเพียงความฝันด้วยเถิด...เจี่ยงเฟยคนนี้ กำลังแม้จะกลายร่างเป็นแมวยังไม่มีเลย นางจะหนีอย่างไรดี ใครก็ได้ช่วยเจี่ยงเฟยด้วย...พลั่ก!แสงสว่างจากข้างนอกลอดเข้ามาเพียงครู่หนึ่งก็หายไปอีกรอบพร้อมประตูห้องที่ปิดลง เจี่ยงเฟยทำอันใดไม่ได้นอกจากนอนตัวเกร็งแสร้งว่าหลับไปในตอนนั้น เผื่อว่าจะไม่เป็นอันตรายฝีเท้าหนักเดินเข้ามาใกล้เตียงที่เจี่ยงเฟยนอนอยู่เรื่อย ๆ จนกระทั่งหยุดอยู่ที่หน้าเตียง หัวใจของเจี่ยงเฟยเต้นระรัวจนแทบหลุดออกจากอก ในหัวตอนนี้นางคิดถึงแต่ว่าให้พี่เฉิงไห่รับรู้และมาช่วยนางออกไปเสียที!เจี่ยงเฟยรับรู้ถึงสัมผัสอันเยียบเย็นจากมือของผู้มาใหม่ที่บริ

  • ทะลุมิติมาเป็นองค์หญิงผู้เดียวดาย   สิบแปด นรกบนดิน

    สิบแปด นรกบนดิน ในขณะที่สมองของเจี่ยงเฟยมึนเบลอคิดอันใดไม่ปะติดปะต่อ แต่เรื่องประสาทสัมผัสทางผิวกายกลับเด่นชัดเกินจนน่ากลัว หลังจากที่เจี่ยงเฟยรู้ว่าตนเองถูกพาออกมาที่ใดสักแห่งแล้ว จากนั้นนางก็ถูกพาไปนั่งบนเก้าอี้ มีสตรีหลายคนเข้ามาในห้องแห่งนี้ เจี่ยงเฟยรับรู้ได้ว่าตนเองถูกปลดเสื้อผ้าบนตัวออก นางอยากขัดขืนและอยากหนีออกไปแทบใจขาดดิ้นแต่ไม่สามารถทำได้เลย ร่างกายไม่สามารถควบคุมได้ตามใจสั่ง สมองก็ไม่ปะติดปะต่อเอาเสียเลย การขัดขืนของเจี่ยงเฟยจึงเป็นเพียงการทำไปให้คนที่มากระทำอันใดกับตามตัวของนางรำคาญเพียงเท่านั้น เหล่านางกำนัลของตำหนักบูรพาสามสี่นางช่วยกันขัดสีฉวีวันร่างกายขาวผ่องที่เดิมไม่ได้สกปรกอันใดให้สะอาดผ่องมากขึ้น พร้อมทั้งชโลมน้ำมันหอมระเหยบนกายอย่างคล่องแคล่วเพราะทำสิ่งนี้มาหลายคราแล้ว แม่นางผู้น่าเวทนาในอ่างอาบน้ำนี้ไม่ใช่คนแรกที่ต้องถูกทำความสะอาดทุกซอกทุกมุมก่อนมอบกายให้องค์รัชทายาท แต่อาจเป็นสตรีคนแรกที่มาทั้งอาการมึนเมาไม่รู้สติเยี่ยงนี้ เรื่องการใช้ยานั้นองค์รัชทายาทรุ่ยเต๋อทำไม่บ่อยนัก พระองค์ชอบให้สตรีมอบกายมาแบบเต็มใจเสียมากกว่า ยกเว้นก็แต่จะทรงอยากได้มากจนยอมใช้วิธ

  • ทะลุมิติมาเป็นองค์หญิงผู้เดียวดาย   15.1

    ยามออกมาจากเรือนคุมขังอันแสนอบอ้าวแล้วความรู้สึกหนักอึ้งก็ผ่อนคลายลง อากาศยามค่ำคืนในวันนี้นางรับรู้ได้ว่ามันเบาบางกว่าคืนไหน ๆ ซือหนิงยืนนิ่งอยู่ใต้แสงจันทร์ เงยหน้าขึ้นทอดสายตามองท้องฟ้ากว้าง โดยที่ข้างกายของนางมีหลี่เจ๋อหาน คนแคว้นเย่หนึ่งเดียวที่ยืนเคียงข้างนับตั้งแต่นางทะลุมายุคโบราณและหายใจภ

  • ทะลุมิติมาเป็นองค์หญิงผู้เดียวดาย   14.2

    "เช่นนั้นหรือ!?"เสียงของฉีหนานหวังดังขึ้นครานี้ ทำให้ลู่คงเริ่มรู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาลที่ถาโถมเข้าใส่อย่างยากจะต้านทาน หวังแห่งแคว้นฉีผู้นี้คืออดีตแม่ทัพไร้พ่ายจึงไม่แปลกที่รอบกายจะเต็มไปด้วยรังสีสังหาร"พวกท่านกล่าวหากระหม่อมแรงไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ อย่าได้ทรงเชื่อองค์หญิงซือหนิงที่เปลี่ยนข้างอย่างรวดเ

  • ทะลุมิติมาเป็นองค์หญิงผู้เดียวดาย   14.1

    บทที่ 14 ทูตสองแคว้นองค์หญิงซือหนิงยังมีชีวิตอยู่!ลู่คงเบิกตากว้างไปชั่วขณะ แต่ก็รีบควบคุมสีหน้าตนเองทันที"องค์หญิง..." เขากล่าวเสียงเรียบ "เหตุใดพระองค์---"ซือหนิงยิ้มบางๆ ทักทายคนจากแคว้นเย่ที่นางเพิ่งเห็นหน้าเป็นคราแรก ก่อนจะกล่าวเสียงเย็นกลับไป"ทำไมใต้เท้าลู่ถึงดูผิดหวังเล็กน้อยกันที่ข้ายั

  • ทะลุมิติมาเป็นองค์หญิงผู้เดียวดาย   13.2

    เช้ารุ่งขึ้นที่สำคัญมาถึงแล้ว ดวงอาทิตย์ฉายแสงสีทองทาบทับลงบนยอดหลังคาพระราชวังแคว้นฉี ภายในตำหนักวันนี้อากาศยามเช้าดูอึมครึมแม้พระอาทิตย์จะส่องแสงเจิดจ้าก็ตามขุนนางของแคว้นฉีทั้งหลายยืนเรียงกันตามลำดับตำแหน่ง สายตาต่างจับจ้องไปที่ คณะทูตแคว้นเย่ซึ่งเข้ามาถวายบังคมต่อหน้าฮ่องเต้ฉีจิ่นหลงอย่างแสดงค

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status