Masukโชคชะตาเล่นตลกร้าย
แต่คนโดนตลกไม่ออก…
โลกกลมหรือแรงโน้มถ่วงมันเอนเอียง ถึงได้ผลักดันตัวละครที่เธอไม่อยากพบเจอโผล่มามากที่สุด บนโต๊ะอาหารที่ครื้นเครงจากเสียงพูดคุยดังจอแจ แต่ร่างบางที่นั่งข้างเจตกวินตัวลีบหดเหลือสามเซน
ทุกครั้งที่ไหล่เขาขยับมาชน เธอจะวูบวาบราวกับมีไฟฟ้าแล่นพาดผ่านกลางอก ขนแขนพร้อมใจกันลุกชันจนหายใจไม่ทั่วท้องเท่าไหร่
“ทานเยอะๆ นะครับน้องตะวัน” เจตกวินหันมาชวนคุย พลางดันถ้วยเกี๊ยวทอดกรอบให้เธอกินแกล้มกับก๋วยเตี๋ยวต้มยำ โดยที่เขาเป็นคนอาสาออกค่าอาหารเลี้ยงเธอมื้อนี้เอง
“ขอบคุณค่ะพี่เจต”
“กินเลอะอีกแล้ว...”
วินาทีที่เจตกวินกำลังจะเช็ดปากให้ เธอก็สะบัดหันหน้าหนีจนคอแทบเคล็ด เขาตกใจจนชะงักมือไว้เพียงเท่านั้น ส่วนเธอรีบหยิบกระดาษมาเช็ดปากทันทีก่อนหันไปฉีกยิ้มกว้างกลบเกลื่อน
“ตะวันเช็ดเองดีกว่าค่ะพี่เจต... ไม่เป็นไร” เธอพยายามเก็บอารมณ์เวลาอยู่กับเจตกวินแล้ว แต่คงเหลือแค่สีหน้าที่เก็บไว้ไม่อยู่
“น้องตะวันไม่ชอบใจอะไรพี่หรือเปล่าครับ”
“คะ”
“เหมือนเราจะไม่ค่อยชอบหน้าพี่นะ”
เจตกวินเอ่ยเสียงเศร้าปนน้อยใจ ทำเอาเธอเลิ่กลั่กชักสีหน้าไปต่อไม่ถูก ชำเลืองหางตามองเพื่อนๆ เขาทั้งสามคนกำลังนั่งจับกลุ่มคุยกันอย่างออกรสชาติ มีแต่เขาที่คอยหันมาชวนเธอคุยเป็นระยะ
“ถ้าเราไม่ชอบอะไรในตัวพี่บอกได้เลยนะ... หรือว่าพี่ทำอะไรให้ไม่ถูกใจน้องตะวันหรือเปล่า” เจตกวินมุ่นคิ้วเว้าวอน สีหน้าเธอไม่ได้ออกชัดขนาดนั้น แต่การกระทำของเธอค่อนข้างชัดเลยทีเดียว
แค่ตัวแตะกันนิดหน่อยก็เบี่ยงหลบ เมื่อกี้แค่จะเช็ดปากให้ยังสะบัดหน้าหนีอีกต่างหาก เขาก็อดที่จะรู้สึกไม่ได้ว่าเธอไม่พอใจเขาอยู่
“พี่เจตยังไม่ได้ทำอะไรให้ธารตะวันคนนี้หรอกค่ะ”
“ยังไงนะครับ เอ่อ... ธารตะวันคนนี้คือยังไงครับ”
เธอไม่ตอบ แต่คลี่รอยยิ้มพลางคีบเกี๊ยวทอดใส่ชามเขาแทน พอทำให้ชายหนุ่มยิ้มกว้างขึ้นมาอีกครั้งได้ ถึงจะแอบสงสารแต่เธอจะไม่เผลอใจให้กับเจตกวินเป็นอันขาด
นิสัยดีโดยพื้นฐานหรือดีแค่หน้าฉากกันแน่...
ธารตะวันอดมุ่นคิ้วค่อนแคะแล้วครุ่นคิดไม่ได้ ทว่าเมื่อสบกับแววตาสีน้ำตาลเข้มหม่นแสงของเจตกวิน เธอก็พลอยรู้สึกผิดอยู่ดีที่ดันแสดงออกชัดจนเขารู้สึกได้
“ขอบคุณครับน้องตะวัน” เจตกวินเอ่ยพลางก้มหน้ายิ้มคนเดียว
ในนิยายที่เคยได้อ่านเจตกวินเป็นหนุ่มรุ่นพี่สุดอบอุ่น ทั้งมีความเป็นสุภาพบุรุษและมีความเป็นผู้นำ แต่ใครจะไปคิด นักเขียนจะหักมุมให้เนื้อหาดราม่าน้ำตาแตกเป็นลิตรขนาดนั้น
“โอะ ท่านประ... คุณธันย์” ดวงตากลมโตเบิกกว้าง เมื่อเงยหน้าขึ้นแล้วสะดุดกับร่างสูงสง่าของประธานธันย์ที่หน้าร้านเข้า
ปกติเป็นคนอัธยาศัยดีอยู่แล้ว พอทะลุมิติหลุดเข้ามาในนิยายย้อนเวลา เธอก็เผลอเป็นตัวเองเกินไปด้วยการโบกมือให้ท่านประธาน จังหวะที่เขากวาดสายตามองผ่านมาหาเธอพอดี
“เอ่อ...” เธอหัวเราะแห้งๆ เมื่อเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าไม่ควร
ทว่าร่างสูงกลับตรงปรี่มายังโต๊ะเธอแทน แสงแดดที่สาดส่องเข้าทางด้านหลังเขาเป็นดั่งสปอร์ตไลท์แผ่กระจายออร่าความหล่อ ดึงดูดสายตาคนทั้งร้านอาหารให้หันไปมองที่เขากันเป็นตาเดียว
“โหว...” เธอเผลออ้าปากค้างมองเขาที่เดินแต่เหมือนลอยมา
หล่อเหมือนไม่มีอยู่จริงแต่มีอยู่จริงนึกออกไหม ไม่รู้ว่าเดินหรือลอยมาทำไมมันถึงได้พลิ้วไหวไปหมดทุกอย่างเลย
เจตกวินหันตามสายตาหญิงสาว ก่อนจะปะทะสายตาเข้าคนที่มีดวงตาเฉยชาเป็นเอกลักษณ์ เหล่าพนักงานที่เป็นเพื่อนในกลุ่มของเจตกวินต่างก็ป้องปากซุบซิบกันใหญ่
“รู้จักผมเหรอครับ” เจตกวินเลิกคิ้วถามปนยิ้ม แต่ก็แอบตงิดใจนิดหน่อยเพราะอีกฝ่ายจ้องหน้ากันไม่หยุดอยู่ได้
“ผมคิดว่ามั่นใจว่ารู้จักคุณ แต่คุณไม่รู้จักผมหรอกครับ”
“ว่าไงนะครับ... หมายความว่ายังไงเหรอครับ”
เจตกวินหัวเราะแห้ง พลางยกมือขึ้นเกาหัวแกรก
ประธานธันย์ยกยิ้มเชิงอย่าถือสาคำพูดเขา ทว่านัยน์ตาคมปลาบสุดลึกลับซับซ้อนที่มองคู่สนทนา พาลให้เธอที่นั่งสังเกตการณ์อยู่รู้สึกถึงลางสังหารณ์ไม่ค่อยดี
“พี่เจตคะ นี่ประธานธันย์ธาราค่ะ เจ้านายของตะวันเอง”
พอได้จังหวะเธอก็แทรกบทสนทนาได้อย่างแนบเนียน หลังประธานธันย์กดสายตามองต่ำเชิงคาดโทษไปที่เจตกวิน ในฉับพลันบรรยากาศบนโต๊ะอาหารที่ครึกครื้นอยู่ดีๆ ก็กลายเป็นคุกรุ่นทันที
“อ๋อ เจ้านายของน้องตะวันนี่เอง” เจตกวินคลายปมที่หว่างคิ้วออกเล็กน้อย ก่อนพูดต่อด้วยถ้อยคำสุภาพ
“สวัสดีครับ ผมชื่อเจต... เจตกวิน”
“ผมธันย์... ธันย์ธารายินดีที่ได้เจอครับ”
“ครับ ยินดีที่ได้เจอเช่นกัน” พูดจบก็ส่งมือไปจับกับอีกฝ่ายที่ยื่นมา
ธารตะวันมองทั้งคู่สลับกันไปมา เรียวคิ้วก็มุ่นขึ้นอ่านสถานการณ์ไม่ออกว่าประธานธันย์คิดอะไรอยู่ เขากำลังส่งยิ้มให้คนที่จับมือด้วย แต่รอยยิ้มนั่นส่งไปไม่ถึงดวงตาเลยสักนิด
“คุณธันย์มาทานข้าวที่นี่เหรอคะ” ธารตะวันโพล่งถาม หลังทั้งคู่เอาแต่จ้องหน้ากันไม่หยุด
“ผมมาหาคุณ”
“ฉันเหรอคะ”
เขากะพริบตาพร้อมพยักหน้าแทนคำตอบ เธอสายตาล่อกแล่กไปมาเล็กน้อย แต่พอคนตรงหน้าพูดขยายความเธอก็เข้าใจได้ทันที
“ผมมีเรื่องอยากคุยกับคุณส่วนตัว”
“คุย... ตอนนี้เลยเหรอคะ”
“ผมจะจ่ายเป็นงานนอกเวลาให้ก็แล้วกัน”
สิ้นประโยคนั้นเธอก็หันขวับไปคว้ากระเป๋ามาสะพายทันที ก่อนจะยิ้มหวานให้ประธานธันย์ที่ยืนทำหน้านิ่งไร้อารมณ์อยู่ แต่ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าของแบบนี้เงินมางานก็ย่อมเดินอยู่แล้ว
เจตกวินมองตามธารตะวันราวกับแมวมองเจ้าของ เธอลุกขึ้นยืนก็เงยหน้ามองตาม ดวงตาเขากรอกมองทุกการเคลื่อนไหวเลย
“ตะวันกลับก่อนนะคะพี่เจต... ขอบคุณที่เลี้ยงข้าวมื้อนี้ค่ะ ไว้ถ้ามีโอกาสตะวันขอเลี้ยงพี่คืนบ้างนะคะ” เธอส่งรอยยิ้มให้เจตกวินอย่างลืมตัว รวมถึงคำพูดที่ติดปากประจำเวลามีคนเลี้ยงข้าว
ทว่าพอรู้สึกตัวก็พลันหุบยิ้มฉับทันที เพราะไม่ใช่แค่ยิ้มหวานให้ แต่ยังทิ้งท้ายคำพูดที่น่าจับตีปากซะให้เข็ด
จะเปิดลู่ทางให้มาเจอกันอีกทำไมล่ะเนี่ย!
“ได้สิครับ ไว้พี่จะรอเรามาเลี้ยงข้าวนะ”
“เอ่อ... ถ้างั้นไว้คราวหน้าก็แล้วกันค่ะ”
เจตกวินยิ้มเขินจนเพื่อนเป่าปากแซวทั้งคู่ ท่ามกลางสีหน้าฉงนหนักของธารตะวันที่ยิ้มแหย แต่แล้วก็มีมือปริศนาคว้าแขนเธอให้ออกมาจากจุดนั้นอย่างรวดเร็ว
ร่างสูงของท่านประธานยังจับแขนเธอไม่ยอมปล่อย แม้จะเดินไกลออกมาจากร้านก๋วยเตี๋ยวเจ้าเด็ดแล้วก็ตาม
“คุณธันย์คะ...” เธอเรียกเขาเสียงค่อย ทำให้เขาหยุดเดินกะทันหัน
ธันย์ธาราหมุนตัวกลับมาประจันหน้าเธอ ธารตะวันตัวสูงแค่หน้าอกเขาเอง ส่วนสูงที่ต่างกันอย่างชัดเจนจู่ๆ ก็ทำเธอหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาเสียอย่างนั้น
“โทษที” เขาพูดสั้นๆ ก่อนจะยอมปล่อยแขนเธอออก
เธอหลบตาแล้วเม้มปากนิดๆ พลางเงยหน้าช้อนตามองเขาอีกครั้ง
“ธารตะวัน”
“คะ”
“เลือกให้ดี...”
ใบหน้างามล้ำมุ่นคิ้วอย่างไม่เข้าใจ เขาจะสื่อถึงอะไรกันแน่ ทำไมถึงได้ทำหน้าตาเคร่งเครียดราวกับมีเรื่องคอขาดบาดตาย
“หมายถึงเลือกอะไรเหรอคะ”
“ทุกอย่างที่ต้องเลือกนั่นแหละ”
พูดไปเธอก็ยิ่งไม่เข้าใจอยู่ดี...
ประธานธันย์จ้องดวงหน้าเธอเขม็ง นัยน์ตาสีเข้มแต่เวลากระทบแสงแดดกลับมีประกายน้ำตาลทองสะท้อนกลับมา
เวลาจะตกหลุมรักใครสักคน บางทีก็มาจากการได้สบตากันนี่แหละ
“ถ้าต้องเลือก... เลือกสิ่งที่ดีให้ตัวเองนะธารตะวัน เข้าใจมั้ย”
หลังกลับจากโรงเรียน ยูริก็ขอทำข้าวต้มที่ห้องเขา หลังเห็นว่าสีหน้าของโชตะซีดเซียวไร้เลือดฝาด คงจะป่วยหนักแต่เก็บอาการไว้ เห็นว่าวันนี้ลาหยุดงานเอาไว้แล้วเพราะไม่ไหวขนาดเจ็บป่วยยังไม่ขอความช่วยเหลือเลยเขาจะทนให้ตัวเองเจ็บปวดไปทำไมกันหรือกลัวจะเป็นภาระให้คนอื่นกันนะพอทำเสร็จก็ยกมาที่โต๊ะญี่ปุ่นตัวเล็ก ก่อนเธอจะทิ้งตัวนั่งตรงข้ามกับเขาที่อยู่ตรงข้ามกันสีหน้าของโชตะคิดหนักไม่น้อย เขาไม่เคยให้ผู้หญิงคนไหนเข้าห้องตัวเองมาก่อน ยูริน่าจะเป็นคนแรก ต่อให้อยู่ข้างห้องกันมานาน แต่เธอไม่ค่อยทักทายหรือเข้ามาสนิทสนมแบบนี้ทว่าพอเป็นเช่นนี้แล้ว เขาไม่อยากให้เพื่อนคนนี้หายไปเลยเธอบอกเองว่ามาจากอีกโลก...เขาไม่รู้หรอกว่าเธอโดนบอลอัด จนศีรษะมันได้รับความกระทบกระเทือนหรือเปล่า แต่ยูริในตอนนี้ ทำให้เขารู้สึกดีอย่างน่าประหลาดใจเลย“ที่บอกว่าอย่าลืม... เพราะจะไม่อยู่แล้วเหรอ”“ตอนนี้ยังอยู่นะ”“แต่ไม่ใช่ตลอดไปใช่ไหม”ยูริเอียงคอ พลางหลุบตามองควันข้าวต้ม ก่อนจะส่ายหน้าช้าๆ เพราะเธอก็ไม่รู้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นคืออะไรกันแน่แต่การได้เจอตัวละครโปรด ล้วนแต่เป็นเรื่องที่เธอดีใจทั้งนั้นแหละ“ไม่รู้สิ...”“หือ”
พอพูดถึงบ้าน ยูริก็มุ่นคิ้วแล้วยิ้มเขิน เพราะเธอไม่รู้เลยว่าบ้านของเธออยู่ที่ไหน ไม่มีความทรงจำของตัวละคร ในแบบที่แม่เคยเล่าไว้ให้เลย แล้วก็ไม่รู้ว่าจะได้ออกจากที่นี่เมื่อไหร่กันแน่หรือนี่คือภาคต่อเรื่องโปรดกันนะ“ว่าแต่... ฉันเป็นใครแล้วต้องกลับบ้านที่ไหนนะ” ยูริเอียงคอ ขณะที่แลบลิ้นเลียไอศกรีม พลางหันไปยิ้มหวานให้โชตะมองกี่ทีก็ละมุนอ่า ลูกรักพระเจ้าชะมัดเลย“เธอพูดจาประหลาดจัง”“หือ”“เธอก็อยู่ข้างห้องฉันไง พ่อกับแม่เธอไปทำงานต่างประเทศ คอยส่งเงินให้ทุกเดือนแล้วก็ไม่ค่อยแวะมาหาด้วย”โชตะเล่าเป็นฉากด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย เพราะยูริเป็นแค่ตัวประกอบในนี้ก็เท่านั้น นักอ่านคนอื่นไม่มีทางรู้แน่นอน เพราะคงไม่มีนักเขียนหรือว่านักวาดคนไหน ลงรายละเอียดให้ตัวประกอบจนเด่นขึ้นมาหรอกนี่เธอเป็นแค่ตัวประกอบสินะเพราะตัวหลักในนี้น่ะ ไม่มีชื่อยูริเลยสักคนน่ะสิ“นายรู้ได้ยังไง”“เธอเคยเล่าให้ฉันฟังน่ะ”“ดีเลยสิ อยู่ข้างห้องนายก็สุดยอดไปเลยสิโชตะ”เธอชูมือดีใจเหมือนเด็กน้อย ทำเอาเขาผงะไปนิดหน่อย เพราะไม่คิดว่าจะดีใจจนยิ้มกว้างขนาดนั้น ปกติก็เจอหน้ากันเกือบทุกวัน ยูริแทบไม่ได้ทักเขาซะด้วยซ้ำไปแต่วันนี
‘รักของฉันเรียกว่าคุณสายฝน’การ์ตูนเรื่องโปรด เป็นเรื่องที่เธอจำเนื้อเรื่องได้ทั้งหมด ซึ่งก็ถูกดึงกลับเข้ามาในความทรงจำสีจางอีกครั้ง ให้ยูรินึกขึ้นได้ว่ามีตัวละครทั้งหมด อยู่ตรงนี้ที่เธอวาร์ปจากอีกโลกเข้ามาไม่รู้ว่าเพราะเธอตายไปแล้ว...หรือเพราะว่าการทะลุมิติมีจริงกันแน่“อยากออกจากมิตินิยายภาคต่อ... แค่ต้องทำให้มันจบบริบูรณ์ค่ะ”คำพูดที่แม่เคยเล่าให้ฟัง กำลังทำให้ยูริช่างใจหนัก ระหว่างที่เดินตามหลังของโชตะ ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งที่ขาวออร่าสะดุดตาปึกศีรษะเธอชนเข้ากับแผ่นหลังกว้างอย่างจัง เหตุจากที่โชตะหยุดเดินอย่างกะทันหัน ทำให้ร่างบางที่ยืนด้านหลังจนโดนบังมิด ชะโงกหน้าออกมามองหาที่ต้นตอของการหยุดเดินแต่พอได้เห็นสาเหตุ ยูริก็หน้าถอดสีทันทีเมื่อเรนหรือพระเอกของเรื่อง กับขนมเค้กที่เป็นนางเอก กำลังยืนหยอกล้อกันอยู่ที่ระเบียงห้องเรียน ยิ้มแย้มให้กันราวกับโลกใบนี้มีแค่ทั้งคู่ทุกอย่างคงกลายเป็นสีชมพูไปหมดเลยสินะส่วนโชตะน่ะ เขากลายเป็นภาพโทนขาวดำ ยืนคอตกมองภาพทั้งคู่ด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ไม่พูดอะไรสักคำ นอกจากจ้องมองพร้อมรอยยิ้มร่วมยินดีบทพระรองอีกแล้ว!“อย่ามองเลย ภาพมันไม่น่ามองหรอก” เ
โชตะ...ยูริเอาแต่จ้องหน้าคนที่ย่อตัวลงมาหา เขาสูงราวร้อยเก้าสิบสองเซน ใส่ชุดนักเรียนชายที่มีเนกไทตามฉบับการ์ตูนที่เคยอ่าน แต่เธอกำลังรวบรวมสติอยู่นี่สิ เพิ่งหายมึนจากการโดนของแข็งกระแทกมาด้วยอะไรนำพาให้มาอยู่ข้างสนามบอล หนำซ้ำยังรายล้อมด้วยนักเรียนอื่นอีก“เธอโอเคไหม”“.....”“ถ้าได้ยินตอบหน่อย...”เขาถามเธอเสียงอ่อนโยน เป็นโทนที่ฟังแล้วนุ่มละมุนหู อ่อนโยนต่อใบหูที่ชวนน่าฟังมากเลยล่ะโครงหน้านี้ริมฝีปากรูปกระจับโครงหน้าสมมาตรชัดเข้ารูปโคตรหล่อ... หล่อเหมือนเทพบุตรเดินดิน หล่อจนยูริต้องขยี้ตาซ้ำอีกครั้งให้แน่ใจ ว่าเธอไม่ได้เจ็บหัวจนตาฝาดไป แต่เธอที่ขยี้ตาซ้ำหลายรอบ ทำให้เขาที่อยู่ตรงหน้ากันคว้ามือเธอไป ไม่อยากให้ขยี้จนตาแดง“ไป เดี๋ยวฉันพาเธอไปทำแผลนะ”ไม่ทันจะประกอบเศษสติเข้าที่ เขาก็คว้ามือเธอให้เดินตามไป ไม่งั้นคนอื่นที่ยืนมุงอยู่ก็คงไม่ยอมสลายตัวแน่นอน แต่ยูริกำลังฉงนหนัก เธอมองไปรอบที่ตัวเองกำลังอยู่ตอนนี้ไม่คุ้นตาเลยสักนิด...หมายถึง ไม่คุ้นตาที่ไม่เคยมา แต่ว่าภาพบางอย่างผุดซ้อนขึ้นมาในความทรงจำ เหมือนเคยเห็นภาพรั้วโรงเรียนแห่งนี้ แบบภาพวาดมาก่อนระหว่างที่โดนเขาจูงให้เดินต
“น้าตะวันเคยทะลุมิติเหรอ”เฌอแตมเบิกตาโต ไม่อยากเชื่อหูกับสิ่งที่ได้ยิน ทำเอายูริหลุดขำแล้วมองตังตังที่คาค้างอีกคน สีหน้าเหมือนตอนเธอเด็กๆ ที่แม่ชอบเล่าเรื่องนี้ให้ฟังไม่มีผิดเลยตอนเด็กก็ดูน่าเชื่ออยู่หรอกแต่พอโตนี่สิ...เพิ่งรู้ว่าทะลุมิติมีแต่ในนิยาย ไม่ย้อนเวลาก็สวมบทบาทตัวละคร“เป็นแค่นิทานเรื่องเล่าน่ะ” ยูริก็แก้ต่าง กลัวเว้นช่วงนานแล้วจะพาลเข้าใจผิดกันหมดแต่ยอมรับเลย นิทานทะลุมิติเข้าไปในนิยายภาคต่อของแม่ สนุกซะจนขอแม่ให้เล่าใหม่ทุกวันเป็นประจำก่อนนอน กอปรกับมีพ่อที่เข้ามาในเรื่องเล่าด้วยก็ยิ่งสนุกเธอนอนหลับเพราะนิทานเรื่องนี้เลย...พบตะวันคนเป็นแม่ยังกำชับอีกว่า การได้เจอพ่อของลูก มาจากการที่ทะลุมิติเข้าไปในนิยายรักโรแมนติก มีฉากลุ้นระทึก ทั้งหนีคนร้ายที่โดนจ้างมากำลังตามประกบยิงชีวิตจริง... ไม่มีอะไรแบบนั้นหรอกมั้งมันจะเป็นไปได้ยังไงล่ะจริงไหม“อ่า นึกว่าเรื่องจริงซะอีก” เฌอแตมทำหน้าเสียดาย แต่แววตาของเธอเป็นประกายความเพ้อฝัน ของนักอ่านตัวยงที่ชอบเรื่องราวแฟนตาซีอะไรที่เกิดขึ้นจริงไม่ได้ ล้วนน่าค้นหาด้วยการอ่านทั้งสิ้น“เราก็คิดเหมือนกัน...” ตังตังที่เพิ่งดูดน้ำเสร็จ พ
ร่างเพรียวบางในชุดนักเรียนมอปลาย เดินอ่านหนังสือตาไม่มองทาง แต่ในหัวเธอกำลังลุ้นไปกับฉากการ์ตูนที่ได้อ่าน เกี่ยวกับรักวัยรุ่นในรั้วโรงเรียน แต่บางครั้งก็ชอบเสพติดดราม่าน้ำตานองด้วย‘รักของฉันเรียกว่าคุณสายฝน’ เป็นการ์ตูนภาพสีที่ลงบนอินเทอร์เน็ต ทั้งลายเส้นก็เท่มีสไตล์อีกต่างหากเป็นเรื่องราวของความรักในวัยรุ่น เกิดขึ้นภายในรั้วของโรงเรียน เกี่ยวกับการเข้าใจผิดระหว่างเพื่อนจนห่างหายจากกันไปกลับมาเจอกันอีกที พวกเขาก็ยังมีกำแพงระหว่างกันกั้นอยู่ นางเอกคิดว่าพระเอกทิ้งเธอไปและไม่รอให้ไปส่งเมื่อ 3 ปีก่อน แต่พระเอกเข้าใจผิด เขาที่ดันคิดไปเองว่านางเอกเกลียดเลยไม่มาส่งเป็นเหตุให้พระเอกไม่ใกล้นางเอกอีกไม่พ้นใจร้ายและพูดจาทำร้ายน้ำใจด้วยจนใกล้จะจบรอมร่อ ยูริสงสารคนเป็นพระรองจับใจ แต่ก็เข้าใจได้ว่าคนที่แสนดีขนาดนี้ ส่วนใหญ่ก็เป็นได้แค่พระรองเท่านั้นแหละ เพราะเขาไม่ค่อยมีสิ่งที่เรียกว่ามิติให้เห็นหลากหลายนอกจากแสนดีจนธงเขียวขจีน่ะนะเขียวเกษตรเชียวล่ะจะบอกให้...ต่างกันลิบลับกับพระเอกของเรื่อง ความหล่อสูสีกันมาเลยก็จริง แต่ว่าเขาดูมีมิติและสิ่งที่น่าค้นหามากกว่า แค่ยูริเห็นใจพระรองมากกว่าก็แ







