LOGINเบื้องหน้า—เธอคือนักปรุงน้ำหอมชื่อดัง ผู้สร้างแบรนด์หรูที่ครองใจผู้คนทั่วโลก เบื้องหลัง—เธอคือนักฆ่าหญิงผู้ไร้พ่ายในนาม “บุปผาสีชาด” ที่แม้แต่องค์กรลับยังหวาดกลัว แต่โชคชะตากลับเล่นตลก… เมื่อวันหนึ่ง ซูเซียวเหมยถูกหักหลังและสิ้นชีพจากการถูกผลักตกตึกสูง! กระทั่งวิญญาณของเธอหลุดข้ามภพ มาสิงอยู่ในร่าง ซูเยว่ถิง สาวน้อยผู้ถูกครอบครัวทอดทิ้ง และกำลังจะถูกบังคับให้แต่งงานกับชายที่เธอไม่รัก ใครเล่าจะคาดคิด...ว่านักฆ่าอันดับหนึ่งแห่งโลกมืด จะฟื้นขึ้นมาในร่างหญิงสาวที่ใคร ๆ มองว่าโง่เขลา? ทว่าครั้งนี้ เธอไม่ได้มีชีวิตอยู่เพียงเพื่อฆ่าอีกต่อไป เธอจะใช้ความสามารถทั้งหมด เพื่อสร้างเส้นทางใหม่ สร้างธุรกิจให้รุ่งเรือง เพื่อปกป้องสามีคุณหมอผู้ใจดีที่กลายเป็นกำแพงให้อีกครั้ง และเพื่อตามล่าความจริง...ที่ทำให้ครอบครัวของเขาต้องล่มสลาย!
View Moreภายในบ้านหลังเล็กที่เงียบสงัด บรรยากาศอบอวลไปด้วยความสงบและเรียบง่าย แสงแดดยามเช้าส่องผ่านหน้าต่างบานเล็กลงมาบนพื้นไม้ที่ถูกเช็ดจนเงาวับ กลิ่นไม้เก่า ๆ ผสมกับกลิ่นอ่อน ๆ ของดอกไม้ในแจกันบนโต๊ะไม้ เพิ่มความรู้สึกอบอุ่นให้อย่างมาก
ซูเซียวเหมยนอนสลบไสลอยู่บนเตียงนอนนุ่มในห้อง หายใจเข้าออกแผ่วเบา ใบหน้าซีดขาวไร้เลือดฝาด ดูแล้วร่างกายน่าจะอยู่ในช่วงที่กำลังอ่อนแอ
ทว่าจู่ ๆ เธอก็รู้สึกตัวขึ้นมา ลมหายใจที่แผ่วเบานั้นถี่ขึ้น และในที่สุดก็ขยับตัวได้ หญิงสาวยกมือข้างหนึ่งขึ้นมากุมศีรษะของตัวเอง “โอ้ย”
เธอรู้สึกมึนหัวเล็กน้อย แต่พอตั้งสติได้อาการมึนหัวก็หายไป ดีที่ยังพอมีเรี่ยวแรงอยู่บ้าง จึงใช้แขนข้างหนึ่งยันกายตัวเองให้ลุกขึ้นนั่ง ทว่าเมื่อลืมตาดูดี ๆ ก็พบว่าตัวเองกำลังนอนอยู่บนเตียงนอนในห้องของใครก็ไม่รู้ ห้องนอนนี้มีขนาดไม่ใหญ่นัก แต่ถูกจัดอย่างเรียบง่ายและเป็นระเบียบ ผนังห้องทาด้วยสีขาวสะอาดตา พื้นไม้สีเข้มขัดมันสะท้อนแสงแดดที่ส่องลอดผ่านม่านผ้าลินิน
สีอ่อนตรงหน้าต่างบานใหญ่โต๊ะทำงานไม้เนื้อแข็งถูกจัดไว้ชิดผนังอีกด้าน แสงจากโคมตั้งโต๊ะสาดลงบนพื้นผิวที่มีทั้งสมุดบันทึก กระดาษจดบันทึก และอุปกรณ์การแพทย์วางเรียงอยู่ด้วยกันอย่างลงตัว
มีทั้งเครื่องฟังเสียงหัวใจ เทอร์โมมิเตอร์ กระปุกใส่สำลีแอลกอฮอล์ และเข็มฉีดยาที่ยังไม่ถูกแกะจำนวนไม่น้อย แล้วยังมีกล่องไม้ขนาดเล็กสำหรับเก็บยาแต่ละชนิดวางไว้อย่างเป็นสัดส่วน ข้างโต๊ะมีเก้าอี้ไม้บุผ้านุ่ม
เท่านี้ก็สรุปได้แล้วว่าเจ้าของห้องจะต้องเป็นหมออย่างแน่นอน!
ซูเซียวเหมยยังคงสังเกตทุกอย่างรอบตัวอย่างละเอียดด้วยความเคยชิน จนกระทั่งสายตาของเธอไปสะดุดเข้ากับร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังนอนราบอยู่กับพื้นในมุมหนึ่งของห้อง
เนื่องจากเขาหนุนหมอนใบเล็กและนอนหลับอยู่เงียบ ๆ
บ่งบอกว่าได้สละเตียงนอนนุ่ม ๆ ให้กับเธอจนตัวเองต้องแอบไปนอนบนพื้นแข็ง ๆ“เอ่อ” เธอกำลังจะอ้าปากถามว่าเขาเป็นใคร ทว่าจู่ ๆ
ในหัวก็ปรากฏภาพความทรงจำมากมายไหลเข้ามาในยุคสมัยที่จีนเพิ่งเปิดประเทศได้ไม่นาน การจัดการทางการตลาดและสังคมในยุคนั้นก็กำลังคึกคัก ร้านค้าเล็กใหญ่เริ่มผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดตามเมืองต่าง ๆ ผู้คนหลั่งไหลเข้าสู่เมืองเพื่อแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ และเพราะการค้าที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว รวมถึงความเจริญก้าวหน้าที่กำลังแผ่อิทธิพลไปทั่วทั้งแผ่นดิน
“ซูเยว่ถิง” ลูกสาวเจ้าของร้านขายเทียนไขธรรมดา เป็นหนึ่งในหญิงสาวที่ต้องตกอยู่ในวังวนของการเปลี่ยนแปลงของสังคมตามแบบฉบับของคนสมัยนั้น
เมื่อก้าวเข้าไปในบ้าน เธอก็พบกับจ้าวเจียงเฟิงนั่งอยู่บนโซฟากับสามี ทั้งคู่ดูเหมือนกำลังคุยเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ อย่างออกรส พอเห็นซูเยว่ถิงกับหลีฉีเฟิงเดินเข้ามา สีหน้าของจ้าวเจียงเฟิงก็ปรับเป็นยิ้มเสแสร้งทันที“อ้าว หลานชายหลานสะใภ้กลับมากันแล้วเหรอ เป็นยังไงบ้าง วันนี้ทำงานเหนื่อยไหม” เสียงของนางเต็มไปด้วยความแหลมคมที่ฟังดูไม่จริงใจนัก“ก็เหมือนทุกวันครับ” หลีฉีเฟิงตอบแบบไม่เต็มใจเท่าไหร่ซูเยว่ถิงยกกล่องขึ้นเล็กน้อย ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพ “ไม่เหนื่อยหรอกค่ะ สดชื่นกว่าทุกวันด้วยซ้ำ”“หมายความว่ายังไง สดชื่นกว่าทุกวัน” เซียวชุนถามออกไปด้วยความสงสัย“วันนี้กิจการที่ร้านไปได้ดีขึ้นหน่อย เลยอยากเอาสินค้าใหม่มาให้ป้ากับลุงได้ลองใช้ดู เป็นน้ำหอมอโรม่าพร้อมเตาเผา กำลังเป็นที่นิยม ลูกค้าต่างชื่นชอบมาก” ซูเยว่ถิงตอบด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์พอได้ยินว่าเป็นของฟรี แววตาของจ้าวเจียงเฟิงกับเซียวชุนก็เปล่งประกายความโลภทันที จ้าวเจียงเฟิงรีบลุกขึ้นมารับกล่องไปจากมือซูเยว่ถิง ยิ้มกว้างออกมาโดยไม่ปิดบัง“ของใหม่เชียวเหรอ ช่วงนี้ป้าเองก็กำลังหาของตกแต่งบ้านพอดี อันนี้ดูใช้ได้เลย ขอบใจมากนะ”สามีของนางก็หัวเ
คืนที่คฤหาสน์หลับใหลกิจการของซูเยว่ถิงกำลังไปได้สวย วันแล้ววันเล่า ร้านเล็ก ๆ ที่เธอลงแรงจัดการด้วยตัวเองคึกคักเป็นอย่างมาก น้ำหอมอโรม่าที่เธอคิดค้นสูตรขึ้นมาใหม่กลายเป็นที่สนใจของผู้คนในเมืองอย่างรวดเร็ว กลิ่นหอมละมุนช่วยผ่อนคลายความเครียดหลังวันทำงานอันเหน็ดเหนื่อย ทำให้ลูกค้าหลายคนกลับมาซื้อซ้ำและบอกต่อกันปากต่อปากเช้าวันหยุด หลังจากจัดเรียงสินค้าเรียบร้อย ซูเยว่ถิงเดินไปเช็ดโต๊ะวางเทียนหอมที่หน้าร้าน พลางหันไปถามหลีฉีเฟิงที่นั่งอ่านหนังสืออยู่หลังเคาน์เตอร์“คุณหมอว่าไงบ้างคะ น้ำหอมอโรม่าแบบใหม่นี้ฉันตั้งใจผสมเป็นพิเศษ หวังว่าจะถูกใจลูกค้า”หลีฉีเฟิงวางหนังสือลง ยิ้มบาง ๆ “หอมจริง ๆ นะ กลิ่นนี้ไม่แรงเกินไป แต่ติดจมูกดี เหมาะจะจุดในห้องทำงานหรือห้องนอน ผมว่าต้องดีแน่นอน”ยังไม่ทันจบประโยค ลูกค้ากลุ่มแรกก็เข้ามาในร้าน หญิงสาวสองคนยืนดมขวดทดลองแล้วหันมาถามด้วยความสนใจ“นี่คืออะไรคะ หอมจังเลย กลิ่นมันไม่เหมือนน้ำหอมทั่วไปเลย”ซูเยว่ถิงรีบเข้าไปอธิบายด้วยรอยยิ้ม “นี่คือน้ำหอมอโรม่าค่ะ ใช้คู่กับเตาเผาเล็ก ๆ ของร้านเรา จุดเทียนใต้เตา กลิ่นหอมจะค่อย ๆ ลอยออกมา ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย เหมาะส
จู่ ๆ ลูกค้าคนหนึ่งกลับเหลือบตามองซูเยว่ถิงกับหลีฉีเฟิงด้วยสายตาที่ชวนให้รู้สึกแปลกประหลาด จะว่าสงสัยก็ใช่ จะว่ายินดีก็ใช่ หรือจะเป็นสายตาที่ชื่นชมก็ไม่ผิดนัก แต่ความหลากหลายในแววตานั้นก็ทำให้ซูเยว่ถิงถึงกับขมวดคิ้วเล็กน้อย เธอไม่เข้าใจว่าลูกค้าคิดอะไรอยู่กันแน่“มีอะไรหรือเปล่าคะ” ซูเยว่ถิงถามด้วยความสงสัย น้ำเสียงไม่แข็งแต่ก็แฝงไปด้วยการจับสังเกต“อ้อ...ก็ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ เพียงแต่ฉันรู้สึกว่าช่วงนี้หมอหลีกับคุณซูดูสดใสขึ้นมากจริง ๆ ดูเหมือนมีความสุขกว่าแต่ก่อนเยอะเลย โดยเฉพาะหมอหลี หลายเดือนก่อนที่ฉันเจอเขาที่โรงพยาบาลยังไม่เห็นเขาสดใสเท่านี้เลยนะคะ” ลูกค้าสาวพูดพร้อมรอยยิ้ม“จะยังไงซะอีกล่ะคะ ก็เพราะหมอหลีได้ภรรยาดีอย่างไรเล่า ถึงได้มีชีวิตที่สดใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด” ลูกค้าอีกคนเสริม น้ำเสียงแซว ๆ แต่ก็เต็มไปด้วยความจริงใจคำพูดเหล่านั้นทำเอาหลีฉีเฟิงถึงกับหน้าแดงราวกับไฟวาบขึ้นมาที่ปลายหู ความเขินอายแล่นวูบเข้ามาในอกจนไม่รู้จะหลบสายตาใครอย่างไรดี ทว่าในขณะที่เขากำลังว้าวุ่น ซูเยว่ถิงกลับยิ้มบาง ๆ อย่างไม่สะทกสะท้าน เธอเพียงหันไปตอบลูกค้าด้วยท่าทีเรียบง่าย ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องเสี
จุดเริ่มต้นของการทวงสิทธิ์หลีฉีเฟิงยืนจ้องกุญแจรถในมืออยู่นาน แววตาเขาสั่นสะท้อนด้วยความปลาบปลื้ม ราวกับหัวใจที่แห้งผากมานานได้รับน้ำหล่อเลี้ยงเสียที เขาหันกลับไปมองหญิงสาวที่นั่งสงบอยู่บนเก้าอี้ ความรู้สึกอบอุ่นที่ไม่เคยมีมาก่อนเอ่อท้นขึ้นมาอย่างควบคุมไม่อยู่ทันใดนั้น เขาก้าวเข้าไปคว้าร่างซูเยว่ถิงมากอดแน่น “เยว่ถิง… ขอบคุณมากนะ” เสียงของเขาเบาแต่สั่นสะท้านด้วยความจริงใจทั้งชีวิตที่ผ่านมา หลีฉีเฟิงคุ้นชินเพียงการถูกทอดทิ้ง ถูกกดขี่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่มีใครยืนอยู่ข้างเขา ไม่มีใครเคยคิดจะปกป้องเขาสักครั้ง กระทั่งวันนี้… วันที่ซูเยว่ถิงเข้ามาในชีวิต และทำในสิ่งที่เขาไม่กล้าลงมือ นั่นคือการทวงสิทธิ์อันชอบธรรมกลับคืนมาซูเยว่ถิงปล่อยให้เขากอดโดยไม่ผลักไส แต่ก็ไม่ยกมือกอดตอบเช่นกัน แววตาของเธอเย็นนิ่ง เธอไม่ได้ทำไปเพราะความรัก หากแต่เพราะความไม่พอใจต่อความอยุติธรรมที่ครอบครัวจ้าวเจียงเฟิงยัดเยียดให้ชายตรงหน้า“ไม่ต้องขอบคุณฉันหรอก รถคันนี้มันควรเป็นของคุณตั้งแต่แรกแล้ว ฉันก็แค่ทำในสิ่งที่ถูกต้อง… ฉันไม่ชอบให้ใครรังแกหรือเอาเปรียบเท่านั้น” ซูเยว่ถิงเอ่ยเรียบเสียงพลางดันร่างเขาออกเล็กน้อยเพ











