Masukมื้ออาหารกลางวันเต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วน หมายถึงผมอะ ที่กระอักกระอ่วนอยู่คนเดียว
เพราะท่านพ่อท่านแม่ที่เคารพเอาแต่ชวนพี่กันต์คุยไม่หยุด ส่วนผมก็ถูกทิ้งให้อยู่วงนอกอย่างน่าสงสาร
ความจริงผมก็ไม่ติดหรอกที่ไม่มีใครคุยด้วย แต่การต้องมานั่งฟังสามคนนี้คุยกันโดยที่หัวข้อสนทนาวนเวียนอยู่กับเรื่องของตัวเองมันก็ทำให้พูดไม่ออกอยู่เหมือนกัน
"น้าได้ยินมาจากน้องเมลว่ากันต์สนิทกับนักแสดงหน้าใหม่อยู่คนหนึ่ง ที่ชื่ออะไรนะ...คีย์ใช่ไหม น้าอยากรู้ว่ากันต์คิดยังไงกับเขา" แม่เอ่ยถามตรง ๆ ตามประสาคนสูงวัยที่อ้อมค้อมไม่เป็น
พี่กันต์เหลือบตามองผมแวบหนึ่ง ผมเลยถลึงตาใส่เขาแล้วเบือนหน้าหนี
“ผมเห็นว่าเขามีศักยภาพครับ ในฐานะเจ้านายผมก็อยากให้นักแสดงทุกคนส่องประกายของตัวเองออกมา เพียงแต่คีย์เป็นคนที่ต้องขัดเกลามากกว่าคนอื่นนิดหน่อย” พี่กันต์ตอบเหมือนที่เคยบอกผมก่อนหน้านี้ไม่มีผิด
หึ ขัดเกลามากกว่าคนอื่นนิดหน่อยงั้นเหรอ
ก็แหงสิ ในต้นฉบับนี่เล่นขัดกันบนเตียงทุกวันแบบไม่เว้นวันหยุดราชการเลยนี่นา
“ในฐานะคนทำธุรกิจ อาเข้าใจในสิ่งที่กันต์พูดนะ แต่การทำแบบนี้มันจะทำให้คนอื่นเข้าใจผิดว่ากันต์กำลังสนใจเด็กคนนั้น ถึงยังไงกันต์ก็มีคู่หมั้นอยู่แล้ว แบบนี้มันออกจะดูไม่ดีเท่าไร” พ่อพูดขึ้นมาบ้าง
“ใช่จ้ะ น้องเมลน่ะถึงกับร้องไห้บอกว่าพี่กันต์สนใจคนอื่นมากกว่า น้าก็ไม่รู้จะทำยังไงดี”
เฮ้ยแม่! ใครร้องไห้เนี่ย วันนั้นผมก้มหน้ากลั้นขำหรอก
ถ้าผมจะร้องไห้ ก็มีแต่ร้องเพราะโดนลงโทษให้คัดหนังสือธรรมะนั่นแหละ!
ถึงในใจจะอยากพูดแก้ตัวแค่ไหน แต่ก็ไม่กล้าหักหน้ามารดา เพราะวันนั้นผมก็แสดงท่าทางที่ทำให้คนเข้าใจผิดจริง ๆ นั่นแหละ
“ผมต้องขอโทษคุณน้าด้วยนะครับที่ทำให้ไม่สบายใจ หลังจากนี้ผมจะเว้นระยะห่างจากเด็กคนนั้นให้มากกว่านี้”
“หือ?” ผมหันไปมองใบหน้าด้านข้างของพี่กันต์อย่างตกใจ
ทำไมหมอนี่ยอมอ่อนข้อง่ายแบบนี้ล่ะ ผิดปกตินะ
“ถ้าเป็นแบบนั้นอาก็สบายใจ” พ่อมีสีหน้าสบายใจอย่างที่พูด แถมยังใจกว้างถึงขั้นตักกับข้าวให้พี่กันต์อีกต่างหาก
“จริงสิ น้าได้ยินมาจากแม่เราว่ากันต์จะไปดูงานที่ต่างประเทศใช่ไหม” แม่พูดขึ้นด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “ไหน ๆ ละครที่น้องเมลเล่นก็ปิดกล้องแล้ว ตอนนี้น้องยังไม่มีคิวงานอย่างอื่น กันต์ก็พาน้องไปด้วยสิ จะได้ไปเปิดหูเปิดตา ใช้โอกาสนี้ทำความสนิทสนมกันก่อนแต่งงาน”
รอยยิ้มของพี่กันต์กระตุกเล็กน้อย ส่วนผมก็ตัวแข็งทื่อไปแล้ว
“น้องทำงานมาเหนื่อย ๆ ให้พักอยู่บ้านน่าจะดีกว่าเดินทางไปทำงานกับผมนะครับ”
ผมพยักหน้าหงึกหงักอย่างเห็นด้วย
ใช่แล้ว ผมอยากนอนซุกเตียงอยู่บ้านนะ ไม่ได้อยากออกไปทะเลาะตบตีรับมือกับคุณพระเอกสักหน่อย แค่เฉพาะเมื่อคืนอายุขัยของผมก็ลดลงไปหลายสิบปีแล้วเนี่ย
“ถ้าน้องไปด้วยกันต์ก็จะได้ไม่เหงาไงจ๊ะ เวลาที่กันต์ทำงานก็ให้น้องนอนพักไปก็ได้นี่” คำพูดของแม่ไม่มีจุดให้ปฏิเสธได้เลย
ไอ้ท่าทางเอาลูกชายใส่พานถวายนี่มันอะไรครับ
พี่กันต์หันมาสบตากับผมนิ่ง ๆ ก่อนจะหันไปยิ้มให้ผู้ใหญ่ทั้งสอง
“ถ้าแบบนั้นคงต้องขอให้น้องเมลอดทนหน่อยแล้วล่ะครับ”
“เดี๋ยว...” ผมอ้าปากจะพูด แต่กลับโดนแม่เอ่ยแทรกเสียก่อน
“แบบนั้นก็ดีเลยจ้ะ เดี๋ยวแม่ให้คนไปเก็บกระเป๋าให้น้องเลย วันนี้กันต์ก็พาน้องกลับไปด้วยกันเลยนะจ๊ะ จะได้ไม่ต้องเสียเวลามาวนมารับอีกรอบ”
“แบบนั้นก็ได้ครับ” พี่กันต์พูดยิ้ม ๆ
“เมื่อกี้ลูกจะพูดอะไรเหรอ” แม่มดใจร้ายมองมาทางผม ริมฝีปากที่ทาลิปสติกสีสดเผยรอยยิ้มอ่อนโยน แต่ดวงตากลับสื่อว่าถ้าดื้อได้โดนลงโทษแน่
“เปล่าครับ” ผมหน้าลงกินข้าวเงียบ ๆ
เอาเถอะ ใครอยากทำอะไรก็ทำเลย
จู่ ๆ ผมก็รู้สึกว่าคนที่น่าสงสารที่สุดในเรื่องนี้น่าจะเป็นตัวเองนี่แหละ!
หลังจากกินข้าวเสร็จ พ่อกับแม่ก็ทำประหนึ่งผมเป็นตัวเสนียดของบ้าน รีบจับผมยัดใส่รถของพี่กันต์พร้อมกระเป๋าราวกับกลัวว่าเขาจะไม่เอาผมไปด้วย
ผมมองพ่อแม่ที่ยืนโบกมือส่งด้วยสีหน้ายิ้มแย้มผ่านกระจกรถคันหรู จนกระทั่งออกมาพ้นจากคฤหาสน์ถึงได้ถอนหายใจเฮือกใหญ่
ก็เพราะหน้าตาของพวกท่านที่คล้ายพ่อแม่ในโลกเดิมนี่แหละ ถึงทำให้ผมโกรธไม่ลง
“พ่อกับแม่เมลนี่ชัดเจนดีนะ” พี่กันต์พูดทำลายความเงียบ
“พวกเขากลัวว่าพี่จะไม่ยอมแต่งงานกับผม” ผมบอกไปตรง ๆ
ท่าทางของพ่อกับแม่แสดงออกชัดขนาดนั้น ถ้ามัวแต่พูดอ้อมค้อมก็ดูจะสตรอว์เบอร์รีไปหน่อย
“แล้วเมลล่ะ อยากแต่งงานไหม”
“นั่นไม่ใช่เรื่องที่ผมสามารถตอบได้สักหน่อย เรื่องนี้ต้องถามพี่มากกว่านะ”
ในต้นฉบับ พระเอกไม่อยากแต่งงานกับตัวร้ายถึงได้พยายามทำลายตระกูลของตัวร้ายจนสิ้นซากไม่ใช่หรือไง
ถ้าให้พูดกันตามตรง ผมไม่อยากแต่งงานหรอก แต่ก็ไม่ได้อยากให้ตระกูลของตัวเองต้องพังด้วยเหมือนกัน เพราะยังไงชีวิตของเมลคนนี้ก็เป็นผมที่ครอบครองแล้ว
ไม่มีใครอยากมีชีวิตที่น่าอดสูหรอกนะ
“พี่กำลังถามนายอยู่ ไม่ใช่ให้นายมาย้อนถามพี่”
“แล้วถ้าผมบอกว่าอยากแต่งล่ะ” ผมแกล้งพูดเล่น ๆ พลางหันไปมองใบหน้าของคนด้านข้างเพื่อรอดูว่าเขาจะทำหน้ายังไง
พี่กันต์กำลังขับรถเลยไม่ได้หันมา หลังจากผมพูดจบ เขาก็เงียบไปประมาณห้าวิ ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “งั้นก็แต่ง”
“หา?!”
คราวนี้ผมตกใจจริง ๆ แล้วนะ
ทำไมพระเอกถึงแปลกไปขนาดนี้!
“จะเสียงดังทำไม นายอยากแต่งพี่ก็จะแต่งให้นี่ไง” น้ำเสียงของพี่กันต์ดุขึ้นเล็กน้อย ทว่าดวงตาไม่ได้ละไปจากถนน
เท่าที่สังเกต คนคนนี้คงจะไม่ชอบให้ใครมาพูดเสียงดังใส่สินะ
แต่ตอนนี้ผมไม่สามารถพูดปกติได้จริง ๆ
“พี่ไม่จำเป็นต้องฝืนใจ เมื่อกี้ผมแค่พูดเล่นเฉย ๆ เราสองคนโดนบังคับกันทั้งคู่ ขอแค่พวกเราไปพูดกับผู้ใหญ่ดี ๆ พวกเขาต้องยอมฟังแน่”
ใครจะไปรู้ เกิดในอนาคตไอ้หมอนี่จู่ ๆ ดันไปสปาร์กกับนายเอกเข้าอีกรอบ ทีนี้ผมที่อยู่ในสถานะคู่แต่งงานก็จะกลายเป็นเสี้ยนหนาม แล้วครั้งนี้อีกฝ่ายอาจจะไม่ได้แค่ทำลายตระกูลจนตัวร้ายตกอับ แต่อาจจะเชือดทิ้งเลยก็ได้!
โอเค ผมอาจจะดูหนังมากไปหน่อย แต่ผมที่อ่านนิยายจบมาแล้วหนึ่งรอบ กลับรู้สึกว่าไอ้คุณพระเอกมันสามารถทำแบบที่ผมคิดได้แน่นอน
เอี๊ยด!
รถคันหรูหักเข้าข้างทางกะทันหัน ทำเอาผมที่ไม่ทันได้ตั้งตัวหัวโขกกระจกด้านข้างดังโป๊ก
“โอ๊ย” มันขับรถบ้าอะไรวะเนี่ย
ผมยกมือขึ้นจับศีรษะตัวเอง เมื่อกี้หัวกระแทกแรงจนรู้สึกมึนขึ้นมาพักหนึ่งเลยทีเดียว ดีนะที่หัวไม่แตก
ผมตั้งท่าจะหันไปด่าคนขับตีนผี แต่ก็ต้องอ้าปากค้างเมื่อเห็นสายตาเย็นชากับท่าทางกดดันของอีกฝ่ายเข้า
“เมลเห็นพี่เป็นเพื่อนเล่นเหรอ”
“เปล่าสักหน่อย” ผมจ้องเขา ก่อนจะพูดด้วยเหตุผล “ผมรู้ว่าพี่ไม่ได้เต็มใจแต่งงาน ผมไม่อยากเป็นเหตุผลทำให้พี่ต้องฝืนตัวเอง”
เพราะฝืนไป คนที่จะพังก็มีแค่ฝ่ายผมนี่แหละ!
“เมื่อก่อนอาจจะใช่” พี่กันต์ยกมือขึ้นมาบีบคางผม ปลายนิ้วโป้งถูแก้มของผมไปมา “แต่ตอนนี้พี่ไม่ได้คิดอย่างนั้น อย่ามาคิดแทนคนอื่น”
“ไม่ได้คิดอย่างนั้น แล้วคิดอย่างไหน”
“เด็กโง่อย่างนายไปคิดเอาเองสิ”
พี่กันต์ผลักหน้าผมออก แต่ไม่รู้ว่าเขาตั้งใจหรือกะแรงไม่ถูก เลยทำให้หัวผมชนเข้ากับกระจกอีกรอบ ถึงมันจะไม่ได้แรงเท่าเมื่อกี้ แต่มันดันไปซ้ำจุดเดิม ผมเบ้หน้าทันที
“ผมเจ็บนะเว้ย ผลักทำไมเนี่ย” ผมมองเขาตาขวาง
ตัวก็ปวด หัวก็เจ็บ แถมตอนนี้ยังเริ่มเวียนหัวแล้วด้วย ไอ้หมอนี่มันจะตั้งใจใช่ไหม
“ขอโทษ ไหนมาดูหน่อย”
สีหน้าของพี่กันต์ดูตกใจ มือหนาพยายามยื่นมาที่ศีรษะ แต่ผมที่ตอนนี้กำลังหงุดหงิดก็ปัดมือเขาออกอย่างไม่ไยดี
พระเอกก็พระเอกเถอะ ไม่สนแล้วเว้ย!
สีหน้าของผมคงจะแย่มาก พี่กันต์ก็เลยไม่ยื่นมือเข้ามาอีก เขาไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่หันไปขับรถออกจากบริเวณนี้ทันที
“มาที่คำถามต่อไปนะครับ” พิธีกรยิ้มกว้าง แล้วถามต่อ “ก่อนหน้านี้มีข่าวลือว่าคุณกันต์กับคุณคีย์กุ๊กกิ๊กกัน เรื่องนี้เป็นความจริงไหมครับ”คำถามนี้ก็ผ่านการบรีฟมาแล้วเช่นกัน พวกผมจึงไม่ได้ตกใจแต่อย่างใด ทว่าบรรดาแขกและนักข่าวกลับซู้ดปากจนสีหน้าออกกันเลยทีเดียว ผมได้แต่ยิ้มขำกับท่าทางของพวกเขาให้ตายสิ นี่มันงานแต่งนะ ใครจะยอมโดนตบหน้ากลางงานกัน คำถามพวกนี้เป็นแค่ตัวเรียกสีสันของงานก็เท่านั้นแหละ“ไม่จริงครับ” คีย์เป็นคนรับไมค์ไปตอบ “ในสายตาของคุณกันต์มีแต่พี่เมล ส่วนคนอื่นก็เป็นแค่อากาศเท่านั้น ไม่เชื่อทุกคนลองหันไปดูสิครับ”ผมหันไปมองพี่กันต์ตามคำพูดของคีย์ แล้วก็ได้เห็นว่าอีกฝ่ายกำลังจ้องตัวเองอยู่เงียบ ๆ ผมเลยกระทุ้งแขนใส่ท้องเขา พลางกระซิบ“มองอะไร”“มองที่รัก” พี่กันต์พูดเสียงไม่เบาเลย ทำให้เสียงเข้าไปในไมค์จนคนได้ยินกันทั้งงาน หลังจากทุกคนอึ้งกันอยู่สักพักก็หัวเราะกันเสียงดังลั่น“...” นี่ไม่ได้บรีฟไว้สักหน่อย!“ผมชัก
หลังจากกิจกรรมเข้าจังหวะของเราสองคนสิ้นสุดลง พี่กันต์ก็อุ้มผมไปอาบน้ำอย่างว่าง่าย แถมยังรักษาสัญญาว่าจะทำแค่รอบเดียวได้เป็นอย่างดี แม้กระทั่งตอนอาบน้ำก็ยังไม่ทำตัวรุ่มร่ามเกินเลยเหมือนเมื่อก่อน ผมเลยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกเขาทำจนลุกไม่ไหว“ถ้าเมื่อก่อนพี่พูดง่ายแบบวันนี้ก็ดีสิ” ผมพูดขณะที่นอนอยู่ในอ้อมกอดของคนรัก“แล้วเมื่อก่อนพี่พูดไม่ง่ายตรงไหนกัน”“ทุกตรงนั่นแหละ ผมบอกให้ทำแค่วันละรอบ พี่ก็ไม่เคยฟัง”“ก็เมลยั่วนี่นา”“อ๋อ นี่โทษผมเหรอ” ผมยกมือขึ้นหยิกหน้าอกเขาอย่างแรง“โอ๊ย ๆ พี่ไม่ได้โทษเมล พี่ผิดเอง พี่มันหื่น ปล่อยเร็วครับ เจ็บจะตายแล้ว”“หนังหนาขนาดนี้รู้จักเจ็บเป็นด้วยหรือไง” ผมออกแรงบิดมากขึ้นพี่กันต์ร้องโอดโอยอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือมาขยำบั้นท้ายผมเป็นการเอาคืน สุดท้ายกว่าเราสองคนจะได้นอนก็ปาเกือบเที่ยงคืน เพราะเอาแต่ทะเลาะตบตีกันอย่างไม่มีใครยอมใครเช้าวันต่อมา แม่ ๆ ก็มาขุดผมกับพี่กันต์ออกจากเตียงแต่เช้า จากนั้
พอเดินวนดูสถานที่จัดงานจนครบแล้ว เหล่าแม่ ๆ ก็จับพวกผมไปขังในโรงแรม และถูกบังคับให้เข้าคอร์สอาบน้ำใหญ่ต่อผมยืนเอามือปิดหน้าอกตัวเองพลางกระโดดไปทั่วห้อง นั่นก็เพราะตอนนี้ผมโดนกลุ่มหญิงวัยกลางคนจับถลกหนังจนเกือบล่อนจ้อนเหลือแต่กางเกงในแล้วนั่นเอง“ที่ตัวไม่ต้องก็ได้ครับ! ถึงยังไงก็ต้องใส่ชุดสูท นอกจากหน้ากับคอ ผิวส่วนอื่นก็อยู่ใต้ร่มผ้าหมด ไม่ต้องขัดหรอก!” ผมหลับหูหลับตาตะโกน“ไม่ได้ค่ะ คุณหญิงสั่งให้พวกเราดูแลคุณตั้งแต่หัวจรดเท้า ต่อให้เป็นจุดซ่อนเร้นก็ต้องได้รับการดูแลค่ะ” หญิงวัยกลางคนที่มีผมสีดอกเลาแซมครึ่งศีรษะพูดด้วยรอยยิ้มหวานหยด “มาเถอะค่ะ ไม่ต้องอายหรอก ฉันเห็นมาบ่อยแล้ว”จากนั้นพนักงานคนอื่นที่อายุพอ ๆ กัน ก็พุ่งเข้ามาล็อกแขนล็อกขาแล้วลากผมเข้าห้องน้ำไป“เฮ้ย! ปล่อยนะโว้ยยยย” ผมกรีดร้องประหนึ่งคนโดนเชือดก็ไม่ปานเกิดมายี่สิบกว่าปี อยู่มาสองโลก นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ผมรู้สึกอับอายขนาดนี้!สุดท้ายผมก็ถูกทารุณกรรม (ทางจิตใจ) จนใบหน้าและลำตัวแดงก่ำอย่างกับกุ้งต้ม
ผมต้องการให้พวกเราแต่งงานพร้อมกันสองคู่ ซึ่งพี่กันต์ก็ตามใจอย่างว่าง่ายด้วยความร้อนใจ วันถัดมาผมเลยนัดพี่ตินกับคีย์ออกมาทานข้าวในร้านอาหารแห่งหนึ่ง ตอนที่คนในร้านรวมถึงพนักงานเห็นพวกผมสี่คนเดินเข้ามา ทุกคนก็พากันมองตามไม่ละสายตา แต่กลับไม่มีใครมาชี้นิ้วด่า หรือนินทาเสีย ๆ หาย ๆ อย่างที่บริษัทคู่แข่งต้องการคนทั่วไปมักชอบเสพข่าวลับ ๆ ของคนดังกันทั้งนั้น ถ้าไม่อยากถูกจับผิด ก็แค่ต้องทำทุกอย่างให้เปิดเผย แค่นี้ก็จะไม่มีข่าวลับอะไรให้พวกเขาเล่นงานแล้วเสียก็แต่นักแสดงในวงการกว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์นั้นไม่กล้าเปิดเผยตัวเองเพราะกลัวแฟนคลับหนีหาย แต่นั่นมันไม่ใช่กับพวกผมร้านอาหารแห่งนี้ไม่มีห้องส่วนตัว ทำให้สามารถมองเห็นหน้าลูกค้าคนอื่นได้ ทว่าระยะห่างแต่ละโต๊ะนั้นไกลกันพอสมควร เลยไม่ต้องกังวลว่าจะมีใครมาได้ยินบทสนทนา หลังจากนั่งลงและสั่งอาหารเรียบร้อย ผมก็เอ่ยเข้าประเด็นทันที“พวกนายจะแต่งงานกันไหม”“...!”“...?”ทั้งสองคนมีสีหน้าตกใจระคนงุนงง ไม่มีใครตอบอะไรกลับมา ราวกับยังตั้งสติไม่ไ
ไคถูกจับได้ว่าหักหลังบริษัทของตัวเอง แน่นอนว่าเส้นทางในสายอาชีพนักแสดงของเขาย่อมมาถึงทางตันแล้ว ตัวเขาเองก็คงจะรู้ดีเลยไม่ได้ขอร้องอ้อนวอนอะไร“ถึงนายจะจำเป็นต้องทำแบบนี้ แต่นั่นมันไม่เกี่ยวอะไรกับฉัน ในเมื่อนายทำผิดก็ต้องรับผลที่ตามมา ทางบริษัทจะยกเลิกสัญญากับนาย และนายต้องเป็นคนจ่ายค่าปรับจากการผิดสัญญาเป็นจำนวนเงินสิบเท่า” พี่กันต์ทำสีหน้าเย็นชา“...” ใบหน้าของไคเปลี่ยนเป็นซีดเผือดทันทีผมเดาว่าเงินที่เขาได้จากการหักหลังบริษัทคงจะไม่พอจ่ายค่าปรับแน่ ๆ งานนี้ไคก้าวพลาดแล้วล่ะทุกคนในที่นี้ไม่มีใครเห็นใจชายหนุ่มสักคน แม้กระทั่งคีย์ที่ปกติเป็นคนหัวอ่อนก็ยังเอาแต่ยืนเม้มปากเงียบ สีหน้าผิดหวังสุด ๆส่วนผมที่ไม่ได้สนิทกับไค ยิ่งไม่รู้สึกอะไรกับสถานการณ์นี้เลย ทว่าผมกลับมีความคิดหนึ่งซึ่งมันอาจจะช่วยให้ไคไม่ต้องจ่ายค่าปรับ ส่วนผู้เสียหายอย่างผม พี่กันต์ และคีย์ ก็ยังได้เอาคืนเล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วย“ผมคิดว่าในเมื่อ Q Entertainment ต้องการเล่นงานพวกเราด้วยข่าวฉาว งั้นทำไมพวกเราไม่เอาคืนเขาบ้างล่ะครับ&r
ผมนั่งไถโทรศัพท์อ่านคอมเมนต์อย่างคนไม่มีอะไรจะทำ การเสพเนื้อหาลบ ๆ และท็อกซิกไม่ใช่สิ่งที่ดี แต่ผมรู้ว่าเรื่องที่พวกเขาด่ามันไม่เป็นความจริง เลยไม่ได้รู้สึกเจ็บอะไรในขณะที่กำลังเพลิดเพลิน พลันมีสายเรียกเข้าดังขึ้น ส่วนคนที่โทรเข้ามาก็ไม่ใช่ใครที่ไหนเป็น ‘ไค’ นั่นเองผมกดรับสาย “ว่าไง”[คุณเมลเห็นข่าวหรือยังครับ]“เห็นแล้วล่ะ”[ผมขอโทษนะที่ทำให้คุณเมลพลอยถูกด่าไปด้วย ไม่คิดเลยว่าแค่ออกไปซื้อของก็จะเกิดเรื่องแบบนี้ได้ คุณเมลอย่าคิดมากนะครับ เดี๋ยวผมจะโพสต์แก้ข่าวให้]น้ำเสียงของไคดูจะรู้สึกผิดมากทีเดียว“ฉันไม่ได้คิดมากหรอก พวกเราต่างก็รู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร อีกไม่นานทุกคนก็จะรู้ความจริงเองนั่นแหละ พี่กันต์กำลังไปจัดการเรื่องนี้” ผมพูดด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ[งะ...งั้นเหรอครับ แบบนี้ก็ดีเลย]ไคถามไถ่ผมต่ออีกสองสามคำ ก่อนจะวางสายไปหลังจากนั้นไม่นาน แอ็กเคานต์ของไคก็โพสต์แก้ข่าว‘ผมกับคุณเมลเป็นแค่รุ่นพี่รุ่นน้องกันในบริษัทเท่านั







