LOGIN3
นี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เจียวเหมยมาอยู่ในป่าแห่งนี้ที่จะได้พบเจอกับผู้คน แล้วในระหว่างทาง บุคคลที่ช่วยเหลือหรือผู้ไร้ตัวตนก็ได้ให้นางเอากระดาษติดตัวไปด้วย หากเกิดปัญหาอะไรก็จะได้แนะนำอย่างถูกวิธี ถึงจะเป็นการสื่อสารที่ลำบากเกินไปสักหน่อยแต่ก็ทำให้เจียวเหมยเริ่มคุ้นชินกับมัน แล้วตอนนี้ผู้ไร้ตัวตนก็ได้อธิบายเจียวเหมยบนกระดาษถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับเจียวเหมย
“อย่างงั้นเหรอคะ แสดงว่าที่นี่คือโลกอีกโลกหนึ่ง จะบอกฉันแบบนี้สินะคะ”
เจียวเหมยตกใจอยู่เหมือนกัน นางไม่คิดไม่ฝันว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นจริง ถึงแม้จะเป็นเรื่องที่ผู้ไร้ตัวตนบอกกล่าวมา แต่เจียวเหมยก็เชื่ออย่างสนิทใจ เหตุเพราะเรื่องที่เกิดขึ้นมาจนถึงตอนนี้มันทำให้ทุกอย่างแปลกไปหมด นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมนางถึงเชื่ออย่างสนิทใจ
“เจ้าไม่คิดจะถามข้าหรอกรึ”
บนกระดาษถูกเขียนขึ้นเพื่อแสดงให้เจียวเหมยได้เห็น
“ไม่ค่ะ ฉันเข้าใจหมดทุกอย่างแล้ว”
เจียวเหมยเข้าใจเรื่องราวหลังจากปวดหัวจนหมดสติ นางเข้าใจทุกอย่างแล้วว่าที่นางอาศัยอยู่ตอนนี้ไม่ใช่โลกเดิมที่นางเคยอยู่ จะบอกว่าเป็นโลกต่างมิติก็ไม่ปาน แล้วนางก็อยู่ในช่วงยุคจีนโบราณอีกด้วย อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่างโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ ของพวกนี้อย่าหวังว่าจะหาได้ในยุคนี้
นอกจากข้าวของที่จำเป็นแล้วเจียวเหมยเองก็ยังไม่เคยขออะไรไปมากกว่านี้จากผู้ไร้ตัวตน หากสามารถนำของที่อยู่โลกก่อนมาใช้ได้แล้วล่ะก็ ทุกอย่างจะสะดวกสบายไปหมด ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ดีเลย
“แล้วแม่นางเจียวเหมยไม่เกรงกลัวเลยรึ”
บนกระดาษถูกเขียนขึ้นใหม่จากผู้ไร้ตัวตน
“ไม่ค่ะ ฉันไม่กลัว”
เจียวเหมยตอบ
“เจ้าเป็นสตรีที่มีจิตใจแข็งแกร่งอันบริสุทธิ์ ข้าขอชื่นชม”
เจียวเหมยอ่านข้อความตัวอักษรในกระดาษก็รู้สึกประหม่าขึ้นมา นางไม่คิดว่าจะถูกผู้ไร้ตัวตนชมว่านางแข็งแกร่ง
!?
เบื้องหน้าเจียวเหมย เป็นถนนสำหรับเกวียนวัวหรือไม่ก็เกวียนม้าตรงยาวไปยังหมู่บ้าน รอบพื้นที่ทางถนนนั้นเต็มไปด้วยป่าไผ่บดบังแสงแดดทอดยาวไปไกลจนถึงหมู่บ้าน
“หากเจ้าเดินตรงไปตามเส้นทางนี้ เจ้าก็จะไปถึงหมู่บ้านเหลียง”
เป็นเช่นนั้น
เจียวเหมยเดินตามเส้นทางเพื่อตรงไปยังหมู่บ้านเหลียง แล้วในระหว่างที่เดินไปอยู่นั้นก็ได้พบเกวียนม้าของชาวบ้านสวนทางกับเจียวเหมย มีคนนั่งท้ายหลังเกวียนม้าอยู่ด้วยกันหลายคน แล้วก็มีคนควบคุมม้าหนึ่งคนด้วยกัน คาดว่าคงจะเป็นเกวียนม้าโดยสารเดินทางไปยังอีกหมู่บ้าน แล้วที่แปลกคือคนในเกวียนม้ารวมไปถึงคนควบคุมม้าชายตามองเจียวเหมยอย่างพร้อมเพรียงกันอีกด้วย
(ใบหน้าของเรามีอะไรติดอยู่หรือเปล่านะ)
ก็ไม่เห็นจะมี
เนื้อหาบนกระดาษเปลี่ยนไป สงสัยผู้ไร้ตัวตนมีเรื่องจะบอก
“สตรีงดงามอย่างเจ้า ไม่ว่าผู้ใดก็ต้องชายตามอง”
พออ่านตัวอักษรบนกระดาษ เจียวเหมยก็รู้สึกเขินขึ้นมาเล็กน้อยที่ถูกชมว่านางนั้นงดงามราวเจ้าหญิง แต่นางก็พูดปฏิเสธไปทันที
“ไม่จริงค่ะ ฉันไม่ได้สวยขนาดต้องมามองหรอกนะคะ”
หลังจากเดินทางมาตามเส้นทาง เจียวเหมยก็เดินทางมาถึงข้างหน้าทางเข้าของหมู่บ้านเหลียง
หมู่บ้านเหลียงเป็นหมู่บ้านที่อยู่ติดกับแม่น้ำลำธาร เป็นหมู่บ้านขนาดเล็กที่ไม่แออัดผู้คน แล้วชาวบ้านที่อยู่ในหมู่บ้านเหลียงต่างก็รู้จักกันทุกคน ทำให้ไม่มีเรื่องอันตรายอย่างพวกโจรปล้นเสบียงที่มักจะลงมือในยามวิกาล หากเจียวเหมยได้อาศัยอยู่หมู่บ้านเหลียงก็ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องภัยอันตราย แต่น่าเสียดายที่เจียวเหมยมีบ้านไม้หลังเก่าที่อยู่แล้วสุขสบาย แม้ว่าจะไม่ใช่ของตนเองแต่เดิมก็เถอะ
“เอาล่ะ เข้าไปดูกันดีกว่านะคะ”
เจียวเหมยไม่ได้พูดบอกแค่ตนเอง แต่นางบอกผู้ไร้ตัวตนด้วย ถึงจะไม่รู้ว่าบุคคลปริศนาที่ได้ชื่อว่าผู้ไร้ตัวตนนั้นจะสนใจฟังในสิ่งที่เจียวเหมยพูดหรือไม่
.
.
.
สตรีร่างบางเดินเข้าไปในหมู่บ้านเหลียงเป็นครั้งแรก แม้จะไม่มีอะไรให้ประทับใจ แต่ด้วยไม่ได้พบผู้คนมานานมันก็ทำให้นางรู้สึกดีเหมือนกัน แต่พอเดินเข้ามาในหมู่บ้านเหลียงได้ไม่นาน ความรู้สึกดีเมื่อได้พบผู้คนก็จำเป็นต้องหยุดลงเมื่อชาวบ้านชายตามองเจียวเหมยกันหลายคน จะด้วยเหตุใดก็ตามแต่ การกระทำอย่างนี้มันไม่เสียมารยาทไปหน่อยรึ
ทว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาที่ชาวบ้านจำเป็นต้องมอง เหตุผลเพราะเจียวเหมยเป็นคนแปลกหน้า แถมนางทั้งสวยและสง่างามราวเจ้าหญิง เป็นใครก็ต้องมอง ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว เพียงแต่นางไม่ยอมรับว่านางสวย
(ช่วยไม่ได้ อยากมองก็มองกันไป แต่อย่ามาจิ้นกันล่ะ)
เจียวเหมยคิดเช่นนั้นก่อนจะเดินมองดูทัศนวิสัยภายในหมู่บ้านเหลียงโดยไม่สนใจว่าผู้ใดชายตามอง
ณ เวลานี้เป็นเวลาเช้าสาย ชาวบ้านในหมู่บ้านเหลียงส่วนใหญ่มีอาชีพเป็นเกษตรกร พวกเขาจะเอาผลผลิตมาตั้งขายตามพื้นที่ภายในหมู่บ้านเหลียง ราคาซื้อขายแล้วแต่เจ้าของร้านกำหนด เพราะเป็นหมู่บ้านขนาดเล็กก็เลยไม่มีการควบคุมเรื่องราคาวัตถุดิบ ผู้ใดขายถูกผู้นั้นได้เงินมาใช้จ่าย ขายแพงก็ไม่มีคนซื้อ วงเวียนวัฏจักรนี้ไม่ว่าอยู่โลกไหนก็เหมือนกัน
วันนี้เจียวเหมยไม่ได้คิดจะเข้ามาหมู่บ้านเหลียงเพื่อจับจ่ายซื้อของแต่อย่างใด นางเพียงแค่อยากรู้ว่าผู้คนใช้ชีวิตกันอย่างไร แล้วนางก็ได้เห็นมันแล้วว่าเป็นอย่างไร
ภาษาในการสื่อสารของชาวบ้านเป็นภาษาจีนโบราณ เจียวเหมยไม่เคยร่ำเรียนภาษาจีนโบราณ สำเนียงอะไรก็ไม่เคยพูด แต่ฟังแล้วเข้าใจเป็นอย่างดี แล้วเหตุที่ฟังภาษาที่ไม่ได้ร่ำเรียนแล้วเข้าใจอาจเป็นเพราะหลังจากเกิดอาการปวดหัวขั้นรุนแรงจนหมดสติไปนั่นแหละ อย่างกลับว่าเจียวเหมยได้รับพลังที่สามารถสื่อสารกับผู้คนบนโลกแห่งนี้ได้ ทำให้ไม่ต้องกังวลว่าจะใช้ชีวิตอยู่อย่างไร หากสื่อสารกับชาวบ้านหรือคนท้องถิ่นไม่ได้ เจียวเหมยคงลำบากเป็นแน่ ในเมื่อผู้คนบนโลกแห่งนี้ใช้ภาษาจีนโบราณ เจียวเหมยเองก็คงต้องปรับตัวเพื่อให้ตนเองได้ใช้ชีวิตอยู่บนโลกแห่งนี้ได้
(เราเองก็ต้องปรับตัว จะมาใช้ภาษาที่ยุคนี้ไม่ใช้กันก็ไม่ได้ด้วย ถ้าอย่างนั้นเราต้องฝึกฝนเพื่อให้คุ้นชินกับภาษาจีนโบราณ)
ในระหว่างที่เดินทางเข้ามาในหมู่บ้านเหลียง เจียวเหมยก็พบร้านค้าขายดอกไม้ร้านหนึ่งที่อยู่พื้นที่กลางหมู่บ้านเหลียง แล้วเป็นร้านเดียวที่ขายดอกไม้อีกด้วย
“ร้านขายดอกไม้”
พอได้เห็นร้านค้าขายดอกไม้ เจียวเหมยก็ดีใจจนต้องพูดออกมาโดยไม่สนใจชาวบ้านที่เดินไปมาจับจ่ายซื้อของ
บริเวณหน้าร้านค้าของดอกไม้มีกระถางดอกไม้และดอกไม้บานเติบโตเต็มที่อยู่ด้วยกันหลายชนิด การจัดเตรียมและการวางตรงตำแหน่งที่มีแสงแดดอันแรงกล้านี้บ่งบอกว่าเจ้าของร้านค้าขายดอกไม้นั้นมีความเอาใจใส่ดอกไม้พวกนี้เป็นอย่างมาก คนที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับดอกไม้เพียงแค่ดูครู่เดียวก็รู้ได้ทันที
“หมู่ตาน หลันฮวา ไป๋หลานฮวา เหม่ยฮวา เถาฮวา จวี๋อวา ไม่ว่าชนิดไหนก็สวยงามทั้งนั้น ชีวิตนี้ฉันไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว”
เจียวเหมยแสดงสีหน้าอมยิ้มหวานอย่างมีความสุขเมื่อได้เห็นดอกไม้พวกนี้ นางไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสตรีร่างบางสะสวยน่ารักผู้ซึ่งเป็นเจ้าของร้านที่กำลังจัดเตรียมดอกไม้อยู่นั้นกำลังยืนมองอยู่ข้างหลัง แม้จะไม่รู้ความหมายที่เจียวเหมยพูดออกมาก็เถอะ แต่ดูท่าทางแล้วนางคงจะมีความสุขมากเมื่อได้มองดูดอกไม้สวยงามและได้สื่อสารกับพวกมัน
“เจ้าเป็นใคร”
เจียวเหมยที่กำลังเคลิบเคลิ้มอยู่กับดอกไม้อย่างคลั่งไคล้นั้นต้องหันหลังกลับมาดูว่ามีผู้ใดเรียกตนหรือไม่ ซึ่งก็มีสตรีหญิงร่างบางสะสวยน่ารักยืนถือแจกันดอกไม้ที่มีหลันฮวาอยู่ในแจกัน
ในเมื่อถูกอีกฝ่ายถามก็คงต้องตอบไปตามมารยาท
“ฉัน ไม่สิ ข้าชื่อเจียวเหมย กำลังดูดอกไม้”
เจียวเหมยแนะนำตัวด้วยรอยยิ้ม ทำให้อีกฝ่ายแนะนำตัวกลับไปบ้าง
“ข้าชื่อหวังลี่อิน ดูท่าทางเจ้าจะชอบดอกไม้ที่ข้าเป็นคนปลูกมากสินะ”
“ใช่ ข้าชอบดอกไม้พวกนี้มาก”
“งั้นเหรอ เจ้าเองก็ดูไม่ใช่คนไม่ดีด้วย ถ้าเจ้าชอบขนาดนั้นเดี๋ยวข้าลดราคาให้กับเจ้า”
สตรีร่างบางที่ชื่อว่าหวังลี่อินพูดอย่างนั้น
แต่สำหรับเจียวเหมยถือเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก เพราะนางไม่มีเงินติดตัวแม้แต่แดงเดียว ผู้ไร้ตัวตนเองก็ไม่สามารถสื่อสารบนกระดาษในขณะที่มีชาวบ้านเดินไปมาอยู่ด้วย สุดท้าย เจียวเหมยก็กลับบ้านมือเปล่า
...
***
หมู่ตาน คือ ดอกโบตั๋น
หลันฮวา คือ ดอกกล้วยไม้
ไป๋หลานฮวา คือ ดอกจำปี
เหม่ยฮวา คือ ดอกเหมย
เถาฮวา คือ ดอกท้อ
จวี๋ฮวา คือ ดอกเบญจมาศ
***
เจียวเหมยไม่คิดว่าลี่จินเหมยจะถามถึงเรื่องนี้ พอถูกถามเรื่องนี้พวกเหล่าขุนนางก็อยากรู้เหมือนกัน แล้วของเหลวที่เหมือนน้ำนั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีในยุคสมัยนี้ ใช่แล้ว มันก็คือสารเรืองแสง หากสารเรืองแสงนี้อยู่ในความมืดมันจะมีแสงสว่างเกิดขึ้น แล้วสารเรืองแสงที่เจียวเหมยใช้นั้นเป็นสีน้ำเงินคราม ดอกกุหลาบหลากสีที่ถูกทาด้วยสารเรืองแสงนี้อีกไม่นานมันก็จะปรากฏให้เห็น เจียวเหมยก็ได้อธิบายถึงเรื่องสารเรืองแสงแต่นางบอกได้เพียงเท่านี้ ส่วนเรื่องหามาจากไหนนั้นเป็นความลับ อีกไม่นานพระอาทิตย์ก็จะตกดิน สารเรืองแสงก็เริ่มปรากฏตัวให้เห็นเป็นสีน้ำเงินครามที่ไม่ต่างอะไรกับอัญมณีใต้ท้องทะเลส่องแสงสวยงาม ทำให้ผู้ชมและผู้เข้าการแข่งขันรวมไปถึงเหล่าขุนนางทุกคนก็ได้เห็นสิ่งที่เจียวเหมยรังสรรค์ขึ้นมา “น่าตกใจจริงที่เจ้าทำเรื่องเหลือเชื่อขึ้นมา ข้าน่ะสังเกตระหว่างที่เจ้ากำลังทาของเหลวพวกนั้น ทำให้ข้ามองเห็นแสงสีน้ำเงินอยู่ครู่หนึ่ง ข้าเองก็ไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ไม่คิดว่าเจ้าจะเล็งจุดนี้เอาไว้ ข้านับถือเจ้าจากใจจริงเลยนะเจียวเหมย เอาล่ะ ข้าเองก็ต้องขอตัวก่อน ผู้แพ้อย่างข้าคงจะเ
16 หลังจากเริ่มการแข่งขัน สตรีหญิงร่างบางทั้งสองก็เริ่มสร้างผลงานของตนเอง แล้วก็เหมือนเดิม ลี่จินเหมยสื่อสารกับเหล่าดอกไม้ที่ตนจัดเตรียมเอาไว้ “รบกวนพวกเจ้าด้วยนะ” ทางด้านเจียวเหมยเองก็มีความสามารถในการสื่อสารดอกไม้ นางเองก็สื่อสารกับพวกดอกไม้ที่ตนได้เตรียมเอาไว้เช่นเดียวกัน “เรามาสู้ไปด้วยกันนะเจ้าคะ” นี่คือสิ่งที่ลี่จินเหมยพูดเอาไว้ว่าเจียวเหมยนั้นเหมือนกับนาง แล้วสิ่งที่เหมือนกันคงเป็นเพราะความสามารถที่เหมือนกันนั่นแหละ เจียวเหมยนำกระถางที่บรรจุดินมาตั้งตรงหน้าก่อนที่นางจะจัดการเรื่องดินที่กระจัดการจายเพื่อให้ดินนั้นที่เรียบเนียนและสวยงามก่อนจะนำดอกกุหลาบหลากสีที่เตรียมเอาไว้มาปักบนกระถาง นำหญ้าอ่อนสีเขียวขจีมาวางบนดินบนกระถางอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย แล้วใบหญ้าอ่อนก็ตรงและมีความเท่ากันราวกับว่าคัดลอกออกมาเป็นหลายใบด้วยกัน ตามด้วยนำพู่กันจุ่มกับของเหลวที่เตรียมเอาไว้แล้วนำไปทาดอกตูมของดอกกุหลาบ ขั้นตอนสุดท้ายที่ขาดไม่ได้ เจียวเหมยใช้สเปรย์ฉีดพ่นน้ำเพื่อให้ดอกไม้ที่จัดขึ้นมานั้นดูเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น เป็นอันว่าเสร็จเรียบ
15 “เวลาอันสั้นแค่นี้แต่เจ้ากลับทำมันได้ขนาดนี้เชียว ไม่อยากจะเชื่อ” มันเกิดอะไรขึ้นนะ กรรมการฉุนเห็นอะไรกันแน่ “ไม่ว่าจะเป็นต้นหญ้าอ่อนบนกระถางก็ดี ดอกกุหลาบก็ดี ใบหญ้าและกลีบดอกกุหลาบเท่ากันหมดเลย” ผลงานลี่จินเหมยที่ดูไม่มีเป็นจุดเด่น กลับกลายเป็นว่ามีจุดเด่นที่คาดไม่ถึง ผลงานหวังลี่อินนับว่าสมบูรณ์แบบมากแล้ว แต่ผลงานของลี่จินเหมยนั้นสมบูรณ์แบบยิ่งกว่าอีก “ผู้ชนะ ลี่จินเหมย” ผู้เข้าชมและผู้เข้าร่วมการแข่งขันที่ยังรอดูผลงานผู้ที่เหลืออยู่ก็แสดงความยินดีให้แก่ผู้ชนะ ส่วนผู้แพ้ก็ต้องยอมรับในผลการตัดสิน หวังลี่อินถึงกับเข่าทรุดที่ไม่สามารถเอาชนะลี่จินเหมยได้ สัญญาที่ให้ไว้กับเจียวเหมยต้องมลายหายไป นางไม่สามารถรักษาสัญญาเอาไว้ให้กับเจียวเหมยได้ เพราะนางเป็นผู้พ่ายแพ้อย่างหมดท่า “แพ้อีกแล้วสินะหวังลี่อิน เหตุที่เจ้าพ่ายแพ้ให้กับข้าก็เพราะตัวเจ้าหวังชนะนั่นแหละ เจ้าคงจะเข้าใจในสิ่งที่ข้าพูดนะ หวังลี่อิน” เจ็บใจแต่ทำอะไรไม่ได้ ผู้แพ้ไม่มีสิทธิ์พูดหรือขออะไรทั้งนั้น แล้วสิ่งที่หวังลี่อินเจ็บใจมากที่สุดก
14 “ผู้ชนะ เจียวเหมย” หลังจากกรรมการฉุนประกาศรายชื่อผู้ชนะ เจียวเหมยก็ดีใจจนออกนอกหน้า นางไม่คิดว่าตนเองนั้นจะชนะได้ ความกังวลที่ก่อเกิดภายในใจในมันได้หายไปทันที ผู้เข้าชมรวมไปถึงผู้เข้าร่วมการแข่งขันก็ส่งเสียงแสดงความยินดีให้แก่ผู้ชนะ ส่วนผู้แพ้อย่างหลันก็ได้แต่ยืนนิ่งเป็นเสาหิน นางคงจะเจ็บใจที่ตนได้รับความพ่ายแพ้เหมือนอย่างหลิวน้องสาวของนาง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ การตัดสินถือเป็นเอกฉันท์ แล้วอีกอย่างนางก็ยอมรับในฝีมือของอีกฝ่ายอย่างเจียวเหมยด้วย “ท่านเจียวเหมย ข้าแพ้แล้วแหละ ท่านเป็นคนที่มีความสามารถยิ่งกว่าข้าและน้องสาวของข้า ผลงานของท่านสวยงามมาก สมบูรณ์แบบไม่มีที่ติ” “เจ้าก็เหมือนกัน” “เหนือฟ้ายังมีฟ้า สักวันข้าจะต้องเอาชนะท่านให้จงได้” “ข้าจะรอวันที่ได้แข่งกับเจ้าอีกนะหลัน” “ท่านนี่ร้ายจริง แต่ว่า การที่ท่านจะเอาชนะการแข่งขันนี้ได้น่ะเป็นไปไม่ได้เลย ถ้าท่านผู้นั้นลงแข่งขัน” “เจ้าหมายถึงลี่จินเหมยสินะ” “เจ้าค่ะ ท่านผู้นั้นไม่เคยพ่ายแพ้ใคร นางมีความสามารถเหนือมนุษย์” “มันเป็นยั
13 การแข่งขันการจัดดอกไม้ภายในแผ่นดินใหญ่เริ่มต้นขึ้น ผู้เข้าแข่งขันที่เป็นคู่แรกต่างทำเวลาก่อนกำหนด การใช้เวลาเพียงแค่หนึ่งนาทีในการจัดดอกไม้นั้น สำหรับคนที่ไม่ได้ฝึกฝนด้านการจัดดอกไม้ด้วยความเร็วจะเสียเปรียบเป็นอย่างมาก โชคดีที่เจียวเหมยนั้นฝึกฝนตนมาอย่างดี เพียงแค่เวลาหนึ่งนั้นเหลือเฟือ (เก่งกันหมดทุกคนเลย) ผู้เข้าแข่งขันมีฝีมือเก่งกาจกันทั้งนั้น ทำให้เจียวเหมยรู้สึกกังวลเล็กน้อยที่จะได้ประลองกับพวกเขา “เจ้ากังวลรึ” ท่านผู้ไร้ตัวตนดูออกว่าเจียวเหมยมีความกังวลใจในการแข่งขันครั้งนี้จึงพูดถามเจียวเหมย นางจึงทำได้เพียงพยักหน้ารับเป็นเชิงว่ากังวล เพราะไม่สามารถพูดได้ในตอนนี้ เดี๋ยวถูกหาว่าพิลึกคน การแข่งขันดำเนินมาหลายคู่ คราวนี้มาถึงคู่ของเจียวเหมยแล้ว (เราจะต้องชนะแล้วไปประลองกับหวังลี่อิน) เจียวเหมยแสดงถึงความสามารถของตนให้เป็นที่ประจักษ์ ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งนาทีผลงานสร้างสรรค์ของเจียวเหมยก็เสร็จ ส่วนคู่แข่งก็เสร็จแล้วเหมือนกัน แต่ผลงานของคู่แข่งนั้นมีตำหนิตรงที่มีเศษดินหล่นเต็มพื้นบนโต๊ะ ทำให้เจียวเหมยเป็น
12 “หวังลี่อิน” ไม่รู้เหมือนกันเพราะเหตุใด ทำไมเจียวเหมยถึงได้รู้สึกไม่ค่อยดีหลังจากที่หวังลี่อินเดินทางกลับ (การแข่งขันภายในแผ่นดินใหญ่เราต้องแข่งขันกับหวังลี่อินด้วย ไม่อยากแข่งด้วยเลย) ท่านผู้ไร้ตัวตนที่อยู่ด้วยตลอดเวลานั้นก็ดูออกว่าเจียวเหมยทำไมถึงได้รู้สึกแบบนี้ พอเห็นนางเป็นแบบนี้ก็ทำให้บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนไป “เจ้าไม่ได้เข้าใจแม่นางหวังลี่อินเลย” “ก็ข้าไม่เข้าใจนี่นา ทำไมนางต้องอยากมาแข่งกับข้าด้วย ข้าเป็นเพื่อนนางนะ” “ข้าถึงบอกเจ้ายังไงล่ะว่าเจ้าไม่ได้เข้าใจแม่นางหวังลี่อินเลย” เจียวเหมยไม่เข้าใจเหตุผลที่หวังลี่อินอยากจะแข่งขันเพื่อเอาชนะนาง ไม่ว่าจะทำให้เข้าใจยังไงนางก็ไม่เข้าใจ ท่านผู้ไร้ตัวตนเห็นสภาพของเจียวเหมยเป็นอยู่ตอนนี้ไม่ได้ ก็เลยต้องพูดอะไรออกไปบ้างเพื่อให้เจียวเหมยเข้าใจ “ฟังข้านะ แม่นางหวังลี่อินยอมรับในตัวเจ้า นางก็เลยอยากจะแข่งกับเจ้ายังไงล่ะ นางไม่ได้เกลียดเจ้าเลย” “งั้นรึเจ้าคะ” “สิ่งที่เจ้าทำได้ก็คือแข่งกับนางแล้วเอาชนะนางให้ได้เพื่อตอบรับคว







