กู้ต้าซุนก็เริ่มใจสั่น เขาโมโหไม่น้อยอยู่แล้วที่เฒ่าหลู่คิดจะขายหลานสาวให้กับหอนางโลม เมื่อเห็นหลานสาวคลานเข้ามากอดขาภรรยาเอาไว้แน่นก็ส่งสายตาวิงวอนไปยังหวางชุ่นฮวา
“ใช่ว่าข้าไม่สงสารเจ้านะชิงเหอ แต่ตอนนี้ข้าไม่มีเงินติดตัวเลยสักอีแปะเจ้าจะให้ข้าเอาที่ไหนมาคืนให้เขา” หวางซื่อกลอกตา เสแสร้งตีหน้าเศร้า
“เงินล่วงหน้าหกร้อยอีแปะที่ได้มาเมื่อเดือนก่อนเจ้าจำได้หรือไม่ว่าข้าเอาไปซื้อข้าวสารมายี่สิบชั่ง ถ้าไม่มีข้าวพวกเราจะใช้ชีวิตต่อกันมาได้อย่างไร ข้ายอมขายข้าวออกมาใช้หนี้ก็ได้..อย่างมากพวกเราก็อดตายไปพร้อมกัน แต่มันก็ไม่พอใช้หนี้อยู่ดี”
กู้ต้าซุนหลุบตาต่ำ ภรรยากล่าวไม่ผิด พอพวกเขารู้ข่าวว่าผู้เฒ่าหลู่จากหมู่บ้านข้างๆ ต้องการแต่งภรรยาเพื่อแลกกับเงิน 1 ตำลึงก็ไหว้วานแม่สื่อที่เทียวมาจับคู่ให้หลานสาวอยู่บ่อยครั้งไปสืบข่าวให้
ยามนั้นบ้านสกุลกู้กำลังเดือดร้อนเรื่องเงินสำหรับซื้อเสบียงอาหารอย่างหนัก หนทางใดที่จะได้เงินมาพวกเขาย่อมสนใจอยู่แล้ว
ผู้เฒ่าหลู่เคยมีภรรยาและลูกมาก่อน แต่หลังจากภรรยาจากไป บุตรชายหญิงของเขาก็เดินทางไปตั้งหลักปักฐานหาที่ทำกินกันที่เมืองอื่นตาเฒ่าจึงอาศัยอยู่เพียงลำพัง
ชายชราแซ่หลู่กลัวว่าจะไม่มีคนเลี้ยงดูยามที่ตนเองลุกเดินไม่ไหวจึงได้คิดแต่งภรรยาเข้ามาอยู่เป็นเพื่อน
พอได้ยินว่าหลานสาวสกุลกู้เพิ่งจะสิบห้า ตาเฒ่าก็ตื่นเต้นดีใจยกใหญ่ ซ้ำยังใจกว้างมอบเงิน 600 อีแปะมากับแม่สื่อเพื่อเป็นสินสอดจับจองกู้ชิงเหอเอาไว้ล่วงหน้า
ที่ผ่านมามีแม่สื่อก็แนะนำสตรีให้ผู้เฒ่าหลู่หลายคน แต่สตรีเหล่านั้นส่วนใหญ่ก็เป็นแม่หม้ายลูกติด หรือไม่ก็เป็นสตรีสูงวัยทั้งสิ้น เทียบกับเด็กสาววัยสิบห้าจากบ้านกู้ได้ที่ไหน!
แม่สื่อถือเงินหกร้อยอีแปะกลับมาพร้อมกับแจ้งว่า พวกเขาจะได้รับอีกสี่ร้อยอีแปะที่เหลือในวันที่เจ้าบ่าวมารับตัวเจ้าสาว
คราวแรกกู้ต้าซุนก็ลังเลใจอยู่ไม่น้อย แต่หลังจากที่ภรรยากล่าวว่าผู้เฒ่าหลู่อายุมากแล้ว หลานสาวอดทนอีกไม่กี่ปีก็จะได้ทรัพย์สมบัติทั้งหมดมาครอบครอง เมื่อเห็นว่าหลานสาวก็ไม่ได้เสียเปรียบเท่าใดนักเขาจึงยอมรับ
จำได้ว่าหลังจากที่แม่สื่อกลับออกไปแล้ว เขาก็พาภรรยาและบุตรชายเข้าเมืองหวังจะใช้เงินหกร้อยอีแปะซื้อข้าวของกลับมาให้เต็มเรือน แต่ที่ไหนได้เงินนั่นซื้อมาได้เพียงข้าวสารยี่สิบชั่งเท่านั้น และเป็นไปได้ว่าราคาข้าวจะสูงขึ้นอีกในภายหน้าด้วย
“เจียงซิ่วไฉ ท่านก็ได้ยินเรื่องราวทั้งหมดมาแล้วนี่ นางรับเงินจากข้าไปจริงๆ เช่นนั้นข้าก็มีสิทธิ์จะขายหรือมอบนางให้กับผู้ใดก็ได้ใช่หรือไม่” ผู้เฒ่าหลู่หันมากล่าวกับเจียงเหิง
คำพูดนั้นเพิ่มความตึงเครียดในใจให้กู้ชิงเหอไม่น้อย นางเงยหน้าขึ้นดวงตาไหววูบ ก่อนจะหมุนตัวหันไปยังอีกฝั่ง
“ท่านลุงช่วยพูดกับป้าสะใภ้ให้ข้าหน่อยเถิดเจ้าค่ะ ข้ารับรองว่าข้าจะทำงานหาเงินมาชดใช้ให้ครบให้ได้” หญิงสาวคลานมาคุกเข่าอยู่เบื้องหน้ากู้ต้าซุน ความหวังสุดท้ายถูกฝากไว้กับผู้เป็นลุงแท้ๆ ของตน
ทว่ากู้ต้าซุนกลับขยับตัวอย่างอึดอัด ยกมือเกาศีรษะพลางหลบสายตานาง “ชิงเหอ ข้าเอ่ยปากไปแล้วว่าเรื่องของเจ้าข้าจะมอบให้ป้าสะใภ้เจ้าจัดการ เจ้าคุยกับนางเอาเองเถิด” ว่าแล้วเขาก็ก้าวถอยไปยืนหลบอยู่ด้านหลังภรรยาอย่างที่เคยทำจนเป็นนิสัย
นางหวางซื่อก้าวขึ้นมาหนึ่งก้าว แสร้งทำหน้าเศร้า “ข้าไม่มีเงินจะคืนใครแล้ว ไม่สู้เจ้ารับปากเฒ่าหลู่ดี ๆ ว่าต่อไปเจ้าจะไม่ทำเรื่องเช่นนี้อีก เขาก็จะได้เอ็นดูเจ้าอีกสักหน่อย” นางยกแขนเสื้อขึ้นซับหยาดน้ำตาที่ไม่มีอยู่จริงอย่างช่ำชอง
เจียงเหิง หรือที่ชาวบ้านมักเรียกกันว่าเจียงซิ่วไฉ มิได้เอ่ยวาจาแม้เพียงครึ่งคำ ร่างสูงยืนนิ่งมั่นคงดุจต้นสนท่ามกลางลมหนาว ใบหน้าคมสันยังคงเรียบเฉยราวกับเรื่องวุ่นวายตรงหน้านั้นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตนแม้แต่น้อย เพียงใช้ดวงตาคมกริบกวาดมองคนทั้งสี่ไปมา เฉกเช่นผู้เฝ้าชมละครเรื่องหนึ่งเท่านั้น
อันที่จริงเขากับน้องสาวเพิ่งจะกลับเข้ามาในหมู่บ้าน ระหว่างที่เดินอยู่บนสะพานเจียงเหยียนเห็นเงาร่างหนึ่งแขวนอยู่ใต้กิ่งไม้ เขากับน้องสาวรีบตรงเข้าไปดูร่างนั้นกลับพบว่าเป็นหลานสาวบ้านสกุลกู้ที่เคยเห็นหน้าเห็นตากันมาบ้าง
เขาไม่อยากเข้าไปยุ่งเรื่องของผู้อื่นโดยไม่จำเป็น แต่เห็นกับตาว่านางยังไม่ได้หมดลมหายใจ ก็จำเป็นต้องช่วยปลดร่างนางลงมาจากกิ่งไม้
ทีแรกตั้งใจว่าพอมีคนตามมาช่วยเหลือกู้ชิงเหอแล้วเขาก็จะพาน้องสาวจากไป แต่เจียงเหยียนกลับสนใจสตรีผู้นี้เป็นพิเศษและไม่ยอมเดินตามเขากลับไปที่เรือน เขาจึงต้องมายืนนิ่งเป็นท่อนไม้อยู่ตรงนี้
เจียงเหยียนเห็นพี่ชายยังคงยืนนิ่งไม่พูดไม่จา นางก็รีบขอร้องอีกแรง “พี่ใหญ่..ข้าสงสารพี่สาวจังเลยเจ้าค่ะ ดูสิตัวนางสั่นไปหมดแล้ว”
ทันทีที่ได้ยินเสียงเล็กๆ และแววตาอ้อนวอนของน้องสาว ร่างกายของเขาก็เริ่มขยับ สายตาเลื่อนมาที่ดวงหน้าเล็กของเจียงเหยียน
ท่อนแขนของกู้ชิงเหอถูกเจียงเหยียนครอบครองเอาไว้อย่างแน่นหนา พอเด็กสาวหันไปทางพี่ชาย ร่างผอมบางของนางก็หันหน้าตามมาด้วย
กู้ชิงเหอเงยหน้าขึ้นช้า ๆ สายตาสบเข้ากับร่างสูงที่ยืนทอดเงาลงมาปิดครึ่งใบหน้านาง ผิวของเขาขาวผ่องราวหยกขัดเนื้อดี คิ้วคมตวัดสวยราวพู่กันแต้ม หากมองผิวเผิน บุรุษผู้นี้ช่างดูสงบและนุ่มนวลสมกับเป็นบัณฑิต ทว่าคนผู้นี้หาใช่บุรุษอ่อนโยนเช่นนั้นไม่!!
เพราะในอนาคตชายหนุ่มหน้าตาดีที่ดูเหมือนจะไม่มีพิษมีภัยอันใดในยามนี้ กลับเป็นบุคคลที่อันตรายอย่างยิ่งยวดสำหรับนาง!! ในนิยายเขาจะเป็นผู้ลงมือสังหารนางอย่างเหี้ยมโหดด้วยมือของเขาเอง
เขามิได้เป็นเพียงบุรุษรูปงามธรรมดา แต่เป็นขุนนางกังฉินที่มีอำนาจสูงสุดในราชสำนัก มีทั้งยศถาบรรดาศักดิ์และกองกำลังนับหมื่นใต้บังคับบัญชา คำสั่งเพียงประโยคเดียวจากปากเขาสามารถชี้เป็นชี้ตายของผู้คนได้ทันที
ภายหลังคนผู้นี้จะเป็นที่รู้จักกันในนาม "ปีศาจสังหาร" ผู้พรากชีวิตศัตรูและคนที่ขัดใจโดยไร้ร่องรอยความลังเล ความโหดเหี้ยมเย็นชาในสายตาเขาเพียงเสี้ยววินาที ก็เพียงพอทำให้ผู้กล้าหลายคนสะท้านจนเข่าอ่อน
เพียงแค่เอ่ยชื่อของเขาก็ทำให้เด็กเล็กๆ หวาดกลัวและหยุดร้องไห้ในทันที ผู้คนทั่วไปไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยถึงเขาด้วยเสียงดัง เหมือนเอ่ยถึงความตายที่ย่างกรายอยู่ข้างกาย
นิยายเรื่องนี้นางอ่านไม่จบ เพราะนางสนใจจะอ่านเรื่องราวของกู้ชิงเหอผู้ซึ่งมีชื่อแซ่ตรงกับนางเท่านั้น และชะตาของนางก็คือ ตายตั้งแต่ยังไม่ถึงครึ่งเรื่องด้วยซ้ำ!!
น่าเสียดายที่นางอ่านข้ามเรื่องราวของเจียงเหิงตัวร้ายในนิยายผู้นี้ไปไม่น้อย รู้เพียงว่าเขาจะช่วยเหลือนางเอาไว้ในวันนี้ แต่ต่อมานางจะเป็นต้นเหตุที่ทำให้น้องสาวของเขาได้รับอันตรายใหญ่หลวง เขาจึงตามมาสังหารนางอย่างเลือดเย็น!!
ร่างผอมบางเริ่มสั่นสะท้านอย่างรุนแรงขึ้นมาอีกครั้งเมื่อคิดถึงชะตากรรมในอนาคตของตนเอง
“พี่ใหญ่..” เจียงเหยียนเร่งเร้าให้พี่ชายพูดอะไรออกมาสักคำ
“ข้าไม่ได้มีหน้าที่มาตัดสินปัญหาชีวิตของผู้ใด” ชายหนุ่มตอบห้วนๆ ทำเอาหลายคนต้องผิดหวังไปตามๆ กัน
- ค่าเงิน 1000 อีแปะ เท่ากับ 1 ตำลึงเงิน 10 ตำลึงเงิน เท่ากับ 1 ตำลึงทอง
ขากลับ กู้ชิงเหอก็ยิ้มไปตลอดทาง พลางพูดไม่หยุดถึงอนาคตอันสดใสที่จะเกิดจากการได้เพาะปลูกฝ้าย“ต่อไปกู้ชิงฉีและเจียงเหยียนก็จะสบายแล้วเจ้าค่ะ ข้ามั่นใจว่าฝ้ายครั้งนี้จะให้ผลผลิตดีแน่นอน”เจียงเหิงมองหญิงสาวที่พูดไป พลางแวะเก็บผักป่าที่ขึ้นอยู่ริมธารไปด้วยสายตาอ่อนโยนเขาเพิ่งสังเกตว่านางเปลี่ยนจากหญิงสาวมอมแมมผอมแห้ง เป็นหญิงสาวที่หน้าตาดีขึ้นมาก ดวงตาสดใสและเปล่งประกายด้วยความกระตือรือร้น รอยยิ้มสดใสที่ปรากฏบนใบหน้าของนางทำให้เขารู้สึกเหมือนทุกอย่างรอบตัวสว่างขึ้นกู้ชิงเหอยังคงก้มเก็บผักแว่นป่า พลางพูดต่อด้วยน้ำเสียงมั่นใจ“ต่อไปข้าจะซื้อ ตำราทุกเล่มที่ท่านต้องการ ของกินที่น้องทั้งสองอยากกิน และเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เจียงเหยียนด้วยเจ้าค่ะ ชุดที่นางใส่อยู่ตอนนี้เล็กเกินไปแล้ว”เจียงเหิงเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ เขาคิดว่านางอาจจะอยากได้สิ่งใดเพื่อตัวเองบ้าง แต่กลับพบว่าหัวใจของนางเต็มไปด้วยความห่วงใยผู้อื่นเขาเฝ้ามองนางอย่างเงียบ ๆ สังเกตการเคลื่อนไหวของมือที่เก็บผักอย่างทะนุถนอม รอยยิ้มที่เคยเป็นเพียงแค่เงาของความสดใส เดี๋ยวนี้เต็มไปด้วยความมั่นใจและความสุขที่แท้จริง“ข้าดีใจที่เจ้าอยู่ร่วมกับพ
เสียงโต้เถียงยังคงดังระงมอยู่พักใหญ่ กว่าหูซุนจ่างจะเอ่ยขึ้นตัดบท“เอาล่ะ ๆ! พอเถอะ หากผู้ใดเต็มใจจะลองก็รับเมล็ดไปแบ่งปลูก ไม่ว่าจะได้ผลหรือไม่ได้ผลก็ห้ามผู้ใดอิจฉาหรือต่อว่ากัน เพราะวันนี้จะเป็นการตัดสินใจของตัวพวกเจ้าเองทั้งสิ้น”ว่าพลาง เขาสั่งให้เจียงเหิงช่วยตักเมล็ดฝ้ายออกมาแบ่งใส่ถุงเล็ก ๆ แจกจ่ายแก่ครัวเรือนที่ยกมือขอลองปลูก ใครรับไปก็มีทั้งสีหน้าตื่นเต้นหวังผล หรือแววตาหวาดหวั่นไม่แน่ใจส่วนอีกหลายคน รวมทั้งกู้ต้าซุนและเจียงซืออวี่ เพียงส่ายหน้าอย่างไม่เชื่อถือ พึมพำคำด่าทออยู่ข้างหลัง แล้วหันหลังกลับไปโดยไม่เหลียวแลไม่นานนัก เมล็ดพันธุ์ฝ้ายกองใหญ่ก็ถูกแบ่งไปจนหมด ผู้คนทยอยแยกย้ายกลับเรือน บ้างเดินจากไปด้วยท่าทีฮึกเหิม เต็มไปด้วยความหวังและตื่นเต้น บ้างก้าวช้า ๆ ด้วยความลังเลสงสัย เหลือเพียงกลุ่มคนที่สนิทสนมกับเจียงเหิงและกู้ชิงเหอไม่กี่คนที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ตรงที่เดิมกู้ชิงเหอมองดูกลุ่มคนที่อยู่ตรงหน้า ในนั้นย่อมมีสองพ่อลูกสกุลหู และสองสามีสกุลไห่ ส่วนที่เหลือก็ล้วนเป็นผู้อาวุโสที่เคยได้รับแป้งอวี่หูจากนางทำให้รอดชีวิตจากความอดอยากมาได้ในคราวก่อน ทุกคนเป็นคนที่นางสามารถวางใ
นางได้แต่เก็บความสงสัยนั้นไว้ในใจ ก่อนที่จะก้าวตามชายหนุ่มไปยังเกวียนที่บรรทุกถุงบรรจุเมล็ดพันธุ์กองโต ท่ามกลางสายตาของผู้คนที่จ้องมองอย่างมีความหวังและวิตกปนกันไปเจียงเหิงก้มลงแกะปากถุงผ้าใบใหญ่ คลายเงื่อนเชือกออกอย่างระมัดระวัง เมล็ดพันธุ์สีคล้ำจำนวนมากปรากฏขึ้นภายใน เขาช้อนเมล็ดฝ้ายเต็มอุ้งมือ ละอองปุยขาวเล็กน้อยติดปลายนิ้ว ก่อนจะเงยหน้าส่งไปยังหญิงสาวที่ยืนรออยู่ข้างกายคนชราหลายคนย่อมคุ้นเคยกับเมล็ดพันธุ์ฝ้ายอยู่บ้าง ฝ้ายปลูกง่าย จึงมีผู้ปลูกกันแพร่หลาย เพียงแต่หมู่บ้านเกาซานมีข้อจำกัดเรื่องน้ำ พวกเขาจึงไม่เลือกปลูกฝ้าย เพราะราคามิได้งดงามนัก สู้ทุ่มแรงลงในนาข้าวหรือผักที่ขายได้ราคาดีกว่า ผลตอบแทนย่อมคุ้มค่า คนหนุ่มสาวรุ่นหลังในหมู่บ้านหลายคนจึงแทบไม่เคยเห็นเมล็ดพันธุ์ฝ้ายมาก่อนเลย“ฮึม… มันก็มิใช่ฝ้ายธรรมดาหรอกหรือ? ดูแล้วไม่เห็นแตกต่างจากเดิมเลยสักนิด เหตุใดทางการจึงว่ามันเพาะปลูกได้ยากนักเล่า?” ชายชราผู้หนึ่งขยับเข้ามาใกล้ หยิบเมล็ดขึ้นพลิกไปมาในฝ่ามือ พลางเอ่ยถามอย่างฉงนทว่ากู้ชิงเหอกลับเพียงเผยรอยยิ้มบาง ๆ ที่มุมปาก รอยยิ้มนั้นอ่อนโยนแต่แฝงด้วยความมั่นใจ และก็เพียงเท่านั้น
คราวนี้ทั้งลานหมู่บ้านเงียบกริบ ความหวังดีที่แฝงอยู่ในคำพูดแข็งกร้าวของเจียงเหิง ทำให้คนส่วนใหญ่ตระหนักได้ พวกเขาพากันส่งถุงเมล็ดพันธุ์พืชกลับมาวางไว้ที่เดิมแล้วถอยออกมาทีละก้าวหูซ่างซุนกับหูจื้อจิ่นเห็นว่าความสงบกลับคืนมาแล้ว เขาก็เริ่มแบ่งเมล็ดพันธุ์ผักกาด คะน้า และถั่วลิสงออกเป็นส่วนเล็ก ๆ แจกจ่ายทีละครอบครัว แม้จะได้เพียงน้อยนิด แต่ทุกคนก็ได้รับครบถ้วน สีหน้าชาวบ้านบางคนยังคงหงุดหงิดเพราะไม่พอใจ แต่ก็ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากค้านอีกจนกระทั่งเสียงหนึ่งดังขึ้นจากกลางฝูงชน “แล้วถุงใหญ่ ๆ ที่เหลืออยู่ตรงนั้นเล่า? เหตุใดจึงยังไม่แจกจ่าย?”สายตาทั้งหมดหันไปยังถุงผ้าใบใหญ่ที่กองพะเนินอยู่บนเกวียนดังเดิม “นั่นคือ…เมล็ดพันธุ์ฝ้าย แต่ปัญหาคือ พวกเราไม่เคยปลูกมันมาก่อน และก็ไม่เคยมีผู้ใดในแผ่นดินนี้เพาะให้มันงอกเงยขึ้นมาได้สักครั้ง เมล็ดเหล่านี้เป็นพันธุ์ต่างถิ่น แม้แต่ทางการก็ยังไม่รู้ว่ามันเหมาะสมกับดินหรืออากาศแบบใด หมู่บ้านอื่นที่เคยลองก็ล้วนล้มเหลวทั้งสิ้น”เสียงซุบซิบดังขึ้นระงมทันที บ้างขมวดคิ้วไม่เชื่อ บ้างหัวเราะเยาะ “แล้วเอากลับมาทำไมกัน ของกินยังไม่พอ จะเอาฝ้ายมาปลูกให้เสียที่ดินทำไม
ทั้งสามมองหน้ากันไปมา สีหน้าเต็มไปด้วยความลังเล เมล็ดพันธุ์ที่ชาวบ้านต้องการย่อมเป็นจำพวกพืชผักที่กินได้อยู่แล้ว หาใช่เมล็ดฝ้ายเหล่านี้ พวกเขาจึงยังมิอาจตัดสินใจได้ในทันทีเจ้าหน้าที่คนเดิมเห็นดังนั้นจึงเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงแฝงความกดดัน“เมล็ดพันธุ์ฝ้ายเหล่านี้เป็นของพระราชทานจากเบื้องสูง ให้นำมาแจกจ่ายแก่ราษฎร หากพวกท่านรับไปปลูก ย่อมมีแต่ผลดี อีกทั้งทางเหนือต้องการฝ้ายเป็นจำนวนมาก มีเท่าไรก็รับซื้อทั้งหมด เหตุใดจึงยังต้องรีรอกันอีกเล่า?”แววตาของเจียงเหิงไหววูบเพียงเล็กน้อยด้วยความสงสัย แม้จะไม่เคยปลูกฝ้ายมาก่อนแต่เขาก็รู้จักมัน และรู้ด้วยว่ามีคนปลูกตั้งมากมาย แต่ไม่เคยรู้มาก่อนว่ามันเป็นสินค้าที่มีคนต้องการมากจนถึงขั้นมีเท่าไรก็รับซื้อทั้งหมดแล้วเหตุใดจึงไม่มีผู้ใดยอมเอาเมล็ดพันธุ์ฝ้ายเหล่านี้ไปปลูกกันเล่า? ความสงสัยปรากฏอยู่บนใบหน้าของชายหนุ่มไม่นานนัก ก่อนที่เขาจะกลับมามีสีหน้าปกติแล้วหันไปกล่าวกับสองพ่อลูก“แม้ฝ้ายจะมิใช่ของกิน แต่หากมีคนรับซื้อรออยู่แล้ว อย่างน้อยชาวบ้านก็ยังมีความหวังว่าจะได้เงินไปซื้อเสบียงอาหารมาเก็บไว้กินได้นะขอรับ" เขากล่าวพลางพยายามยิ้มกลบความกังวลทันใดน
สามวันถัดมา ความวุ่นวายภายในหมู่บ้านเกาซานยามนี้ก็ยังไม่สงบลงเท่าใดนัก ลานกลางหมู่บ้านเต็มไปด้วยผู้คน ที่มารวมตัวกันเกือบทั้งหมู่บ้าน เสียงร่ำไห้ปนเสียงตัดพ้อดังระงมไปทั่ว เด็ก ๆ บางคนผอมแห้งเหี่ยว แม้จะมีน้ำดื่มมากพอ แต่ท้องกลับยังว่างเปล่า“หูซุนจ่าง..ตอนนี้พวกเรามีน้ำดื่มมากพอแล้ว แต่ไร้ซึ่งเมล็ดพันธุ์สักเม็ดจะหว่านลงดิน” ชายชราผู้หนึ่งก้าวออกมากล่าว ดวงตาลึกโบ๋เต็มไปด้วยความกังวล “ที่ผ่านมาพวกเราขุดกินทุกอย่าง ไม่เหลือเมล็ดพันธุ์ใดไว้เพาะปลูกอีกต่อไป หากไม่มีสิ่งใดให้เพาะปลูก อย่างไรเสียปีนี้ก็ต้องอดตายแน่นอน”หญิงคนหนึ่งอุ้มลูกน้อยไว้แนบอก น้ำเสียงสั่นเครือ “ข้ากับครอบครัวพร้อมจะทำงานหนัก แต่ในยามนี้ก็ไม่มีใครว่าจ้าง เราจะหาเงินไปซื้อเมล็ดพันธุ์ได้จากที่ใดกันเล่า… หากไม่ได้เมล็ดพันธุ์จากทางการ พวกเราก็ไร้ทางรอดแล้ว ท่านมีหนทางช่วยเหลือพวกเราหรือไม่เจ้าคะ”เสียงโอดครวญดังตามมาเป็นระลอก ไม่ว่าจะเป็นชายหนุ่มที่เพิ่งเสียพ่อแม่ไปเพราะความอดอยาก หรือหญิงเฒ่าที่หอบหิ้วหลานกำพร้ามายืนเบียดเสียดรอความหวัง ทุกถ้อยคำล้วนแทงลึกลงในใจของหูซ่างซุนเขายืนนิ่งอยู่กลางวงสายตานับร้อย ความทุกข์ของ