LOGINเบื้องหน้า—เธอคือนักปรุงน้ำหอมชื่อดัง ผู้สร้างแบรนด์หรูที่ครองใจผู้คนทั่วโลก เบื้องหลัง—เธอคือนักฆ่าหญิงผู้ไร้พ่ายในนาม “บุปผาสีชาด” ที่แม้แต่องค์กรลับยังหวาดกลัว แต่โชคชะตากลับเล่นตลก… เมื่อวันหนึ่ง ซูเซียวเหมยถูกหักหลังและสิ้นชีพจากการถูกผลักตกตึกสูง! กระทั่งวิญญาณของเธอหลุดข้ามภพ มาสิงอยู่ในร่าง ซูเยว่ถิง สาวน้อยผู้ถูกครอบครัวทอดทิ้ง และกำลังจะถูกบังคับให้แต่งงานกับชายที่เธอไม่รัก ใครเล่าจะคาดคิด...ว่านักฆ่าอันดับหนึ่งแห่งโลกมืด จะฟื้นขึ้นมาในร่างหญิงสาวที่ใคร ๆ มองว่าโง่เขลา? ทว่าครั้งนี้ เธอไม่ได้มีชีวิตอยู่เพียงเพื่อฆ่าอีกต่อไป เธอจะใช้ความสามารถทั้งหมด เพื่อสร้างเส้นทางใหม่ สร้างธุรกิจให้รุ่งเรือง เพื่อปกป้องสามีคุณหมอผู้ใจดีที่กลายเป็นกำแพงให้อีกครั้ง และเพื่อตามล่าความจริง...ที่ทำให้ครอบครัวของเขาต้องล่มสลาย!
View MoreChapter 1
Arianna’s POV In twenty minutes, I would enter the royal selection to become the dying Lycan Prince's surrogate. I didn't want to win, but I couldn't afford to lose either. If I succeeded, I would spend the rest of my life bearing an heir for a prince I had never met. If I failed, my mother would die. Tick. Tick. Tick. The harsh metallic echo of the grandfather clock cut through the suffocating silence of my small room, snapping me out of my spiraling thoughts. I checked the face of the clock. 18 minutes left. My heart began racing faster than it should have. He should have been here by now. Liam, the future Alpha of our pack, had promised it. "I'll come before the Royal Guards arrive, Ari. We'll leave together, and we'll take your mother somewhere Beta Craig will never find us." I had held on to those words for days. They were the only thing keeping my hope alive. I trusted him. Why wouldn't I? For three years, Liam had been my sanctuary. While the rest of the pack sneered at me as a wolf-less disgrace and Beta Craig’s dirty mistake, Liam held my hand in public and silenced the whispers before they could reach me. He made me believe I belonged. He promised I would stand beside him as his Luna. He even gave me a simple silver locket. Though the chain was noticeably tarnished, he swore it was an heirloom his mother handed down to him. I had treasured every word. We were supposed to run away together. Tick. Tick. 13 minutes. I fidgeted with my hands, my chest tightening. "Liam..." I whispered into the quiet room. "Where are you?" Suddenly, heavy iron hooves echoed outside in the courtyard. I rushed to the window and pulled back the sheer curtain. Down below, black-armored warriors rode through the main gates, their silver spears gleaming beneath the harsh afternoon sun. The Royal Guards had arrived earlier than expected. The entire pack gathered in awe, watching the royal entourage. To them, being chosen by the royal court was a sacred honor. But they weren't the ones being dragged to the Valtheris Kingdom to sell their bodies to a dying, savage prince. My gaze darted back to the clock. 9 minutes. Panicked sweat slicked my palms. Did Beta Craig’s guards intercept him? Was he delayed? Or... did he back out? No. I aggressively shook my head, refusing the poisonous thought. Liam wouldn't abandon me. He couldn't. If he couldn't reach me, I had to go to him. I gathered the skirts of the simple linen dress my mother had sewn for me before illness stole the strength from her hands. The faint scent of her lavender soap still clung to the fabric. Swallowing the lump in my throat, I slipped out the door. The hallway was clear. The house guards were downstairs kissing up to the royal entourage. I slipped toward the back staircase. Though Beta Craig never truly acknowledged me, he allowed me to stay on the Beta floor. The top floor, however, belonged exclusively to Alpha Damian and his family. A Pack House was built strictly on hierarchy, its air heavy with the suffocating scent of Alpha dominance. Normally, stepping foot up there was forbidden. But Liam had shown me every secret passage and loose floorboard. I gathered my skirts and hurried up the stairs as fast as my trembling legs could carry me. 7 minutes. The top floor was unnaturally silent. My ears rang with the rushing of my own blood. Please, Liam. Just be there. I needed him, more than I had ever needed anyone. Relief washed over me when I reached the end of the corridor and spotted his room. His scent lingered outside the room. "I knew you'd be here," I whispered to myself, a small smile touching my lips. I hurried toward the door and lifted my hand to knock. 3 minutes left. Before my knuckles touched the wood, a soft, breathless moan drifted through the heavy oak. I froze. My hand remained suspended in mid-air. Another moan followed, sharper this time, accompanied by a man’s low, rumbling chuckle. The blood drained instantly from my face. "No... No..." I whispered, desperately shaking my head as my trembling fingers wrapped around the brass doorknob. "No, no, no..." It couldn't be Liam. He loved me. He had sworn before the Moon Goddess that I was the only woman he would ever call his Luna. Taking a shaky breath, I pushed the door open. A white dress lay discarded carelessly on the rug, followed by a discarded leather belt and boots. My breath hitched. My heartbeat slowed to a terrifying stillness. "No..." 0 minutes. The clock downstairs chimed, signaling my time was up, but my entire universe froze right then and there. Liam was on the bed. His bare back faced me, his arms wrapped around the woman beneath him. Long, snow-white hair spread across the pillows. I knew that hair. I knew whose it was. My entire body went numb. My lips parted, but no sound came out. That was her. Seraphina. My stepsister.เมื่อก้าวเข้าไปในบ้าน เธอก็พบกับจ้าวเจียงเฟิงนั่งอยู่บนโซฟากับสามี ทั้งคู่ดูเหมือนกำลังคุยเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ อย่างออกรส พอเห็นซูเยว่ถิงกับหลีฉีเฟิงเดินเข้ามา สีหน้าของจ้าวเจียงเฟิงก็ปรับเป็นยิ้มเสแสร้งทันที“อ้าว หลานชายหลานสะใภ้กลับมากันแล้วเหรอ เป็นยังไงบ้าง วันนี้ทำงานเหนื่อยไหม” เสียงของนางเต็มไปด้วยความแหลมคมที่ฟังดูไม่จริงใจนัก“ก็เหมือนทุกวันครับ” หลีฉีเฟิงตอบแบบไม่เต็มใจเท่าไหร่ซูเยว่ถิงยกกล่องขึ้นเล็กน้อย ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพ “ไม่เหนื่อยหรอกค่ะ สดชื่นกว่าทุกวันด้วยซ้ำ”“หมายความว่ายังไง สดชื่นกว่าทุกวัน” เซียวชุนถามออกไปด้วยความสงสัย“วันนี้กิจการที่ร้านไปได้ดีขึ้นหน่อย เลยอยากเอาสินค้าใหม่มาให้ป้ากับลุงได้ลองใช้ดู เป็นน้ำหอมอโรม่าพร้อมเตาเผา กำลังเป็นที่นิยม ลูกค้าต่างชื่นชอบมาก” ซูเยว่ถิงตอบด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์พอได้ยินว่าเป็นของฟรี แววตาของจ้าวเจียงเฟิงกับเซียวชุนก็เปล่งประกายความโลภทันที จ้าวเจียงเฟิงรีบลุกขึ้นมารับกล่องไปจากมือซูเยว่ถิง ยิ้มกว้างออกมาโดยไม่ปิดบัง“ของใหม่เชียวเหรอ ช่วงนี้ป้าเองก็กำลังหาของตกแต่งบ้านพอดี อันนี้ดูใช้ได้เลย ขอบใจมากนะ”สามีของนางก็หัวเ
คืนที่คฤหาสน์หลับใหลกิจการของซูเยว่ถิงกำลังไปได้สวย วันแล้ววันเล่า ร้านเล็ก ๆ ที่เธอลงแรงจัดการด้วยตัวเองคึกคักเป็นอย่างมาก น้ำหอมอโรม่าที่เธอคิดค้นสูตรขึ้นมาใหม่กลายเป็นที่สนใจของผู้คนในเมืองอย่างรวดเร็ว กลิ่นหอมละมุนช่วยผ่อนคลายความเครียดหลังวันทำงานอันเหน็ดเหนื่อย ทำให้ลูกค้าหลายคนกลับมาซื้อซ้ำและบอกต่อกันปากต่อปากเช้าวันหยุด หลังจากจัดเรียงสินค้าเรียบร้อย ซูเยว่ถิงเดินไปเช็ดโต๊ะวางเทียนหอมที่หน้าร้าน พลางหันไปถามหลีฉีเฟิงที่นั่งอ่านหนังสืออยู่หลังเคาน์เตอร์“คุณหมอว่าไงบ้างคะ น้ำหอมอโรม่าแบบใหม่นี้ฉันตั้งใจผสมเป็นพิเศษ หวังว่าจะถูกใจลูกค้า”หลีฉีเฟิงวางหนังสือลง ยิ้มบาง ๆ “หอมจริง ๆ นะ กลิ่นนี้ไม่แรงเกินไป แต่ติดจมูกดี เหมาะจะจุดในห้องทำงานหรือห้องนอน ผมว่าต้องดีแน่นอน”ยังไม่ทันจบประโยค ลูกค้ากลุ่มแรกก็เข้ามาในร้าน หญิงสาวสองคนยืนดมขวดทดลองแล้วหันมาถามด้วยความสนใจ“นี่คืออะไรคะ หอมจังเลย กลิ่นมันไม่เหมือนน้ำหอมทั่วไปเลย”ซูเยว่ถิงรีบเข้าไปอธิบายด้วยรอยยิ้ม “นี่คือน้ำหอมอโรม่าค่ะ ใช้คู่กับเตาเผาเล็ก ๆ ของร้านเรา จุดเทียนใต้เตา กลิ่นหอมจะค่อย ๆ ลอยออกมา ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย เหมาะส
จู่ ๆ ลูกค้าคนหนึ่งกลับเหลือบตามองซูเยว่ถิงกับหลีฉีเฟิงด้วยสายตาที่ชวนให้รู้สึกแปลกประหลาด จะว่าสงสัยก็ใช่ จะว่ายินดีก็ใช่ หรือจะเป็นสายตาที่ชื่นชมก็ไม่ผิดนัก แต่ความหลากหลายในแววตานั้นก็ทำให้ซูเยว่ถิงถึงกับขมวดคิ้วเล็กน้อย เธอไม่เข้าใจว่าลูกค้าคิดอะไรอยู่กันแน่“มีอะไรหรือเปล่าคะ” ซูเยว่ถิงถามด้วยความสงสัย น้ำเสียงไม่แข็งแต่ก็แฝงไปด้วยการจับสังเกต“อ้อ...ก็ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ เพียงแต่ฉันรู้สึกว่าช่วงนี้หมอหลีกับคุณซูดูสดใสขึ้นมากจริง ๆ ดูเหมือนมีความสุขกว่าแต่ก่อนเยอะเลย โดยเฉพาะหมอหลี หลายเดือนก่อนที่ฉันเจอเขาที่โรงพยาบาลยังไม่เห็นเขาสดใสเท่านี้เลยนะคะ” ลูกค้าสาวพูดพร้อมรอยยิ้ม“จะยังไงซะอีกล่ะคะ ก็เพราะหมอหลีได้ภรรยาดีอย่างไรเล่า ถึงได้มีชีวิตที่สดใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด” ลูกค้าอีกคนเสริม น้ำเสียงแซว ๆ แต่ก็เต็มไปด้วยความจริงใจคำพูดเหล่านั้นทำเอาหลีฉีเฟิงถึงกับหน้าแดงราวกับไฟวาบขึ้นมาที่ปลายหู ความเขินอายแล่นวูบเข้ามาในอกจนไม่รู้จะหลบสายตาใครอย่างไรดี ทว่าในขณะที่เขากำลังว้าวุ่น ซูเยว่ถิงกลับยิ้มบาง ๆ อย่างไม่สะทกสะท้าน เธอเพียงหันไปตอบลูกค้าด้วยท่าทีเรียบง่าย ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องเสี
จุดเริ่มต้นของการทวงสิทธิ์หลีฉีเฟิงยืนจ้องกุญแจรถในมืออยู่นาน แววตาเขาสั่นสะท้อนด้วยความปลาบปลื้ม ราวกับหัวใจที่แห้งผากมานานได้รับน้ำหล่อเลี้ยงเสียที เขาหันกลับไปมองหญิงสาวที่นั่งสงบอยู่บนเก้าอี้ ความรู้สึกอบอุ่นที่ไม่เคยมีมาก่อนเอ่อท้นขึ้นมาอย่างควบคุมไม่อยู่ทันใดนั้น เขาก้าวเข้าไปคว้าร่างซูเยว่ถิงมากอดแน่น “เยว่ถิง… ขอบคุณมากนะ” เสียงของเขาเบาแต่สั่นสะท้านด้วยความจริงใจทั้งชีวิตที่ผ่านมา หลีฉีเฟิงคุ้นชินเพียงการถูกทอดทิ้ง ถูกกดขี่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่มีใครยืนอยู่ข้างเขา ไม่มีใครเคยคิดจะปกป้องเขาสักครั้ง กระทั่งวันนี้… วันที่ซูเยว่ถิงเข้ามาในชีวิต และทำในสิ่งที่เขาไม่กล้าลงมือ นั่นคือการทวงสิทธิ์อันชอบธรรมกลับคืนมาซูเยว่ถิงปล่อยให้เขากอดโดยไม่ผลักไส แต่ก็ไม่ยกมือกอดตอบเช่นกัน แววตาของเธอเย็นนิ่ง เธอไม่ได้ทำไปเพราะความรัก หากแต่เพราะความไม่พอใจต่อความอยุติธรรมที่ครอบครัวจ้าวเจียงเฟิงยัดเยียดให้ชายตรงหน้า“ไม่ต้องขอบคุณฉันหรอก รถคันนี้มันควรเป็นของคุณตั้งแต่แรกแล้ว ฉันก็แค่ทำในสิ่งที่ถูกต้อง… ฉันไม่ชอบให้ใครรังแกหรือเอาเปรียบเท่านั้น” ซูเยว่ถิงเอ่ยเรียบเสียงพลางดันร่างเขาออกเล็กน้อยเพ
แต่ซูเยว่ถิงกลับส่ายหัวทันที แววตาเธอฉายความเด็ดเดี่ยว “ไม่ได้ค่ะ คฤหาสน์หลังนั้นเป็นของตระกูลหลี และคุณคือทายาทโดยตรง คุณไม่มีสิทธิ์ทิ้งมันไปง่าย ๆ อีกอย่าง…ฉันสัมผัสได้ว่าพวกญาติของคุณมีอะไรไม่ชอบมาพากล คุณไม่ควรหนี คุณควรเผชิญหน้า”หลีฉีเฟิงถอนหายใจ แต่แล้วก็วางตะเกียบลง สีหน้าจริงจังขึ้นกว่าเดิ
หัวใจที่ถูกปลุกให้สู้ทั้งสองไปจดทะเบียนสมรสกันในวันนั้น ท่ามกลางบรรยากาศที่เรียบง่ายและเงียบสงบ ถึงแม้จะไม่มีผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายไปเป็นสักขีพยาน แต่พวกเขาก็ไม่ได้ใส่ใจ เพราะการแต่งงานครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของตระกูล ไม่ใช่พิธีที่หวังให้ใครมาร่วมรับรู้ หากเป็นการแต่งงานเพื่อรักษาเกียรติของหญิงสาว และ
ซูเยว่ถิงไม่รอให้ใครตั้งสติได้ เธอคว้ามือหมอหนุ่มแล้วลากออกไปจากเรือนนั้น เสียงญาติ ๆ ที่อ้าปากจะโต้เถียงยังไม่ทันหลุดออกมา ทั้งสองก็ลับตาไปเสียแล้วพ้นจากเรือนเล็ก ความตึงเครียดค่อย ๆ จางลง เหลือเพียงเสียงลมหายใจของซูเยว่ถิงที่ยังแรงและถี่ เธอหันไปต่อว่าหมอหนุ่มทันที น้ำเสียงเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
เจ้าสาวจำเป็นเสียงตวาดหยาบช้าของจ้าวเจียงเฟิงยังดังสะท้อนอยู่ในโสตประสาท “นังแพศยา!” คำพูดนั้นกรีดลึกเข้ามาในหัวใจซูเยว่ถิงเหมือนคมมีด เธอไม่ใช่คนที่จะยอมให้ใครมาดูหมิ่นได้ง่าย ๆ อยู่แล้ว แต่นี่ถึงขั้นถูกด่าซ้ำ ๆ ต่อหน้า ทั้งยังถูกตบตีราวกับเธอเป็นอาชญากรหญิงต่ำต้อย นี่มันเกินกว่าที่จะทนรับไหวในอ











