เข้าสู่ระบบตอนที่ 2 สามีจ๋ากลับบ้านกันนะ
ชูเฟย ตัวละครที่บังเอิญช่วยชีวิตของ องค์ชายสาม หลี่หานเซียนผู้ไร้ใจที่ตกจากหน้าผาจนสูญเสียความทรงจำ แต่พอความทรงจำของเขาฟื้นคืน กลับตัดความสัมพันธ์กับนางโดยสิ้นเชิงโดยมอบทองคำให้นางไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ ด้วยนางที่มีรักมั่นคงต่อเขาจึงเสียใจจนตรอมใจตาย “โง่สิ้นดี!! เจ้าไม่เอาข้าเอาเอง… เงินน่ะข้าขอละกัน!” ซื่อหลันเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม แววตาประกาย ชูเฟยที่นั่งอยู่เคียงข้างนางสะดุ้งเล็กน้อย ดวงตากลมใสฉายแววฉงน ก่อนจะเอ่ยถามเสียงแผ่ว “หลิงอัน… เจ้า… ” ซื่อหลันยกสายตาขึ้นมองนางพร้อมรอยยิ้มบาง ก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ พลันคิดในใจ หลิงอันก็หลิงอันเถิด จากนั้นริมฝีปากน้อยแดงระเรื่อจึงขยับเอ่ยถาม “นี่เราจะไปไหนกัน?” ชูเฟยยกยิ้มละไม ก่อนกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงยินดี “ไปคัดเลือกตัวที่วังหลวง” หลิงอันพยักหน้าอย่างเข้าใจ วันนี้ก็คือวันที่นางได้รับเลือกสินะ หลิงอันเป็นเด็กกำพร้าอาศัยอยู่กับท่านลุงท่านป้า นางจึงพยายามอย่างมากเพื่อจะได้เข้าวัง ตามเนื้อเรื่อง หยางกุ้ยเฟยเป็นคนมาเลือกเองพระนางชอบดอกโบตั๋นสีชมพูที่สุด เพราะข่าวที่นางได้รับมานี้เลยทำให้นางได้รับเลือกสินะ หลิงอันทอดสายตามองสตรีตรงหน้า แววตาครุ่นคิด หรือข้าจะช่วยให้นางได้เข้าวังไป มิแน่อาจเปลี่ยนชะตาให้นางไม่ต้องตายเพราะความรักก็ได้ ในเนื้อเรื่องเพราะ หลิงอันทะเยอทะยานอยากไต่เต้า แต่ดูเหมือน ชูเฟยเพียงอยากใช้ชีวิตเป็นเพียงนางกำนัลเท่านั้น นางอาจมีชีวิตที่วาดฝันไว้ นางถอนหายใจแผ่วเบาก่อนจะเอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจ “ชูเฟย เจ้าอยากเข้าวังหรือไม่” ชูเฟยยิ้มอ่อน ก่อนจะพยักหน้ารับ “อยากสิ ข้าพยายามอย่างมากเพื่อจะได้เข้าวังไปเป็นนางกำนัลในวัง ใช้ชีวิตสุขสบาย” หลิงอันส่ายหัวช้า ๆ เอ่ยขึ้น “มันไม่ได้สวยงามอย่างที่เจ้าวาดฝันไว้นะ ในวังหลวงเต็มไปด้วยอัตราย เจ้าไม่เข้าใจ” นางยังกล่าวไม่ทันจบ เสียงโกลาหลด้านนอกก็แทรกขึ้น รถม้าหลายคันหยุดเรียงราย เสียงขานเร่งยิ่งทำให้ลานด้านหน้าวุ่นวายขึ้นทันตา “เร็วเข้า รีบลงมาเสีย เดี๋ยวจะคลาดเวลา!” ชูเฟยยิ้มบาง ก่อนรีบก้าวลงจากรถม้าไปก่อนส่วนหลิงอันก็รีบตามลงไป เห็นเบื้องหน้าเป็นเหล่าสาวงามมากมายเบียดเสียดกันอยู่ใต้เงากำแพงวังหลวงสูงตระหง่าน ประหนึ่งยอดเขาเหยียดสู่ฟ้า หลิงอันชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเร่งฝีเท้าก้าวฝ่าฝูงชนเข้าไปหาชูเฟยที่กำลังเข้าแถวรอส่งป้ายประจำกาย นางคว้าข้อมือชูเฟย ดึงออกมาจากแถวพลางเอ่ยเสียงเบาแต่หนักแน่น “หากเจ้าอยากให้ได้รับเลือกจริง ๆ ในรอบปักผ้า เจ้าก็ปักลายดอกโบตั๋นสีชมพู ข้าได้ยินข่าวลับจากขันทีในวัง วันนี้หยางกุ้ยเฟยจะทรงเป็นผู้คัดเลือกด้วยพระองค์เอง พระนางทรงโปรดปรานโบตั๋นสีชมพูเป็นพิเศษ” ชูเฟยตาเป็นประกาย พยักหน้ารับพร้อมรอยยิ้มแห่งความหวัง “ขอบใจเจ้ามาก หลิงอัน” หลิงอันถอนหายใจแผ่วเบา ก่อนจะสบตาชูเฟยอย่างจริงจัง มือเล็กทั้งสองยื่นไปกุมมือนางอย่างห่วงใยแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ชูเฟย จำไว้นะ อย่าเชื่อใจใคร แม้พวกเขาดีด้วยแค่ไหน คนที่จะไม่หักหลังเจ้า มีแค่เจ้าเท่านั้น นี่คือสิ่งสำคัญที่สุดที่เจ้าต้องจดจำเอาไว้ ในวังหลวงเต็มไปด้วยเล่ห์กล และ คนแย่งชิงอำนาจ” ชูเฟยพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มที่ไร้เดียงสา หลิงอันสบตานางก่อนจะพยักหน้าตอบแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อน “เจ้าเข้าไปก่อนเถิด ส่วนป้ายประจำกายของข้าไม่รู้หายไปไหน ข้าต้องไปตามหามันก่อน” “อืม” ชูเฟยตอบรับ พลางหมุนกายกลับเข้าไปต่อแถว หลิงอันยืนมองแผ่นหลังบางนั้น แววตาสั่นไหวเล็กน้อย นางเอ่ยขึ้นเสียงแผ่ว “ชูเฟย ขอให้เจ้าได้รับเลือกเข้าวังนะ หากเจ้าได้รับเลือกเข้าไปเป็นนางกำนัลในวังชะตาชีวิตของเจ้าอาจเปลี่ยนไป และจะได้ไม่ต้องทรมานกับความรักจอมปลอมและจบชีวิตอย่างอนาถทั้งที่ยังสาวอยู่” กล่าวจบ นางก็หมุนกายออกไปอย่างรวดเร็ว ….. สามวันต่อมา… เรือนไม้เก่าริมชานเมืองหลวง บรรยากาศเงียบสงบท่ามกลางสายลมบางเบา ยอดไม้รอบเรือนพลิ้วไหวดังแผ่ว หลิงอันยืนกวาดลานเรือนไม้เก่าของบิดาและมารดาของตนเองอยู่ หลังจากกลับมาจากวังหลวงนางก็ขออนุญาตท่านลุงกลับมาใช้ชีวิตเรียบง่ายที่เรือนเก่าของบิดาของตนเอง แม้ท่านลุงจะไม่ค่อยเห็นด้วยแต่เห็นว่านางนั้นตั้งใจมุ่งมั่นจึงยอมให้มา ฝุ่นไม้เก่าแล่นฟุ้งไปตามแรงลม นางค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นทอดมองตำแหน่งของพระอาทิตย์ แสงสีทองสาดต้องดวงหน้าอ่อนหวาน คงถึงเวลาแล้วสินะ… นางครุ่นคิดในใจ ก่อนริมฝีปากจะคลี่ยิ้มบางอย่างคาดหวัง หลิงอันวางไม้กวาดพาดไว้ข้างเสาเรือนอย่างเรียบร้อย จากนั้นก็ก้าวเดินตรงไปยังประตูรั้วเรือนเก่า มือขาวผ่องเอื้อมไปผลักบานประตูให้เปิดออกก่อนจะก้าวออกไปนอกเรือนเดินตามทางที่คดเคี้ยวไป หลิงอันเร่งก้าวเท้าตามทางทอดยาวไปทางทิศเหนือ เสียงสายลมพัดใบไม้ดังแผ่ว นางทอดสายตามองไปยังทิวทัศน์เบื้องหน้าพลันคิดในใจ ตามเนื้อเรื่องหลังจาก ชูเฟยออกมาจากวังก็เดินทางมาที่นี่เพื่อ มาเซ่นไหว้หลุมศพของ บิดาและมารดาของ หลิงอัน ตามที่ หลิงอันขอไว้ เพราะหลิงอันนั้นได้รับเลือกเข้าวัง ถ้านับแล้วก็เป็นวันนี้สินะ บุรุษผู้นั้นพลัดตกหน้าผา แล้วลอยตามสายน้ำมา… หากเป็นจริง เขาย่อมต้องอยู่ไม่ไกลจากลำธารสายนี้แน่ เมื่อคิดดังนั้น นางก็เร่งฝีเท้าจนชายกระโปรงสะบัดไหวเบา ๆ ไม่นาน เสียงไหลรินของสายน้ำก็ชัดขึ้นเรื่อย ๆ หลิงอันเดินผ่านแนวพุ่มไม้ ก่อนจะมาหยุดยืนอยู่ริมลำธาร สายน้ำสะท้อนแสงตะวันระยิบระยับน้ำใสสะอาด นางกวาดสายตาไปทั่วสองฝั่งลำธาร เงาร่มแมกไม้ทอดลงบนผืนดินครึ่งสว่างครึ่งเงา แสงแดดยามสายพุ่งตรงเข้าดวงตานางจนนางต้องยกมือขึ้นบังแดด พลางเพ่งมองให้ถนัดตา แล้วในพริบตานั้นเอง นัยน์ตานางพลันไหววูบ ใต้ต้นไม้ใหญ่ริมลำธาร เงาร่างหนึ่งทอดตัวนิ่ง ไม่ไหวติง เปรอะเปื้อนเลือดบางส่วนบนอาภรณ์ ริมฝีปากหลิงอันคลี่ยิ้มบางทันทีด้วยความดีใจ นางไม่ลังเลรีบย่อตัวลง วิ่งกึ่งก้าวกึ่งเร่งตรงไปยังร่างนั้นทันที ชายกระโปรงพลิ้วสะบัดตามแรงลม เสียงฝีเท้าของนางดังเบา ๆ บนผืนดินชื้น หลิงอันเร่งก้าวตรงเข้าไปยังร่างที่ทอดตัวนิ่ง อยู่ใต้ร่มเงาต้นไม้ใหญ่ริมลำธาร เสียงน้ำไหลดังแผ่ว นางเห็นคราบเลือดไหลเปื้อนอาภรณ์บุรุษผู้นั้นจนพื้นดินใต้กายเปียกชุ่ม ก็ถึงกับชะงักเท้าเล็กน้อย ดวงตากลมเบิกขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากน้อยขยับพึมพำแผ่วเบา “เลือดมากเพียงนี้… ยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่าเนี่ย” นางค่อย ๆ ย่อกายลง นั่งลงข้างเขาอย่างระวัง มือเล็กเอื้อมไปแตะไหล่กว้างของบุรุษผู้นั้น ก่อนจะสะกิดเบา ๆ “นี่… ท่านได้ยินข้าหรือไม่” เสียงนางเอ่ยขึ้นแผ่วเบา แต่แฝงความกังวลในใจ หลิงอันรีบขยับตัว โน้มกายเข้าไปใกล้อีกนิด มือเรียวที่สั่นน้อย ๆ ยื่นไปแตะปลายจมูก เพียงเสี้ยววินาทีนางก็ผ่อนลมหายใจออกอย่างโล่งอก ใปลายนิ้วสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นของเขาแผ่วเบา “ยังไม่ตาย… ” นางดึงมือกลับ ก่อนจะใช้แรงทั้งหมดที่มี ลากร่างสูงใหญ่ของเขาออกจากพื้นดินริมน้ำที่เปียกชื้น กว่าจะพิงเขาไว้กับต้นไม้ใหญ่ นางถึงกับหอบจนทรุดตัวนั่งลงข้าง ๆ เขา ไหล่บางกระเพื่อม เล็กน้อยจากความเหนื่อย หลิงอันหันไปมองใบหน้าคมของเขาอย่างตั้งใจ เงาใบไม้ทอดผ่านสันจมูกคมและริมฝีปากกระชับแน่นของบุรุษนั้น ทำเอานางถึงกับเบิกตากว้างเล็กน้อย ก่อนริมฝีปากจะเผยรอยยิ้มออกมาอย่างลืมตัว “อืม… หล่อจริงด้วย มิน่าเล่า ชูเฟยถึงได้หลงนัก” นางเอ่ยขึ้นพึมพำเสียงแผ่วเบา ร่างเล็กขยับเข้าไปใกล้อีก ก่อนจะค่อย ๆ ประคองร่างสูงใหญ่นี้ให้ลุกขึ้นยืน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความดีใจ “สามีจ๋า กลับบ้านกันนะ” …..ตอนที่ 33 จบราชโองการจากวังหลวงมาถึงจวนเจ้าเมืองโดยขันทีคนสนิทของ ฮ่องเต้ ข่าวอภิเษกถูกประกาศทั่วเมืองในสามวันถัดมา จวน อวิ๋นหวังอ๋องจวนใหญ่โออ่าถูกตกแต่งประดับด้วยโคมแดงนับร้อยแขวนเรียงรายตลอดแนวเรือน สายลมพัดให้ริบบิ้นแพรสีชาดปลิวไหว เสียงฆ้องกลองดังเป็นจังหวะมงคลก้องไปทั่วอวิ๋นหวังอ๋องยืนอยู่กลางลานพิธีในฉลองพระองค์สีแดงเข้ม ปักลายมังกรเมฆทอง ใบหน้าคมสงบนิ่ง ทว่าดวงตาลึกนั้นมีแววอ่อนโยนที่ไม่เคยปรากฏต่อผู้ใดเมื่อเสียงขันทีร้องประกาศดังขึ้น“เจ้าสาวมาแล้ว”ทุกสายตาหันไปยังปลายลานหลิงอันก้าวเข้ามาช้า ๆ ในชุดหงเฟิ่งสีแดงสดปักลายหงส์คู่ด้วยไหมทอง ผ้าคลุมหน้าโปร่งไหวตามย่างก้าว นางก้มหน้าอย่างสงบ มือเล็กประคองพานผ้าแดงแน่น หัวใจเต้นแรงจนแทบได้ยินอวิ๋นหวังอ๋องมองนางไม่วางตา ทั้งสองยืนเคียงข้างกันหน้าแท่นบูชา แล้วเริ่มพิธีแต่งงานกันอย่างสมบูรณ์เมื่อพิธีสิ้นสุด เสียงโห่ร้องแสดงความยินดีดังก้อง อวิ๋นหวังอ๋องประคองนางเข้าสู่เรือนหอ…..ยามราตรีแผ่ม่านคลุมเรือนหอแสงเทียนคู่สาดส่องเป็นประกายอ่อนนวล กลิ่นดอกเหมยจาง ๆ ลอยอบอวลประสานกับกลิ่นไม้หอม ผ้าม่านสีชาดพลิ้วไหวเบา ๆ ตามแรงลมหลิงอ
ตอนที่ 32 ราชโองการสามวันถัดมา ข่าวจากวังหลวงแพร่ออกมาอย่างหนาหู… เมื่อหยางกุ้ยเฟยถูกปลดออกจากตำแหน่ง และถูกกักขังในตำหนักเย็น โทษฐาน ลอบทำร้ายเชื้อพระวงศ์…..วังหลวงตำหนัก อวิ๋นหวังอ๋องแสงโคมส่องสลัวภายในตำหนักที่แทบไร้ผู้คน อวิ๋นหวังอ๋อง ยืนอยู่เบื้องหน้าภาพวาดหญิงงามในฉลองพระองค์เรียบสง่า ใบหน้านั้นอ่อนโยนแววตาเมตตา ดุจยังเฝ้ามองเขาอยู่จากอีกฝากหนึ่งของกาลเวลาเขายืนนิ่งอยู่นาน ก่อนจะยกมือขึ้นแตะกรอบภาพเบา ๆ เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน“เสด็จแม่… ลูกคิดว่าตลอดชีวิตนี้คงไม่พบคนที่ทำให้หัวใจลูกอุ่นขึ้นมาอีกแล้ว”เขาหัวเราะเบา ๆ อย่างขมขื่น ดวงตาคมฉายแววอ่อนลงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน“แต่บัดนี้… ลูกพบคนผู้หนึ่ง”แสงคมสั่นไหว เงาภาพวาดไหวตามราวกับกำลังรับฟังถ้อยคำของเขา“นางไม่อ่อนแออย่างที่ภายนอกเห็น นางเจ้าเล่ห์ กล้าหาญ และไม่ยอมผู้ใดกำหนดชะตานาง”ริมฝีปากเขายกยิ้มบางอย่างไม่รู้ตัว“อยู่ใกล้นางแล้ว ลูกกลับรู้สึกว่าโลกใบนี้ไม่หนาวเหน็บนัก”เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่นกว่าเดิม“อีกไม่นานลูกจะไปรับนางมาอยู่ที่นี่เป็นพระชายาของลูก เมื่อท่านเห็นนาง แน่นอนท่านต้อง
ตอนที่ 31 วังหลวงวังหลวงระเบียงยาวในวังหลวง เสาหงส์เรียงราย เงาเมฆเคลื่อนช้าเหนือกระเบื้องเคลือบสีคราม บรรยากาศสงบนิ่ง ทว่ากลับซ่อนแรงอึดอัดเอาไว้ใต้ความโอ่อ่าอวิ๋นหวังอ๋องก้าวเดินมาอย่างมั่นคง อาภรณ์สีดำเข้มสะบัดตามจังหวะฝีเท้า ใบหน้าคมสงบนิ่งดวงตาลึกล้ำไร้คลื่นอารมณ์ ไม่ไกลนัก ขบวนหนึ่งค่อย ๆ เคลื่อนมา ม่านแพรสีแดงเข้มไหวเบา ๆ ตามแรงลมและแรงเคลื่อนตัว กลิ่นกำยานหอมหวานลอยมาตามสายลมแผ่วเบาหยางกุ้ยเฟยประทับนั่งในเกี้ยว นางสวมอาภรณ์งดงามดุจดอกโบตั๋นแรกแย้ม พระพักตร์ประดับรอยยิ้มอ่อนหวาน ทว่าดวงตากลับเย็นเฉียบเมื่อทั้งสองสวนกัน เกี้ยวหยุดลงทันทีพร้อมกับ อวิ๋นหวังอ๋องที่หยุดฝีเท้าลงเช่นกันหยางกุ้ยเฟยเปิดม่านออกเล็กน้อย ทอดพระเนตรลงมา ก่อนจะเอ่ยด้วยสุรเสียงนุ่มนวล“อวิ๋นหวังอ๋อง… ได้ข่าวว่าถูกลอบทำร้ายได้รับบาดเจ็บหรือไม่”น้ำเสียงแฝงความห่วงใย แต่ปลายถ้อยคำกลับคมกริบอวิ๋นหวังอ๋องหยุดยืน ประสานมือคำนับตามธรรมเนียมเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ“บาดเจ็บเล็กน้อยขอบพระทัยที่ทรงเป็นห่วง”หยางกุ้ยเฟยยิ้มบาง รอยยิ้มนั้นงดงามไร้ที่ติแต่น้ำเสียงกลับเรียบเย็น“โชคชะตาช่างปราณีท่านนัก หวังว่าครั
ตอนที่ 30 มือสังหารจวนเจ้าเมืองภายในจวนใหญ่ของเจ้าเมือง ไป๋สืออู่ ยามนี้ปั่นป่วนดุจรังมดถูกราดน้ำ เสียงฝีเท้าเร่งร้อนดังสลับกันเสียงเรียกหากันไม่ขาดสาย บ่าวรับใช้และทหารติดตามเดินสวนกันวุ่นวาย ใบหน้าทุกคนล้วนเคร่งเครียด ด้วยข่าวการหายตัวไปของ อวิ๋นหวังอ๋องและ หลิงอันเจ้าเมืองไป๋สืออู่เดินวนอยู่ที่ลานกว้าง สีหน้าเคร่งขรึม ข้างกายเขาคือ ท่านหญิงใหญ่ผู้เป็นพี่สาว นางดวงตาแดงก่ำด้วยความกังวล มือกำผ้าเช็ดหน้าแน่นริมฝีปากพึมพำภาวนาไม่ขาดทันใดนั้นเอง เสียงล้อมาดังกุกกักจากนอกประตูจวน ทุกคนชะงักพร้อมกัน ก่อนเสียงฝีเท้าหนักแน่นของเหล่าทหารติดตามและรถม้าคันหนึ่งเคลื่อนเข้ามาจอดอยู่หน้าจวน พร้อมขบวนทหารติดตามที่ยืนเรียงอย่างเป็นระเบียบองครักษ์ฉู่อันก้าวเข้ามาเปิดม่านรถม้าออกอย่างระมัดระวัง ร่างสูงของ อวิ๋นหวังอ๋องก้าวลงมา ในอ้อมแขนเขาคือร่างบางของหลิงอันที่ซบแนบอกเขา ใบหน้างามซีดเซียว ไร้เรี่ยวแรง เขาอุ้มนางไว้แน่นโดยไม่สนใจสายตาของผู้ใดแม้แต่น้อย ก้าวเท้ายาวตรงเข้าสู่จวนอย่างไม่ลังเลเจ้าเมืองไป๋สืออู่และท่านหญิงใหญ่รีบวิ่งออกมาจากเรือนหลัก ใอเหภาพตรงหน้า ทั้งสองก็ชะงักยืนอยู่กลางลาน ดวงตา
ตอนที่ 29 ใต้แสงจันทร์ใต้แสงจันทร์ที่สองสว่างในยามค่ำคืน สายลมหนาวพัดโชยอย่างแผ่วเบา ใต้ร่มไม้ใหญ่ริมลำธาร สายน้ำเอื่อยไหล ขับกล่อมราตรีให้สงัดงันอวิ๋นหวังอ๋อง นั่งพิงลำต้น โอบประคองร่างบางของหลิงอัน ไว้แนบอกด้วยความระมัดระวังยิ่ง แสงจันทร์ทอดต้องไหล่ด้านหลังของนาง เห็นลูกธนูปักฝัง เลือดซึมเปื้อนอาภรณ์สีอ่อนของนาง เขาสูดลมหายใจหนึ่งครั้ง ก่อนจะค่อย ๆ จับก้านธนูนั้นด้วยมือที่สั่นเล็กน้อย เขาที่ไม่เคยหวาดกลัวสิ่งใดกลับกลัวว่าจะทำให้นางนั้นเจ็บ มือใหญ่ดึงออกอย่างมั่นคง“โอ้ย-”เสียงนางสั่นพร่า ใบหน้างามซีดเผือด ซบลงบนอกเขา หอบหายใจแผ่วมือใหญ่รีบหยิบผ้าเช็ดหน้ากดปิดบาดแผลอย่างเบามือ ใบหน้าคมก้มมองดวงหน้าที่ไร้สีเลือด ความปวดร้าวพลันแล่นขึ้นในใจเขาราวถูกคมมีดกรีดเขาใช้มืออีกข้างค่อย ๆ ปลดสาบเสื้อนางอย่างสำรวม ยกกระบอกไม้ไผ่รินน้ำสะอาดล้างคราบเลือด ก่อนจะหยิบยาสมานแผลขวดสีขาวออกจากอกเสื้อ แล้วเทลงบนบาดแผลด้วยความระมัดระวังหลิงอันครางแผ่ว มือเล็กกำอาภรณ์เขาแน่น ริมฝีปากเม้มเข้าหากัน อดกลั้นความเจ็บปวดไว้สุดกำลังเมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เขาก็พลันถอนหายใจแผ่วเบา สายตาอ่อนลงขณะมอง
ตอนที่ 28 เดินทางจวนเจ้าเมือง อวิ๋นไห่นานแสงตะวันสาดต้องกระเบื้อง เสียงเกือกม้าและล้อรถดังประสาน ขบวนรถม้าของ อวิ๋นหวังอ๋อง เรียงรายยาวเหยียดอยู่หน้าประตูจวนเจ้าเมือง องครักษ์และเหล่าทหารยืนประจำตำแหน่งอย่างเคร่งครัด บรรยากาศที่สงบแต่แฝงไปด้วยอำนาจครู่หนึ่ง หลิงอัน ก้าวออกมาจากจวน พร้อม เสี่ยวฮวาและ ซู่ซู่ สองสาวใช้ผู้ติดตาม นางสวมอาภรณ์สีเขียวอ่อน เรือนผมดำขลับถูกจัดแต่งอย่างเรียบงาม ใบหน้าขาวผ่องต้องแสงตะวันงามละมุนจนผู้พบเห็นต้องเหลียวมองอวิ๋นหวังอ๋องซึ่งยืนอยู่หน้าขบวนรถม้า หันมาทอดสายตาไปทางนั้น ครั้นเห็นร่างบางของหลิงอันก็ชะงักเพียงชั่วลมหายใจ แววตาคมสั่นไหววูบหนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบขรึม“ฉู่อัน ให้นางมานั่งกับข้า”องครักษ์ฉู่อันรีบก้มศีรษะรับบัญชา“พ่ะย่ะค่ะ”แล้วหมุนกายก้าตรงไปยัง หลิงอันที่หยุดยืนอยู่หน้าประตูจวนกับสาวใช้ทั้งสอง ก่อนจะหยุดตรงเบื้องหน้านางแล้วเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีสุภาพนอบน้อม“แม่นางหลิง เชิญทางนี้ ขอรับ”หลิงอันพยักหน้าแผ่วเบาก่อนจะหันไปทางที่ องครักษ์ฉู่อันบอกสายตาก็พลันสบเข้ากับ ดวงตาคมที่กำลังทอดมองนางอย่างสงบนิ่ง ก่อนที่ อวิ๋นหวังอ๋องจะหมุนกา
ตอนที่ 27 หายแล้วจวนเจ้าเมือง อวิ๋นไห่นานภายใน ห้องโถงใหญ่ที่บรรยากาศเงียบสงบแต่แฝงไปด้วยความตึงเครียดอันมองไม่เห็นอวิ๋นหวังอ๋องนั่งประทับอยู่เบื้องบน ชายเสื้อคลุมยาวสีดำสนิททิ้งตัวลงอย่างสง่างาม แผ่นหลังตั้งตรง สีหน้าเรียบนิ่ง ดวงตาคมลึกนั้นทอดไปยังประตูอยู่เป็นระยะ มือใหญ่ยกถ้วยน้ำชาขึ้นจิบอย่
ตอนที่ 9 ชีวิตใหม่วังหลวงตำหนักองค์ชายสามในห้องหนังสือ กลิ่นหมึกอ่อนลอยอบอวล หลี่หานเซียนประทับนั่งเบื้องหน้ากองฎีกา มือหนึ่งพลิกกระดาษทีล่ะแผ่นด้วยท่วงท่าสงบเยือกเย็น อีกมือยกถ้วยชาใบเล็กที่มีน้ำชาอุ่น ๆ อยู่ขึ้นจิบอย่างไม่ช้า ๆ แสงแดดลอดผ่านช่องหน้าต่างต้องสันกรามคมของเขาให้ดูดุดันเคร่งขรึมไม
ตอนที่ 8 เสียใจภายในห้องที่เงียบสงัด สายลมเย็นพัดลอดบานหน้าต่างเข้ามากระทบใบหน้างามที่กำลังหลับไหลอยู่บนเตียงไม้ ผ้าม่านปลิวไหวตามแรงลมอย่างแผ่วเบาภายใต้แสงจันทร์หลิงอันค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความเย็นจากสายลม แต่สายตานางกลับไม่พบร่างของเหอหยางผู้เป็นสามี หัวใจนางพลันเต้นแรงขึ้นมาทันที ร่างบางล
ตอนที่ 7 รอแสงแดดสาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้เก่า ๆ ของเรือนครัวเล็ก ๆ เกล็ดแสงตกกระทบใบหน้างดงามของหลิงอัน ขณะนางยืนหั่นผักอยู่เบื้องหน้าเขียง ภายในเรือนครัวเงียบสงบมีเพียงเสียงน้ำเดือดแผ่วเบา ไอร้อนจากหม้อเดือดลอยละอองเล็ก ๆ เคล้ากลิ่นสมุนไพรเบา ๆ ด้านนอกลานบ้าน เหอหยางผ่าฟืนอยู่ พลันเงยหน้าขึ้น ส







