LOGINยามนี้กู้ต้าซุนถึงได้กล้าหาญ ก้าวออกมายืนเบื้องหน้าภรรยา “เจียงซิ่วไฉ อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะ เรื่องนี้เจ้าเอ่ยปากเปล่าไม่ได้ จะรับตัวหลานสาวข้าไปเจ้าก็ต้องมีเงินหกร้อยอีแปะไปคืนตาเฒ่าหลู่ เจ้ามีหรือไม่เล่า?”
ชายหนุ่มไม่ตอบ แต่กลับล้วงเอาถุงเงินออกมานับแล้วยื่นส่งให้ผู้เฒ่าหลู่โดยตรง
“ขออภัยผู้อาวุโสที่ข้าล่วงเกิน”
ชายชราดีใจจนเนื้อเต้น เขาคิดว่าจะต้องเสียเงินไปเปล่าเสียแล้ว
“เจ้าเกรงใจไปแล้ว คนเราย่อมผิดพลาดกันได้ แต่หากทำผิดแล้วไม่รับผิดชอบนี่สิถึงจะไม่ควรอภัย” ผู้เฒ่าหลู่รับเงินกลับไปเก็บโดยที่ไม่เสียเวลานับ
“แต่ข้าเตือนเจ้าไว้อย่างนะบัณฑิตเจียง สตรีผู้นี้ไร้กตัญญู ลุงกับป้าสะใภ้เลี้ยงดูนางมาหลายปีแต่นางกลับไม่คิดทดแทนคุณ! ซ้ำยังก่อเรื่องให้ผู้คนต้องวุ่นวาย เจ้าก็ดูนางให้ดีๆ หน่อยเล่า” ชายชราตบบ่าเจียงเหิงเบาๆ ก่อนจะเดินจากไปพร้อมกับคนของเขา
กู้ชิงเหอเหม่อมองพื้นดินอย่างเลื่อนลอย นางผิดอะไร? กู้ชิงเหอผู้นี้ทำผิดอะไร นางต่างหากที่เป็นผู้ถูกกระทำมาตลอด!!
หวางชุ่นฮวาเบิกตามองถุงเงินในมือของเจียงเหิงด้วยแววตาลุกวาว นางเห็นอยู่ว่าในถุงเงินนั้นยังมีเงินเหลืออยู่อีก!
“ช้าก่อนตาเฒ่า”
“บ๊ะ! เจ้ายังจะมีปัญหาอะไรอีก นางหวางซื่อ!” ชายชราหันกลับมาตวาดลั่น
“เจ้าให้เงินข้ามาแล้วหกร้อยอีแปะก็จริงอยู่ แต่ตามที่เราตกลงกันไว้ เจ้าจะให้สินสอดหลานสาวข้า 1 ตำลึงมิใช่หรือ? ที่เหลืออีกสี่ร้อยอีแปะเล่า”
“เพ่ย! นางหญิงหิวทอง!! ยามเจ้าพูดจากับผู้คนเจ้าจ้องแต่ถุงเงินโดยไม่มองหน้าผู้ใดเลยหรืออย่างไร!” ผู้เฒ่าหลู่เต้นผาง “ข้าไม่ได้เอาตัวหลานสาวเจ้ากลับไปด้วยจะให้ข้าจ่ายอะไรให้อีก!”
“ข้าไม่รู้ล่ะ แม่สื่อก็เป็นพยานให้ข้าได้ว่าสินสอดของกู้ชิงเหอต้องเป็น 1 ตำลึงเงิน” แต่ข้าเพิ่งได้รับมาเพียงหกร้อยอีแปะแล้วผู้ใดจะรับผิดชอบส่วนที่เหลือให้ข้า!" หวางชุ่นฮวามองสลับไปสลับมาระหว่างเจียงเหิงกับผู้เฒ่าหลู่
“ก็ต้องเป็นเจียงซิ่วไฉน่ะสิ เขาซื้อแม่นางกู้มาจากผู้เฒ่าหลู่แล้วมิใช่หรือ เขาก็ต้องเป็นคนจ่าย” ชายหนุ่มที่มากับผู้เฒ่าหลู่ชี้มือไปยังเจียงเหิง
“ผิดแล้ว 1 ตำลึงนั่นมันเป็นเรื่องที่ผู้เฒ่าหลู่ตกลงกับคนสกุลกู้ แต่เจียงซิ่วไฉตกลงจะซื้อคนในราคาหกร้อยอีแปะ เขาไม่ต้องจ่ายส่วนที่เหลือ” อีกคนว่า
“ข้าว่าเจ้าทำใจเสียเถิดต้าซุน หวางซื่อ อย่าลืมสิว่าบ้านเจียงไม่มีเงินเหลือแล้ว ข้าเดาว่าเท่าที่เจียงซิ่วไฉนำออกมาเมื่อครู่ก็คงจะหมดตัวแล้วกระมัง” บางคนเสียดสีอย่างนึกสนุก”
เจียงเหิงไม่ได้สนใจกับคำพูดของชาวบ้านเลยสักนิด เขารู้อยู่แล้วว่าหวางชุ่นฮวาแสร้งทักท้วงเฒ่าหลู่ก็เพื่อให้ตนยอมจ่ายเพิ่มอีกสี่ร้อยตำลึง
ทีแรกเขาคิดจะยกเลิกการซื้อตัวหญิงสาวไปเสียเลยอย่างนึกรำคาญ ตนก็ไม่ได้เป็นพ่อพระที่จิตใจเมตตาถึงเพียงนั้น! แต่พอเห็นสายตาของน้องสาวแล้วเขาก็ได้แต่ถอนใจ
“เหยียนเอ๋อร์..ข้าตามใจเจ้ามากไปแล้วจริงๆ”
พอเห็นเจียงเหิงยอมควักเงินอีกสี่ร้อยอีแปะยื่นส่งให้ หวางชุ่นฮวาก็ยิ้มแก้มแทบแตก รีบคว้าเงินทั้งหมดเก็บเข้าไปไว้ในแขนเสื้อแล้วเดินมาสั่งความหลานสาวสามีด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ออกเรือนไปแล้วก็ทำตัวดีๆ นะชิงเหอ วันหน้าได้ดิบได้ดีแล้วก็อย่าลืมกลับมาตอบแทนน้ำใจพวกเราบ้างแล้วกัน”
กู้ชิงเหอเหลือบตามองป้าสะใภ้ สตรีใจร้ายผู้นี้ยังคิดจะหาประโยชน์จากนางอีกหรือ!
เจียงเหิงชักสีหน้าใส่หวางชุ่นฮวา ก่อนจะเอ่ยเสียงดังให้ทุกคนได้ยิน “ทุกท่านอย่าได้เข้าใจผิด เงินที่ข้ายอมจ่ายไปก็แค่ค่าชดเชยชีวิตคน ไม่เกี่ยวกับสินสอด อย่าเอาเรื่องข้ากับนางไปตีความให้เสื่อมเสีย!”
นางหวางซื่อยักไหล่ เจียงเหิงจะรับตัวกู้ชิงเหอไปเป็นภรรยาหรือเป็นบ่าวก็แล้วแต่เขาเถิด! ที่แท้เจียงซิ่วไฉก็ไม่ได้ฉลาดสักเท่าใดนัก นางแค่โวยวายนิดหน่อยก็หลงกลนางแล้ว!
“เอาล่ะ ทีนี้ข้ากลับได้แล้วใช่ไหม” ผู้เฒ่าหลู่กล่าวออกมาสีหน้าหงุดหงิด
“ไปให้เร็วเลยตาแก่ ไปแล้วไม่ต้องกลับมาเหยียบที่นี่อีกเลยก็ยิ่งดี!” หวางชุ่นฮวายกมือตวัดไปด้านข้างแรงๆ ราวกับไล่สุนัขจรจัด
กลุ่มของผู้เฒ่าหลู่ทำท่าจะกระโดดกลับมาอีกครั้ง เดือดร้อนให้ชาวบ้านในหมู่บ้านเกาซานต้องมาช่วยกันทั้งห้ามทั้งดึงสองผัวเมียจอมปั่นป่วนกันอีกรอบ
“เหยียนเอ๋อร์..เรากลับบ้านกันเถิด” เจียงเหิงพยักหน้าให้น้องสาว
“ข้า..ข้า” กู้ชิงเหอไม่รู้จะทำเช่นไรดี นางควรตามเจียงเหิงกลับไปในตอนนี้ หรือจะพยายามหาทางรั้งอยู่กับท่านลุงให้ได้อีกสักวันสองวัน
“ท่านลุง ข้าขอกลับไป..”
“ไม่ได้!!” หวางชุ่นฮวาขัดขึ้นทันควันโดยไม่รอให้นางพูดจบประโยค “เรือนสกุลกู้มิใช่โรงทาน เจียงซิ่วไฉรับตัวเจ้าไปแล้วเจ้าก็ต้องไปกับเขา จะกลับมาเรือนเดิมให้ชาวบ้านเขานินทาข้าได้หรือ?” น้ำเสียงของนางคล้ายห่วงเกียรติบ้าน แต่ใครก็รู้ว่า นางห่วงแค่ข้าวในหม้อของตนเท่านั้น!
กู้ชิงเหอเม้มริมฝีปากแน่น ก้มมองดูร่างกายผ่ายผอมของตัวเอง “ข้าไม่ได้เอาเสื้อผ้ามาด้วย ข้าขอกลับไปที่เรือนสักรอบได้หรือไม่เจ้าคะ"
กู้ต้าซุนที่ยืนฟังอยู่คัดค้านขึ้นมาทันที “เจ้าอย่าถ่วงเวลาอีกเลยชิงเหอ เอาไว้พรุ่งนี้ข้าจะเอาของๆ เจ้าไปส่งให้ที่เรือนสกุลเจียงก็แล้วกัน”
สีหน้าของเจียงเหิงที่ยืนฟังอยู่เงียบ ๆ พลันเปลี่ยนไปเล็กน้อย คิ้วเรียวย่นเข้าหากันอย่างครุ่นคิด
กู้ชิงเหอมีน้องชายอยู่อีกคน ที่นางไม่อยากออกเรือนไปอยู่ที่อื่นก็คงเพราะเป็นห่วงน้องชาย
เขาแก้ปัญหาให้นางได้อยู่ในหมู่บ้านเดิมก็ยังมีโอกาสได้พบหน้าน้องชาย และเขายังบอกชัดเจนอีกว่าเขาไม่ได้ต้องการเอาตัวนางมาเป็นภรรยา ไม่รู้หญิงสาวผู้นี้จะกลัวอะไรตนนักหนา
แต่แล้วความคิดหนึ่งผุดขึ้นมา ใต้ชายคาท่านลุงแท้ ๆ ของนางยังลำบากถึงเพียงนี้ นางย่อมไม่อาจไว้ใจผู้ใดง่าย ๆ เช่นกัน
บางทีเขาควรอ่อนโยนกับนางบ้าง… อย่างน้อยก็เพราะสุดท้ายแล้ว เขาต้องฝากฝังนางให้ดูแลเจียงเหยียน
กู้ชิงเหอยืนนิ่งคล้ายรูปสลักสีซีด ร่างผอมบางของนางยังไม่ขยับไปไหน ก่อนจะกลั้นใจก้าวเท้าเดินตามสองพี่น้องสกุลเจียงไปราวกับยอมรับชะตากรรม
บ้านเรือนเก่าแก่และถนนดินแห้งแล้งของหมู่บ้านเกาซานรายล้อมด้วยทุ่งหญ้ารกชัฏที่กำลังจะตาย ใบไม้แห้งกรอบแทบไม่มีเหลือให้ปลิวไสว
เสียงซุบซิบนินทาแว่วเข้าหูพวกเขาอยู่เป็นระยะ คนสองสามคนแอบมองกู้ชิงเหอด้วยสายตาแตกต่างกันไป และยังมีบางคนวิ่งไปทางท้ายหมู่บ้านเพื่อส่งข่าวให้สกุลเจียงได้รับรู้อีกด้วย
ในขณะที่บทสนทนากำลังออกรส เสียงตะโกนเจื้อยแจ้วของเด็กชายตัวน้อยก็ดังขัดจังหวะขึ้นมาแต่ไกล“ใต้เท้าเฉินมาถึงแล้วขอรับ หูซุนจ่างให้ข้ามาตามพวกท่าน!” กู้ชิงฉีวิ่งหน้าตั้งหอบแฮกมาหยุดตรงหน้ากู้ชิงเหอ “ตอนนี้ขบวนเกวียนหยุดอยู่ที่หน้าเรือนหูซุนจ่างแล้ว ทุกคนกำลังรีบไปรวมตัวกันที่นั่นขอรับ!”“มาได้จังหวะพอดี!” กู้ชิงเหอตบมือเบาๆ ก่อนจะหันไปทางชาวบ้านที่มาช่วยรดน้ำต้นฝ้ายในแปลงของไห่เทา “ท่านอาทั้งหลาย เมล็ดพันธุ์ที่พวกเราเก็บไว้เองมีไม่มากนัก ยามนี้ทางการนำมาเติมให้แล้ว รีบไปรับมาลงดินให้เต็มพื้นที่เถิดเจ้าค่ะ”สิ้นคำของนาง ทุกคนก็ไม่รอช้า ต่างพากันกึ่งวิ่งกึ่งเดินมุ่งหน้าไปยังเรือนของหัวหน้าหมู่บ้านด้วยความตื่นเต้น ราวกับว่าที่นั่นมีขุมทรัพย์รออยู่ก็ไม่ปานทว่าท่ามกลางกระแสการปลูกฝ้ายที่ร้อนแรง ชาวบ้านอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้ปลูกฝ้ายในคราแรกกลับไม่ได้มีสีหน้าหม่นหมองแต่อย่างใด เพราะพวกเขาก็มีวิธีการหาเงินเพิ่มโดยไม่ต้องอาศัยการปลูกฝ้ายเทียนจูเหมี่ยนแต่เพียงอย่างเดียว“ขายฝ้ายได้เงินดีก็จริง แต่แป้งอวี่หูของพวกเรายามนี้ก็มีคนมาดักรอซื้อถึงหน้าหมู่บ้านเชียวนะ!” หญิงชาวบ้านคนหนึ่งเอ่ยพลางยกตะก
เสียงฆ้องดังกังวานมาแต่ไกลจากปากทางเข้าหมู่บ้านเกาซาน พร้อมกับเสียงตะโกนแจ้งข่าวที่ทำให้หัวใจของคนทั้งหมู่บ้านเต้นรัว สวี่อี้หมิงในชุดอาภรณ์สะอาดตาเดินนำหน้าเจ้าหน้าที่จากทางการเข้ามาด้วยใบหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มภาคภูมิใจอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน“ประกาศข่าวดี! เจียงเหิง แห่งหมู่บ้านเกาซาน สอบติดจวี่เหรินอันดับหนึ่ง เป็นเจี่ยหยวนแห่งมณฑล!”สิ้นเสียงประกาศ ชาวบ้านที่เคยเรียกเขาว่าบัณฑิตตกอับ ต่างพากันนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะเปลี่ยนเป็นเสียงโห่ร้องยินดีกันระงม ชื่อเสียงของหมู่บ้านเกาซานยามนี้ไม่ได้มีดีเพียงแค่ฝ้ายเทียนจูเหมี่ยน แต่กำลังจะมีว่าที่ขุนนางใหญ่ประดับแผ่นดิน!ผู้เฒ่าจางและย่าเหยาที่กำลังช่วยกู้ชิงเหอคัดเมล็ดพันธุ์ฝ้ายถึงกับปล่อยมือจากตะกร้า น้ำตาแห่งความปิติรื้นขึ้นมาจนเต็มเบ้า พวกเขาเดินออกไปรับหน้าเจ้าหน้าที่ด้วยตัวสั่นเทา ยามนี้ไม่มีใครกล้าดูถูกคนชราทั้งสองอีกต่อไป เพราะหลานชายของพวกเขาคือ ‘เจี่ยหยวน’ ผู้มีความรู้เหนือใครในมณฑลทว่าในขณะที่คนทั้งหมู่บ้านมาห้อมล้อมแสดงความยินดี เจียงซืออวี่และหลี่ซื่อกลับยืนหน้างอง้ำอยู่ท้ายแถว ความสำเร็จของเจียงเหิงเปรียบเสมือนตบหน้าพวก
ทุกคนนิ่งฟังและยอมรับในการตัดสินใจของชายหนุ่ม โดยตกลงตามแผนของกู้ชิงเหอว่า เมื่อเรือนเก่าของนางซ่อมแซมจนเข้าอยู่ได้ ท่านปู่และท่านย่าจะย้ายมาพำนักที่เรือนท้ายหมู่บ้านแห่งนี้ถาวรเพื่ออยู่เป็นเพื่อนเจียงเหยียนกู้ชิงเหอเดินตามเจียงเหิงเข้าไปในห้องพักที่แลดูว่างเปล่าลงถนัดตา นางมองชายหนุ่มที่กำลังเก็บสัมภาระใส่ห่อผ้าอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะยื่นเงินห้าตำลึงที่ได้มาจากการขายฝ้ายส่งให้เขา“ค่าอาหาร ค่าที่พักและตำราล้วนต้องใช้เงิน ท่านอย่าได้ประหยัดจนทำให้ตัวเองต้องลำบากเลยนะเจ้าคะ ทางนี้ไม่ขาดเงินแน่ หรือหากขาดข้าก็มีวิธีการมากมายที่จะหามาใหม่ ท่านอย่าได้กังวล”“ขอบใจเจ้ามาก... ระหว่างที่ข้าไม่อยู่ หากมีเรื่องติดขัดอันใดให้ไปหาอาจารย์สวี่ แม้เขาจะทำตัวแปลกแยกและปากคอเราะร้ายไปบ้างเจ้าก็อย่าได้ถือสา เขาเป็นคนจิตใจดี ย่อมเป็นธุระเรื่องซื้อเสบียงและคุ้มครองพวกเจ้าได้”กู้ชิงเหอพยักหน้ารับคำสั่งเสียของเขาด้วยหัวใจที่หนักอึ้งอย่างบอกไม่ถูก นางมองใบหน้าคมสันที่ดูเคร่งเครียดกว่าปกติแล้วจึงเอ่ยย้ำเพื่อให้เขาคลายกังวล“เจียงเกอเกอ... ท่านไปเถิดเจ้าค่ะ มุ่งหน้าสู่เส้นทางของท่านให้เต็มที่ ส่วนทางนี้...
“หูซุนจ่างอยู่ตรงนี้ หากใครกล้าใช้กำลังก็เชิญไปสำนึกผิดที่ศาลาว่าการเมืองได้เลย” น้ำเสียงทุ้มต่ำของเจียงเหิงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยคำขู่ที่ทำเอาคนบ้านใหญ่ทั้งสามคนถึงกับน้ำท่วมปาก ได้แต่หมอบคลานร้องไห้ปานจะขาดใจอยู่บนพื้นดินอย่างน่าสมเพช…หลังจากจัดการเรื่องทะเบียนสำมะโนครัวและเอกสารสิทธิ์ที่ดินกับหูซ่างซุนจนเสร็จสิ้น กู้ชิงเหอ กู้ชิงฉี และเจียงเหิง ก็พากันเดินกลับมายังเรือนท้ายหมู่บ้านท่ามกลางแสงแดดยามบ่ายที่เริ่มอ่อนแสงลงความเงียบปกคลุมระหว่างทางเดิน มีเพียงเสียงฝีเท้าที่สม่ำเสมอของคนทั้งสาม กู้ชิงเหอรู้สึกเบาสบายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เพราะยามนี้นางมีทั้งที่ดินเป็นของตนเอง มีหนทางสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำอยู่ในมือหากในอนาคต เจียงเหิงยังคงเดินตามเส้นทางในนิยาย กลายเป็นขุนนางกังฉินผู้เหี้ยมโหดคนนั้น อย่างน้อยนางก็ยังมีรังให้ถอยกลับมาพักพิงและพึ่งพาตนเองได้ทว่าเมื่อนางเงยหน้าขึ้น มองไปยังแผ่นหลังที่เหยียดตรงและสง่างามของเจียงเหิงที่เดินนำอยู่เบื้องหน้า หัวใจที่เคยพองโตกลับวูบโหวงประหลาด เขายังคงนิ่งเงียบ ไม่เอ่ยปากถามหรือทัดทานแผนการย้ายออกของนางแม้แต่คำเดียว รัศมีรอบกายของบัณฑิตหน
เรือนสกุลกู้เสียงฝีเท้าของกลุ่มคนที่นำโดยหูซ่างซุน เจียงเหิง และกู้ชิงเหอที่จูงมือน้องชาย เดินตรงไปยังเรือนของกู้ต้าซุน ชาวบ้านที่กำลังว่างเว้นจากการเก็บเกี่ยวต่างพากันเดินตามมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น จนลานหน้าบ้านสกุลกู้คึกคักขึ้นมาทันตาหวางชุ่นฮวาเดินออกมาจากเรือนด้วยสีหน้าบึ้งตึง ครั้นเห็นกู้ชิงเหอนำคนมามากมายก็นึกระแวง “พวกเจ้ามาทำไมกัน! รังแกคนบ้านใหญ่ยังไม่พอใจอีกรึ?”“ท่านป้าสะใภ้ ข้ามาเพื่อแจ้งให้ทราบว่า พี่ใหญ่กู้ชิงหวาย้ายกลับมาอยู่ในสำมะโนครัวหมู่บ้านเกาซานอย่างถูกต้องแล้ว และวันนี้... ข้ามาเพื่อทวงคืนที่ดินแปดหมู่และเรือนเดิมของท่านพ่อข้าคืน!”กู้ต้าซุนที่เดินตามหลังภรรยาออกมาถึงกับหน้าถอดสี “เจ้าพูดเรื่องอะไร! ที่ดินนั่นข้าดูแลมาตลอดหลายปีเพื่อรอให้ชิงฉีโต บัดนี้เขายังเป็นเด็ก จะจัดการทรัพย์สินได้อย่างไร?”“แม้ชิงฉีจะเพิ่งสิบขวบ แต่เขาก็สามารถมีผู้ปกครองที่ชอบธรรมดูแลทรัพย์สมบัติแทนได้ ไม่เชื่อท่านก็ถามเจียงซิ่วไฉดูสิ” กู้ชิงเหอเว้นจังหวะพลางปลายตามองลุงแท้ๆ ที่ยืนหน้าซีดเป็นไก่ต้ม“ในนิยาย... เอ้อ... ในอดีต ท่านอ้างความเมตตาเอาตัวพวกเรามาเลี้ยงดูแล้วยึดที่ดินไป แต่ควา
เจียงเหิงขยับตัวเล็กน้อย แสงตะเกียงสลัวขับเน้นใบหน้าที่สงบนิ่งของเขาให้ดูสุขุมยิ่งขึ้น เขามองกู้ชิงเหอที่เอาแต่ก้มหน้าอย่างเห็นใจ ก่อนจะเลื่อนสายตาไปยังกู้ชิงหวา“พี่หญิงใหญ่ ท่านไม่ต้องไปไหนทั้งนั้น”ประโยคสั้นๆ ทำเอาทุกคนเงยหน้าขึ้นมองเขาเป็นตาเดียว เจียงเหิงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงมั่นคง“เรือนหลังนี้อาจจะเล็ก แต่ก็พอมีที่ว่างให้ซุกหัวนอน ยามนี้ข้ากำลังจะขยายพื้นที่เลี้ยงไก่ที่เชิงเขา และชิงเหอก็ต้องจัดการเรื่องเมล็ดพันธุ์ฝ้ายรอบใหม่ นางต้องการคนช่วยงานที่ไว้ใจได้มากที่สุด ท่านเองก็เคยผ่านงานหนักในบ้านสามีมาแล้ว ย่อมมีความอดทนไม่แพ้ใคร”เขาหันไปสบตากับกู้ชิงเหอ แววตาแฝงความหมายว่าเขารับรู้ความกังวลของนางทั้งหมด “การมีแรงงานเพิ่มขึ้นในเรือนย่อมเป็นเรื่องดี เมื่อข้าไม่อยู่เจ้าจะได้มีคนช่วยงานในไร่นา ส่วนงานบ้านงานเรือนก็คงต้องรบกวนท่านปู่ท่านย่าเป็นธุระให้ด้วยขอรับ”คำกล่าวนี้ทำให้ผู้เฒ่าจางและย่าเหยาถึงกับตื้นตันจนขอบตาร้อนผ่าว มือที่เหี่ยวย่นของย่าเหยากุมชายเสื้อไว้แน่น นางดีใจจนพูดไม่ออกที่หลานชายมอบหมายหน้าที่สำคัญให้เช่นนี้ นั่นหมายความว่าเจียงเหิงไม่ได้คิดจะขับไล่พวกเขาให้กลับไปเผ
หลี่ซื่อย่นคิ้วเข้าหากัน ริมฝีปากบิดเบี้ยวด้วยโทสะ “เจ้ามันเด็กอกตัญญู! ไม่เห็นหัวผู้อาวุโส! วันนี้ข้าจะสั่งสอนให้รู้จักที่ต่ำที่สูงเสียบ้าง!” นางกระแทกเท้าเข้ามาทว่าเพียงเหลือบไปเห็นว่าหวางซื่อยังยืนเฉยไม่ได้เข้าร่วมด้วย นางก็ชะงักฝีเท้า แล้วหันไปดันแผ่นหลังสามี “ท่านพี่! หลานชายท่านคนนี้กำเริบเส
เช้าวันใหม่ กู้ชิงเหอรีบตื่นขึ้นมาก่อนฟ้าสาง ตั้งใจทำอาหารเช้าให้เร็วกว่าทุกวันนางทำน้ำแกงปลาใส่ผักแว่นป่า กับนึ่งอวี่หูผสมข้าวฟ่างกินแทนข้าว พอทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยนางก็ดับฟืน แล้วหันไปคว้าจอบค่อยๆ ย่องออกจากเรือนไปเงียบๆ เพียงลำพังวันนี้นางมีเป้าหมาย ต้องไปถึงแอ่งน้ำท้ายหมู่บ้านให้เร็วที่สุด!!
“ไม่ใช่ความผิดของท่านขอรับ… ตอนนี้ท่านก็ได้พบพวกเราแล้ว ท่านพ่อ ท่านแม่คงจะดีใจนัก” เจียงเหิงพยายามควบคุมเสียงไม่ให้สั่น“ข้าไม่ใช่คู่ต่อกรของศัตรูเหล่านั้น ในสภาพอย่างวันนี้” สวี่อี้หมิงตอบกลับด้วยน้ำเสียงแหบพร่าเต็มไปด้วยความขมขื่นคล้ายคำสารภาพของคนที่ต่อสู้มานาน“เจ้าต้องสอบเป็นขุนนางให้ได้! อำน
อีกด้าน เกวียนไม้ที่บรรทุกตัวอย่างดอกฝ้ายสีขาวสะอาดกล่องหนึ่งแล่นออกจากหมู่บ้านเกาซานไปตามถนนลูกรังเจียงเหิงนั่งบังคับเกวียนอยู่ด้านหน้า ส่วนสวี่อี้หมิงนั่งข้าง ๆ ถือสมุดบัญชีและห่อเอกสารที่หูซุนจ่างจัดเตรียมให้สำหรับยื่นรายงานต่อทางการ“กังวลหรือ?” สวี่อี้หมิงถามยิ้มๆ“ข้ากำลังคิดถึงเรื่องราคาของ







