LOGIN"แน่นอนเพคะ" ซือหนิงมองสบตากับฉีหยางเฉินอย่างไม่เกรงกลัว "หากหม่อมฉันสามารถช่วยให้พระองค์เจรจากับแคว้นเย่ได้โดยที่ฝ่ายแคว้นฉีของพระองค์เป็นฝ่ายได้เปรียบล่ะเพคะ"
ฉีหยางเฉินขยับตัวเล็กน้อย แต่ไม่ได้กล่าวอะไรต่อ ซือหนิงคิดมาแล้วว่าต้องไม่อาจทำให้อีกฝ่ายสนใจข้อเสนอของนางพอที่จะไว้ใจคนของอีกแคว้นได้
แต่หากว่าพวกเขาจำเป็นต้องรีบตัดสินใจเล่านั่นก็อีกเรื่องหนึ่งน่ะนะ
"การที่ทางแคว้นฉีนั้นใช้กลยุทธิ์ต่อรองโดยการยื้อการแต่งงานนี้ออกไปไม่ใช่ผลดีนักหรอกเพคะ" นางกล่าวพลางชาขึ้นจิบอย่างไว้ที "วันหนึ่งมันอาจกลายเป็นภัยที่ยิ่งใหญ่ต่อแคว้นฉีของพระองค์ได้"
"หมายความว่าอย่างไร?" ฉีหยางเฉินเอ่ยถามน้ำเสียงมีความตื่นตัวเล็ก ๆ
ซือหนิงยิ้มก่อนจะกล่าวอย่างไม่รีบร้อน "อืม หากอยู่ดีๆ องค์หญิงแคว้นเย่ที่ถูกส่งมาเป็นแขกของแคว้นฉีเกิด…สิ้นพระชนม์เล่าเพคะ?"
เสียงในศาลาเงียบลงทันที หากองค์หญิงต่างแคว้นสิ้นพระชนม์ในแคว้นของเขา ผู้ที่รับผิดชอบต่อการตายนี้ก็ย่อมต้องเป็นเจ้าของแคว้นอย่างไม่ต้องสงสัย
ผลที่ตามมาอาจก่อนให้เกิดสงคราม หรือไม่ก็อาจนำไปสู่การเจรจาต่อรองที่ฝ่ายแคว้นเย่ที่เสียองค์หญิงของแคว้นร้องขออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ฉีหยางเฉินนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนที่แววตาของเขาจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย
"องค์หญิงกำลังข่มขู่ข้าหรือ?"
"ข่มขู่?" ซือหนิงเลิกคิ้ว "เปล่าเพคะ ข้าเพียงแค่เสนอภาพรวมที่เป็นไปได้ให้พระองค์พิจารณาเท่านั้น"
ฉีหยางเฉินจ้องนางอย่างลึกซึ้ง ซือหนิงไม่แปลกใจที่ทางแคว้นฉีจะไม่คิดเฝ้าระวังในกรณีนี้ พวกเขาย่อมอาจรู้แต่คิดว่าไม่น่าเป็นไปได้ต่างหาก
คนจากแคว้นอื่นไม่รู้ความสัมพันธ์ขององค์หญิงซือหนิงกับราชวงศ์แคว้นเย่เสียหน่อย ว่าเปาะบางและไร้สายสัมพันธ์ฉันท์ครอบครัวเพียงใด...
ใครจะคิดเล่าว่าว่าองค์หญิงซือหนิงที่ถูกส่งมาแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ครานี้จะเป็นหมากที่ไร้ค่า เท่าที่ซือหนิงวิเคราะห์ดูนั้นหากแคว้นฉียอมรับในข้อตกลงแต่งงานเชื่อมความสัมพันธ์นี้พวกแคว้นเย่ได้ผลผลิตไปแก้ปัญหาความยากไร้ของแคว้นตนในปีนี้เสร็จ อนาคตแก้ปัญหาผลผลิตไม่เพียงพอได้ก็สามารถตัดความสัมพันธ์กับแคว้นฉีได้เลย ไม่สนใจว่าองค์หญิงผู้เสียสละจะเป็นเช่นไรด้วยซ้ำ
เช่นนั้นแล้วซือหนิงจึงตั้งใจจะสร้างสถานะตัวเองใหม่จากความไร้ค่านี้ให้เกิดประโยชน์ต่อตัวเองและเกิดผลเสียต่อแคว้นเย่ที่ทรยศองค์หญิงซือหนิงร่างเดิมเสีย!
นางเลือกที่จะใช้ความจริงใจของตนแลกความเชื่อใจจากเขา...
"หม่อมฉันไม่แปลกใจหากพระองค์จะระแวงว่าหม่อมฉันรวมหัวกับแคว้นเย่ของตนเอง" ซือหนิงกล่าวดักหน้าราวกับอ่านใจเขาออก "แต่หม่อมฉันอยากให้พระองค์รู้ไว้ว่าหม่อมฉันแม้เป็นองค์หญิงของแคว้นเย่ แต่ก็มิได้สูงศักดิ์อะไรหรอกเพคะ หม่อมฉันถูกเลี้ยงมาเพื่อเป็นเพียงเครื่องมือที่ช่วยให้องค์รัชทายาทแคว้นเย่ขึ้นครองบัลลังก์เท่านั้น ยามหม่อมฉันได้รู้ว่าตนจะถูกคนในครอบครัวตัวเองปลิดชีพเพื่อใส่ร้ายแคว้นฉี สายใยเชื่อมโยงที่มีอยู่เบาบางก็ขาดสะบั้นลงแล้ว..."
ฉีหยางเฉินเงียบฟัง ดวงตาของเขาฉายแววประเมินตลอดเวลา
"หม่อมฉันเป้าหมายเดียวในตอนนี้" นางกล่าวต่อ "หม่อมฉันอยากมีชีวิตใหม่ ที่ไม่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของแคว้นเย่อีกต่อไป ในเมื่อชีวิตหม่อมฉันสำหรับพวกเขามิต่างจากหมากในกระดานตัวหนึ่ง หม่อมฉันก็จะเป็นหมากในกระดานที่พวกเขาคาดไม่ถึงและจะต้องเสียใจไปตลอดที่ทำกับหม่อมฉันเช่นนี้!"
ดวงตาของฉีหยางเฉินวาววับ เขาครุ่นคิดนานก่อนเอ่ยเสียงเข้มต่อมา
"แล้วข้าจะได้อะไรจากข้อเสนอนี้?"
ซือหนิงยิ้ม "พระองค์จะได้ทุกอย่างที่ต้องการจากแคว้นเย่เพคะ การทำข้อตกลงครั้งนี้แคว้นเย่จะต้องเป็นฝ่ายเสียเปรียบ"
ฉีหยางเฉินนิ่งไปครู่หนึ่ง นางสัมผัสได้ว่าเขากำลังชั่งใจคิดอยู่ แน่นอนว่าวันนี้เขายังไม่ไว้ใจนางหรอก...
ซือหนิงปล่อยเวลาผ่านไปชั่วครู่หนึ่งแล้วจึงกล่าวต่อ "หากทรงไม่ไว้ใจหม่อมฉัน พระองค์ก็ส่งคนให้มาจับตาดูหม่อมฉันใกล้ชิดหรือตรวจสอบก็ได้เพคะ เพียงแต่อาจจะช้าอีกไม่ได้มาก..."
"เรื่องนั้นข้าทำอยู่แล้ว..." ฉีหยางเฉินเลิกคิ้วจ้องมองซือหนิงอย่างสำรวจต่อมา "แล้วสิ่งที่ท่านต้องการ...คงมิใช่ ให้ข้าแต่งตั้งท่านเป็นพระชายาเอก?"
ซือหนิงหัวเราะเบาๆ "หม่อมฉันดูเหมือนคนที่อยากเป็นพระชายาเอกขนาดนั้นเลยหรือเพคะ?"
ฉีหยางเฉินไม่ได้ตอบ แต่มุมปากของเขายกขึ้นน้อยๆ ราวกับขบขันเช่นกัน
"แน่นอนว่า มิใช่เพคะ" ซือหนิงกล่าวต่อ "หากแผนของหม่อมฉันสำเร็จ หม่อมฉันขอเพียง…ให้พระองค์ช่วยให้หม่อมฉันได้เป็นพลเมืองแคว้นฉีอย่างมั่นคงก็พอ หม่อมฉันมิขอแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์แต่ขออยู่ในสถานะทูตระหว่างสองแคว้นก็พอเพคะ"
ฉีหยางเฉินจ้องมองนาง ดวงตาของเขายังคงไม่เปิดเผยความคิดแต่มีแววแห่งความชื่นชมเพิ่มขึ้นมา
"เรื่องนี้ข้าคงต้องเอากลับไปคิดใคร่ครวณก่อน"
"เชิญตามสบายเพคะ" ซือหนิงก้มหัวรับอย่างยินดี
นางไม่ได้คาดหวังว่าองค์รัชทายาทเช่นเขาจะตอบตกลงวันนี้อยู่แล้ว เรื่องสำคัญต่อแว่นแคว้นเช่นนี้จะไม่ผ่านฮ่องเต้ของแคว้นก็อาจเป็นภัยของเขาในภายหลังได้
ฉีหยางเฉินลุกขึ้นยืนหันมองสบตาเฉียบคมขององค์หญิงซือหนิงชั่วครู่ก่อนจะเดินออกจากศาลาไป
หลัวกงกงที่เดินตามหลังเจ้านายหันกลับมาเอ่ยกับซือหนิงด้วยน้ำเสียงเคารพ
"ให้กระหม่อมไปส่งองค์หญิงกลับตำหนักหรือไม่พะยะค่ะ?"
"ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวจะกลายเป็นเรื่องใหญ่เข้า..."
หลัวกงกงไม่พูดอะไรอีกแต่พยักหน้าเข้าใจ ก่อนเขาจะเดินออกไป ทิ้งให้ซือหนิงยืนอยู่ในศาลากับหลี่เจ๋อหานสองคนอย่างที่เป็นก่อนหน้า...
บทส่งท้าย ตอนนี้เจี่ยงเฟยมีอายุครรภ์เข้าสู่เดือนที่ห้าแล้ว นางท้องโตจนต้องเปลี่ยนชุดยกแผง เดินเหินก็แสนลำบาก จะออกจากห้องไปสูดอากาศทีต้องให้บ่าวไพร่ยกโขยงทีเกือบสิบคน ทำเอาเจี่ยงเฟยแทบไม่อยากเคลื่อนย้ายตัวไปไหนเลย นับจากวันที่เกิดเรื่องที่ตำหนักบูรพา นางก็ไม่ได้เจอพระชายารองถิงถิงมาเยี่ยมเยียนที่จวนตระกูลไป๋อีกเลย นางได้รู้ความคืบหน้าจากปากของเฉิงไห่เพียงแต่ว่าองค์รัชทายาทถูกปลดและคนทั้งตำหนักถูกย้ายให้ไปประจำการที่เมืองหน้าด่านอันแสนไกลโพ้นที่หนึ่ง ห้ามออกนอกเมืองหน้าด่านแห่งนั้นโดยเด็ดขาด โดยกระบวนการที่ทำให้เกิดผลลัพธ์เยี่ยงนั้นล้วนไม่ทราบเลย จนกระทั่งท่านพ่อ ท่านแม่และพี่ชายขนกันมาเยี่ยมเยียนนางถึงได้รู้ว่ากว่าที่คนพวกนั้นจะได้รับบทลงโทษ ไป๋เฉิงไห่ต้องลงแรงและกำลังไปมากเพียงใด เขาจัดการแม้กระทั้งให้คนในราชวงศ์ทำสัญญาว่าจะปกปิดความลับเรื่องความสามารถในการแปลงร่างของตระกูลเจี่ยงไปทุกราชวงศ์นับจากนี้ พร้อมตกลงข้อแลกเปลี่ยนกับท่านพ่อของนางว่าจะยอมให้ยืมความสามารถเหล่านี้รับใช้แคว้นบ้างตามความเหมาะสม ทำให้ตอนนี้ตระกูลเจี่ยงมีรากฐานที่มั่นคงเพิ่มขึ้นมาก และเจี่ยงเฟยก็ตั้งปณิฐานว่าจะต
ยี่สิบหนึ่ง ถังหูลู่แสนวิเศษ🔥 “เฟยเฟยมีอันใดหรือ?” “คนตระกูลเจี่ยงที่มีสายเลือดดั้งเดิมล้วนมีความสามารถแปลงร่างเป็นสัตว์ได้เจ้าค่ะ ส่วนข้านั้นสามารถแปลงกายเป็นแมวได้” เจี่ยงเฟยกลั้นใจพูดออกไปคราเดียวหมด และเกร็งตัวจ้องมองสีหน้าของผู้เป็นสามี นางกลัวว่าเขาจะรับไม่ได้กับความแปลกประหลาดนี้ของนาง ซึ่งหากเป็นอย่างนั้นจริงเจี่ยงเฟยก็ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว แต่นางก็ไม่สามารถปิดบังความลับนี้ต่อคนรักได้อีกนั่นแหละ แต่เฉิงไห่กลับไม่ได้มีสีหน้ารังเกียจอย่างที่คิด ติดจะงุนงงเหมือนไม่เข้าใจที่นางบอกด้วยซ้ำ อย่างนั้นนางจึงตัดสินใจพิสูจน์ให้เขาดูไปเลย จากสตรีงดงามค่อย ๆ กลายร่างเป็นแมวน้อยขนดำต่อหน้าต่อตาแม่ทัพหนุ่ม จากนั้นไม่นานก็กลับมาอยู่ในร่างสตรีอีกครา ภาพการเปลี่ยนแปลงนี้ล้วนทำให้เฉิงไห่นิ่งค้าง ตะลึงจนจับสติกลับมามิได้ เขามองตาแข็งจนเจี่ยงเฟยต้องช่วยเขย่าตัวเรียกสติ “ท่านพี่รังเกียจข้าที่ไม่ปรกติรึไม่เจ้าคะ?” น้ำเสียงสั่นเทาของสตรีคนรักทำให้เฉิงไห่รีบส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน “มีใครรู้เรื่องนี้บ้าง??” เป็นแม่ทัพมาตั้งกี่ปีล้วนคลุกคลีการเมืองมาไม่น้อย เขาเข้าใจว่าความสามารถพิเศษนี้หากใครร
ยี่สิบข้ามีเรื่องสำคัญจะบอกพี่เฉิงเจ้าค่ะ“พี่เฉิงเจ้าคะ รอก่อนฟังถิงถิงพูดก่อนเจ้าค่ะ!”เฉิงไห่หยุดเท้าและหันมองสตรีที่วิ่งตามหลังมาทันใด ดวงตาคมมิใช่ใช้มองคนในครอบครัวอีกต่อไป จากเหตุการณ์นี้ทำให้เขาไม่แม้แต่มีเยื่อใยมองนางแบบน้องสาวได้อีกต่อไปแล้ว“ข้าให้เวลาครึ่งเค่อ ว่ามาเถิด!”ถิงถิงเข้าใจสายตานั่นดี นางรีบพ่นสิ่งที่อาจจะเปลี่ยนชีวิตนางได้ในทันที“ข้าถูกองค์รัชทายารุ่ยเต๋อบังคับให้ทำเรื่องทั้งหมดเจ้าค่ะ หลังจากที่ข้าแต่งเข้ามาล้วนถูกทรมานร่างกายและจิตใจแต่จำยอมต้องทนอยู่เรื่อยมาเพราะด้วยอำนาจขององค์รัชทายาท คราก่อนนั้นที่ข้าตัดสินใจแต่งเข้ามามิใช่เพราะหมดรักพี่เฉิงนะเจ้าคะ แต่เป็นเพราะล้วนถูกคำพูดหวานที่ดูงดงามขององค์รัชทายาทบิดบัง จนข้าเลือกทางผิดในที่สุด แต่พอได้แต่งเข้ามาแล้วในใจข้าเฝ้าคิดถึงแต่วันเวลาที่ได้อยู่ร่วมกันกับพี่เฉิง และในเหตุการณ์นี้หากข้าไม่ทำจะถูกทรมานอีกจึงจำยอมทั้งสิ้นเจ้าค่ะ ฮือ”“เอ่ยหมดแล้วหรือไม่!”ถิงถิงที่เล่าไปก็บีบน้ำตาจนไหลนองเต็มสองข้างแก้มเงยหน้ามองเฉิงไห่ทั้งน้ำตา คนมองมาล้วนสะเทือนใจทั้งสิ้น แต่สำหรับเฉิงไห่แล้วเขามองด้วยสายตาไร้อารมณ์ ดวงตานั่น
สิบเก้า ละเล่นกับเหมียวน้อย (2)“มะ เมี๊ยว ฮือ...”“ร้องอีกสิ ร้องอีก ฮ่า ๆ”รุ่ยเต๋อที่ได้ฟังเสียงร้องเหมียวคราแรกก็ยิ่งได้ใจ เขาใส่แรงเพิ่มขึ้นเพื่อให้ได้ยินเสียงที่หวังอีกหลายรอบ พอเห็นว่าเจี่ยงเฟยเริ่มร้องจนเสียงขาดห้วงจึงค่อยหยุดมือดวงตาหรี่มองสตรีบนเตียงราวมองสิ่งของล้ำค่า ใบหน้าของเจี่ยงเฟยงดงามเย้ายวนยิ่ง แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดสำหรับรุ่ยเต๋อนั้นคงไม่พ้นความสามารถของการกลายเป็นแมวได้ตามที่พระชายารองของเขาบอกมา เขาก็ไม่เชื่อหรอกถึงได้จับมาพิสูจน์อย่างไรเล่า ยิ่งได้ใกล้ชิดยิ่งรู้สึกตนกำลังเล่นกับแมวน้อยอย่างไรอย่างนั้น มันทำให้จิตใจชุ่มชื่น ร่างกายกระชุ่มกระช่วยราวเพิ่งสู่วัยแรกรุ่น อีกทั้งแกนกายส่วนนั้นก็ค่อย ๆ เริ่มเติบโตตามความปรารถนาในใจเสียแล้ว...สตรีงามหรือเขามีแล้วในวังหลังแห่งนี้ แต่ยังขาดสตรีที่คล้ายแมวน้อยเช่นเจี่ยงเฟยอยู่หากทำให้เจี่ยงเฟยตกอยู่ในการครอบครองของตนได้แล้ว ส่งข่าวและทำการตกลงกับแม่ทัพไป๋ทีหลัง เรื่องทุกเรื่องย่อมง่ายดายกว่า เขาต้องได้รับผลตอบแทนให้สมกับที่ออกทุนลงแรงจัดงานเลี้ยงอันแสนสิ้นเปลืองนี่เป็นสตรีแสนเย้ายวนตรงหน้า...รุ่ยเต๋อนำกุญแจข้อเท้ามาล็
สิบเก้าละเล่นกับเหมียวน้อยเจี่ยงเฟยถูกพามาวางไว้ที่ตำหนักแห่งหนึ่ง ร่างกายไร้เรี่ยวแรงพยายามขยับกายออกจากที่นี่ก็ทำเพียงไม่กี่เค่อก็หอบหนักแล้ว พวกคนที่ยกนางมาจากไปหมดแล้วในห้องแห่งนี้น่าจะมีนางอยู่คนเดียว ภาพมัวเบลอมองเห็นว่านางอยู่บนเตียงหลังหนึ่ง แต่ไกลออกไปนั้นสภาพเป็นอย่างไร เจี่ยงเฟยไม่สามารถมองได้แล้วอย่าบอกว่านะ ว่านางถูกคนในตำหนักขององค์รัชทายาทจับมาเพื่อการเสพสวาท!!!ขอให้ไม่ใช่เถอะ เทพเซียนช่วยดลบันดาลให้เหตุการณ์เหล่านี้เป็นเพียงความฝันด้วยเถิด...เจี่ยงเฟยคนนี้ กำลังแม้จะกลายร่างเป็นแมวยังไม่มีเลย นางจะหนีอย่างไรดี ใครก็ได้ช่วยเจี่ยงเฟยด้วย...พลั่ก!แสงสว่างจากข้างนอกลอดเข้ามาเพียงครู่หนึ่งก็หายไปอีกรอบพร้อมประตูห้องที่ปิดลง เจี่ยงเฟยทำอันใดไม่ได้นอกจากนอนตัวเกร็งแสร้งว่าหลับไปในตอนนั้น เผื่อว่าจะไม่เป็นอันตรายฝีเท้าหนักเดินเข้ามาใกล้เตียงที่เจี่ยงเฟยนอนอยู่เรื่อย ๆ จนกระทั่งหยุดอยู่ที่หน้าเตียง หัวใจของเจี่ยงเฟยเต้นระรัวจนแทบหลุดออกจากอก ในหัวตอนนี้นางคิดถึงแต่ว่าให้พี่เฉิงไห่รับรู้และมาช่วยนางออกไปเสียที!เจี่ยงเฟยรับรู้ถึงสัมผัสอันเยียบเย็นจากมือของผู้มาใหม่ที่บริ
สิบแปด นรกบนดิน ในขณะที่สมองของเจี่ยงเฟยมึนเบลอคิดอันใดไม่ปะติดปะต่อ แต่เรื่องประสาทสัมผัสทางผิวกายกลับเด่นชัดเกินจนน่ากลัว หลังจากที่เจี่ยงเฟยรู้ว่าตนเองถูกพาออกมาที่ใดสักแห่งแล้ว จากนั้นนางก็ถูกพาไปนั่งบนเก้าอี้ มีสตรีหลายคนเข้ามาในห้องแห่งนี้ เจี่ยงเฟยรับรู้ได้ว่าตนเองถูกปลดเสื้อผ้าบนตัวออก นางอยากขัดขืนและอยากหนีออกไปแทบใจขาดดิ้นแต่ไม่สามารถทำได้เลย ร่างกายไม่สามารถควบคุมได้ตามใจสั่ง สมองก็ไม่ปะติดปะต่อเอาเสียเลย การขัดขืนของเจี่ยงเฟยจึงเป็นเพียงการทำไปให้คนที่มากระทำอันใดกับตามตัวของนางรำคาญเพียงเท่านั้น เหล่านางกำนัลของตำหนักบูรพาสามสี่นางช่วยกันขัดสีฉวีวันร่างกายขาวผ่องที่เดิมไม่ได้สกปรกอันใดให้สะอาดผ่องมากขึ้น พร้อมทั้งชโลมน้ำมันหอมระเหยบนกายอย่างคล่องแคล่วเพราะทำสิ่งนี้มาหลายคราแล้ว แม่นางผู้น่าเวทนาในอ่างอาบน้ำนี้ไม่ใช่คนแรกที่ต้องถูกทำความสะอาดทุกซอกทุกมุมก่อนมอบกายให้องค์รัชทายาท แต่อาจเป็นสตรีคนแรกที่มาทั้งอาการมึนเมาไม่รู้สติเยี่ยงนี้ เรื่องการใช้ยานั้นองค์รัชทายาทรุ่ยเต๋อทำไม่บ่อยนัก พระองค์ชอบให้สตรีมอบกายมาแบบเต็มใจเสียมากกว่า ยกเว้นก็แต่จะทรงอยากได้มากจนยอมใช้วิธ
“หม่อมฉันขอกล่าวตามตรง หม่อมฉันสูญเสียความทรงจำในอดีตไป ไม่อาจนึกถึงเรื่องระหว่างเราได้เลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเรื่องราวในอดีต หรือความรู้สึก... บัดนี้หม่อมฉันล้วนลืมสิ้นแล้วเพคะ”หานเซียวชะงักไปชั่วครู่อย่างไม่คาดคิด สีหน้าพลันเปลี่ยนจากอ่อนโยนเป็นหม่นเศร้า ไหนเลยว่าการที่นางนัดเขาเช่นนี้จะเพื่อบอกข
ยังไม่ทันที่นางจะได้เอ่ยคำสั่งเพิ่มเติม เสียงฝีเท้ารีบร้อนก็ดังขึ้นจากหน้าประตู ตามด้วยเสียงเรียกอันคุ้นเคยของบ่าวจากนอกเรือน“ท่านหญิงเจ้าคะ! รถม้าของจวนท่านหวังมาถึงแล้วเจ้าค่ะ!”ซือหนิงเหลือบตามองไปยังประตูด้านหน้า ก่อนจะลุกขึ้นโดยไม่ลืมกล่าวกับหลิวอวิ๋นอีกคำหนึ่ง“นำของออกไปส่งภายในวันนี้ แล้วก
แต่ซือหนิงจำได้ว่า...ตอนเดินขึ้นเขา นางเจอและก้มลงแตะต้นพืชบางชนิดที่คิดว่ามีประโยชน์ ...หรือว่าตอนนั้นเองที่มิตินี้ดูดมันเข้ามา?หากเป็นเช่นนั้น แปลว่านางสามารถเก็บของเข้ามิติได้เพียงแค่สัมผัสและนึกถึงมัน!ซือหนิงตั้งใจพิสูจน์ นางยกมือขึ้นแตะปิ่นไม้ของตน เมื่อจินตนาการว่าต้องการให้มันหายไป ปิ่นหย
บทที่ 17 นางถูกหลอกหรือ?!หลายวันถัดมา...ซือหนิงตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อเตรียมตัวเดินทาง นางแต่งกายอย่างทะมัดทะแมง สวมอาภรณ์เรียบง่ายที่เหมาะกับการผจญภัยในป่า ผมถูกรวบขึ้นอย่างเรียบร้อยและปักด้วยปิ่นไม้ธรรมดา ไม่มีเครื่องประดับใดให้เกะกะ ด้านหลังสะพายถุงสัมภาระที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์จำเป็น มีดพก เชือก น้







