Masuk4
“ดอกไม้พวกนั้นสวยมาก ข้าอยากได้”
หลังจากกลับมาถึงบ้าน เจียวเหมยก็ได้แต่พูดบ่นออกมาว่าอยากได้ดอกไม้เหมือนเด็กที่บ่นอยากได้ของเล่น
“นี่ ท่านฟังข้าพูดอยู่รึเปล่า ข้าอยากได้ดอกไม้พวกนั้น”
บนมือที่กำลังถือกระดาษก็มีตัวอักษรใหม่โผล่ขึ้นมา เจียวเหมยจึงอ่านมันเหมือนกลับกลายเป็นเรื่องปกติ
“หากเจ้าอยากได้ดอกไม้พวกนั้น เจ้าก็ต้องทำงานเก็บเงิน แล้วเอาเงินที่ได้ไปซื้อดอกไม้ที่ร้านค้าของแม่นางหวังลี่อิน นั่งอยู่เฉยๆ ไม่ได้เงินหรอกนะ”
เจียวเหมยอ่านเนื้อหาบนกระดาษพร้อมกับความรู้สึกแทงใจดำยิ่งกว่านี้คงไม่มีอีกแล้ว
มันก็จริงอย่างที่ผู้ไร้ตัวตนได้กล่าวเอาไว้บนกระดาษ ถ้าอยากได้เงินก็ต้องทำงาน ทว่าสตรีอย่างนางจะไปทำงานอะไรให้ได้เงิน
“แล้วท่านจะให้ข้าไปทำงานอะไรกันเล่า ว่าแต่ ท่านออกมาให้ข้าเห็นจะได้ไหมเจ้าคะ ปล่อยให้ข้าพูดอยู่คนเดียว ข้าเองก็เหนื่อยเป็นเหมือนกัน”
“ได้สิ ถ้าเจ้าไม่กลัวข้านะ”
“เอ๊ะ!”
คราวนี้การสื่อสารระหว่างเจียวเหมยและผู้ไร้ตัวตนไม่ใช่การอธิบายบนกระดาษอีกต่อไป
เบื้องหน้าของเจียวเหมยมีลูกไฟสีน้ำเงินโผล่ขึ้นมาตรงหน้า ทำให้สตรีหญิงร่างบางตกใจจนต้องเดินถอยหลังออกห่างจากลูกไฟที่ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นหลังจากนี้
เปลวเพลิงน้ำเงินครามขยายตัวใหญ่ขึ้น แต่ขยายตัวใหญ่ขึ้นได้เพียงเท่ากำปั้น
“นี่คือร่างของท่านผู้ไร้ตัวตนรึเจ้าคะ”
“ใช่แล้ว นี่เป็นร่างของข้า เจ้ากลัวรึไม่”
เจียวเหมยส่ายหัวเป็นอันบอกว่าไม่เกรงกลัวเลยสักนิด
ลูกไฟสีน้ำเงินครามเปรียบเสมือนเปลวเพลิงที่ไม่มีวันมอดดับ เจียวเหมยเมื่อได้ยินต่อหน้าท่านผู้ไร้ตัวตนกลับรู้สึกหนาวสั่นจนหายใจออกเป็นไอเย็น แต่นางไม่ได้พูดอะไร เกรงว่าหากพูดออกไปอาจทำให้เสียมารยาทกับท่านผู้ไร้ตัวตนก็ได้
“ข้าอยากจะบอกเจ้าเอาไว้เรื่องหนึ่ง ร่างของข้ามีเพียงเจ้าคนเดียวเท่านั้นที่สามารถมองเห็นข้าได้ แม้แต่เสียงของข้าก็มีเพียงเจ้าเท่านั้นที่ได้ยิน หากเจ้าจะพูดอะไรกับข้า เจ้าก็ควรที่จะระมัดระวังด้วย ไม่อย่างนั้นผู้คนหรือไม่ก็พวกชาวบ้านอาจมองเจ้าเป็นคนประหลาด พิลึกกึกกือ พูดอยู่คนเดียว”
“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”
เมื่อได้เห็นร่างที่แท้จริงของผู้ไร้ตัวตน เจียวเหมยก็รู้สึกโล่งอกที่ท่านไม่ได้ดูน่ากลัวอย่างที่คิด
.
.
.
เพื่อความต้องการของตนเอง หลังจากตื่นนอนแต่อรุณรุ่งเช้า เจียวเหมยก็ตั้งหน้าตั้งตาทำงานโดยการปลูกผัก รดน้ำผัก นางไม่ได้ปลูกแค่ผักสวนครัวเพียงอย่างเดียว แต่นางปลูกดอกไม้ในกระถางเอาไว้ด้วย
“ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าท่านจะทำทุกอย่างได้ ข้าเองยังตกใจไม่หาย”
“เจ้าอยากได้อะไรข้าคนนี้ก็ทำให้เจ้าได้ ยกเว้นเงิน”
ท่านผู้ไร้ตัวตนได้ให้เมล็ดพันธุ์ดอกไม้และเมล็ดพันธุ์พืชผักสวนครัวให้เจียวเหมยปลูก รวมไปถึงอุปกรณ์ต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับเจียวเหมยโดยเฉพาะ
นอกจากนี้เจียวเหมยยังมีที่ดักปลาที่ได้จากท่านผู้ไร้ตัวตนเอาไว้ดักปลาเพื่อหาปลาเลี้ยงชีพ
“กว่าผักพวกนี้จะโตก็คงต้องใช้เวลานานพอสมควร แล้วแบบนี้ข้าจะมีเงินไปซื้อดอกไม้หรือของที่ข้าต้องการเมื่อไหร่กันล่ะเจ้าคะ”
“เจ้าเองก็น่าจะรู้ดีไม่ใช่รึ เงินทองกว่าจะได้มามันยากเย็นแสนเข็ญขนาดไหน”
“ค่า เข้าใจแล้วเจ้าค่า”
เจียวเหมยพูดด้วยเสียงอันน่าเบื่อหน่ายออกมาทั้งอย่างนั้น ทำให้ผู้ฟังอย่างท่านผู้ไร้ตัวตนต้องถอนหายใจออกมา แล้วลมหายใจที่ออกมาก็ต้องทำให้เจียวเหมยรู้สึกหนาวไปทั้งรูขุมขน
“ท่านผู้ไร้ตัวตน ข้าหนาวนะ”
“อ๋อ โทษที”
แม้เจียวเหมยจะพูดเหมือนเด็กน้อยที่เอาแต่ใจ แต่นางก็ไม่ได้หัวเสียที่ต้องรอเวลาเพื่อที่จะได้ของที่ตนเองต้องการ ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การกระทำทุกอย่างล้วนแล้วต่างต้องใช้เวลา แม้บางอย่างจะใช้เวลาสักเพียงใด แต่เมื่อเลือกในสิ่งที่ตนเองกระทำแล้วก็ต้องยอมรับมัน
.
.
.
พืชผลผลิตที่ใช้ระยะเวลากว่าจะเติบโตได้ ในที่สุดก็ถึงเวลาเก็บเกี่ยว
“ท่านผู้ไร้ตัวตน ข้าจะเอาผักพวกนี้ไปขายที่หมู่บ้านเหลียงนะเจ้าคะ”
“ตามใจเจ้าเถอะ หากว่าเจ้าเอาไปได้”
“ได้เจ้าค่ะ เห็นอย่างนี้ข้าน่ะแข็งแรงนะเจ้าคะ”
พืชผลผลิตที่เจียวเหมยเพาะปลูกขึ้นมานั้นมีผักบุ้ง ผักกาดขาว ผักกวางตุ้ง ผักพวกนี้ปลูกโดยไม่ใช้สารเคมี สามารถทานสดได้โดยไม่ก่อโรค แต่ชาวบ้านในหมู่บ้านเหลียงไม่มีผู้ใดทานผักสดหรอกนะ ส่วนใหญ่พวกเขาจะเอาไปทำให้สุกก่อน อย่างเช่น เอาผักไปต้มหรือไม่ก็เอาผักไปลวกนึ่งกิน
ตะกร้าไม้ไผ่ที่ได้รับมาจากท่านผู้ไร้ตัวตนถูกใช้เป็นภาชนะใส่ผักและปลา ซึ่งตะกร้าไม้ไผ่มีอยู่ด้วยกันสองอัน เจียวเหมยนำผักที่เก็บใส่ตะกร้าใบหนึ่ง ส่วนปลาที่ดักจับได้ก็นำใส่ตะกร้าอีกใบหนึ่งเช่นเดียวกัน
เจียวเหมยเดินทางออกจากป่ามาถึงถนนเส้นทางไปยังหมู่บ้านเหลียง แล้วนางก็พบกับเกวียนม้าวิ่งผ่านหน้าไปพอดี นางกะเอาไว้ว่าถ้าหากเจอเกวียนม้าหรือเกวียนวัวผ่านมานางก็จะขอติดเกวียนไปด้วย แต่น่าเสียดายที่เกวียนม้าวิ่งมาอย่างรวดเร็วก็เลยเรียกเอาไว้ไม่ทัน
“โธ่เอ๊ย ไปซะแล้ว”
“เดินไปก็ได้ ระยะทางก็ไม่ได้ไกลสักหน่อย”
“ก็ท่านลอยได้นี่นา ดูข้าสิ ข้าต้องเดิน”
“เจ้านี่ไม่อดทนเอาเสียเลย”
เมื่อถูกท่านผู้ไร้ตัวตนกล่าวด่าไปชุดหนึ่ง เจียวเหมยก็ได้แต่รับฟังและอดทนเดินทางเท้าไปตามเส้นทางจนกว่าจะถึงหมู่บ้านเหลียง หวังว่าเจียวเหมยจะไม่หมดแรงเสียก่อน
เมื่อเดินทางมาถึงหมู่บ้านเหลียง เจียวเหมยก็เดินหาพื้นที่ว่างเพื่อที่จะเอาผักและปลาวางขาย แล้วนางก็ได้เตรียมเสื่อถักด้วยหญ้าแห้งติดตัวมาด้วย
ชาวบ้านที่อยู่ในหมู่บ้านเหลียงหรือชาวบ้านที่อยู่นอกหมู่บ้านเหลียง ไม่ว่าผู้ใดก็สามารถนำผลผลิตและวัตถุดิบมาวางขายได้โดยไม่ต้องขออนุญาตคนในหมู่บ้านหรือชาวบ้านที่อยู่ละแวกนั้น แน่นอนว่าเจียวเหมยก็สามารถนำผลผลิตและวัตถุดิบมาวางขายได้เหมือนกัน
“ตรงนี้ดีกว่า”
เสื่อถักหญ้าแห้งถูกปูลงพื้น เจียวเหมยเข้าไปนั่งบนเสื่อก่อนจะนำผักและปลามาวางบนเสื่อเพื่อให้ชาวบ้านที่กำลังจับจ่ายซื้อขายได้เห็น แล้วพื้นที่ที่เจียวเหมยอยู่ตอนนี้ก็อยู่ติดกับร้านขายผลไม้ซึ่งมีคุณยายนั่งขายอยู่คนเดียว ไม่สิ ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือคุณยายนั่งหลับอยู่ เจียวเหมยก็เลยไม่ได้พูดคุยหรือทักทายคุณยาย เกรงว่าจะไปรบกวนการนอนหลับของคุณยาย
ทว่ามันก็มีบางสิ่งบางอย่างเข้ามากวนใจของสตรีหญิงร่างบางผู้นี้
(ชาวบ้านพวกนี้ จะจ้องมองข้าไปถึงไหนกัน ใช่น่ะสิ เพราะข้าสวยก็เลยจ้องมองสินะ เอาเลย มองดูให้เต็มตาไปเลย)
เจียวเหมยถอนให้ใจออกมาทั้งนั้นก่อนจะหันไปสนใจจัดการตำแหน่งว่างผักและปลาบนเสื่อถักหญ้าแห้ง
ในเมื่อเห็นเป็นเช่นนั้น มันก็เป็นเรื่องช่วยไม่ได้ เจียวเหมยถึงจะรู้สึกอึดอัดใจอยู่บ้างแต่ปัญหาเหล่านี้คงต้องใช้เวลาสักพักหนึ่ง เหตุผลเพราะเจียวเหมยนั้นยังเป็นคนแปลกหน้าสำหรับชาวบ้านในหมู่บ้านเหลียง
“ข้าว่านะ เจ้าไม่ต้องเอาผักและปลาออกมาจากตะกร้าก็ได้นะ”
ผู้ไร้ตัวตนกล่าวเป็นเชิงแนะนำ
“ไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ หน้าร้านมันต้องดูดีเอาไว้ก่อน ไม่อย่างนั้นหน้าร้านมันก็จะไม่มีจุดเด่นดึงดูดลูกค้าเลย วางเอาไว้แบบนี้ดีแล้วเจ้าค่ะ”
“เจ้านี่ นอกจากคลั่งไคล้ดอกไม้แล้วยังมีหัวการค้าด้วย ข้าขอแสดงความนับถือจากใจจริง”
“ไม่ขนาดนั้นหรอกเจ้าค่ะ”
หลังจากตั้งร้านขายของได้ไม่นาน ก็มีลุงชาวบ้านที่เดินจับจ่ายซื้อของก็เข้ามาดูผักและปลาของเจียวเหมย ผักบุ้งห้ามัด ผักกวางตุ้งห้ามัด ผักกาดขาวห้าหัว ปลาช่อนขนาดกลางสามตัว ทุกอย่างสดใหม่ไม่มีสารเคมีเจือปน แล้วผักแต่ละชนิดก็สวยงามไม่มีหนอนแมลงมากินให้เกิดความเสียหาย ซึ่งแตกต่างจากของชาวบ้านที่มีพวกหนอนแมลงและไม่สดใหม่เหมือนของเจียวเหมย
พอเห็นว่าทุกอย่างสดใหม่ ลุงชาวบ้านจึงถามสตรีหญิงร่างบาง
“แม่หนู ผักพวกนี้เจ้าเป็นคนปลูกเองรึ”
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ”
“งั้นเหรอรึ ข้าไม่เคยเห็นผักสวยงามเท่านี้มาก่อนในชีวิต”
“ขอบคุณเจ้าค่ะ”
“แล้วเจ้าขายเท่าไหร่รึ”
“ผักบุ้งมัดละสองตำลึง ผักกวางตุ้งมัดละสองตำลึง ผักกาดขาวหัวละหนึ่งตำลึง ปลาช่อนขายตัวละสี่ตำลึงเจ้าค่ะ”
แม้ลุงชาวบ้านจะให้ความสนใจพืชผัก แต่เจียวเหมยก็แนะนำปลาช่อนที่นางดักจับมาได้ด้วย เผื่อว่าคุณลุงท่านนี้สนใจ
“ข้าขอซื้อทั้งหมด”
“เจ้าค่ะ”
เจียวเหมยยิ้มตอบรับด้วยความดีใจที่ขายของหมดก่อนใครเพื่อน
นี่เป็นครั้งแรกที่เจียวเหมยได้ขายของที่โลกแห่งนี้ ถึงจะไม่ได้ขายดอกไม้เหมือนอยู่บนโลกเดิม แต่แค่นี้นางก็มีความสุขมากพอแล้ว
...
เจียวเหมยไม่คิดว่าลี่จินเหมยจะถามถึงเรื่องนี้ พอถูกถามเรื่องนี้พวกเหล่าขุนนางก็อยากรู้เหมือนกัน แล้วของเหลวที่เหมือนน้ำนั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีในยุคสมัยนี้ ใช่แล้ว มันก็คือสารเรืองแสง หากสารเรืองแสงนี้อยู่ในความมืดมันจะมีแสงสว่างเกิดขึ้น แล้วสารเรืองแสงที่เจียวเหมยใช้นั้นเป็นสีน้ำเงินคราม ดอกกุหลาบหลากสีที่ถูกทาด้วยสารเรืองแสงนี้อีกไม่นานมันก็จะปรากฏให้เห็น เจียวเหมยก็ได้อธิบายถึงเรื่องสารเรืองแสงแต่นางบอกได้เพียงเท่านี้ ส่วนเรื่องหามาจากไหนนั้นเป็นความลับ อีกไม่นานพระอาทิตย์ก็จะตกดิน สารเรืองแสงก็เริ่มปรากฏตัวให้เห็นเป็นสีน้ำเงินครามที่ไม่ต่างอะไรกับอัญมณีใต้ท้องทะเลส่องแสงสวยงาม ทำให้ผู้ชมและผู้เข้าการแข่งขันรวมไปถึงเหล่าขุนนางทุกคนก็ได้เห็นสิ่งที่เจียวเหมยรังสรรค์ขึ้นมา “น่าตกใจจริงที่เจ้าทำเรื่องเหลือเชื่อขึ้นมา ข้าน่ะสังเกตระหว่างที่เจ้ากำลังทาของเหลวพวกนั้น ทำให้ข้ามองเห็นแสงสีน้ำเงินอยู่ครู่หนึ่ง ข้าเองก็ไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ไม่คิดว่าเจ้าจะเล็งจุดนี้เอาไว้ ข้านับถือเจ้าจากใจจริงเลยนะเจียวเหมย เอาล่ะ ข้าเองก็ต้องขอตัวก่อน ผู้แพ้อย่างข้าคงจะเ
16 หลังจากเริ่มการแข่งขัน สตรีหญิงร่างบางทั้งสองก็เริ่มสร้างผลงานของตนเอง แล้วก็เหมือนเดิม ลี่จินเหมยสื่อสารกับเหล่าดอกไม้ที่ตนจัดเตรียมเอาไว้ “รบกวนพวกเจ้าด้วยนะ” ทางด้านเจียวเหมยเองก็มีความสามารถในการสื่อสารดอกไม้ นางเองก็สื่อสารกับพวกดอกไม้ที่ตนได้เตรียมเอาไว้เช่นเดียวกัน “เรามาสู้ไปด้วยกันนะเจ้าคะ” นี่คือสิ่งที่ลี่จินเหมยพูดเอาไว้ว่าเจียวเหมยนั้นเหมือนกับนาง แล้วสิ่งที่เหมือนกันคงเป็นเพราะความสามารถที่เหมือนกันนั่นแหละ เจียวเหมยนำกระถางที่บรรจุดินมาตั้งตรงหน้าก่อนที่นางจะจัดการเรื่องดินที่กระจัดการจายเพื่อให้ดินนั้นที่เรียบเนียนและสวยงามก่อนจะนำดอกกุหลาบหลากสีที่เตรียมเอาไว้มาปักบนกระถาง นำหญ้าอ่อนสีเขียวขจีมาวางบนดินบนกระถางอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย แล้วใบหญ้าอ่อนก็ตรงและมีความเท่ากันราวกับว่าคัดลอกออกมาเป็นหลายใบด้วยกัน ตามด้วยนำพู่กันจุ่มกับของเหลวที่เตรียมเอาไว้แล้วนำไปทาดอกตูมของดอกกุหลาบ ขั้นตอนสุดท้ายที่ขาดไม่ได้ เจียวเหมยใช้สเปรย์ฉีดพ่นน้ำเพื่อให้ดอกไม้ที่จัดขึ้นมานั้นดูเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น เป็นอันว่าเสร็จเรียบ
15 “เวลาอันสั้นแค่นี้แต่เจ้ากลับทำมันได้ขนาดนี้เชียว ไม่อยากจะเชื่อ” มันเกิดอะไรขึ้นนะ กรรมการฉุนเห็นอะไรกันแน่ “ไม่ว่าจะเป็นต้นหญ้าอ่อนบนกระถางก็ดี ดอกกุหลาบก็ดี ใบหญ้าและกลีบดอกกุหลาบเท่ากันหมดเลย” ผลงานลี่จินเหมยที่ดูไม่มีเป็นจุดเด่น กลับกลายเป็นว่ามีจุดเด่นที่คาดไม่ถึง ผลงานหวังลี่อินนับว่าสมบูรณ์แบบมากแล้ว แต่ผลงานของลี่จินเหมยนั้นสมบูรณ์แบบยิ่งกว่าอีก “ผู้ชนะ ลี่จินเหมย” ผู้เข้าชมและผู้เข้าร่วมการแข่งขันที่ยังรอดูผลงานผู้ที่เหลืออยู่ก็แสดงความยินดีให้แก่ผู้ชนะ ส่วนผู้แพ้ก็ต้องยอมรับในผลการตัดสิน หวังลี่อินถึงกับเข่าทรุดที่ไม่สามารถเอาชนะลี่จินเหมยได้ สัญญาที่ให้ไว้กับเจียวเหมยต้องมลายหายไป นางไม่สามารถรักษาสัญญาเอาไว้ให้กับเจียวเหมยได้ เพราะนางเป็นผู้พ่ายแพ้อย่างหมดท่า “แพ้อีกแล้วสินะหวังลี่อิน เหตุที่เจ้าพ่ายแพ้ให้กับข้าก็เพราะตัวเจ้าหวังชนะนั่นแหละ เจ้าคงจะเข้าใจในสิ่งที่ข้าพูดนะ หวังลี่อิน” เจ็บใจแต่ทำอะไรไม่ได้ ผู้แพ้ไม่มีสิทธิ์พูดหรือขออะไรทั้งนั้น แล้วสิ่งที่หวังลี่อินเจ็บใจมากที่สุดก
14 “ผู้ชนะ เจียวเหมย” หลังจากกรรมการฉุนประกาศรายชื่อผู้ชนะ เจียวเหมยก็ดีใจจนออกนอกหน้า นางไม่คิดว่าตนเองนั้นจะชนะได้ ความกังวลที่ก่อเกิดภายในใจในมันได้หายไปทันที ผู้เข้าชมรวมไปถึงผู้เข้าร่วมการแข่งขันก็ส่งเสียงแสดงความยินดีให้แก่ผู้ชนะ ส่วนผู้แพ้อย่างหลันก็ได้แต่ยืนนิ่งเป็นเสาหิน นางคงจะเจ็บใจที่ตนได้รับความพ่ายแพ้เหมือนอย่างหลิวน้องสาวของนาง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ การตัดสินถือเป็นเอกฉันท์ แล้วอีกอย่างนางก็ยอมรับในฝีมือของอีกฝ่ายอย่างเจียวเหมยด้วย “ท่านเจียวเหมย ข้าแพ้แล้วแหละ ท่านเป็นคนที่มีความสามารถยิ่งกว่าข้าและน้องสาวของข้า ผลงานของท่านสวยงามมาก สมบูรณ์แบบไม่มีที่ติ” “เจ้าก็เหมือนกัน” “เหนือฟ้ายังมีฟ้า สักวันข้าจะต้องเอาชนะท่านให้จงได้” “ข้าจะรอวันที่ได้แข่งกับเจ้าอีกนะหลัน” “ท่านนี่ร้ายจริง แต่ว่า การที่ท่านจะเอาชนะการแข่งขันนี้ได้น่ะเป็นไปไม่ได้เลย ถ้าท่านผู้นั้นลงแข่งขัน” “เจ้าหมายถึงลี่จินเหมยสินะ” “เจ้าค่ะ ท่านผู้นั้นไม่เคยพ่ายแพ้ใคร นางมีความสามารถเหนือมนุษย์” “มันเป็นยั
13 การแข่งขันการจัดดอกไม้ภายในแผ่นดินใหญ่เริ่มต้นขึ้น ผู้เข้าแข่งขันที่เป็นคู่แรกต่างทำเวลาก่อนกำหนด การใช้เวลาเพียงแค่หนึ่งนาทีในการจัดดอกไม้นั้น สำหรับคนที่ไม่ได้ฝึกฝนด้านการจัดดอกไม้ด้วยความเร็วจะเสียเปรียบเป็นอย่างมาก โชคดีที่เจียวเหมยนั้นฝึกฝนตนมาอย่างดี เพียงแค่เวลาหนึ่งนั้นเหลือเฟือ (เก่งกันหมดทุกคนเลย) ผู้เข้าแข่งขันมีฝีมือเก่งกาจกันทั้งนั้น ทำให้เจียวเหมยรู้สึกกังวลเล็กน้อยที่จะได้ประลองกับพวกเขา “เจ้ากังวลรึ” ท่านผู้ไร้ตัวตนดูออกว่าเจียวเหมยมีความกังวลใจในการแข่งขันครั้งนี้จึงพูดถามเจียวเหมย นางจึงทำได้เพียงพยักหน้ารับเป็นเชิงว่ากังวล เพราะไม่สามารถพูดได้ในตอนนี้ เดี๋ยวถูกหาว่าพิลึกคน การแข่งขันดำเนินมาหลายคู่ คราวนี้มาถึงคู่ของเจียวเหมยแล้ว (เราจะต้องชนะแล้วไปประลองกับหวังลี่อิน) เจียวเหมยแสดงถึงความสามารถของตนให้เป็นที่ประจักษ์ ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งนาทีผลงานสร้างสรรค์ของเจียวเหมยก็เสร็จ ส่วนคู่แข่งก็เสร็จแล้วเหมือนกัน แต่ผลงานของคู่แข่งนั้นมีตำหนิตรงที่มีเศษดินหล่นเต็มพื้นบนโต๊ะ ทำให้เจียวเหมยเป็น
12 “หวังลี่อิน” ไม่รู้เหมือนกันเพราะเหตุใด ทำไมเจียวเหมยถึงได้รู้สึกไม่ค่อยดีหลังจากที่หวังลี่อินเดินทางกลับ (การแข่งขันภายในแผ่นดินใหญ่เราต้องแข่งขันกับหวังลี่อินด้วย ไม่อยากแข่งด้วยเลย) ท่านผู้ไร้ตัวตนที่อยู่ด้วยตลอดเวลานั้นก็ดูออกว่าเจียวเหมยทำไมถึงได้รู้สึกแบบนี้ พอเห็นนางเป็นแบบนี้ก็ทำให้บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนไป “เจ้าไม่ได้เข้าใจแม่นางหวังลี่อินเลย” “ก็ข้าไม่เข้าใจนี่นา ทำไมนางต้องอยากมาแข่งกับข้าด้วย ข้าเป็นเพื่อนนางนะ” “ข้าถึงบอกเจ้ายังไงล่ะว่าเจ้าไม่ได้เข้าใจแม่นางหวังลี่อินเลย” เจียวเหมยไม่เข้าใจเหตุผลที่หวังลี่อินอยากจะแข่งขันเพื่อเอาชนะนาง ไม่ว่าจะทำให้เข้าใจยังไงนางก็ไม่เข้าใจ ท่านผู้ไร้ตัวตนเห็นสภาพของเจียวเหมยเป็นอยู่ตอนนี้ไม่ได้ ก็เลยต้องพูดอะไรออกไปบ้างเพื่อให้เจียวเหมยเข้าใจ “ฟังข้านะ แม่นางหวังลี่อินยอมรับในตัวเจ้า นางก็เลยอยากจะแข่งกับเจ้ายังไงล่ะ นางไม่ได้เกลียดเจ้าเลย” “งั้นรึเจ้าคะ” “สิ่งที่เจ้าทำได้ก็คือแข่งกับนางแล้วเอาชนะนางให้ได้เพื่อตอบรับคว







