Se connecterกู้ต้าซุนก็เริ่มใจสั่น เขาโมโหไม่น้อยอยู่แล้วที่เฒ่าหลู่คิดจะขายหลานสาวให้กับหอนางโลม เมื่อเห็นหลานสาวคลานเข้ามากอดขาภรรยาเอาไว้แน่นก็ส่งสายตาวิงวอนไปยังหวางชุ่นฮวา
“ใช่ว่าข้าไม่สงสารเจ้านะชิงเหอ แต่ตอนนี้ข้าไม่มีเงินติดตัวเลยสักอีแปะเจ้าจะให้ข้าเอาที่ไหนมาคืนให้เขา” หวางซื่อกลอกตา เสแสร้งตีหน้าเศร้า
“เงินล่วงหน้าหกร้อยอีแปะที่ได้มาเมื่อเดือนก่อนเจ้าจำได้หรือไม่ว่าข้าเอาไปซื้อข้าวสารมายี่สิบชั่ง ถ้าไม่มีข้าวพวกเราจะใช้ชีวิตต่อกันมาได้อย่างไร ข้ายอมขายข้าวออกมาใช้หนี้ก็ได้..อย่างมากพวกเราก็อดตายไปพร้อมกัน แต่มันก็ไม่พอใช้หนี้อยู่ดี”
กู้ต้าซุนหลุบตาต่ำ ภรรยากล่าวไม่ผิด พอพวกเขารู้ข่าวว่าผู้เฒ่าหลู่จากหมู่บ้านข้างๆ ต้องการแต่งภรรยาเพื่อแลกกับเงิน 1 ตำลึงก็ไหว้วานแม่สื่อที่เทียวมาจับคู่ให้หลานสาวอยู่บ่อยครั้งไปสืบข่าวให้
ยามนั้นบ้านสกุลกู้กำลังเดือดร้อนเรื่องเงินสำหรับซื้อเสบียงอาหารอย่างหนัก หนทางใดที่จะได้เงินมาพวกเขาย่อมสนใจอยู่แล้ว
ผู้เฒ่าหลู่เคยมีภรรยาและลูกมาก่อน แต่หลังจากภรรยาจากไป บุตรชายหญิงของเขาก็เดินทางไปตั้งหลักปักฐานหาที่ทำกินกันที่เมืองอื่นตาเฒ่าจึงอาศัยอยู่เพียงลำพัง
ชายชราแซ่หลู่กลัวว่าจะไม่มีคนเลี้ยงดูยามที่ตนเองลุกเดินไม่ไหวจึงได้คิดแต่งภรรยาเข้ามาอยู่เป็นเพื่อน
พอได้ยินว่าหลานสาวสกุลกู้เพิ่งจะสิบห้า ตาเฒ่าก็ตื่นเต้นดีใจยกใหญ่ ซ้ำยังใจกว้างมอบเงิน 600 อีแปะมากับแม่สื่อเพื่อเป็นสินสอดจับจองกู้ชิงเหอเอาไว้ล่วงหน้า
ที่ผ่านมามีแม่สื่อก็แนะนำสตรีให้ผู้เฒ่าหลู่หลายคน แต่สตรีเหล่านั้นส่วนใหญ่ก็เป็นแม่หม้ายลูกติด หรือไม่ก็เป็นสตรีสูงวัยทั้งสิ้น เทียบกับเด็กสาววัยสิบห้าจากบ้านกู้ได้ที่ไหน!
แม่สื่อถือเงินหกร้อยอีแปะกลับมาพร้อมกับแจ้งว่า พวกเขาจะได้รับอีกสี่ร้อยอีแปะที่เหลือในวันที่เจ้าบ่าวมารับตัวเจ้าสาว
คราวแรกกู้ต้าซุนก็ลังเลใจอยู่ไม่น้อย แต่หลังจากที่ภรรยากล่าวว่าผู้เฒ่าหลู่อายุมากแล้ว หลานสาวอดทนอีกไม่กี่ปีก็จะได้ทรัพย์สมบัติทั้งหมดมาครอบครอง เมื่อเห็นว่าหลานสาวก็ไม่ได้เสียเปรียบเท่าใดนักเขาจึงยอมรับ
จำได้ว่าหลังจากที่แม่สื่อกลับออกไปแล้ว เขาก็พาภรรยาและบุตรชายเข้าเมืองหวังจะใช้เงินหกร้อยอีแปะซื้อข้าวของกลับมาให้เต็มเรือน แต่ที่ไหนได้เงินนั่นซื้อมาได้เพียงข้าวสารยี่สิบชั่งเท่านั้น และเป็นไปได้ว่าราคาข้าวจะสูงขึ้นอีกในภายหน้าด้วย
“เจียงซิ่วไฉ ท่านก็ได้ยินเรื่องราวทั้งหมดมาแล้วนี่ นางรับเงินจากข้าไปจริงๆ เช่นนั้นข้าก็มีสิทธิ์จะขายหรือมอบนางให้กับผู้ใดก็ได้ใช่หรือไม่” ผู้เฒ่าหลู่หันมากล่าวกับเจียงเหิง
คำพูดนั้นเพิ่มความตึงเครียดในใจให้กู้ชิงเหอไม่น้อย นางเงยหน้าขึ้นดวงตาไหววูบ ก่อนจะหมุนตัวหันไปยังอีกฝั่ง
“ท่านลุงช่วยพูดกับป้าสะใภ้ให้ข้าหน่อยเถิดเจ้าค่ะ ข้ารับรองว่าข้าจะทำงานหาเงินมาชดใช้ให้ครบให้ได้” หญิงสาวคลานมาคุกเข่าอยู่เบื้องหน้ากู้ต้าซุน ความหวังสุดท้ายถูกฝากไว้กับผู้เป็นลุงแท้ๆ ของตน
ทว่ากู้ต้าซุนกลับขยับตัวอย่างอึดอัด ยกมือเกาศีรษะพลางหลบสายตานาง “ชิงเหอ ข้าเอ่ยปากไปแล้วว่าเรื่องของเจ้าข้าจะมอบให้ป้าสะใภ้เจ้าจัดการ เจ้าคุยกับนางเอาเองเถิด” ว่าแล้วเขาก็ก้าวถอยไปยืนหลบอยู่ด้านหลังภรรยาอย่างที่เคยทำจนเป็นนิสัย
นางหวางซื่อก้าวขึ้นมาหนึ่งก้าว แสร้งทำหน้าเศร้า “ข้าไม่มีเงินจะคืนใครแล้ว ไม่สู้เจ้ารับปากเฒ่าหลู่ดี ๆ ว่าต่อไปเจ้าจะไม่ทำเรื่องเช่นนี้อีก เขาก็จะได้เอ็นดูเจ้าอีกสักหน่อย” นางยกแขนเสื้อขึ้นซับหยาดน้ำตาที่ไม่มีอยู่จริงอย่างช่ำชอง
เจียงเหิง หรือที่ชาวบ้านมักเรียกกันว่าเจียงซิ่วไฉ มิได้เอ่ยวาจาแม้เพียงครึ่งคำ ร่างสูงยืนนิ่งมั่นคงดุจต้นสนท่ามกลางลมหนาว ใบหน้าคมสันยังคงเรียบเฉยราวกับเรื่องวุ่นวายตรงหน้านั้นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตนแม้แต่น้อย เพียงใช้ดวงตาคมกริบกวาดมองคนทั้งสี่ไปมา เฉกเช่นผู้เฝ้าชมละครเรื่องหนึ่งเท่านั้น
อันที่จริงเขากับน้องสาวเพิ่งจะกลับเข้ามาในหมู่บ้าน ระหว่างที่เดินอยู่บนสะพานเจียงเหยียนเห็นเงาร่างหนึ่งแขวนอยู่ใต้กิ่งไม้ เขากับน้องสาวรีบตรงเข้าไปดูร่างนั้นกลับพบว่าเป็นหลานสาวบ้านสกุลกู้ที่เคยเห็นหน้าเห็นตากันมาบ้าง
เขาไม่อยากเข้าไปยุ่งเรื่องของผู้อื่นโดยไม่จำเป็น แต่เห็นกับตาว่านางยังไม่ได้หมดลมหายใจ ก็จำเป็นต้องช่วยปลดร่างนางลงมาจากกิ่งไม้
ทีแรกตั้งใจว่าพอมีคนตามมาช่วยเหลือกู้ชิงเหอแล้วเขาก็จะพาน้องสาวจากไป แต่เจียงเหยียนกลับสนใจสตรีผู้นี้เป็นพิเศษและไม่ยอมเดินตามเขากลับไปที่เรือน เขาจึงต้องมายืนนิ่งเป็นท่อนไม้อยู่ตรงนี้
เจียงเหยียนเห็นพี่ชายยังคงยืนนิ่งไม่พูดไม่จา นางก็รีบขอร้องอีกแรง “พี่ใหญ่..ข้าสงสารพี่สาวจังเลยเจ้าค่ะ ดูสิตัวนางสั่นไปหมดแล้ว”
ทันทีที่ได้ยินเสียงเล็กๆ และแววตาอ้อนวอนของน้องสาว ร่างกายของเขาก็เริ่มขยับ สายตาเลื่อนมาที่ดวงหน้าเล็กของเจียงเหยียน
ท่อนแขนของกู้ชิงเหอถูกเจียงเหยียนครอบครองเอาไว้อย่างแน่นหนา พอเด็กสาวหันไปทางพี่ชาย ร่างผอมบางของนางก็หันหน้าตามมาด้วย
กู้ชิงเหอเงยหน้าขึ้นช้า ๆ สายตาสบเข้ากับร่างสูงที่ยืนทอดเงาลงมาปิดครึ่งใบหน้านาง ผิวของเขาขาวผ่องราวหยกขัดเนื้อดี คิ้วคมตวัดสวยราวพู่กันแต้ม หากมองผิวเผิน บุรุษผู้นี้ช่างดูสงบและนุ่มนวลสมกับเป็นบัณฑิต ทว่าคนผู้นี้หาใช่บุรุษอ่อนโยนเช่นนั้นไม่!!
เพราะในอนาคตชายหนุ่มหน้าตาดีที่ดูเหมือนจะไม่มีพิษมีภัยอันใดในยามนี้ กลับเป็นบุคคลที่อันตรายอย่างยิ่งยวดสำหรับนาง!! ในนิยายเขาจะเป็นผู้ลงมือสังหารนางอย่างเหี้ยมโหดด้วยมือของเขาเอง
เขามิได้เป็นเพียงบุรุษรูปงามธรรมดา แต่เป็นขุนนางกังฉินที่มีอำนาจสูงสุดในราชสำนัก มีทั้งยศถาบรรดาศักดิ์และกองกำลังนับหมื่นใต้บังคับบัญชา คำสั่งเพียงประโยคเดียวจากปากเขาสามารถชี้เป็นชี้ตายของผู้คนได้ทันที
ภายหลังคนผู้นี้จะเป็นที่รู้จักกันในนาม "ปีศาจสังหาร" ผู้พรากชีวิตศัตรูและคนที่ขัดใจโดยไร้ร่องรอยความลังเล ความโหดเหี้ยมเย็นชาในสายตาเขาเพียงเสี้ยววินาที ก็เพียงพอทำให้ผู้กล้าหลายคนสะท้านจนเข่าอ่อน
เพียงแค่เอ่ยชื่อของเขาก็ทำให้เด็กเล็กๆ หวาดกลัวและหยุดร้องไห้ในทันที ผู้คนทั่วไปไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยถึงเขาด้วยเสียงดัง เหมือนเอ่ยถึงความตายที่ย่างกรายอยู่ข้างกาย
นิยายเรื่องนี้นางอ่านไม่จบ เพราะนางสนใจจะอ่านเรื่องราวของกู้ชิงเหอผู้ซึ่งมีชื่อแซ่ตรงกับนางเท่านั้น และชะตาของนางก็คือ ตายตั้งแต่ยังไม่ถึงครึ่งเรื่องด้วยซ้ำ!!
น่าเสียดายที่นางอ่านข้ามเรื่องราวของเจียงเหิงตัวร้ายในนิยายผู้นี้ไปไม่น้อย รู้เพียงว่าเขาจะช่วยเหลือนางเอาไว้ในวันนี้ แต่ต่อมานางจะเป็นต้นเหตุที่ทำให้น้องสาวของเขาได้รับอันตรายใหญ่หลวง เขาจึงตามมาสังหารนางอย่างเลือดเย็น!!
ร่างผอมบางเริ่มสั่นสะท้านอย่างรุนแรงขึ้นมาอีกครั้งเมื่อคิดถึงชะตากรรมในอนาคตของตนเอง
“พี่ใหญ่..” เจียงเหยียนเร่งเร้าให้พี่ชายพูดอะไรออกมาสักคำ
“ข้าไม่ได้มีหน้าที่มาตัดสินปัญหาชีวิตของผู้ใด” ชายหนุ่มตอบห้วนๆ ทำเอาหลายคนต้องผิดหวังไปตามๆ กัน
- ค่าเงิน 1000 อีแปะ เท่ากับ 1 ตำลึงเงิน 10 ตำลึงเงิน เท่ากับ 1 ตำลึงทอง
ในขณะที่บทสนทนากำลังออกรส เสียงตะโกนเจื้อยแจ้วของเด็กชายตัวน้อยก็ดังขัดจังหวะขึ้นมาแต่ไกล“ใต้เท้าเฉินมาถึงแล้วขอรับ หูซุนจ่างให้ข้ามาตามพวกท่าน!” กู้ชิงฉีวิ่งหน้าตั้งหอบแฮกมาหยุดตรงหน้ากู้ชิงเหอ “ตอนนี้ขบวนเกวียนหยุดอยู่ที่หน้าเรือนหูซุนจ่างแล้ว ทุกคนกำลังรีบไปรวมตัวกันที่นั่นขอรับ!”“มาได้จังหวะพอดี!” กู้ชิงเหอตบมือเบาๆ ก่อนจะหันไปทางชาวบ้านที่มาช่วยรดน้ำต้นฝ้ายในแปลงของไห่เทา “ท่านอาทั้งหลาย เมล็ดพันธุ์ที่พวกเราเก็บไว้เองมีไม่มากนัก ยามนี้ทางการนำมาเติมให้แล้ว รีบไปรับมาลงดินให้เต็มพื้นที่เถิดเจ้าค่ะ”สิ้นคำของนาง ทุกคนก็ไม่รอช้า ต่างพากันกึ่งวิ่งกึ่งเดินมุ่งหน้าไปยังเรือนของหัวหน้าหมู่บ้านด้วยความตื่นเต้น ราวกับว่าที่นั่นมีขุมทรัพย์รออยู่ก็ไม่ปานทว่าท่ามกลางกระแสการปลูกฝ้ายที่ร้อนแรง ชาวบ้านอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้ปลูกฝ้ายในคราแรกกลับไม่ได้มีสีหน้าหม่นหมองแต่อย่างใด เพราะพวกเขาก็มีวิธีการหาเงินเพิ่มโดยไม่ต้องอาศัยการปลูกฝ้ายเทียนจูเหมี่ยนแต่เพียงอย่างเดียว“ขายฝ้ายได้เงินดีก็จริง แต่แป้งอวี่หูของพวกเรายามนี้ก็มีคนมาดักรอซื้อถึงหน้าหมู่บ้านเชียวนะ!” หญิงชาวบ้านคนหนึ่งเอ่ยพลางยกตะก
เสียงฆ้องดังกังวานมาแต่ไกลจากปากทางเข้าหมู่บ้านเกาซาน พร้อมกับเสียงตะโกนแจ้งข่าวที่ทำให้หัวใจของคนทั้งหมู่บ้านเต้นรัว สวี่อี้หมิงในชุดอาภรณ์สะอาดตาเดินนำหน้าเจ้าหน้าที่จากทางการเข้ามาด้วยใบหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มภาคภูมิใจอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน“ประกาศข่าวดี! เจียงเหิง แห่งหมู่บ้านเกาซาน สอบติดจวี่เหรินอันดับหนึ่ง เป็นเจี่ยหยวนแห่งมณฑล!”สิ้นเสียงประกาศ ชาวบ้านที่เคยเรียกเขาว่าบัณฑิตตกอับ ต่างพากันนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะเปลี่ยนเป็นเสียงโห่ร้องยินดีกันระงม ชื่อเสียงของหมู่บ้านเกาซานยามนี้ไม่ได้มีดีเพียงแค่ฝ้ายเทียนจูเหมี่ยน แต่กำลังจะมีว่าที่ขุนนางใหญ่ประดับแผ่นดิน!ผู้เฒ่าจางและย่าเหยาที่กำลังช่วยกู้ชิงเหอคัดเมล็ดพันธุ์ฝ้ายถึงกับปล่อยมือจากตะกร้า น้ำตาแห่งความปิติรื้นขึ้นมาจนเต็มเบ้า พวกเขาเดินออกไปรับหน้าเจ้าหน้าที่ด้วยตัวสั่นเทา ยามนี้ไม่มีใครกล้าดูถูกคนชราทั้งสองอีกต่อไป เพราะหลานชายของพวกเขาคือ ‘เจี่ยหยวน’ ผู้มีความรู้เหนือใครในมณฑลทว่าในขณะที่คนทั้งหมู่บ้านมาห้อมล้อมแสดงความยินดี เจียงซืออวี่และหลี่ซื่อกลับยืนหน้างอง้ำอยู่ท้ายแถว ความสำเร็จของเจียงเหิงเปรียบเสมือนตบหน้าพวก
ทุกคนนิ่งฟังและยอมรับในการตัดสินใจของชายหนุ่ม โดยตกลงตามแผนของกู้ชิงเหอว่า เมื่อเรือนเก่าของนางซ่อมแซมจนเข้าอยู่ได้ ท่านปู่และท่านย่าจะย้ายมาพำนักที่เรือนท้ายหมู่บ้านแห่งนี้ถาวรเพื่ออยู่เป็นเพื่อนเจียงเหยียนกู้ชิงเหอเดินตามเจียงเหิงเข้าไปในห้องพักที่แลดูว่างเปล่าลงถนัดตา นางมองชายหนุ่มที่กำลังเก็บสัมภาระใส่ห่อผ้าอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะยื่นเงินห้าตำลึงที่ได้มาจากการขายฝ้ายส่งให้เขา“ค่าอาหาร ค่าที่พักและตำราล้วนต้องใช้เงิน ท่านอย่าได้ประหยัดจนทำให้ตัวเองต้องลำบากเลยนะเจ้าคะ ทางนี้ไม่ขาดเงินแน่ หรือหากขาดข้าก็มีวิธีการมากมายที่จะหามาใหม่ ท่านอย่าได้กังวล”“ขอบใจเจ้ามาก... ระหว่างที่ข้าไม่อยู่ หากมีเรื่องติดขัดอันใดให้ไปหาอาจารย์สวี่ แม้เขาจะทำตัวแปลกแยกและปากคอเราะร้ายไปบ้างเจ้าก็อย่าได้ถือสา เขาเป็นคนจิตใจดี ย่อมเป็นธุระเรื่องซื้อเสบียงและคุ้มครองพวกเจ้าได้”กู้ชิงเหอพยักหน้ารับคำสั่งเสียของเขาด้วยหัวใจที่หนักอึ้งอย่างบอกไม่ถูก นางมองใบหน้าคมสันที่ดูเคร่งเครียดกว่าปกติแล้วจึงเอ่ยย้ำเพื่อให้เขาคลายกังวล“เจียงเกอเกอ... ท่านไปเถิดเจ้าค่ะ มุ่งหน้าสู่เส้นทางของท่านให้เต็มที่ ส่วนทางนี้...
“หูซุนจ่างอยู่ตรงนี้ หากใครกล้าใช้กำลังก็เชิญไปสำนึกผิดที่ศาลาว่าการเมืองได้เลย” น้ำเสียงทุ้มต่ำของเจียงเหิงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยคำขู่ที่ทำเอาคนบ้านใหญ่ทั้งสามคนถึงกับน้ำท่วมปาก ได้แต่หมอบคลานร้องไห้ปานจะขาดใจอยู่บนพื้นดินอย่างน่าสมเพช…หลังจากจัดการเรื่องทะเบียนสำมะโนครัวและเอกสารสิทธิ์ที่ดินกับหูซ่างซุนจนเสร็จสิ้น กู้ชิงเหอ กู้ชิงฉี และเจียงเหิง ก็พากันเดินกลับมายังเรือนท้ายหมู่บ้านท่ามกลางแสงแดดยามบ่ายที่เริ่มอ่อนแสงลงความเงียบปกคลุมระหว่างทางเดิน มีเพียงเสียงฝีเท้าที่สม่ำเสมอของคนทั้งสาม กู้ชิงเหอรู้สึกเบาสบายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เพราะยามนี้นางมีทั้งที่ดินเป็นของตนเอง มีหนทางสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำอยู่ในมือหากในอนาคต เจียงเหิงยังคงเดินตามเส้นทางในนิยาย กลายเป็นขุนนางกังฉินผู้เหี้ยมโหดคนนั้น อย่างน้อยนางก็ยังมีรังให้ถอยกลับมาพักพิงและพึ่งพาตนเองได้ทว่าเมื่อนางเงยหน้าขึ้น มองไปยังแผ่นหลังที่เหยียดตรงและสง่างามของเจียงเหิงที่เดินนำอยู่เบื้องหน้า หัวใจที่เคยพองโตกลับวูบโหวงประหลาด เขายังคงนิ่งเงียบ ไม่เอ่ยปากถามหรือทัดทานแผนการย้ายออกของนางแม้แต่คำเดียว รัศมีรอบกายของบัณฑิตหน
เรือนสกุลกู้เสียงฝีเท้าของกลุ่มคนที่นำโดยหูซ่างซุน เจียงเหิง และกู้ชิงเหอที่จูงมือน้องชาย เดินตรงไปยังเรือนของกู้ต้าซุน ชาวบ้านที่กำลังว่างเว้นจากการเก็บเกี่ยวต่างพากันเดินตามมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น จนลานหน้าบ้านสกุลกู้คึกคักขึ้นมาทันตาหวางชุ่นฮวาเดินออกมาจากเรือนด้วยสีหน้าบึ้งตึง ครั้นเห็นกู้ชิงเหอนำคนมามากมายก็นึกระแวง “พวกเจ้ามาทำไมกัน! รังแกคนบ้านใหญ่ยังไม่พอใจอีกรึ?”“ท่านป้าสะใภ้ ข้ามาเพื่อแจ้งให้ทราบว่า พี่ใหญ่กู้ชิงหวาย้ายกลับมาอยู่ในสำมะโนครัวหมู่บ้านเกาซานอย่างถูกต้องแล้ว และวันนี้... ข้ามาเพื่อทวงคืนที่ดินแปดหมู่และเรือนเดิมของท่านพ่อข้าคืน!”กู้ต้าซุนที่เดินตามหลังภรรยาออกมาถึงกับหน้าถอดสี “เจ้าพูดเรื่องอะไร! ที่ดินนั่นข้าดูแลมาตลอดหลายปีเพื่อรอให้ชิงฉีโต บัดนี้เขายังเป็นเด็ก จะจัดการทรัพย์สินได้อย่างไร?”“แม้ชิงฉีจะเพิ่งสิบขวบ แต่เขาก็สามารถมีผู้ปกครองที่ชอบธรรมดูแลทรัพย์สมบัติแทนได้ ไม่เชื่อท่านก็ถามเจียงซิ่วไฉดูสิ” กู้ชิงเหอเว้นจังหวะพลางปลายตามองลุงแท้ๆ ที่ยืนหน้าซีดเป็นไก่ต้ม“ในนิยาย... เอ้อ... ในอดีต ท่านอ้างความเมตตาเอาตัวพวกเรามาเลี้ยงดูแล้วยึดที่ดินไป แต่ควา
เจียงเหิงขยับตัวเล็กน้อย แสงตะเกียงสลัวขับเน้นใบหน้าที่สงบนิ่งของเขาให้ดูสุขุมยิ่งขึ้น เขามองกู้ชิงเหอที่เอาแต่ก้มหน้าอย่างเห็นใจ ก่อนจะเลื่อนสายตาไปยังกู้ชิงหวา“พี่หญิงใหญ่ ท่านไม่ต้องไปไหนทั้งนั้น”ประโยคสั้นๆ ทำเอาทุกคนเงยหน้าขึ้นมองเขาเป็นตาเดียว เจียงเหิงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงมั่นคง“เรือนหลังนี้อาจจะเล็ก แต่ก็พอมีที่ว่างให้ซุกหัวนอน ยามนี้ข้ากำลังจะขยายพื้นที่เลี้ยงไก่ที่เชิงเขา และชิงเหอก็ต้องจัดการเรื่องเมล็ดพันธุ์ฝ้ายรอบใหม่ นางต้องการคนช่วยงานที่ไว้ใจได้มากที่สุด ท่านเองก็เคยผ่านงานหนักในบ้านสามีมาแล้ว ย่อมมีความอดทนไม่แพ้ใคร”เขาหันไปสบตากับกู้ชิงเหอ แววตาแฝงความหมายว่าเขารับรู้ความกังวลของนางทั้งหมด “การมีแรงงานเพิ่มขึ้นในเรือนย่อมเป็นเรื่องดี เมื่อข้าไม่อยู่เจ้าจะได้มีคนช่วยงานในไร่นา ส่วนงานบ้านงานเรือนก็คงต้องรบกวนท่านปู่ท่านย่าเป็นธุระให้ด้วยขอรับ”คำกล่าวนี้ทำให้ผู้เฒ่าจางและย่าเหยาถึงกับตื้นตันจนขอบตาร้อนผ่าว มือที่เหี่ยวย่นของย่าเหยากุมชายเสื้อไว้แน่น นางดีใจจนพูดไม่ออกที่หลานชายมอบหมายหน้าที่สำคัญให้เช่นนี้ นั่นหมายความว่าเจียงเหิงไม่ได้คิดจะขับไล่พวกเขาให้กลับไปเผ
หลี่ซื่อย่นคิ้วเข้าหากัน ริมฝีปากบิดเบี้ยวด้วยโทสะ “เจ้ามันเด็กอกตัญญู! ไม่เห็นหัวผู้อาวุโส! วันนี้ข้าจะสั่งสอนให้รู้จักที่ต่ำที่สูงเสียบ้าง!” นางกระแทกเท้าเข้ามาทว่าเพียงเหลือบไปเห็นว่าหวางซื่อยังยืนเฉยไม่ได้เข้าร่วมด้วย นางก็ชะงักฝีเท้า แล้วหันไปดันแผ่นหลังสามี “ท่านพี่! หลานชายท่านคนนี้กำเริบเส
เช้าวันใหม่ กู้ชิงเหอรีบตื่นขึ้นมาก่อนฟ้าสาง ตั้งใจทำอาหารเช้าให้เร็วกว่าทุกวันนางทำน้ำแกงปลาใส่ผักแว่นป่า กับนึ่งอวี่หูผสมข้าวฟ่างกินแทนข้าว พอทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยนางก็ดับฟืน แล้วหันไปคว้าจอบค่อยๆ ย่องออกจากเรือนไปเงียบๆ เพียงลำพังวันนี้นางมีเป้าหมาย ต้องไปถึงแอ่งน้ำท้ายหมู่บ้านให้เร็วที่สุด!!
“ไม่ใช่ความผิดของท่านขอรับ… ตอนนี้ท่านก็ได้พบพวกเราแล้ว ท่านพ่อ ท่านแม่คงจะดีใจนัก” เจียงเหิงพยายามควบคุมเสียงไม่ให้สั่น“ข้าไม่ใช่คู่ต่อกรของศัตรูเหล่านั้น ในสภาพอย่างวันนี้” สวี่อี้หมิงตอบกลับด้วยน้ำเสียงแหบพร่าเต็มไปด้วยความขมขื่นคล้ายคำสารภาพของคนที่ต่อสู้มานาน“เจ้าต้องสอบเป็นขุนนางให้ได้! อำน
อีกด้าน เกวียนไม้ที่บรรทุกตัวอย่างดอกฝ้ายสีขาวสะอาดกล่องหนึ่งแล่นออกจากหมู่บ้านเกาซานไปตามถนนลูกรังเจียงเหิงนั่งบังคับเกวียนอยู่ด้านหน้า ส่วนสวี่อี้หมิงนั่งข้าง ๆ ถือสมุดบัญชีและห่อเอกสารที่หูซุนจ่างจัดเตรียมให้สำหรับยื่นรายงานต่อทางการ“กังวลหรือ?” สวี่อี้หมิงถามยิ้มๆ“ข้ากำลังคิดถึงเรื่องราคาของ







