Masukจวนสกุลโจวหากมองจากกำแพงภายนอกอาจดูไม่ใหญ่โตเท่าใดนัก แต่เมื่อเข้ามาด้านในกลับพบว่าบริเวณกว้างขวางอย่างมาก มีเรือนเล็กใหญ่หลายหลัง โอบล้อมด้วยสวนดอกไม้ สวนไผ่ สวนหินและสระน้ำหลายแห่ง นอกจากนี้ยังมีน้ำตกขนาดย่อมอยู่ภายในจวน
ช่างสวยงามยิ่งนัก
“นายท่านพาบุตรบุญธรรมกลับมาแล้ว” เสียงของบรรดาสาวใช้พูดคุยกันขณะที่มองบีลีฟและเอ๋ยเอ้ยด้วยความตื่นเต้น
“เอ่อ พวกนาง ปกติใช่หรือไม่”
จากเสียงที่ดังกลายเป็นเสียงกระซิบเมื่อเห็นทรงผมและกระเป๋าสะพายข้างของหญิงสาวทั้งสอง
เอ๋ยเอ้ยกับบีลีฟได้ยิน พวกเธอหันมองหน้ากันแล้วก็ส่งยิ้มหวานให้พวกสาวใช้ประหนึ่งว่าตนเองเป็นนางงามที่ได้รับมงกุฎและสายสะพาย ในใจพลางคิด เดี๋ยวรอให้ทำผมเป็นก่อนเถอะ จะเป็นคนสวยแบบปกติให้ดู
สองสาวสบตากันอย่างคนรู้ใจ จากนั้นก็เดินสับขาตามหลังโจวโหวหยวน ใบหน้าหวานเชิดสะบัดด้วยความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม
“เอ่อ” สาวใช้แต่ละคนมองหน้ากัน ส่งเสียงเพียงแค่นี้พวกนางก็หมดคำพูด กิริยาท่าทางการแต่งตัวของคุณหนูคนใหม่ไม่ใช่สิ่งที่พวกนางจะนินทาได้สะดวกปาก
เมื่อถึงเรือนใหญ่ เอ๋ยเอ้ยกับบีลีฟก็เข้าไปภายในโถงรับแขก สายตาเห็นสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งสวมเสื้อผ้าสีเรียบแต่กลับดูมีสง่าราศีของผู้เป็นใหญ่ภายในบ้าน ใบหน้างามนั้นนั่งมองพวกเธอด้วยความเมตตา
หญิงสาวทั้งสองเหลือบมองกันก่อนยกมือขึ้นมาคารวะอย่างเก้ๆ กังๆ “สวัสดีเจ้าค่ะ ท่านแม่”
โจวโหวหยวนหัวเราะชอบใจ “ฮ่าๆ พวกเจ้าเก่งเสียจริงที่เดาออกว่านางเป็นฮูหยินของข้า ปกติคนนอกจะคิดว่านางเป็นบุตรสาวข้า”
สตรีวัยกลางคนมองค้อนโจวโหวหยวน นางส่ายศีรษะเล็กน้อย “ท่านพี่ยังจะพูดเล่นอยู่อีก ใบหน้าของข้าแค่งามสมวัยอย่างที่ควรจะเป็น”
“สำหรับข้า เจ้าดูอ่อนเยาว์เสมอ” โจวโหวหยวนหยอดคำหวานใส่ฮูหยินของตน พูดออกมาคล่องปากราวกับว่าเป็นสิ่งที่เขากระทำทุกวัน
บีลีฟกับเอ๋ยเอ้ยเห็นการหยอกล้อกันของคนทั้งสอง ก็อดเข้าร่วมด้วยไม่ได้
“ตอนแรกข้าก็จะเรียกว่าพี่หญิงอยู่หรอกเจ้าค่ะ แต่ราศีของท่านแม่เปล่งประกายฮูหยินมาก จะเรียกพี่หญิงคงไม่ได้”
“ใช่เลยเจ้าค่ะ งดงามเหมือนสตรีวัยเดียวกับพวกข้า หากข้าทั้งสองไปข้างนอกกับท่านแม่ ผู้คนคงเข้าใจว่าสามพี่น้องมาด้วยกัน”
“ฮ่า ฮ่า” โจวโหวหยวนหัวเราะถูกใจ
“ฮูหยินเจ้าดูสิ บุตรสาวสองคนนี้ของเรามีอารมณ์ขัน อย่ารีบให้พวกนางออกเรือนเร็วนักล่ะ”
เขากล่าวดักคอ เพราะบุตรบุญธรรมที่เขารับเลี้ยงแต่ละคนอยู่ด้วยกันได้ไม่นานก็มีบุรุษมาสู่ขออย่างรวดเร็ว เนื่องจากสตรีที่โจวโหวหยวนรับมาเป็นบุตรบุญธรรมล้วนไม่ใช่สตรีที่มีพื้นฐานธรรมดา พวกนางมีทักษะความสามารถที่โดดเด่น หรือไม่ก็นิสัยดี เก่งงานบ้านงานเรือน เป็นสตรีกตัญญู ที่สำคัญคือมีโจวโหวหยวนเป็นบิดา แม้จะเป็นเพียงบิดาบุญธรรม แต่บารมีของโจวโหวหยวนก็เป็นที่ยอมรับทั่วทั้งแคว้นซีเฟิง
เขาเป็นอดีตขุนนางที่มีความสามารถ ขนาดฮ่องเต้ยังเสียดายเมื่อเขาลาออกจากราชการ เหตุผลเพียงเพราะอยากกลับมาใช้ชีวิตเรียบง่ายกับภรรยาที่บ้านเกิด แต่ถึงกระนั้นขุนนางหลายคนก็ยังอยากให้บุตรหลานของตนมาเกี่ยวดองกับโจวโหวหยวนอยู่วันยังค่ำ
บุคคลที่มีความสามารถอยู่ที่ไหนก็มีอำนาจบารมีผู้คนเลื่อมใสศรัทธา
ส่วนบีลีฟและเอ๋ยเอ้ยที่โจวโหวหยวนรับมาเป็นบุตรบุญธรรม แค่ไหวพริบการพูดจา การแก้ปัญหา ความรู้ด้านการปฐมพยาบาลล้วนโดดเด่นทั้งคู่ แม้ว่าบางเรื่องจะดูแปลกแยกจากคนทั่วไปก็ตาม แต่ก็ยังเข้าใจได้เนื่องจากพวกเธอไม่ใช่คนของเมืองนี้
ฮูหยินของโจวโหวหยวนนามว่า ‘ต้วนหยาอัน’ มองหญิงสาวทั้งสองพลางพิจารณา นางอมยิ้มก่อนกล่าวกับสามีของตน
“พวกนางอยู่ในวัยที่ควรออกเรือนได้แล้ว หากต้องการออกเรือนหรือมีบุรุษที่คู่ควรเหมาะสม ข้าก็จะไม่รั้งไว้ข้างกาย”
เอ๋ยเอ้ยเม้มริมฝีปากบางเล็กน้อยก่อนเอ่ย
“พวกข้าเพิ่งมาถึงเมืองนี้ ยังไม่คุ้นเคยกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมเท่าใดนัก ทั้งยังไม่พบเจอบุรุษที่ถูกใจ เพราะฉะนั้นคงยังไม่แต่งงานเร็วๆ นี้หรอกเจ้าค่ะ”
แม้ว่าสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ย้อนมายุคนี้คือตั้งใจมาขอเนื้อคู่ก็เถอะ แต่ให้แต่งงานกับคนยุคโบราณก็น่ากลัวไปนะ
ไม่รู้ว่าสะใภ้ต้องพบเจออะไรบ้าง
บีลีฟผงกศีรษะ สีหน้าแสดงว่าเห็นด้วยกับคำพูดของเอ๋ยเอ้ย
“ใช่เจ้าค่ะ พวกข้ายังไม่ได้อยู่ในช่วงวิกฤตที่ต้องหาบุรุษมาแต่งงาน อยู่กับท่านพ่อท่านแม่ ทำในสิ่งที่อยากทำจนอิ่มหนำใจค่อยคิดเรื่องออกเรือนก็ยังไม่สาย”
อยู่กับผู้ที่เป็นบิดามารดาย่อมต้องปลอดภัยที่สุด จะหาเรื่องใส่ตัวแต่งออกไปลำบากทำไม
นอกจากว่าเจอคนที่ชอบ ใจบอกว่าใช่ ก็อาจจะยอมบุกน้ำลุยไฟเพื่อให้ได้ครอบครอง
ลำบากแค่ไหนก็จะสู้ แต่ขอให้เจอก่อนค่อยว่ากันอีกที
บีลีฟยิ้มหวานให้คู่สามีภรรยานัยน์ตาเป็นประกาย
‘โอม จงรักจงหลงหนูด้วยเถิด เพี้ยงๆ’
โจวโหวหยวนมองบุตรสาวบุญธรรมทั้งสองด้วยความประหลาดใจ ความคิดพวกนางช่างแตกต่างเสียจริง แต่ความมั่นใจเช่นนี้เป็นสิ่งที่เขาชื่นชมนัก
“แล้วพวกเจ้าต้องการทำอะไร” เขาหยั่งเชิงถาม
เอ๋ยเอ้ยและบีลีฟส่งสายตาราวกับสื่อสารกันทางกระแสจิต ไม่ได้พูดออกเสียง จากนั้นก็หันมาบอกกับโจวโหวหยวน
“อยากทำอาหารก่อนเจ้าค่ะ”
เรื่องกินเรื่องใหญ่ ตอนนี้พวกเธอมีคนอุปการะดูแลแล้ว ไม่ต้องกลัวความยากลำบากในการใช้ชีวิต เรื่องสำคัญในตอนนี้ก็คืออาหารการกินต้องถูกปากเป็นอย่างแรก มิฉะนั้นพวกเธอคงต้องนั่งร้องไห้ทุกวันเป็นแน่
ต้วนหยาอันเลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนหัวเราะเอ็นดูสตรีตรงหน้า นางเรียกติงเซียงสาวใช้วัยแรกแย้มมาเป็นคนดูแลรับใช้ของเอ๋ยเอ้ยและบีลีฟ
ก่อนที่ทั้งสองจะไปยังเรือนพักของตนเอง โจวโหวหยวนก็เอ่ยถามพวกเธอว่าจะใช้แซ่เดิมของตนหรือจะเปลี่ยนมาใช้แซ่ของเขา
เอ๋ยเอ้ยกับบีลีฟปรึกษากันไม่กี่วินาทีก็ตกลงใจเปลี่ยนมาใช้แซ่โจวทันที เหตุผลก็เพราะตอนนี้พวกเธออยู่ในจวนตระกูลโจว มีโจวโหวหยวนและต้วนหยาอันเป็นผู้ปกครอง ดังนั้นการเปลี่ยนไปใช้แซ่โจวจึงนับเป็นเรื่องที่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง
“เด็กสาวสองคนนี้ฉลาดยิ่งนัก”
โจวโหวหยวนพูดกับต้วนหยาอันหลังจากที่บีลีฟและเอ๋ยเอ้ยไปที่เรือนพักของตนแล้ว
ต้วนหยาอันทอดถอนใจเล็กน้อย “โดดเด่นเช่นนี้ ไม่นานคงมีตระกูลอื่นรีบส่งแม่สื่อมาสู่ขอ”
“ดูจากนิสัยของพวกนาง บุรุษที่จะมาสู่ขอคงต้องเหนื่อยแล้วล่ะ” โจวโหวหยวนหัวเราะชอบใจ
........
เรือนโบตั๋น
ติงเซียงพาเอ๋ยเอ้ยและบีลีฟมาที่เรือนโบตั๋น ต้วนหยาอันจัดแจงให้เป็นเรือนพักของหญิงสาว เรือนหลังนี้ปลูกต้นโบตั๋นรายล้อมหลายต้น ยามที่ดอกโบตั๋นผลิบานทำให้เรือนหลังนี้งดงามอย่างมาก
ด้านหน้าของเรือนมีการนำหินมาประดับตกแต่ง ดอกไม้ต้นเล็กใหญ่ถูกปลูกเรียงกันสีสันสวยงามลงตัว ยังมีสระน้ำขนาดเล็กแต่ให้ความรู้สึกเย็นสบายและสดชื่น มองเห็นปลาทองว่ายน้ำไล่ตามกันอย่างเพลิดเพลิน
“สวยมาก” หญิงสาวทั้งสองกวาดสายตาไปรอบบริเวณ ดื่มด่ำกับทิวทัศน์โดยรอบ
“คุณหนูซิ่นซินกับคุณหนูอ๋ายอ้ายเลือกห้องนอนได้เลยนะเจ้าคะ มีห้องฝั่งสระน้ำกับห้องฝั่งต้นโบตั๋น เวลามองออกจากห้องนอนจะสวยกันคนละแบบเจ้าค่ะ”
ติงเซียงอธิบายด้วยความคล่องแคล่ว สายตาจับจ้องหญิงสาวเพื่อดูความพึงพอใจของเจ้านายตน
บีลีฟและเอ๋ยเอ้ยอึกอักเล็กน้อย พวกเธอทั้งสองนอนห้องเดียวกันตั้งแต่ยังเด็ก ไม่เคยแยกห้องกัน ยกเว้นแค่ตอนกลับบ้านที่ไทย
“พวกข้าจะนอนห้องเดียวกัน”
ติงเซียงมุ่นคิ้วชั่วกระพริบตา จากนั้นก็เรียกสาวใช้คนอื่นมาช่วยจัดห้องนอนใหม่เพื่อให้สะดวกสำหรับการอยู่สองคน แม้นางไม่ค่อยเข้าใจเรื่องที่สตรีทั้งสองอยากนอนห้องเดียวกันเท่าใดนัก นางคิดเองว่าคุณหนูคนใหม่คงยังรู้สึกไม่ปลอดภัยและไม่ไว้ใจผู้คนในจวนนี้
แต่ก็ไม่เป็นไร เวลาจะช่วยทำให้คุณหนูทั้งสองรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลโจวได้แน่ๆ ติงเซียงคิดเช่นนั้น
........
“เมืองอิ๋นตูยุคโบราณอาหารส่วนใหญ่มีแค่จืดกับเค็ม ไม่ถูกปากเลย”
บีลีฟเริ่มบ่นกับเอ๋ยเอ้ย สีหน้าค่อนข้างหดหู่ที่รสชาติอาหารไม่ถูกปาก
“งั้นเราต้องทำอาหารกินเองแล้วล่ะ อย่างแรกต้องเตรียมวัตถุดิบก่อน เราต้องทำน้ำส้มสายชู น้ำปลาและก็น้ำปลาร้า”
เอ๋ยเอ้ยทบทวนความทรงจำตอนช่วยงานในครัวของโรงทานวัดผิงอันว่ามีเครื่องปรุงอะไรบ้าง แม้โรงทานจะทำแค่อาหารเจ แต่เธอก็สอบถามจากพ่อครัวของวัดมาเรียบร้อย
“น้ำปลานี่ต้องหมักเป็นปีเลยนะ แต่ไม่เป็นไร ใช้เกลือกับซีอิ๋วขาวแทนไปก่อน”
“ปลาร้าหมักสามสี่เดือนก็พอได้ จากนั้นก็เอาปลาร้ามาทำน้ำปลา แก้ขัดไปก่อน แล้วไหอื่นก็หมักสักปี”
“พริกที่นี่เผ็ดแค่พอถูไถ ไม่เผ็ดเท่าพริกขี้หนู ส่วนมะนาวน่าจะหาได้ยาก ต้องใช้ส้มจี๊ดกับน้ำส้มสายชูแทน”
“น้ำส้มสายชูก็ไม่มีอีก แต่ไม่เป็นไร หมักไม่นาน”
“มีเครื่องปรุงสามอย่างนี้เราก็ทำได้หลายอย่าง ตำยำดองก็รอดตายแล้ว”
พวกเธอทั้งสองพูดคุยกันพลางจดวัตถุดิบลงบนกระดาษ เตรียมไว้สำหรับให้ติงเซียงไปยื่นกับห้องครัวของจวนเพื่อใช้ในวันรุ่งขึ้น
“โชคดีมากที่มีดินสอปากกาอยู่ในกระเป๋าหลายแท่ง ว่างๆ ต้องหัดเขียนพู่กันจีนอีกรอบ”
“ถ้ารู้ว่าจะได้ใช้ ตอนนั้นคงตั้งใจหัดคัดพู่กันจีนมากกว่านี้”
ดังนั้น นอกจากจะวางแผนเรื่องการทำอาหาร เอ๋ยเอ้ยกับบีลีฟจึงต้องวางแผนพัฒนาตนเองให้มีชีวิตอยู่ในยุคโบราณได้อย่างไม่ลำบาก
แต่เรื่องที่ทั้งสองปวดหัวมากที่สุดก็คือการทำผมให้เป็นทรงตามยุคสมัยนี้ ไม่ว่าติงเซียงจะสอนอย่างไรพวกเธอก็ไม่สามารถทำด้วยตนเองได้ แค่ถักเปียรอบหัวยังทำไม่ได้เลย ยิ่งเกล้าเป็นมวยยิ่งไม่ต้องพูดถึง สุดท้ายหากไม่มีติงเซียงและสาวใช้คนอื่นมาช่วยทำผมให้ พวกเธอก็ทำทรงดังโงะเหมือนเดิม
ทรงผมประหลาดแล้วอย่างไร หน้าสวยหุ่นดีก็แล้วกัน
“เอ่อ สตรีในจวนใต้เท้า ใช่ว่าข้าจะไม่สนใจ” เขาพูดอ้อมแอ้ม ท่าทางเคอะเขินจนจับสังเกตได้ “หา พี่ชายข้าสนใจสตรีด้วยหรือ” เยว่ชุนน้องชายอุทานด้วยความตื่นเต้น “ข้าอยากเห็นจังว่าสตรีนางใดทำให้ภูเขาน้ำแข็งคนนี้หวั่นไหวได้” “เจ้าไม่ได้หลอกข้าใช่หรือไม่” ผู้เป็นมารดาหรี่ตาจับผิดบุตรชายบ้านตน “เอ่อ อันที่จริงข้าก็พานางมาที่นี่ด้วย เพียงแต่คืนนี้ให้นางพักที่โรงเตี๊ยม” เยว่ชิวตอบ ใบหูเริ่มแดงชัดเจน “ข้าอยากเห็นๆ” เยว่ชุนร้องโวยวายไม่ต่างจากเด็กน้อย&n
ความเดิมตอนที่แล้ว“ฮือ ฮือ ฮือ”เสียงร้องไห้ทั้งวันและเกือบทุกวันของติงเซียงรบกวนโสตประสาทของเยว่ชิว ชายหน้านิ่งที่ถูกสั่งให้เฝ้าห้องน้ำวัด“รบกวนเงียบได้หรือไม่” เขากล่าวเสียงเรียบกับสตรีน้อยด้านข้าง นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเปิดปากพูดกับหญิงสาว“ไม่ได้” ติงเซียงเงยหน้าจ้องมองเขาด้วยใบหน้าโศกเศร้าเจือหงุดหงิด“คุณหนูหายไปหลายวันแล้วไม่กลับมาสักที ข้าคิดถึง ใต้เท้าทั้งสองก็คงคิดถึงไม่ต่างกัน”“คุณหนูเจ้าแค่หายตัวไป ไม่ได้ตายเสียหน่อย”เยว่ชิวยังคงเอ่ยเสียงเรียบ ไม่สะทกสะท้านกับความน่าสงสารของสตรีเลยแม้แต่น้อย“ปากเสีย อย่าพูดเรื่องตายเชียวนะ ตบปากเจ้าซะ”
เอ๋ยเอ้ยและบีลีฟเมื่อถูกสามีตามไปเฝ้าถึงในห้องน้ำก็รู้สึกกระอักกระอ่วน ถึงจะเป็นคนยุคใหม่ แต่เรื่องนี้มันก็น่าอายนะแต่เมื่อคิดว่าต่อไปในอนาคต หากสามีภรรยาไม่ว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเจ็บป่วย ก็ต้องดูแลกันถึงในห้องน้ำอยู่ดี ดูแลกันแม้ยามเจ็บป่วยแก่เฒ่า อยู่ด้วยกันทั้งชีวิตพวกเธอจึงไม่ไล่สามีของตนออกจากห้องน้ำ เพียงแค่บอกให้เขายืนหันหลังก็พอหลังจากหญิงสาวทั้งสองทำธุระส่วนตัวเสร็จแล้ว พวกเธอก็ออกมายืนพิจารณาหน้าห้องน้ำห้องน้ำทั้งสองห้องนี้ถูกสร้างไว้ด้วยความวิจิตรบรรจง ประตูและหน้าต่างถูกแกะสลักประณีตงดงาม ลวดลายที่ถูกแกะสลักก็หนีไม่พ้นนกยวนยาง (เป็ดแมนดาริน) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของรักแท้ จับคู่เพียงตัวเดียวตลอดชีวิต“ประทับใจใช่หรือไม่” เสวียนอิงและฝูเทียนเหวินเอ่ยถามภรรยาของตนพร้อมกันราวกับเตี๊ยมกันมา
กลับมาถึงเมืองอิ๋นตู ก็มีเรื่องต้องประหลาดใจ ความจริงก็ไม่ต่างจากที่เอ๋ยเอ้ยและบีลีฟคาดไว้เท่าใดนักวันที่พวกเธอกลับมาถึงจวน เยว่ชิวหรือพี่หน้านิ่งก็จูงมือติงเซียงเข้ามาหาพวกเขาทั้งสี่และขออนุญาตแต่งงานโดยบอกว่าพวกเขาทั้งสองได้คบหาดูใจมาสักระยะหนึ่งแล้วได้ยินดังนั้น เอ๋ยเอ้ยและบีลีฟก็รีบจูงติงเซียงออกมาซักถามเป็นการส่วนตัว“ตั้งแต่เมื่อไหร่” เอ๋ยเอ้ยเป็นคนเปิดประเด็กถามสาวใช้ตัวน้อยติงเซียงยืนบิดตัวด้วยความเขินอาย“ก็ตั้งแต่เฝ้าคุณหนูหน้าห้องน้ำน่ะเจ้าค่ะ” นางเงียบไปพักหนึ่งก่อนเล่าต่อ“ข้าร้องไห้หน้าห้องน้ำ พี่เยว่ชิวเลยคอยพาข้าเดินวนรอบวัด คนอื่นจะได้ไม่เข้าใจผิดคิดว่าญาติข้าเสียในห้องน้ำ”เอ๋ยเอ้ยและบีลีฟนิ่งเงียบพร้อมกัน เธอควรขำหรือร้องไห้ตามดีพาไปเดินวนรอบวัดหรือพาไปเดินจงกรมกันแน่ ส่วนที่ว่าญาติเสียในห้องน้ำหมายถึงพวกเธอใช่หรือไม่เฮ้อ จะมีใครย้อนเวลามาทางนี้แบบพวกเธอบ้างช่างน่าอายเสียจริง“พวกเจ้าสองคนได้เสียกันหรือยัง” บีลีฟเปลี่ยนเรื่องถามเช่นผู้ใหญ่ถามเด็กอย่างไรเสียเธอก็อาบน้ำร้อนมาก่อนใบหูของติงเซียงเริ่มแดงขึ้นมาทันใดจากนั้นก็ลามไปทั่วใบหน้า หญิงสาวอ้ำๆ อึ้งๆ ก่อน
เมืองจินไห่ เมืองท่าติดทะเลริมชายหาดส่วนตัวแห่งหนึ่ง มีกระโจมสองหลังตั้งอยู่ไม่ห่างกันนัก กระโจมทั้งสองนี้หันหน้าเข้าหาทะเล ด้านหน้ากระโจมมีพรมผืนใหญ่ปูอยู่ บนพรมตั้งโต๊ะเตี้ย รอบล้อมด้วยเก้าอี้สี่ตัวพวกเอ๋ยเอ้ยและบีลีฟมาฮันนีมูนนอกสถานที่กันเพียงสี่คน ไม่ได้ให้คนอื่นติดตามมาปล่อยให้พี่หน้านิ่งเยว่ชิวกับติงเซียงมีเวลากันมากขึ้น เผื่อจะมีข่าวดีเร็วๆ“สุกแล้ว”เอ๋ยเอ้ยส่งเสียงบอกแต่ละคน เธอหยิบปลาหมึกตัวใหญ่ที่ย่างจนสุกมาหั่นแล้วจัดใส่จานส่วนบีลีฟกำลังทำน้ำจิ้มซีฟู๊ดอย่างตั้งอกตั้งใจ สายตาเหลือบมองเสวียนอิงและฝูเทียนเหวินเป็นระยะเห็นชายหนุ่มสองคนกำลังแกะหอยนางรมด้วยความขะมักเขม้นไม่รู้ว่าชอบกินหรือจะโด๊ปกันแน่เ
อีกฝั่งของป่า บนก้อนหินก้อนใหญ่ มีร่างของชายหนุ่มหญิงสาวนั่งพิงไหล่กัน มองดวงดาวที่ส่องประกายแสงบนท้องฟ้าท่ามกลางราตรีที่มืดมิด“ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน”ฝูเทียนเหวินบอกเอ๋ยเอ้ยน้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยอารมณ์คะนึงหา“ข้าก็คิดถึงเจ้า ว่าแต่ ข้าหายไปนานขนาดไหนหรือ”เอ๋ยเอ้ยถามสามีตน มือเล็กกอดแขนบุรุษไว้แน่นราวกับว่ากลัวจะต้องจากกันอีกครั้ง“ประมาณสี่เดือน” ฝูเทียนเหวินตอบ เป็นสี่เดือนที่ทรมานใจเหลือเกิน ภรรยาที่เพิ่งแต่งงานได้ไม่กี่วันหายไปในเวลาที่ต้องออกมาปฏิบัติหน้าที่ข้างนอกหากไม่ต้องทำงานเขาอยากจะเป็นคนเฝ้าห้องน้ำที่วัดเองด้วยซ้ำไปเอ๋ยเอ้ยซบไหล่ชายหนุ่ม ซักพักก็กอดเขา ฝูเทียนเหวินไม่รีรอรวบร่างของเธอในอ้อมแขนแล้วกอด







