LOGIN“ถ้ามีอะไรไม่เข้าใจ ถามคุณครูได้เลยนะ”
“ครับ”
“ถ้ามีเพื่อนชวนเล่น ก็เล่นได้ แต่ห้าม
“ถ้ามีอะไรไม่เข้าใจ ถามคุณครูได้เลยนะ”“ครับ”“ถ้ามีเพื่อนชวนเล่น ก็เล่นได้ แต่ห้ามวิ่งขึ้นเขาคนเดียว”“ครับ”“ถ้าคิดถึงแม่...”เฉินอวี่ยิ้มกว้าง “ผมรู้ครับ แม่อยู่สถานีอนามัย”หลี่น่าหัวเราะเบา ๆ “เก่งมาก”เด็กชายยื่นแขนมากอดเธอแน่น“แม่ก็ห้ามลืมกินข้าวนะครับ”คำพูดของลูกทำให้หัวใจของหลี่น่าอบอุ่นขึ้น เด็กคนนี้เติบโตเร็วกว่าที่เธอเคยคิดโรงเรียนประถมซานเหอตั้งอยู่บนเนินเขาเล็ก ๆ ห่างจากสถานีอนามัยประมาณสิบนาที อาคารเรียนเป็นบ้านไม้สองชั้นเก่า ๆ หลังคากระเบื้องหลายแผ่นแตกร้าว สนามหน้าโรงเรียนเป็นเพียงลานดินกว้าง มีเสาธงไม้ตั้งอยู่ตรงกลาง ครูใหญ่หลิวเหวินเจิ้ง ชายวัยหกสิบปี เดินออกมาต้อนรับพร้อมรอยยิ้มใจดี“ยินดีต้อนรับนะเฉินอวี่”เด็กชายโค้งศีรษะอย่างสุภาพ “สวัสดีครับคุณครู”ครูใหญ่หันไปมองหลี่น่า “คุณหมอไม่ต้องห่วงนะครับ พวกเราจะดูแลเขาอย่างดี”“ฝากลูกชายด้วยนะคะ”ครูใหญ่ยิ้ม “เด็กคนนี้มีมารยาทมาก”นักเรียนหลายคนยืนมองเด็กใหม่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เมื่อครูพาเฉินอวี่เข้า
“พรุ่งนี้ต้องมาล้างแผลอีกนะคะ”“ยังต้องมาอีกหรือ”“จนกว่าแผลจะดีขึ้นค่ะ”“ถ้าฉันไม่มาล่ะ”หลี่น่ายิ้ม “ฉันจะเดินไปตามถึงบ้าน”ซุนเยี่ยนหลุดหัวเราะ ส่วนเหอจื้อหมิงทำหน้าเหมือนไม่พอใจ แต่แววตากลับอ่อนลงเล็กน้อย ก่อนออกจากสถานีอนามัย เขาหันกลับมาพูดว่า“มือเบากว่าหมอคนก่อนนิดหนึ่ง”ซุนเยี่ยนรอจนชายชราเดินพ้นประตูจึงกระซิบ“นั่นคือคำชมจากเขาค่ะ ปกติเขาไม่ยอมชมใคร”หลี่น่ายิ้มบาง ๆ วันต่อมา เหอจื้อหมิงกลับมาตามนัด พร้อมภรรยาซึ่งปวดเข่ามานานหลายปี หลี่น่าตรวจอาการและพบว่าเป็นข้อเข่าเสื่อมร่วมกับการใช้งานหนัก เธอไม่ได้เพียงให้ยา แต่สอนวิธีประคบ ออกกำลังกล้ามเนื้อ และหลีกเลี่ยงท่าที่เพิ่มแรงกดต่อข้อเข่า ภรรยาของเหอจื้อหมิงฟังอย่างตั้งใจ“ไม่ต้องลงเขาไปผ่าตัดหรือคะ”“ตอนนี้ยังไม่จำเป็นค่ะ ถ้าดูแลถูกวิธี อาการอาจดีขึ้นได้มาก”จากผู้ป่วยสองคน กลายเป็นสี่คน ช่วงบ่าย หญิงตั้งครรภ์คนหนึ่งถูกสามีพามาตรวจเพราะมีอาการบวมที่ขา หลี่น่าวัดความดันและพบว่าสูงผิดปกติ เธอรีบประเมินความเสี่ยงครรภ์เป็นพิษและวางแผนส่งต่อโรงพยา
ซุนเยี่ยนวางสมุดลงบนโต๊ะ“พวกเขาเลยคิดว่าหมอจากเมืองไม่เข้าใจชีวิตคนบนเขา”หลี่น่าพยักหน้าช้า ๆ“แล้วเมื่อคืนพวกเขามารอฉันตั้งมากมาย”“เพราะมีเด็กอาการหนักค่ะ ทุกคนอยากรู้ว่าคุณช่วยได้จริงหรือเปล่า”“ตอนนี้เด็กเป็นอย่างไรบ้าง”“ไข้ลดลงแล้ว หายใจดีขึ้น แม่ของเด็กเฝ้าอยู่ทั้งคืน”หลี่น่ายิ้มบาง ๆ“ถ้าอย่างนั้นวันนี้เราจะไปเยี่ยมเด็กที่บ้าน”ซุนเยี่ยนมองเธอด้วยความประหลาดใจ“คุณหมอจะเดินไปหรือคะ บ้านเขาอยู่เกือบปลายหมู่บ้าน”“คนไข้ไม่มาหาเรา เราก็ไปหาเขา”คำตอบนั้นทำให้ซุนเยี่ยนนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนรีบหยิบกระเป๋าอุปกรณ์ขึ้นมาหลังจากตรวจสอบยาที่เหลือ หลี่น่าพบว่าสถานีอนามัยขาดแคลนแทบทุกอย่าง ยาลดไข้เหลือไม่ถึงยี่สิบเม็ด ยาปฏิชีวนะมีเพียงไม่กี่ชนิด ผ้าพันแผลต้องซักใช้ซ้ำ เครื่องวัดความดันมีเพียงเครื่องเดียวและสายยางเริ่มเสื่อม ส่วนเข็มฉีดยาบางขนาดหมดมานานแล้ว เธอจดรายการทั้งหมดอย่างละเอียด“เ
แสงจากตะเกียงน้ำมันส่องห้องตรวจซึ่งคับแคบ เธอพบปัญหามากกว่าที่คาดไว้ ผู้ป่วยหลายคนปล่อยโรคเรื้อรังมานานเพราะไม่มีเงินและไม่มีแพทย์ บางรายใช้สมุนไพรผิดวิธีจนเกิดภาวะแทรกซ้อน เด็กจำนวนมากมีภาวะขาดสารอาหาร ขณะที่ผู้สูงอายุหลายคนไม่เคยได้รับการตรวจความดันหรือหัวใจอย่างจริงจัง ระหว่างตรวจชายชรารายหนึ่ง ไฟในสถานีอนามัยก็ดับลง ซุนเยี่ยนถอนหายใจ“เครื่องปั่นไฟคงน้ำมันหมดค่ะ”หลี่น่าหยิบตะเกียงเข้ามาใกล้“ไม่เป็นไร ตรวจต่อได้”หวังเฉินอวี่ซึ่งนั่งวาดรูปอยู่มุมห้องรีบยกตะเกียงอีกดวงมาช่วย“แม่ครับ ผมถือให้”หลี่น่ามองลูกชายด้วยความอ่อนโยน“ขอบใจนะ แต่ระวังร้อน”เด็กชายยืนถือตะเกียงด้วยสองมืออย่างตั้งใจ แสงสีเหลืองส่องใบหน้าของเขาและมารดาในห้องตรวจเล็ก ๆ ชาวบ้านที่รออยู่ต่างมองภาพนั้นด้วยความซาบซึ้ง จนเกือบสี่ทุ่ม ผู้ป่วยคนสุดท้ายจึงได้รับการตรวจ หลี่น่าล้างมือด้วยน้ำในอ่างไม้ ก่อนนั่งลงอย่างเหนื่อยล้า ซุนเยี่ยนยื่นน้ำอุ่นให้“คุณหมอเหนื่อยมากแล้วค่ะ”“คนที่นี
หลี่น่าพยักหน้า“ใช่ค่ะ มาจากสำนักงานสาธารณสุขมณฑล”ชายคนนั้นยิ้มกว้างจนเห็นรอยย่นรอบดวงตา“ผมชื่อจางต้าฝู ผู้ใหญ่บ้านซานเหอให้มารับครับ”เขามองกระเป๋าเดินทางของเธอแล้วรีบยื่นมือมาช่วยถือ“ต้องนั่งรถต่ออีกสองชั่วโมง ถนนช่วงท้ายไม่ค่อยดี คุณหมอกับลูกอาจต้องลำบากหน่อย”“ไม่เป็นไรค่ะ”หลี่น่าหันไปมองลูกชาย“เฉินอวี่ไหวไหมลูก”เด็กชายพยักหน้าอย่างแข็งขัน“ผมไหวครับแม่”คำตอบนั้นทำให้จางต้าฝูหัวเราะด้วยความเอ็นดู“เด็กคนนี้เก่งจริง ๆ”ทั้งสามขึ้นรถบรรทุกเก่า ด้านหลังกระบะเต็มไปด้วยถุงข้าวสาร ลังน้ำมัน และเวชภัณฑ์จำนวนเพียงเล็กน้อยที่สำนักงานสาธารณสุขจัดส่งมาพร้อมกับหลี่น่ารถแล่นขึ้นไปตามเส้นทางภูเขาอย่างเชื่องช้า ยิ่งเข้าใกล้หมู่บ้าน ถนนก็ยิ่งแคบและขรุขระ บางช่วงเป็นเพียงทางดินริมหน้าผา หลี่น่าต้องใช้แขนโอบลูกชายไว้แน่นทุกครั้งที่รถกระเด้งผ่านหลุมลึกระหว่างทาง เธอมองเห็นบ้านเรือนกระจัดกระจายอยู่ตามไห
เธอมองข้อความนั้นอยู่นาน สุดท้ายก็พับกระดาษเก็บใส่กระเป๋าเสื้อ บางที...คืนนี้อาจไม่มีโอกาสได้คุยกันแล้ว หลังส่งหวังเฉินอวี่ให้คุณยายช่วยแต่งตัว หลี่น่าขึ้นไปบนห้องนอนของตัวเอง เธอเปิดตู้เสื้อผ้าและหยิบกระเป๋าเดินทางใบเล็กออกมา เสื้อผ้าของเธอมีเพียงไม่กี่ชุด เสื้อผ้าของลูกชายอีกไม่กี่ตัว หนังสือภาพเล่มโปรดของหวังเฉินอวี่ ตุ๊กตาผ้ารูปหมีตัวเล็กที่หวังเหว่ยเคยซื้อให้ลูกเมื่อหลายปีก่อน และรูปถ่ายครอบครัวหนึ่งใบหลี่น่าหยุดมองรูปนั้น ภาพในวันรับรางวัลแพทย์ดีเด่น หวังเหว่ยยืนโอบไหล่เธออย่างภาคภูมิใจ หวังเฉินอวี่นั่งอยู่บนบ่าพ่อ หัวเราะจนตาหยี วันนั้นเธอเคยคิดว่าครอบครัวนี้จะไม่มีวันแตกสลาย แต่วันนี้...เธอค่อย ๆ วางรูปลงในกระเป๋าอย่างเบามือ หลินซูอิงเดินขึ้นมาบนห้องเมื่อเห็นกระเป๋าเดินทาง"หลี่น่า ลูกจะไปไหน"หลี่น่าหันมายิ้มให้แม่ รอยยิ้มนั้นอ่อนโยน แต่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า"หนูจะพาเฉินอวี่ออกไปอยู่ข้างนอกสักพักค่ะ"หลินซูอิงรีบจับมือลูกสาว "เพราะเรื่องเมื่อคืนใช่ไหม"หลี่น่าไม่ตอบ ความเงียบคือคำตอบที่ชัดเจนที่สุด"หวังเหว่ยรักลูกนะ"







