تسجيل الدخولเด็กสาวเม้มปากแน่น หันไปมองร่างบางที่อยู่ข้างนางด้วยสายตาเวทนา ก่อนจะกลั้นใจเอ่ยขึ้น
“แต่..ท่านช่วยนางไว้แล้วนะเจ้าคะ จะหยุดแค่นี้ได้อย่างไร”
เขาไม่ตอบ สีหน้าไร้อารมณ์ ทว่าสายตาเหลือบมองน้องสาวเล็กน้อย
เจียงเหยียนขยับเข้ามาอีกก้าว เงยหน้ามองพี่ชายด้วยแววตาขอร้อง “มันก็เหมือนช่วยคนตกน้ำแล้วดึงขึ้นมาแค่ครึ่งตัว..แบบนั้นคนผู้นั้นก็ยังจมน้ำอยู่ดีนะเจ้าคะ”
เจียงเหิงหน้าตึงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เขาแค่ยื่นมือไปช่วยเพียงครั้งเดียว ไฉนถึงเหมือนขว้างโซ่กลับมาพันตัวเองเสียได้เล่า!
อยู่ดีๆ นางหวางซื่อที่แสร้งทำเป็นร่ำไห้สงสารกู้ชิงเหอจับใจอยู่เมื่อครู่ก็เบิกตาโพลงขึ้นมา
“เจียงซิ่วไฉ ตามจริงเจ้าก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เช่นกัน จะปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวข้องก็คงไม่ถูกนัก ”
ท้องไส้ของกู้ชิงเหอเริ่มปั่นป่วน นางรู้แล้วว่าเหตุการณ์ต่อจากนี้จะเป็นเช่นไร!
ไม่ได้! นางจะปล่อยให้เหตุการณ์เป็นไปตามเนื้อเรื่องในนิยายไม่ได้! นางเริ่มวิงวอนหวางชุ่นฮวาอีกครั้ง
“ท่านป้าสะใภ้ ข้ารับปากท่าน ข้าจะทำงาน! ข้าจะทำทุกอย่างเพื่อหาเงินมาคืนท่าน พาข้ากลับไปที่เรือนด้วยเถิดเจ้าค่ะ”
หวางชุ่นฮวาถอยหลังไปสองก้าว “เด็กโง่ รู้หรือไม่ว่าข้ากำลังจะช่วยหาทางออกให้เจ้า!”
เจียงเหิงยกยิ้มมุมปากราวกับรู้ตอนจบของละครเรื่องนี้ แต่ก็ยังยืนรอฟังประโยคต่อไปของหวางชุ่นฮวาเงียบๆ
“ข้าถามหน่อยเถิด ก่อนที่ข้าจะมาถึงที่นี่ ผู้ใดเป็นคนช่วยเหลือหลานสาวข้าลงมาจากต้นไม้”
บุรุษชาวบ้านสองคนหันไปมองหน้าเจียงเหิง
“เจียงซิ่วไฉตะโกนเรียกพวกเราให้เข้ามาช่วย เป็นเขาที่อุ้มหลานสาวของพวกเจ้าเอาไว้ ส่วนข้าก็ปีนขึ้นไปช่วยปลดเชือก”
แววตาของผู้เฒ่าหลู่ส่องประกายขึ้นมาวาบหนึ่ง
“ดูเอาเถิด เจ้าสาวยังไม่ทันจะออกจากหมู่บ้าน นางก็ตกไปอยู่ในอ้อมกอดของบุรุษอื่นแล้ว มีตรงไหนที่ยุติธรรมกับชายชราเช่นข้าบ้างหรือไม่!”
เจียงเหยียนอ้าปากค้าง “ข้ารู้ว่าบุรุษกับสตรีย่อมแตกต่างไม่ควรสัมผัสใกล้ชิด แต่ยามนั้นสถานการณ์คับขัน ไม่ให้พี่ชายข้าเข้าไปช่วย แล้วจะปล่อยให้นางขาดใจตายอยู่บนนั้นหรืออย่างไร?"
หลายคนในที่นั้นเริ่มมองตากันไปมา คล้ายเข้าใจเจตนาที่แท้จริงของหวางซื่อแล้ว นางมิได้เพียงใส่ร้าย แต่กำลังปูทางให้เจียงซิ่วไฉกลายเป็นแพะรับบาป เพื่อจะได้บีบให้เขาต้องควักเงินชดเชยแทนตนอย่างเลี่ยงไม่ได้!
“หกร้อยอีแปะเชียวนะ บัณฑิตตกอับอย่างเจียงซิ่วไฉจะเอาที่ไหนมาจ่าย ฝันไปเถิดนางหวางซื่อ!” เสียงหนึ่งดังขึ้น
“เจียงซิ่วไฉช่วยเหลือด้วยใจจริง เพียงแต่..หญิงสาวกับบุรุษหากต้องแตะเนื้อต้องตัวกัน แม้เพียงชั่วครู่ก็ยากจะอธิบายต่อผู้คน” สตรีชาวบ้านคนหนึ่งเอ่ยขึ้น
นางเห็นว่า ต่อให้เจียงซิ่วไฉไม่มีเงิน ก็ดีกว่าปล่อยให้หลานสาวบ้านกู้ตกไปอยู่ในมือของตาเฒ่าหลู่ จึงออกปากสนับสนุนอย่างไม่ลังเล
แต่ก็มีบางคนพูดตรงเสียยิ่งกว่าตรง ไม่ไว้หน้าสองสามีภรรยาสกุลกู้แม้แต่น้อย “นางไร้บิดามารดา ญาติพี่น้องก็พึ่งพาไม่ได้ มีแต่คิดจะขายหลานสาวกิน! ข้าว่านะ บัณฑิตเจียง หากท่านรับนางไว้ ก็เท่ากับช่วยชีวิตนางและปกป้องชื่อเสียงตนเองด้วย”
กู้ต้าซุนรีบโน้มตัวกระซิบกับหวางชุ่นฮวา “เมียจ๋า เจ้าก็รู้ เขาเป็นบัณฑิตตกอับ แม้แต่ค่าเดินทางไปสอบยังไม่มี จะให้เขาเอาเงินที่ไหนมาจ่ายแทนเราเล่า?”
หวางชุ่นฮวาหันมาค้อน “ท่านพี่อาจไม่เคยสังเกต เจียงซิ่วไฉมักพาน้องสาวเข้าเมืองไปซื้อตำรา หมึก กระดาษอยู่บ่อยๆ ไม่แน่ว่าเขาอาจมีเงิน เพียงแต่มันไม่พอสำหรับค่าเดินทางก็ได้นี่!”
แน่นอนว่าคำพูดของทุกคนเจียงเหิงล้วนได้ยินชัดแจ้ง
เขาสอบผ่านระดับซิ่วไฉตั้งแต่อายุสิบห้า ตอนนั้นผู้คนในหมู่บ้านต่างพากันเคารพและให้เกียรติคนสกุลเจียงราวกับเป็นเจ้าของหมู่บ้าน
การสอบซิ่วไฉในครั้งนั้นเป็นการสอบระดับตำบล เขาจากเรือนไปแค่สามวันแต่เจียงเหยียนกลับถูกคนในบ้านละเลยกลั่นแกล้ง นางล้มป่วยอยู่เพียงลำพังตลอดสามวันจนเขากลับมาถึงได้มีคนรู้ว่านางป่วย
พอถึงการสอบจวี่เหรินในระดับอำเภอที่กระชั้นชิดกับการสอบซิ่วไฉเพียงไม่นาน ทำให้เขาไม่อาจเดินทางไปสอบได้สะดวก ปัญหามีหลายอย่างทั้งเรื่องเงิน ทั้งเขาไม่อยากทิ้งน้องสาวไว้เพียงลำพังในเรือนเป็นเวลานาน จึงตัดสินใจไม่ไปสอบจวี่เหริน
ไม่คิดว่าชาวบ้านกลับยกเอาเรื่องสกุลเจียงไม่สามารถหาเงินค่าเดินทางให้หลานชายไปเข้าสอบได้ ไปพูดกันปากต่อปากจนข่าวเกินจริงไปมากโข
ชาวบ้านนิสัยไม่ดีขี้อิจฉาบางคนยังประณามเขากับน้องสาวว่าเป็นตัวล้างผลาญของสกุลเจียงอีกด้วยซ้ำ ตั้งแต่นั้นเขาก็กลายเป็นบัณฑิตตกอับที่ชาวบ้านจะให้เกียรติก็เพียงต่อหน้า แต่ลับหลังก็พากันล้อเลียนสนุกปาก
ท่านย่าหูเบาได้ยินคนพูดเข้าหูบ่อยครั้งเข้าก็เชื่อถ้อยคำเหล่านั้นอย่างง่ายดาย ซ้ำยังเหมารวมเอาอาการเจ็บป่วยของคนในเรือนมาโทษว่าเพราะตนสองพี่น้องเป็นต้นเหตุอีก
ไม่ใช่ธุระอะไรที่เขาจะต้องไปอธิบายให้ทุกคนเข้าใจ และเรื่องที่สกุลเจียงมีปัญหาด้านการเงินนั้นก็เป็นเรื่องจริงที่ไม่อาจปฏิเสธ
“ท่านป้าหวาง หากมีอะไรในใจก็กล่าวมาตรงๆ เถิดขอรับ ข้ารอฟังอยู่”
“เจ้าทำให้หลานสาวข้าต้องแปดเปื้อน เช่นนั้นเจ้าก็ต้องรับผิดชอบ!”
มุมปากของชายหนุ่มกระตุกเล็กน้อย ราวกับกำลังยิ้มเย้ย เขากวาดตามองใบหน้าของผู้คนรอบด้านช้าๆ เพื่ออ่านความคิดของแต่ละคน
สายตาบางคู่เต็มไปด้วยความคาดหวัง บางคนแฝงความเหยียดหยาม ขณะที่อีกหลายคนคล้ายกำลังขอร้องให้เขายอมรับโดยดุษณี
“หืม?” เจียงเหิงส่งเสียงต่ำในลำคออย่างแปลกใจ
เหตุใดกู้ชิงเหอจึงมองเขาราวกับเห็นภูตผีปีศาจเช่นนั้นเล่า? ทั้งที่เขาเพิ่งช่วยชีวิตนางแท้ๆ กลับได้รับเพียงแววตาหวาดระแวงตอบกลับมา
ดวงตาคมสีดำสนิทของเขาหยุดอยู่บนใบหน้าซูบซีดไร้สีเลือดของนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเลื่อนไปมองร่างบอบบางของน้องสาวตนเอง
เขาไม่เคยเห็นเจียงเหยียนเอาใจใส่ผู้ใดเท่ากับกู้ชิงเหอมาก่อนเลย... ความคิดหนึ่งผุดขึ้นอย่างเงียบงัน
หากช่วยกู้ชิงเหอไว้ และให้นางอยู่เป็นเพื่อนเจียงเหยียน ยามที่เขาต้องออกไปสอบอีกครั้งก็จะได้ไม่ต้องกังวลว่าน้องสาวจะต้องโดดเดี่ยวอยู่เพียงลำพัง นั่นอาจเป็นทางเลือกที่ไม่เลวเลย!
“ข้าไม่มีเจตนาจะล่วงเกินนาง แต่หากทุกท่านคิดว่าข้าสมควรต้องรับผิดชอบ ข้าก็จะยอมรับ”
ร่างของกู้ชิงเหออ่อนยวบลงไปกองกับพื้น
จบแล้ว! นางหนีจากเจียงเหิงไปไม่ได้ เนื้อเรื่องเป็นไปตามอย่างที่นิยายเขียนไว้จริงๆ!!
- จวี่เหริน (舉人 หรือ Jǔrén) คือ ผู้ที่สอบผ่านการสอบระดับมณฑล (provincial exam) ในระบบการสอบเข้ารับราชการของจีนโบราณ (科举 หรือ Keju). การสอบจวี่เหรินจัดขึ้นทุกๆ 3 ปี และผู้ที่สอบผ่านจะได้รับสถานะเป็นจวี่เหริน ซึ่งเป็นผู้มีความรู้ความสามารถที่ได้รับการยอมรับในระดับภูมิภาค.
ในขณะที่บทสนทนากำลังออกรส เสียงตะโกนเจื้อยแจ้วของเด็กชายตัวน้อยก็ดังขัดจังหวะขึ้นมาแต่ไกล“ใต้เท้าเฉินมาถึงแล้วขอรับ หูซุนจ่างให้ข้ามาตามพวกท่าน!” กู้ชิงฉีวิ่งหน้าตั้งหอบแฮกมาหยุดตรงหน้ากู้ชิงเหอ “ตอนนี้ขบวนเกวียนหยุดอยู่ที่หน้าเรือนหูซุนจ่างแล้ว ทุกคนกำลังรีบไปรวมตัวกันที่นั่นขอรับ!”“มาได้จังหวะพอดี!” กู้ชิงเหอตบมือเบาๆ ก่อนจะหันไปทางชาวบ้านที่มาช่วยรดน้ำต้นฝ้ายในแปลงของไห่เทา “ท่านอาทั้งหลาย เมล็ดพันธุ์ที่พวกเราเก็บไว้เองมีไม่มากนัก ยามนี้ทางการนำมาเติมให้แล้ว รีบไปรับมาลงดินให้เต็มพื้นที่เถิดเจ้าค่ะ”สิ้นคำของนาง ทุกคนก็ไม่รอช้า ต่างพากันกึ่งวิ่งกึ่งเดินมุ่งหน้าไปยังเรือนของหัวหน้าหมู่บ้านด้วยความตื่นเต้น ราวกับว่าที่นั่นมีขุมทรัพย์รออยู่ก็ไม่ปานทว่าท่ามกลางกระแสการปลูกฝ้ายที่ร้อนแรง ชาวบ้านอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้ปลูกฝ้ายในคราแรกกลับไม่ได้มีสีหน้าหม่นหมองแต่อย่างใด เพราะพวกเขาก็มีวิธีการหาเงินเพิ่มโดยไม่ต้องอาศัยการปลูกฝ้ายเทียนจูเหมี่ยนแต่เพียงอย่างเดียว“ขายฝ้ายได้เงินดีก็จริง แต่แป้งอวี่หูของพวกเรายามนี้ก็มีคนมาดักรอซื้อถึงหน้าหมู่บ้านเชียวนะ!” หญิงชาวบ้านคนหนึ่งเอ่ยพลางยกตะก
เสียงฆ้องดังกังวานมาแต่ไกลจากปากทางเข้าหมู่บ้านเกาซาน พร้อมกับเสียงตะโกนแจ้งข่าวที่ทำให้หัวใจของคนทั้งหมู่บ้านเต้นรัว สวี่อี้หมิงในชุดอาภรณ์สะอาดตาเดินนำหน้าเจ้าหน้าที่จากทางการเข้ามาด้วยใบหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มภาคภูมิใจอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน“ประกาศข่าวดี! เจียงเหิง แห่งหมู่บ้านเกาซาน สอบติดจวี่เหรินอันดับหนึ่ง เป็นเจี่ยหยวนแห่งมณฑล!”สิ้นเสียงประกาศ ชาวบ้านที่เคยเรียกเขาว่าบัณฑิตตกอับ ต่างพากันนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะเปลี่ยนเป็นเสียงโห่ร้องยินดีกันระงม ชื่อเสียงของหมู่บ้านเกาซานยามนี้ไม่ได้มีดีเพียงแค่ฝ้ายเทียนจูเหมี่ยน แต่กำลังจะมีว่าที่ขุนนางใหญ่ประดับแผ่นดิน!ผู้เฒ่าจางและย่าเหยาที่กำลังช่วยกู้ชิงเหอคัดเมล็ดพันธุ์ฝ้ายถึงกับปล่อยมือจากตะกร้า น้ำตาแห่งความปิติรื้นขึ้นมาจนเต็มเบ้า พวกเขาเดินออกไปรับหน้าเจ้าหน้าที่ด้วยตัวสั่นเทา ยามนี้ไม่มีใครกล้าดูถูกคนชราทั้งสองอีกต่อไป เพราะหลานชายของพวกเขาคือ ‘เจี่ยหยวน’ ผู้มีความรู้เหนือใครในมณฑลทว่าในขณะที่คนทั้งหมู่บ้านมาห้อมล้อมแสดงความยินดี เจียงซืออวี่และหลี่ซื่อกลับยืนหน้างอง้ำอยู่ท้ายแถว ความสำเร็จของเจียงเหิงเปรียบเสมือนตบหน้าพวก
ทุกคนนิ่งฟังและยอมรับในการตัดสินใจของชายหนุ่ม โดยตกลงตามแผนของกู้ชิงเหอว่า เมื่อเรือนเก่าของนางซ่อมแซมจนเข้าอยู่ได้ ท่านปู่และท่านย่าจะย้ายมาพำนักที่เรือนท้ายหมู่บ้านแห่งนี้ถาวรเพื่ออยู่เป็นเพื่อนเจียงเหยียนกู้ชิงเหอเดินตามเจียงเหิงเข้าไปในห้องพักที่แลดูว่างเปล่าลงถนัดตา นางมองชายหนุ่มที่กำลังเก็บสัมภาระใส่ห่อผ้าอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะยื่นเงินห้าตำลึงที่ได้มาจากการขายฝ้ายส่งให้เขา“ค่าอาหาร ค่าที่พักและตำราล้วนต้องใช้เงิน ท่านอย่าได้ประหยัดจนทำให้ตัวเองต้องลำบากเลยนะเจ้าคะ ทางนี้ไม่ขาดเงินแน่ หรือหากขาดข้าก็มีวิธีการมากมายที่จะหามาใหม่ ท่านอย่าได้กังวล”“ขอบใจเจ้ามาก... ระหว่างที่ข้าไม่อยู่ หากมีเรื่องติดขัดอันใดให้ไปหาอาจารย์สวี่ แม้เขาจะทำตัวแปลกแยกและปากคอเราะร้ายไปบ้างเจ้าก็อย่าได้ถือสา เขาเป็นคนจิตใจดี ย่อมเป็นธุระเรื่องซื้อเสบียงและคุ้มครองพวกเจ้าได้”กู้ชิงเหอพยักหน้ารับคำสั่งเสียของเขาด้วยหัวใจที่หนักอึ้งอย่างบอกไม่ถูก นางมองใบหน้าคมสันที่ดูเคร่งเครียดกว่าปกติแล้วจึงเอ่ยย้ำเพื่อให้เขาคลายกังวล“เจียงเกอเกอ... ท่านไปเถิดเจ้าค่ะ มุ่งหน้าสู่เส้นทางของท่านให้เต็มที่ ส่วนทางนี้...
“หูซุนจ่างอยู่ตรงนี้ หากใครกล้าใช้กำลังก็เชิญไปสำนึกผิดที่ศาลาว่าการเมืองได้เลย” น้ำเสียงทุ้มต่ำของเจียงเหิงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยคำขู่ที่ทำเอาคนบ้านใหญ่ทั้งสามคนถึงกับน้ำท่วมปาก ได้แต่หมอบคลานร้องไห้ปานจะขาดใจอยู่บนพื้นดินอย่างน่าสมเพช…หลังจากจัดการเรื่องทะเบียนสำมะโนครัวและเอกสารสิทธิ์ที่ดินกับหูซ่างซุนจนเสร็จสิ้น กู้ชิงเหอ กู้ชิงฉี และเจียงเหิง ก็พากันเดินกลับมายังเรือนท้ายหมู่บ้านท่ามกลางแสงแดดยามบ่ายที่เริ่มอ่อนแสงลงความเงียบปกคลุมระหว่างทางเดิน มีเพียงเสียงฝีเท้าที่สม่ำเสมอของคนทั้งสาม กู้ชิงเหอรู้สึกเบาสบายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เพราะยามนี้นางมีทั้งที่ดินเป็นของตนเอง มีหนทางสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำอยู่ในมือหากในอนาคต เจียงเหิงยังคงเดินตามเส้นทางในนิยาย กลายเป็นขุนนางกังฉินผู้เหี้ยมโหดคนนั้น อย่างน้อยนางก็ยังมีรังให้ถอยกลับมาพักพิงและพึ่งพาตนเองได้ทว่าเมื่อนางเงยหน้าขึ้น มองไปยังแผ่นหลังที่เหยียดตรงและสง่างามของเจียงเหิงที่เดินนำอยู่เบื้องหน้า หัวใจที่เคยพองโตกลับวูบโหวงประหลาด เขายังคงนิ่งเงียบ ไม่เอ่ยปากถามหรือทัดทานแผนการย้ายออกของนางแม้แต่คำเดียว รัศมีรอบกายของบัณฑิตหน
เรือนสกุลกู้เสียงฝีเท้าของกลุ่มคนที่นำโดยหูซ่างซุน เจียงเหิง และกู้ชิงเหอที่จูงมือน้องชาย เดินตรงไปยังเรือนของกู้ต้าซุน ชาวบ้านที่กำลังว่างเว้นจากการเก็บเกี่ยวต่างพากันเดินตามมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น จนลานหน้าบ้านสกุลกู้คึกคักขึ้นมาทันตาหวางชุ่นฮวาเดินออกมาจากเรือนด้วยสีหน้าบึ้งตึง ครั้นเห็นกู้ชิงเหอนำคนมามากมายก็นึกระแวง “พวกเจ้ามาทำไมกัน! รังแกคนบ้านใหญ่ยังไม่พอใจอีกรึ?”“ท่านป้าสะใภ้ ข้ามาเพื่อแจ้งให้ทราบว่า พี่ใหญ่กู้ชิงหวาย้ายกลับมาอยู่ในสำมะโนครัวหมู่บ้านเกาซานอย่างถูกต้องแล้ว และวันนี้... ข้ามาเพื่อทวงคืนที่ดินแปดหมู่และเรือนเดิมของท่านพ่อข้าคืน!”กู้ต้าซุนที่เดินตามหลังภรรยาออกมาถึงกับหน้าถอดสี “เจ้าพูดเรื่องอะไร! ที่ดินนั่นข้าดูแลมาตลอดหลายปีเพื่อรอให้ชิงฉีโต บัดนี้เขายังเป็นเด็ก จะจัดการทรัพย์สินได้อย่างไร?”“แม้ชิงฉีจะเพิ่งสิบขวบ แต่เขาก็สามารถมีผู้ปกครองที่ชอบธรรมดูแลทรัพย์สมบัติแทนได้ ไม่เชื่อท่านก็ถามเจียงซิ่วไฉดูสิ” กู้ชิงเหอเว้นจังหวะพลางปลายตามองลุงแท้ๆ ที่ยืนหน้าซีดเป็นไก่ต้ม“ในนิยาย... เอ้อ... ในอดีต ท่านอ้างความเมตตาเอาตัวพวกเรามาเลี้ยงดูแล้วยึดที่ดินไป แต่ควา
เจียงเหิงขยับตัวเล็กน้อย แสงตะเกียงสลัวขับเน้นใบหน้าที่สงบนิ่งของเขาให้ดูสุขุมยิ่งขึ้น เขามองกู้ชิงเหอที่เอาแต่ก้มหน้าอย่างเห็นใจ ก่อนจะเลื่อนสายตาไปยังกู้ชิงหวา“พี่หญิงใหญ่ ท่านไม่ต้องไปไหนทั้งนั้น”ประโยคสั้นๆ ทำเอาทุกคนเงยหน้าขึ้นมองเขาเป็นตาเดียว เจียงเหิงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงมั่นคง“เรือนหลังนี้อาจจะเล็ก แต่ก็พอมีที่ว่างให้ซุกหัวนอน ยามนี้ข้ากำลังจะขยายพื้นที่เลี้ยงไก่ที่เชิงเขา และชิงเหอก็ต้องจัดการเรื่องเมล็ดพันธุ์ฝ้ายรอบใหม่ นางต้องการคนช่วยงานที่ไว้ใจได้มากที่สุด ท่านเองก็เคยผ่านงานหนักในบ้านสามีมาแล้ว ย่อมมีความอดทนไม่แพ้ใคร”เขาหันไปสบตากับกู้ชิงเหอ แววตาแฝงความหมายว่าเขารับรู้ความกังวลของนางทั้งหมด “การมีแรงงานเพิ่มขึ้นในเรือนย่อมเป็นเรื่องดี เมื่อข้าไม่อยู่เจ้าจะได้มีคนช่วยงานในไร่นา ส่วนงานบ้านงานเรือนก็คงต้องรบกวนท่านปู่ท่านย่าเป็นธุระให้ด้วยขอรับ”คำกล่าวนี้ทำให้ผู้เฒ่าจางและย่าเหยาถึงกับตื้นตันจนขอบตาร้อนผ่าว มือที่เหี่ยวย่นของย่าเหยากุมชายเสื้อไว้แน่น นางดีใจจนพูดไม่ออกที่หลานชายมอบหมายหน้าที่สำคัญให้เช่นนี้ นั่นหมายความว่าเจียงเหิงไม่ได้คิดจะขับไล่พวกเขาให้กลับไปเผ
หลี่ซื่อย่นคิ้วเข้าหากัน ริมฝีปากบิดเบี้ยวด้วยโทสะ “เจ้ามันเด็กอกตัญญู! ไม่เห็นหัวผู้อาวุโส! วันนี้ข้าจะสั่งสอนให้รู้จักที่ต่ำที่สูงเสียบ้าง!” นางกระแทกเท้าเข้ามาทว่าเพียงเหลือบไปเห็นว่าหวางซื่อยังยืนเฉยไม่ได้เข้าร่วมด้วย นางก็ชะงักฝีเท้า แล้วหันไปดันแผ่นหลังสามี “ท่านพี่! หลานชายท่านคนนี้กำเริบเส
เช้าวันใหม่ กู้ชิงเหอรีบตื่นขึ้นมาก่อนฟ้าสาง ตั้งใจทำอาหารเช้าให้เร็วกว่าทุกวันนางทำน้ำแกงปลาใส่ผักแว่นป่า กับนึ่งอวี่หูผสมข้าวฟ่างกินแทนข้าว พอทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยนางก็ดับฟืน แล้วหันไปคว้าจอบค่อยๆ ย่องออกจากเรือนไปเงียบๆ เพียงลำพังวันนี้นางมีเป้าหมาย ต้องไปถึงแอ่งน้ำท้ายหมู่บ้านให้เร็วที่สุด!!
“ไม่ใช่ความผิดของท่านขอรับ… ตอนนี้ท่านก็ได้พบพวกเราแล้ว ท่านพ่อ ท่านแม่คงจะดีใจนัก” เจียงเหิงพยายามควบคุมเสียงไม่ให้สั่น“ข้าไม่ใช่คู่ต่อกรของศัตรูเหล่านั้น ในสภาพอย่างวันนี้” สวี่อี้หมิงตอบกลับด้วยน้ำเสียงแหบพร่าเต็มไปด้วยความขมขื่นคล้ายคำสารภาพของคนที่ต่อสู้มานาน“เจ้าต้องสอบเป็นขุนนางให้ได้! อำน
อีกด้าน เกวียนไม้ที่บรรทุกตัวอย่างดอกฝ้ายสีขาวสะอาดกล่องหนึ่งแล่นออกจากหมู่บ้านเกาซานไปตามถนนลูกรังเจียงเหิงนั่งบังคับเกวียนอยู่ด้านหน้า ส่วนสวี่อี้หมิงนั่งข้าง ๆ ถือสมุดบัญชีและห่อเอกสารที่หูซุนจ่างจัดเตรียมให้สำหรับยื่นรายงานต่อทางการ“กังวลหรือ?” สวี่อี้หมิงถามยิ้มๆ“ข้ากำลังคิดถึงเรื่องราคาของ







