LOGIN“คุณสามารถเริ่มงานได้ตั้งแต่พรุ่งนี้”
หวังหมิ่นแทรกขึ้นอีกครั้ง
“
หลิวจื้อเฉิงยิ้มอย่างขมขื่น“เพราะผมเพิ่งรู้ แม่ของผมเสียชีวิตไปนานแล้ว แต่เงินที่พวกเขาสัญญาจะช่วยค่ารักษา ไม่เคยจ่ายครบ”เขาหัวเราะทั้งน้ำตา “ผมขายศักดิ์ศรี สุดท้ายก็ไม่ได้ช่วยแม่ แถมยังทำลายคนบริสุทธิ์อีกคน”เขาทรุดตัวลงคุกเข่า “คุณหมอหลี่ ผมขอโทษ ผมไม่มีหน้าขอให้อภัย”หลี่น่ามองชายตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบ“สิ่งที่ฉันต้องการ ไม่ใช่คำขอโทษ แต่คือความจริงทั้งหมด”หลิวจื้อเฉิงพยักหน้าทันที “ผมจะให้การทุกอย่าง ไม่ปิดบังแม้แต่คำเดียว”การสอบสวนดำเนินต่ออีกหลายชั่วโมง หลิวจื้อเฉิงให้ข้อมูลอย่างละเอียด เขาระบุชื่อคนกลางที่นำเงินมาให้ วัน เวลา และสถานที่นัดหมาย รวมถึงร้านถ่ายภาพที่รับตัดต่อภาพต้นฉบับ เจ้าหน้าที่จดบันทึกทุกคำ หวังเหว่ยถามคำถามสุดท้าย“คุณเคยพบหวังกั๋วเฉียงด้วยตัวเองไหม”หลิวจื้อเฉิงส่ายหน้า “ไม่บ่อย แต่ครั้งหนึ่ง ผมได้ยินเขาพูดกับลูกน้อง เขาบอกว่า...”ชายหนุ่มหยุดหายใจลึก ก่อนพูดช้า ๆ“ถ้าทำให้ผู้หญิงคนหนึ่งเสียชื่อเสียง คนจะเชื่อข่าวลือมากกว่าความจริงเสมอ”คำพูดนั้น
หัวหน้าสถานีพูดเบา ๆ “ตอนนั้นทุกอย่างดูถูกต้องครับ มีตราประทับครบ ไม่มีใครสงสัย”หวังเหว่ยรีบถาม “จดหมายยังอยู่ไหม”ชายชราพยักหน้า “บางส่วนยังเก็บไว้ เพราะผู้มารับแทนไม่ได้มารับทั้งหมด”เขาเดินไปเปิดตู้เหล็กด้านใน ก่อนหยิบกล่องเอกสารเก่าออกมา ภายในมีซองจดหมายหลายฉบับที่เริ่มซีดตามกาลเวลา ทุกซองจ่าหน้าถึงเขา และทุกซอง เป็นลายมือของหลี่น่า หวังเหว่ยค่อย ๆ เปิดซองฉบับแรก กระดาษด้านในเริ่มเหลือง แต่ลายมือยังคงชัดเจน"หวังเหว่ย วันนี้ฉันถูกพักงานอีกแล้ว ทุกคนเชื่อว่าฉันเป็นคนผิด แม้แต่คุณก็คงไม่เชื่อฉัน แต่ฉันยังอยากบอกว่า ฉันไม่เคยทำร้ายคนไข้ ฉันหวังว่าสักวันคุณจะได้อ่านจดหมายฉบับนี้"หวังเหว่ยหลับตาลง เขาเปิดฉบับต่อไป"วันนี้ฉันคิดถึงเฉินอวี่มาก ไม่รู้ว่าเขายังถามหาฉันหรือเปล่า ถ้าคุณยังโกรธฉัน ก็ช่วยดูแลลูกแทนฉันด้วย"ฉบับที่สาม"ฉันพยายามหาหลักฐานทุกวัน เพราะฉันไม่อยากให้คุณต้องอับอายเพราะมีภรรยาเป็นคนผิด หากวันหนึ่งความจริงปรากฏ ฉันหวังว่าเราจะยังมีโอกาสพูดคุยกัน"หวั
หวังเหว่ยมองตาม ยิ่งสังเกต ก็ยิ่งเห็นความผิดปกติ เฉินหมิงกล่าวต่อ“ภาพนี้ผ่านการตัดต่อ แม้จะทำได้แนบเนียนมาก แต่ยังเหลือร่องรอยของการซ้อนภาพ”ห้องทั้งห้องเงียบลง หวังเหว่ยกำภาพถ่ายแน่น“แน่ใจหรือ”“แน่ใจ” เฉินหมิงพยักหน้า “ถ้าเป็นภาพต้นฉบับ ผู้หญิงกับผู้ชายไม่ได้ยืนใกล้กันขนาดนี้ มีการนำภาพสองภาพมาซ้อนกัน”หวังเหว่ยหลับตาลงช้า ๆ หัวใจของเขาเหมือนถูกบีบ ภาพนี้ คือหนึ่งในหลักฐานที่ทำให้เขาสงสัยภรรยาของตัวเอง ความทรงจำในอดีตย้อนกลับมาอย่างชัดเจน คืนที่เขาถามหลี่น่าอย่างเย็นชา“คุณกำลังปิดบังอะไรผม”สายตาที่เต็มไปด้วยความผิดหวังของเธอ น้ำเสียงที่สั่นเครือ“คุณไม่เชื่อฉันเลยใช่ไหม”ตอนนั้น เขาเชื่อหลักฐานมากกว่าคำพูดของภรรยา และนั่นคือจุดเริ่มต้นของรอยร้าวทั้งหมด หวังเหว่ยกำหมัดแน่น“ผมทำผิดเอง...” เขาพึมพำกับตัวเองเฉินหมิงเปิดแฟ้มอีกเล่ม “ยังไม่หมด”เขาหยิบภาพอีกสองใบออกมา“ภาพทั้งสามใบใช้กระดาษอัดภาพล็อตเดียวกัน แต่หมึกพิมพ์ต่างกัน น่าจะผ่านการทำซ้ำจากต้นฉบับ”หวังเหว่ยเงยหน้าขึ้น “
หลี่น่าพยักหน้า ก่อนรับกุญแจมาไขประตูด้วยมือตัวเอง เสียงบานประตูไม้เปิดออกช้า ๆ กลิ่นสมุนไพรและกลิ่นยาที่คุ้นเคยลอยออกมาต้อนรับ สถานที่แห่งนี้เคยเป็นเพียงคลินิกเล็ก ๆ ที่ไม่มีใครสนใจ แต่วันนี้ มันกลายเป็นสถานที่ที่ผ่านทั้งความหวัง ความสูญเสีย และการต่อสู้มาด้วยกัน หลี่น่าลูบโต๊ะตรวจคนไข้อย่างแผ่วเบา“เรากลับมาทำงานกันเถอะ”ตั้งแต่เช้าตรู่ ชาวบ้านหลายคนมายืนรออยู่หน้าคลินิก ไม่มีใครส่งเสียงดัง ไม่มีใครเร่งรัด ทุกคนเพียงยืนรออย่างเงียบ ๆ เมื่อประตูเปิดออก หญิงชราคนหนึ่งเดินเข้ามาเป็นคนแรก เธอคือคุณยายที่หลี่น่าเคยช่วยรักษาภาวะน้ำตาลต่ำ หญิงชราวางตะกร้าผักสดไว้บนโต๊ะ“ฉันไม่ได้มาหาหมอวันนี้ ฉันเอาผักมาให้”หลี่น่ายิ้มอ่อน “คุณยายคะ ฉันรับไม่ได้”หญิงชราส่ายหน้า “ถ้าไม่มีหมอ ฉันคงไม่มีโอกาสได้ปลูกผักพวกนี้แล้ว”คำพูดเรียบง่ายนั้นทำให้ซุนเยี่ยนแอบเช็ดน้ำตา ไม่นาน เหอจื้อหมิงก็เดินเข้ามาพร้อมไม้กระดานหลายแผ่น“เมื่อคืนผมทำชั้นวางยาใหม่ ของเก่ามันเริ่มผุแล้ว”ตามมาด้วยซิ่วหลานที่อุ้มลูกชายมาด้วย“หนูซักผ้าม่านมาให้ค่ะ”ค
“คุณหวังครับ หลี่น่าเริ่มสืบมาถึงบริษัทแล้ว”หวังกั๋วเฉียงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนหัวเราะเบา ๆ “เร็วกว่าที่คิด”จางเปียวถามด้วยความกังวล “เราควรทำลายเอกสารหรือไม่”หวังกั๋วเฉียงส่ายหน้า “ไม่...เอกสารสำคัญถูกย้ายไปหมดแล้ว สิ่งที่น่ากังวลตอนนี้”เขาหรี่ตาลงช้า ๆ “ไม่ใช่หลี่น่า แต่เป็นหวังเหว่ย ถ้าสองคนนั้นร่วมมือกัน เรื่องจะบานปลาย”เขาลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่าง มองท้องฟ้าที่มืดครึ้ม ก่อนออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเย็นชา“ถึงเวลาเก็บคนทรยศแล้ว”จางเปียวชะงัก “หมายถึง…”หวังกั๋วเฉียงยิ้มเย็น “หนิงเอ๋อรู้มากเกินไป ถ้าจำเป็นก็ทำให้เธอพูดไม่ได้ตลอดไป”คำสั่งนั้นทำให้แม้แต่จางเปียวยังรู้สึกหนาววาบ เกมของหวังกั๋วเฉียงเดินมาถึงจุดที่ คนของตัวเองก็เป็นเพียงหมากที่พร้อมถูกสละได้ทุกเมื่อผู้ช่วยคนใหม่แสงแดดยามเช้าส่องผ่านยอดไม้ลงมายังลานหน้าโรงเรียนประถมซานเหอ เด็ก ๆ วิ่งเล่นกันอย่างร่าเริง เสียงหัวเราะสดใสแตกต่างจากบรรยากาศตึงเครียดที่ปกคลุมสถานีอนามัยตลอดหลายวันที่ผ่านมา หลี่น่ากำลังตรวจสุขภาพนักเรียนตามกำหนดป
ลานประชาคมเงียบกริบ ทุกคนมองเธอด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป หญิงสาวคนนี้ ทั้งที่ถูกกล่าวหา ทั้งที่ถูกขับไล่แต่กลับไม่คิดหนีแม้แต่ก้าวเดียว ผู้ใหญ่บ้านก้าวออกมายืนข้างหลี่น่า“ตราบใดที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ คุณหมอหลี่ยังเป็นหมอของหมู่บ้านซานเหอ”เหอจื้อหมิงเดินมายืนอีกคน “ผมจะเฝ้าคลินิกเอง”ซิ่วหลานอุ้มลูกเข้ามาใกล้ “ฉันก็จะช่วย”ไม่นาน ชาวบ้านที่เคยได้รับความช่วยเหลือกว่ายี่สิบคนต่างทยอยเดินมายืนล้อมรอบหลี่น่า ราวกับกำแพงมนุษย์ ปกป้องเธอจากสายตาอาฆาตของอีกฝ่าย หวังเฉินอวี่เงยหน้ามองผู้ใหญ่ทุกคน ดวงตาของเด็กชายเอ่อคลอด้วยน้ำตา เขาเพิ่งเข้าใจเป็นครั้งแรกว่าแม่ไม่ได้ต่อสู้อยู่เพียงลำพังอีกแล้วค่ำวันนั้น หนิงเอ๋อแอบออกจากที่พักไปพบจางเปียวที่กระท่อมร้าง“ทำไมยังไล่เธอออกไปไม่ได้”จางเปียวถามอย่างไม่พอใจ หนิงเอ๋อถอนหายใจ“คนที่เธอเคยช่วยไว้ยังภักดีต่อเธอมากเกินไป”จางเปียวหรี่ตา “ถ้าอย่างนั้น ก็ต้องทำให้คนพวกนั้นหมดศรัทธาเสียก่อน”หนิงเอ๋อเงียบไปครู่หนึ่ง “คุณหวังมีแผนใหม่หรือ”จางเปียวยิ้มเย็นก่อนหยิบซองเอกสารสีน้ำต







