Share

บทที่ 2

last update Tanggal publikasi: 2026-07-10 01:35:00

2

          อรุณรุ่งเช้าส่องแสงสว่างเพื่อต้อนรับเช้าวันใหม่อีกครั้ง หญิงสาวร่างบางนอนอยู่บนเตียงภายในบ้านไม้เก่าผุพัง ใบหน้าของนางดูมีความสุขราวกับตุ๊กตาที่ยิ้มแย้มแจ่มใสตลอดเวลา

          ทว่าความสุขของนางก็ต้องเป็นอันหยุดลงเมื่อนางตื่นขึ้นมารับบรรยากาศยามเช้าที่สดใส ใบหน้างัวเงียเมาขี้ตาที่เพิ่งตื่นนอนพลางกวาดตามองตามสัญชาตญาณ

          “ว่าแต่ทำไมเราถึงได้มาอยู่ที่นี่ โอ๊ย!”

          เจียวเหมยรู้สึกปวดหัวขึ้นมาหลังจากเกิดความสงสัย

          ก่อนหน้านี้นางเข้ามาในบ้านไม้เก่าเพื่อหลบฝน แล้วหลังจากนั้นนางก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาอย่างรุนแรง นางไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่หลังจากตื่นขึ้นมา ณ ตอนนี้ก็รู้สึกถึงร่างกายอันบอบบางเปลี่ยนไป ทั้งความรู้สึกและทั้งความคิดเองก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย อย่างกลับว่าตนเองนั้นไม่ใช่คนเดิม

          “ทั้งที่ไม่เคยอยู่ที่นี่แต่กลับเหมือนอยู่มานาน”

          สติสัมปชัญญะเหมือนเดิม เพิ่มเติมก็คือความทรงจำและความรู้สึกนั้นคุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้มานาน ทั้งที่ไม่เคยอยู่สถานที่แห่งนี้มาก่อนตามที่นางว่ากล่าวเอาไว้

          “แปลกจัง”

          เจียวเหมยนางเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้นกับตนเองกันแน่

          อย่างไรก็ตาม เจียวเหมยเองก็ไม่ค่อยกังวลเรื่องที่เกิดขึ้น สิ่งที่นางทำได้ตามนี้ก็คือต้องหาอาหารและน้ำสะอาดเอาไว้ใช้และเอาไว้ดื่ม

          ภายในบ้านไม้เก่าผุพังที่เจียวเหมยใช้อาศัยอยู่นี้ดูแตกต่างไปจากเดิม ไม่ใช่แค่ภายในบ้านที่เปลี่ยนไป แต่ภายนอกของบ้านเองก็เปลี่ยนแปลงเช่นกัน แล้วสิ่งที่เปลี่ยนไปนั้นทำให้นางประหลาดใจ ข้าวของที่จำเป็นภายในบ้าน เตียงนอน ของใช้ครัวเรือน ข้าวปลาอาหาร ทุกอย่างที่กล่าวมานั้นดูใหม่หมด ไม่มีแม้แต่ฝุ่นหรือหยากไย่ให้เห็น อย่างกลับว่ามีคนใครบางคนเข้ามาทำความสะอาด แถมยังพาเจียวเหมยเข้าไปนอนบนเตียงภายในบ้านอีก แม้ว่านางจะไม่รู้ว่าใครเป็นคนทำก็เถอะ แต่นางก็รู้สึกขอบคุณที่ได้ช่วยเหลือนางเอาไว้ ไม่อย่างนั้นนางอาจป่วยก็ได้

          “ก่อนอื่นเราต้องทำอาหารก่อน”

          ในเมื่อมีข้าวปลาอาหารที่จำเป็น เจียวเหมยก็ไม่จำเป็นต้องหาให้เสียเวลา นางเพียงแค่เอาข้าวปลาอาหารไปทำกับข้าวกิน ส่วนเรื่องอื่นค่อยมาว่ากันอีกที

          โชคดีที่เจียวเหมยนั้นมีความชำนาญเกี่ยวกับการทำอาหาร ไม่ว่าจะทำอาหารในสถานที่ใดนางสามารถทำได้โดยไม่ต้องให้ผู้ใดมาสั่งสอน

          “เอาล่ะ เสร็จแล้ว”

          กับข้าวง่ายๆ ที่นางทำก็คือข้าวต้ม

          หลังจากกินข้าวเสร็จ เจียวเหมยครุ่นคิดว่าจะทำอะไรต่อจากนี้ดี นางลืมไปว่าตั้งแต่เข้ามาอยู่ในที่แปลกๆ นางยังไม่ได้อาบน้ำเลย เมื่อเป็นเช่นนั้น นางก็ถอดเสื้อผ้าแล้วลงไปอาบน้ำริมแม่น้ำลำธารข้างบ้าน

          “น้ำเย็นจัง”

          เพียงแค่ปลายนิ้วเท้าสัมผัสน้ำในลำธารก็ทำให้รู้สึกเย็นสะท้านจนทำให้เจียวเหมยไม่อยากอาบน้ำขึ้นมาทันที แล้วเหตุที่น้ำเย็นราวอยู่ขั้วโลกเหนือนี้ก็อาจเป็นเพราะเมื่อวานมีฝนตกลงมา แต่ในเมื่อเปลือยกายอยู่แบบนี้จะถอดใจเพียงเพราะน้ำมันเย็นได้อย่างไรกัน

          “เอาไงเอากัน”

          ขาเรียวยาวสวยค่อยๆ หย่อนลงน้ำ ตามด้วยขาเรียวอีกข้างหย่อนลงตามไปด้วยกัน ลำธารที่ลงไปลึกเกือบเท่าหน้าอก ทำให้อาบน้ำล้างตัวและแช่น้ำได้สบาย ถึงจะหนาวเย็นแค่ไหนนางก็สู้สุดใจ ขอให้ได้อาบน้ำล้างตัวให้สะอาดเป็นพอ

          หลังจากอาบน้ำเสร็จ เจียวเหมยก็กลับขึ้นมาบ้าน สวมเสื้อผ้าใหม่แต่เป็นเสื้อผ้าแบบเดียวกันก็คือสีเขียวอ่อน ดูเหมือนว่าคนที่เตรียมทุกอย่างให้นางจะรู้ขนาดเสื้อผ้าว่าขนาดเท่าไหร่พอดี พอคิดแบบนั้นเจียวเหมยก็รู้สึกขนลุกขึ้นมาแปลกๆ อย่างบอกไม่ถูก แล้วเพื่อไม่ให้คิดมากจนเกินไป นางจึงส่ายหัวเพื่อสลัดความคิดแปลกๆ ออกไปก่อนที่จะหาอะไรทำต่อจากนี้

          “ของที่ใครไม่รู้เตรียมเอาไว้ให้เรา มันคงมีไม่เพียงพอ ข้าวปลาอาหารเองก็มีจำกัดด้วย เราต้องออกไปหาอาหารมาตุนเอาไว้”

          เมื่อคิดได้เช่นนั้น นางจึงออกไปหาของป่าบริเวณรอบบ้าน โชคดีที่มีผักป่าเติบโตขึ้นอยู่หลายชนิด แล้วแต่ละชนิดก็สามารถกินได้โดยไม่ต้องห่วงว่ามันจะมีพิษที่ทำอันตรายต่อคนกิน

          .

          .

          .

          นี่ไม่ใช่ความรู้สึกที่สัมผัสแล้วจะทำให้รู้สึกดีขึ้น หากปล่อยเอาไว้นานกว่านี้อาจทำให้เกิดการระคายเคืองและคันตลอดทั้งวันเป็นแน่

          เจียวเหมยตื่นนอนตั้งแต่เช้ามืดเพื่อออกมาหาของป่าบริเวณรอบบ้าน ส่วนใหญ่ของป่าจะเป็นพวกผักที่สามารถทานได้ แล้วก็ผลไม้ป่าหลายชนิดที่ช่วยให้นางมีกินมีใช้โดยไม่ต้องใช้เงินสักแดงเดียว

          ตั้งแต่เจียวเหมยติดอยู่ในป่าแห่งนี้ก็ผ่านมาได้ราวหนึ่งสัปดาห์ นางใช้ชีวิตเรียบง่ายสบายตามแบบของนาง แต่ก็มีแอบเหงาบ้างอยู่เหมือนกัน แม้นางจะไม่มีเพื่อนแต่ก็ได้พูดคุยกับลูกค้าที่มาซื้อดอกไม้ที่ร้านอยู่บ้าง ซึ่งทำให้นางไม่เหงา

          แต่ทว่าพอได้มาอยู่ที่นี่ แม้แต่เสียงคนสักคนก็ไม่ได้ยินนอกจากเสียงของตนที่พูดคุยกับธรรมชาติและดอกไม้ หากว่าเมื่อไหร่ที่นางพูดอยู่คนเดียวแล้วเกิดมีใครเห็นเข้าแล้วล่ะก็ นางอาจจะถูกคนเอาไปพูดไม่ดีอย่างนู้นอย่างนี้เป็นแน่

          แล้วตอนนี้นางก็กำลังหาเก็บของป่า แต่เกิดปัญหาตรงที่มีผีเสื้อในป่ามาเกาะบริเวณต้นแขน ซึ่งนางเองก็ชอบผีเสื้อเป็นเดิมทุนอยู่แล้ว แต่พอปล่อยให้มันเกาะอยู่นานก็รู้สึกเกิดอาการคันขึ้นมาอย่างที่เห็น

          “จะเกาะแขนกันไปถึงไหน”

          หลังจากนั้นเจียวเหมยก็กลับบ้าน แล้วนางก็เห็นอะไรบางอย่างวางอยู่แคร่ มันเป็นขวดแก้วใสขนาดเล็กที่บรรจุอะไรบางอย่างเอาไว้ที่ดูคล้ายคลึงยาหม่อง แล้วขวดแก้วใสนี้ก็วางทับกระดาษอะไรก็ไม่รู้อยู่ด้วย ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นของผู้ใด คงจะเป็นของที่บุคคลปริศนาเอามาให้เหมือนทุกวัน

          ความสงสัยที่เกิดขึ้นอยู่ทุกวันของเจียวเหมยนั้นทำให้นางอยากรู้จักบุคคลที่นำของเครื่องใช้และเสบียงว่าเป็นใคร แต่นางก็ทำได้เพียงสงสัย แม้จะเรียกให้บุคคลที่ช่วยเหลือนางออกมามันก็ไร้ประโยชน์

          แต่ทว่าความรู้สึกของนางนั้นรู้สึกว่าบุคคลที่ช่วยเหลือนางอยู่ไม่ไกล อย่างกลับว่าอยู่ตัวคนเดียวแต่กลับรู้สึกเหมือนอยู่ด้วยกันสองคน

          “ออกมาพูดคุยกันก็ได้นะคะ”

          ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ ทั้งสิ้น ทำให้สตรีร่างบางต้องถอนหายใจแล้วหายใจอีกที่ต้องเอื้อนเอ่ยถึงบุคคลที่ยังไม่เคยเห็นตัวตน

          กระดาษที่ถูกขวดแก้วใสขนาดเล็กทับอยู่นั้นถูกเจียวเหมยหยิบขึ้นมา กระดาษแผ่นต้องสงสัยนี้มันมีตัวอักษรจีนโบราณเขียนเอาไว้อยู่ด้วย ซึ่งเจียวเหมยไม่เคยร่ำเรียนภาษาที่ใช้อักษรจีนโบราณมาก่อนแต่นางกลับสามารถอ่านมันออกได้ไม่ต่างอะไรกับการปอกกล้วยเข้าปาก

          แล้วในเนื้อหาของกระดาษถูกเขียนเอาไว้ว่า

          “ขวดแก้วเป็นยาทาระคายเคืองและแมลงกัดต่อยได้”

          เจียวเหมยอ่านออกเสียงตามตัวอักษรที่เขียนในกระดาษ

          นอกจากช่วยเรื่องปากท้องแล้วยังช่วยเรื่องการรักษาอีกด้วย ถึงจะไม่รู้ว่าบุคคลที่ช่วยเหลือจะทำไปเพื่ออะไรก็เถอะ อย่างน้อยเจียวเหมยก็รู้สึกว่าต่อให้อยู่ตัวคนเดียวก็ปลอดภัยหายห่วง

          ในเนื้อหาของกระดาษไม่ได้มีอยู่แค่นี้

          “ออกไปพบผู้คนบ้าง”

          บนกระดาษเขียนเอาไว้แค่นี้

          เจียวเหมยครุ่นคิดว่าบุคคลที่ช่วยเหลือมาตลอดจนถึงตอนนี้อยากสื่อสารอะไรกันแน่ การใช้ชีวิตในธรรมชาติโดยที่ไม่ต้องไปยุ่งกับผู้คนมันเป็นสิ่งที่เจียวเหมยต้องการอย่างถึงที่สุด

          “แล้วจะให้ฉันออกไปจากที่นี่ได้ยังไงคะ”

          จริงอย่างที่นางพูด

          ตั้งแต่มาอยู่ในป่าแห่งนี้ เจียวเหมยยังไม่เคยเห็นผู้คนแม้แต่คนเดียว นางคิดว่าป่าที่เต็มไปด้วยธรรมชาติและอุดมสมบูรณ์จะต้องมีคนในพื้นที่เข้ามาหาปลาหรือไม่ก็หาของป่าอยู่บ้าง แต่นี่กลับไร้วี่แววไม่มีผู้คนให้เห็นสักคนเดียว

          กระดาษที่เจียวเหมยถืออยู่ตัวอักษรเปลี่ยนไป เจียวเหมยตกใจเล็กน้อย ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่พอเห็นตัวอักษรเปลี่ยนไปนางจึงดูและอ่านมันตามที่นางได้เห็น

          “ข้าจะพาเจ้าออกไปเอง”

          ตัวอักษรเขียนเอาไว้แบบนั้น

          ...

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ทะลุมิติไปเป็นสาวนักจัดดอกไม้   บทที่ 16 2/2 จบ

    เจียวเหมยไม่คิดว่าลี่จินเหมยจะถามถึงเรื่องนี้ พอถูกถามเรื่องนี้พวกเหล่าขุนนางก็อยากรู้เหมือนกัน แล้วของเหลวที่เหมือนน้ำนั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีในยุคสมัยนี้ ใช่แล้ว มันก็คือสารเรืองแสง หากสารเรืองแสงนี้อยู่ในความมืดมันจะมีแสงสว่างเกิดขึ้น แล้วสารเรืองแสงที่เจียวเหมยใช้นั้นเป็นสีน้ำเงินคราม ดอกกุหลาบหลากสีที่ถูกทาด้วยสารเรืองแสงนี้อีกไม่นานมันก็จะปรากฏให้เห็น เจียวเหมยก็ได้อธิบายถึงเรื่องสารเรืองแสงแต่นางบอกได้เพียงเท่านี้ ส่วนเรื่องหามาจากไหนนั้นเป็นความลับ อีกไม่นานพระอาทิตย์ก็จะตกดิน สารเรืองแสงก็เริ่มปรากฏตัวให้เห็นเป็นสีน้ำเงินครามที่ไม่ต่างอะไรกับอัญมณีใต้ท้องทะเลส่องแสงสวยงาม ทำให้ผู้ชมและผู้เข้าการแข่งขันรวมไปถึงเหล่าขุนนางทุกคนก็ได้เห็นสิ่งที่เจียวเหมยรังสรรค์ขึ้นมา “น่าตกใจจริงที่เจ้าทำเรื่องเหลือเชื่อขึ้นมา ข้าน่ะสังเกตระหว่างที่เจ้ากำลังทาของเหลวพวกนั้น ทำให้ข้ามองเห็นแสงสีน้ำเงินอยู่ครู่หนึ่ง ข้าเองก็ไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ไม่คิดว่าเจ้าจะเล็งจุดนี้เอาไว้ ข้านับถือเจ้าจากใจจริงเลยนะเจียวเหมย เอาล่ะ ข้าเองก็ต้องขอตัวก่อน ผู้แพ้อย่างข้าคงจะเ

  • ทะลุมิติไปเป็นสาวนักจัดดอกไม้   บทที่ 16 1/2 จบ

    16 หลังจากเริ่มการแข่งขัน สตรีหญิงร่างบางทั้งสองก็เริ่มสร้างผลงานของตนเอง แล้วก็เหมือนเดิม ลี่จินเหมยสื่อสารกับเหล่าดอกไม้ที่ตนจัดเตรียมเอาไว้ “รบกวนพวกเจ้าด้วยนะ” ทางด้านเจียวเหมยเองก็มีความสามารถในการสื่อสารดอกไม้ นางเองก็สื่อสารกับพวกดอกไม้ที่ตนได้เตรียมเอาไว้เช่นเดียวกัน “เรามาสู้ไปด้วยกันนะเจ้าคะ” นี่คือสิ่งที่ลี่จินเหมยพูดเอาไว้ว่าเจียวเหมยนั้นเหมือนกับนาง แล้วสิ่งที่เหมือนกันคงเป็นเพราะความสามารถที่เหมือนกันนั่นแหละ เจียวเหมยนำกระถางที่บรรจุดินมาตั้งตรงหน้าก่อนที่นางจะจัดการเรื่องดินที่กระจัดการจายเพื่อให้ดินนั้นที่เรียบเนียนและสวยงามก่อนจะนำดอกกุหลาบหลากสีที่เตรียมเอาไว้มาปักบนกระถาง นำหญ้าอ่อนสีเขียวขจีมาวางบนดินบนกระถางอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย แล้วใบหญ้าอ่อนก็ตรงและมีความเท่ากันราวกับว่าคัดลอกออกมาเป็นหลายใบด้วยกัน ตามด้วยนำพู่กันจุ่มกับของเหลวที่เตรียมเอาไว้แล้วนำไปทาดอกตูมของดอกกุหลาบ ขั้นตอนสุดท้ายที่ขาดไม่ได้ เจียวเหมยใช้สเปรย์ฉีดพ่นน้ำเพื่อให้ดอกไม้ที่จัดขึ้นมานั้นดูเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น เป็นอันว่าเสร็จเรียบ

  • ทะลุมิติไปเป็นสาวนักจัดดอกไม้   บทที่ 15

    15 “เวลาอันสั้นแค่นี้แต่เจ้ากลับทำมันได้ขนาดนี้เชียว ไม่อยากจะเชื่อ” มันเกิดอะไรขึ้นนะ กรรมการฉุนเห็นอะไรกันแน่ “ไม่ว่าจะเป็นต้นหญ้าอ่อนบนกระถางก็ดี ดอกกุหลาบก็ดี ใบหญ้าและกลีบดอกกุหลาบเท่ากันหมดเลย” ผลงานลี่จินเหมยที่ดูไม่มีเป็นจุดเด่น กลับกลายเป็นว่ามีจุดเด่นที่คาดไม่ถึง ผลงานหวังลี่อินนับว่าสมบูรณ์แบบมากแล้ว แต่ผลงานของลี่จินเหมยนั้นสมบูรณ์แบบยิ่งกว่าอีก “ผู้ชนะ ลี่จินเหมย” ผู้เข้าชมและผู้เข้าร่วมการแข่งขันที่ยังรอดูผลงานผู้ที่เหลืออยู่ก็แสดงความยินดีให้แก่ผู้ชนะ ส่วนผู้แพ้ก็ต้องยอมรับในผลการตัดสิน หวังลี่อินถึงกับเข่าทรุดที่ไม่สามารถเอาชนะลี่จินเหมยได้ สัญญาที่ให้ไว้กับเจียวเหมยต้องมลายหายไป นางไม่สามารถรักษาสัญญาเอาไว้ให้กับเจียวเหมยได้ เพราะนางเป็นผู้พ่ายแพ้อย่างหมดท่า “แพ้อีกแล้วสินะหวังลี่อิน เหตุที่เจ้าพ่ายแพ้ให้กับข้าก็เพราะตัวเจ้าหวังชนะนั่นแหละ เจ้าคงจะเข้าใจในสิ่งที่ข้าพูดนะ หวังลี่อิน” เจ็บใจแต่ทำอะไรไม่ได้ ผู้แพ้ไม่มีสิทธิ์พูดหรือขออะไรทั้งนั้น แล้วสิ่งที่หวังลี่อินเจ็บใจมากที่สุดก

  • ทะลุมิติไปเป็นสาวนักจัดดอกไม้   บทที่ 14

    14 “ผู้ชนะ เจียวเหมย” หลังจากกรรมการฉุนประกาศรายชื่อผู้ชนะ เจียวเหมยก็ดีใจจนออกนอกหน้า นางไม่คิดว่าตนเองนั้นจะชนะได้ ความกังวลที่ก่อเกิดภายในใจในมันได้หายไปทันที ผู้เข้าชมรวมไปถึงผู้เข้าร่วมการแข่งขันก็ส่งเสียงแสดงความยินดีให้แก่ผู้ชนะ ส่วนผู้แพ้อย่างหลันก็ได้แต่ยืนนิ่งเป็นเสาหิน นางคงจะเจ็บใจที่ตนได้รับความพ่ายแพ้เหมือนอย่างหลิวน้องสาวของนาง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ การตัดสินถือเป็นเอกฉันท์ แล้วอีกอย่างนางก็ยอมรับในฝีมือของอีกฝ่ายอย่างเจียวเหมยด้วย “ท่านเจียวเหมย ข้าแพ้แล้วแหละ ท่านเป็นคนที่มีความสามารถยิ่งกว่าข้าและน้องสาวของข้า ผลงานของท่านสวยงามมาก สมบูรณ์แบบไม่มีที่ติ” “เจ้าก็เหมือนกัน” “เหนือฟ้ายังมีฟ้า สักวันข้าจะต้องเอาชนะท่านให้จงได้” “ข้าจะรอวันที่ได้แข่งกับเจ้าอีกนะหลัน” “ท่านนี่ร้ายจริง แต่ว่า การที่ท่านจะเอาชนะการแข่งขันนี้ได้น่ะเป็นไปไม่ได้เลย ถ้าท่านผู้นั้นลงแข่งขัน” “เจ้าหมายถึงลี่จินเหมยสินะ” “เจ้าค่ะ ท่านผู้นั้นไม่เคยพ่ายแพ้ใคร นางมีความสามารถเหนือมนุษย์” “มันเป็นยั

  • ทะลุมิติไปเป็นสาวนักจัดดอกไม้   บทที่ 13

    13 การแข่งขันการจัดดอกไม้ภายในแผ่นดินใหญ่เริ่มต้นขึ้น ผู้เข้าแข่งขันที่เป็นคู่แรกต่างทำเวลาก่อนกำหนด การใช้เวลาเพียงแค่หนึ่งนาทีในการจัดดอกไม้นั้น สำหรับคนที่ไม่ได้ฝึกฝนด้านการจัดดอกไม้ด้วยความเร็วจะเสียเปรียบเป็นอย่างมาก โชคดีที่เจียวเหมยนั้นฝึกฝนตนมาอย่างดี เพียงแค่เวลาหนึ่งนั้นเหลือเฟือ (เก่งกันหมดทุกคนเลย) ผู้เข้าแข่งขันมีฝีมือเก่งกาจกันทั้งนั้น ทำให้เจียวเหมยรู้สึกกังวลเล็กน้อยที่จะได้ประลองกับพวกเขา “เจ้ากังวลรึ” ท่านผู้ไร้ตัวตนดูออกว่าเจียวเหมยมีความกังวลใจในการแข่งขันครั้งนี้จึงพูดถามเจียวเหมย นางจึงทำได้เพียงพยักหน้ารับเป็นเชิงว่ากังวล เพราะไม่สามารถพูดได้ในตอนนี้ เดี๋ยวถูกหาว่าพิลึกคน การแข่งขันดำเนินมาหลายคู่ คราวนี้มาถึงคู่ของเจียวเหมยแล้ว (เราจะต้องชนะแล้วไปประลองกับหวังลี่อิน) เจียวเหมยแสดงถึงความสามารถของตนให้เป็นที่ประจักษ์ ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งนาทีผลงานสร้างสรรค์ของเจียวเหมยก็เสร็จ ส่วนคู่แข่งก็เสร็จแล้วเหมือนกัน แต่ผลงานของคู่แข่งนั้นมีตำหนิตรงที่มีเศษดินหล่นเต็มพื้นบนโต๊ะ ทำให้เจียวเหมยเป็น

  • ทะลุมิติไปเป็นสาวนักจัดดอกไม้   บทที่ 12

    12 “หวังลี่อิน” ไม่รู้เหมือนกันเพราะเหตุใด ทำไมเจียวเหมยถึงได้รู้สึกไม่ค่อยดีหลังจากที่หวังลี่อินเดินทางกลับ (การแข่งขันภายในแผ่นดินใหญ่เราต้องแข่งขันกับหวังลี่อินด้วย ไม่อยากแข่งด้วยเลย) ท่านผู้ไร้ตัวตนที่อยู่ด้วยตลอดเวลานั้นก็ดูออกว่าเจียวเหมยทำไมถึงได้รู้สึกแบบนี้ พอเห็นนางเป็นแบบนี้ก็ทำให้บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนไป “เจ้าไม่ได้เข้าใจแม่นางหวังลี่อินเลย” “ก็ข้าไม่เข้าใจนี่นา ทำไมนางต้องอยากมาแข่งกับข้าด้วย ข้าเป็นเพื่อนนางนะ” “ข้าถึงบอกเจ้ายังไงล่ะว่าเจ้าไม่ได้เข้าใจแม่นางหวังลี่อินเลย” เจียวเหมยไม่เข้าใจเหตุผลที่หวังลี่อินอยากจะแข่งขันเพื่อเอาชนะนาง ไม่ว่าจะทำให้เข้าใจยังไงนางก็ไม่เข้าใจ ท่านผู้ไร้ตัวตนเห็นสภาพของเจียวเหมยเป็นอยู่ตอนนี้ไม่ได้ ก็เลยต้องพูดอะไรออกไปบ้างเพื่อให้เจียวเหมยเข้าใจ “ฟังข้านะ แม่นางหวังลี่อินยอมรับในตัวเจ้า นางก็เลยอยากจะแข่งกับเจ้ายังไงล่ะ นางไม่ได้เกลียดเจ้าเลย” “งั้นรึเจ้าคะ” “สิ่งที่เจ้าทำได้ก็คือแข่งกับนางแล้วเอาชนะนางให้ได้เพื่อตอบรับคว

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status