LOGINจวนสกุลโจวหากมองจากกำแพงภายนอกอาจดูไม่ใหญ่โตเท่าใดนัก แต่เมื่อเข้ามาด้านในกลับพบว่าบริเวณกว้างขวางอย่างมาก มีเรือนเล็กใหญ่หลายหลัง โอบล้อมด้วยสวนดอกไม้ สวนไผ่ สวนหินและสระน้ำหลายแห่ง นอกจากนี้ยังมีน้ำตกขนาดย่อมอยู่ภายในจวน
ช่างสวยงามยิ่งนัก
“นายท่านพาบุตรบุญธรรมกลับมาแล้ว” เสียงของบรรดาสาวใช้พูดคุยกันขณะที่มองบีลีฟและเอ๋ยเอ้ยด้วยความตื่นเต้น
“เอ่อ พวกนาง ปกติใช่หรือไม่”
จากเสียงที่ดังกลายเป็นเสียงกระซิบเมื่อเห็นทรงผมและกระเป๋าสะพายข้างของหญิงสาวทั้งสอง
เอ๋ยเอ้ยกับบีลีฟได้ยิน พวกเธอหันมองหน้ากันแล้วก็ส่งยิ้มหวานให้พวกสาวใช้ประหนึ่งว่าตนเองเป็นนางงามที่ได้รับมงกุฎและสายสะพาย ในใจพลางคิด เดี๋ยวรอให้ทำผมเป็นก่อนเถอะ จะเป็นคนสวยแบบปกติให้ดู
สองสาวสบตากันอย่างคนรู้ใจ จากนั้นก็เดินสับขาตามหลังโจวโหวหยวน ใบหน้าหวานเชิดสะบัดด้วยความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม
“เอ่อ” สาวใช้แต่ละคนมองหน้ากัน ส่งเสียงเพียงแค่นี้พวกนางก็หมดคำพูด กิริยาท่าทางการแต่งตัวของคุณหนูคนใหม่ไม่ใช่สิ่งที่พวกนางจะนินทาได้สะดวกปาก
เมื่อถึงเรือนใหญ่ เอ๋ยเอ้ยกับบีลีฟก็เข้าไปภายในโถงรับแขก สายตาเห็นสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งสวมเสื้อผ้าสีเรียบแต่กลับดูมีสง่าราศีของผู้เป็นใหญ่ภายในบ้าน ใบหน้างามนั้นนั่งมองพวกเธอด้วยความเมตตา
หญิงสาวทั้งสองเหลือบมองกันก่อนยกมือขึ้นมาคารวะอย่างเก้ๆ กังๆ “สวัสดีเจ้าค่ะ ท่านแม่”
โจวโหวหยวนหัวเราะชอบใจ “ฮ่าๆ พวกเจ้าเก่งเสียจริงที่เดาออกว่านางเป็นฮูหยินของข้า ปกติคนนอกจะคิดว่านางเป็นบุตรสาวข้า”
สตรีวัยกลางคนมองค้อนโจวโหวหยวน นางส่ายศีรษะเล็กน้อย “ท่านพี่ยังจะพูดเล่นอยู่อีก ใบหน้าของข้าแค่งามสมวัยอย่างที่ควรจะเป็น”
“สำหรับข้า เจ้าดูอ่อนเยาว์เสมอ” โจวโหวหยวนหยอดคำหวานใส่ฮูหยินของตน พูดออกมาคล่องปากราวกับว่าเป็นสิ่งที่เขากระทำทุกวัน
บีลีฟกับเอ๋ยเอ้ยเห็นการหยอกล้อกันของคนทั้งสอง ก็อดเข้าร่วมด้วยไม่ได้
“ตอนแรกข้าก็จะเรียกว่าพี่หญิงอยู่หรอกเจ้าค่ะ แต่ราศีของท่านแม่เปล่งประกายฮูหยินมาก จะเรียกพี่หญิงคงไม่ได้”
“ใช่เลยเจ้าค่ะ งดงามเหมือนสตรีวัยเดียวกับพวกข้า หากข้าทั้งสองไปข้างนอกกับท่านแม่ ผู้คนคงเข้าใจว่าสามพี่น้องมาด้วยกัน”
“ฮ่า ฮ่า” โจวโหวหยวนหัวเราะถูกใจ
“ฮูหยินเจ้าดูสิ บุตรสาวสองคนนี้ของเรามีอารมณ์ขัน อย่ารีบให้พวกนางออกเรือนเร็วนักล่ะ”
เขากล่าวดักคอ เพราะบุตรบุญธรรมที่เขารับเลี้ยงแต่ละคนอยู่ด้วยกันได้ไม่นานก็มีบุรุษมาสู่ขออย่างรวดเร็ว เนื่องจากสตรีที่โจวโหวหยวนรับมาเป็นบุตรบุญธรรมล้วนไม่ใช่สตรีที่มีพื้นฐานธรรมดา พวกนางมีทักษะความสามารถที่โดดเด่น หรือไม่ก็นิสัยดี เก่งงานบ้านงานเรือน เป็นสตรีกตัญญู ที่สำคัญคือมีโจวโหวหยวนเป็นบิดา แม้จะเป็นเพียงบิดาบุญธรรม แต่บารมีของโจวโหวหยวนก็เป็นที่ยอมรับทั่วทั้งแคว้นซีเฟิง
เขาเป็นอดีตขุนนางที่มีความสามารถ ขนาดฮ่องเต้ยังเสียดายเมื่อเขาลาออกจากราชการ เหตุผลเพียงเพราะอยากกลับมาใช้ชีวิตเรียบง่ายกับภรรยาที่บ้านเกิด แต่ถึงกระนั้นขุนนางหลายคนก็ยังอยากให้บุตรหลานของตนมาเกี่ยวดองกับโจวโหวหยวนอยู่วันยังค่ำ
บุคคลที่มีความสามารถอยู่ที่ไหนก็มีอำนาจบารมีผู้คนเลื่อมใสศรัทธา
ส่วนบีลีฟและเอ๋ยเอ้ยที่โจวโหวหยวนรับมาเป็นบุตรบุญธรรม แค่ไหวพริบการพูดจา การแก้ปัญหา ความรู้ด้านการปฐมพยาบาลล้วนโดดเด่นทั้งคู่ แม้ว่าบางเรื่องจะดูแปลกแยกจากคนทั่วไปก็ตาม แต่ก็ยังเข้าใจได้เนื่องจากพวกเธอไม่ใช่คนของเมืองนี้
ฮูหยินของโจวโหวหยวนนามว่า ‘ต้วนหยาอัน’ มองหญิงสาวทั้งสองพลางพิจารณา นางอมยิ้มก่อนกล่าวกับสามีของตน
“พวกนางอยู่ในวัยที่ควรออกเรือนได้แล้ว หากต้องการออกเรือนหรือมีบุรุษที่คู่ควรเหมาะสม ข้าก็จะไม่รั้งไว้ข้างกาย”
เอ๋ยเอ้ยเม้มริมฝีปากบางเล็กน้อยก่อนเอ่ย
“พวกข้าเพิ่งมาถึงเมืองนี้ ยังไม่คุ้นเคยกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมเท่าใดนัก ทั้งยังไม่พบเจอบุรุษที่ถูกใจ เพราะฉะนั้นคงยังไม่แต่งงานเร็วๆ นี้หรอกเจ้าค่ะ”
แม้ว่าสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ย้อนมายุคนี้คือตั้งใจมาขอเนื้อคู่ก็เถอะ แต่ให้แต่งงานกับคนยุคโบราณก็น่ากลัวไปนะ
ไม่รู้ว่าสะใภ้ต้องพบเจออะไรบ้าง
บีลีฟผงกศีรษะ สีหน้าแสดงว่าเห็นด้วยกับคำพูดของเอ๋ยเอ้ย
“ใช่เจ้าค่ะ พวกข้ายังไม่ได้อยู่ในช่วงวิกฤตที่ต้องหาบุรุษมาแต่งงาน อยู่กับท่านพ่อท่านแม่ ทำในสิ่งที่อยากทำจนอิ่มหนำใจค่อยคิดเรื่องออกเรือนก็ยังไม่สาย”
อยู่กับผู้ที่เป็นบิดามารดาย่อมต้องปลอดภัยที่สุด จะหาเรื่องใส่ตัวแต่งออกไปลำบากทำไม
นอกจากว่าเจอคนที่ชอบ ใจบอกว่าใช่ ก็อาจจะยอมบุกน้ำลุยไฟเพื่อให้ได้ครอบครอง
ลำบากแค่ไหนก็จะสู้ แต่ขอให้เจอก่อนค่อยว่ากันอีกที
บีลีฟยิ้มหวานให้คู่สามีภรรยานัยน์ตาเป็นประกาย
‘โอม จงรักจงหลงหนูด้วยเถิด เพี้ยงๆ’
โจวโหวหยวนมองบุตรสาวบุญธรรมทั้งสองด้วยความประหลาดใจ ความคิดพวกนางช่างแตกต่างเสียจริง แต่ความมั่นใจเช่นนี้เป็นสิ่งที่เขาชื่นชมนัก
“แล้วพวกเจ้าต้องการทำอะไร” เขาหยั่งเชิงถาม
เอ๋ยเอ้ยและบีลีฟส่งสายตาราวกับสื่อสารกันทางกระแสจิต ไม่ได้พูดออกเสียง จากนั้นก็หันมาบอกกับโจวโหวหยวน
“อยากทำอาหารก่อนเจ้าค่ะ”
เรื่องกินเรื่องใหญ่ ตอนนี้พวกเธอมีคนอุปการะดูแลแล้ว ไม่ต้องกลัวความยากลำบากในการใช้ชีวิต เรื่องสำคัญในตอนนี้ก็คืออาหารการกินต้องถูกปากเป็นอย่างแรก มิฉะนั้นพวกเธอคงต้องนั่งร้องไห้ทุกวันเป็นแน่
ต้วนหยาอันเลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนหัวเราะเอ็นดูสตรีตรงหน้า นางเรียกติงเซียงสาวใช้วัยแรกแย้มมาเป็นคนดูแลรับใช้ของเอ๋ยเอ้ยและบีลีฟ
ก่อนที่ทั้งสองจะไปยังเรือนพักของตนเอง โจวโหวหยวนก็เอ่ยถามพวกเธอว่าจะใช้แซ่เดิมของตนหรือจะเปลี่ยนมาใช้แซ่ของเขา
เอ๋ยเอ้ยกับบีลีฟปรึกษากันไม่กี่วินาทีก็ตกลงใจเปลี่ยนมาใช้แซ่โจวทันที เหตุผลก็เพราะตอนนี้พวกเธออยู่ในจวนตระกูลโจว มีโจวโหวหยวนและต้วนหยาอันเป็นผู้ปกครอง ดังนั้นการเปลี่ยนไปใช้แซ่โจวจึงนับเป็นเรื่องที่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง
“เด็กสาวสองคนนี้ฉลาดยิ่งนัก”
โจวโหวหยวนพูดกับต้วนหยาอันหลังจากที่บีลีฟและเอ๋ยเอ้ยไปที่เรือนพักของตนแล้ว
ต้วนหยาอันทอดถอนใจเล็กน้อย “โดดเด่นเช่นนี้ ไม่นานคงมีตระกูลอื่นรีบส่งแม่สื่อมาสู่ขอ”
“ดูจากนิสัยของพวกนาง บุรุษที่จะมาสู่ขอคงต้องเหนื่อยแล้วล่ะ” โจวโหวหยวนหัวเราะชอบใจ
........
เรือนโบตั๋น
ติงเซียงพาเอ๋ยเอ้ยและบีลีฟมาที่เรือนโบตั๋น ต้วนหยาอันจัดแจงให้เป็นเรือนพักของหญิงสาว เรือนหลังนี้ปลูกต้นโบตั๋นรายล้อมหลายต้น ยามที่ดอกโบตั๋นผลิบานทำให้เรือนหลังนี้งดงามอย่างมาก
ด้านหน้าของเรือนมีการนำหินมาประดับตกแต่ง ดอกไม้ต้นเล็กใหญ่ถูกปลูกเรียงกันสีสันสวยงามลงตัว ยังมีสระน้ำขนาดเล็กแต่ให้ความรู้สึกเย็นสบายและสดชื่น มองเห็นปลาทองว่ายน้ำไล่ตามกันอย่างเพลิดเพลิน
“สวยมาก” หญิงสาวทั้งสองกวาดสายตาไปรอบบริเวณ ดื่มด่ำกับทิวทัศน์โดยรอบ
“คุณหนูซิ่นซินกับคุณหนูอ๋ายอ้ายเลือกห้องนอนได้เลยนะเจ้าคะ มีห้องฝั่งสระน้ำกับห้องฝั่งต้นโบตั๋น เวลามองออกจากห้องนอนจะสวยกันคนละแบบเจ้าค่ะ”
ติงเซียงอธิบายด้วยความคล่องแคล่ว สายตาจับจ้องหญิงสาวเพื่อดูความพึงพอใจของเจ้านายตน
บีลีฟและเอ๋ยเอ้ยอึกอักเล็กน้อย พวกเธอทั้งสองนอนห้องเดียวกันตั้งแต่ยังเด็ก ไม่เคยแยกห้องกัน ยกเว้นแค่ตอนกลับบ้านที่ไทย
“พวกข้าจะนอนห้องเดียวกัน”
ติงเซียงมุ่นคิ้วชั่วกระพริบตา จากนั้นก็เรียกสาวใช้คนอื่นมาช่วยจัดห้องนอนใหม่เพื่อให้สะดวกสำหรับการอยู่สองคน แม้นางไม่ค่อยเข้าใจเรื่องที่สตรีทั้งสองอยากนอนห้องเดียวกันเท่าใดนัก นางคิดเองว่าคุณหนูคนใหม่คงยังรู้สึกไม่ปลอดภัยและไม่ไว้ใจผู้คนในจวนนี้
แต่ก็ไม่เป็นไร เวลาจะช่วยทำให้คุณหนูทั้งสองรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลโจวได้แน่ๆ ติงเซียงคิดเช่นนั้น
........
“เมืองอิ๋นตูยุคโบราณอาหารส่วนใหญ่มีแค่จืดกับเค็ม ไม่ถูกปากเลย”
บีลีฟเริ่มบ่นกับเอ๋ยเอ้ย สีหน้าค่อนข้างหดหู่ที่รสชาติอาหารไม่ถูกปาก
“งั้นเราต้องทำอาหารกินเองแล้วล่ะ อย่างแรกต้องเตรียมวัตถุดิบก่อน เราต้องทำน้ำส้มสายชู น้ำปลาและก็น้ำปลาร้า”
เอ๋ยเอ้ยทบทวนความทรงจำตอนช่วยงานในครัวของโรงทานวัดผิงอันว่ามีเครื่องปรุงอะไรบ้าง แม้โรงทานจะทำแค่อาหารเจ แต่เธอก็สอบถามจากพ่อครัวของวัดมาเรียบร้อย
“น้ำปลานี่ต้องหมักเป็นปีเลยนะ แต่ไม่เป็นไร ใช้เกลือกับซีอิ๋วขาวแทนไปก่อน”
“ปลาร้าหมักสามสี่เดือนก็พอได้ จากนั้นก็เอาปลาร้ามาทำน้ำปลา แก้ขัดไปก่อน แล้วไหอื่นก็หมักสักปี”
“พริกที่นี่เผ็ดแค่พอถูไถ ไม่เผ็ดเท่าพริกขี้หนู ส่วนมะนาวน่าจะหาได้ยาก ต้องใช้ส้มจี๊ดกับน้ำส้มสายชูแทน”
“น้ำส้มสายชูก็ไม่มีอีก แต่ไม่เป็นไร หมักไม่นาน”
“มีเครื่องปรุงสามอย่างนี้เราก็ทำได้หลายอย่าง ตำยำดองก็รอดตายแล้ว”
พวกเธอทั้งสองพูดคุยกันพลางจดวัตถุดิบลงบนกระดาษ เตรียมไว้สำหรับให้ติงเซียงไปยื่นกับห้องครัวของจวนเพื่อใช้ในวันรุ่งขึ้น
“โชคดีมากที่มีดินสอปากกาอยู่ในกระเป๋าหลายแท่ง ว่างๆ ต้องหัดเขียนพู่กันจีนอีกรอบ”
“ถ้ารู้ว่าจะได้ใช้ ตอนนั้นคงตั้งใจหัดคัดพู่กันจีนมากกว่านี้”
ดังนั้น นอกจากจะวางแผนเรื่องการทำอาหาร เอ๋ยเอ้ยกับบีลีฟจึงต้องวางแผนพัฒนาตนเองให้มีชีวิตอยู่ในยุคโบราณได้อย่างไม่ลำบาก
แต่เรื่องที่ทั้งสองปวดหัวมากที่สุดก็คือการทำผมให้เป็นทรงตามยุคสมัยนี้ ไม่ว่าติงเซียงจะสอนอย่างไรพวกเธอก็ไม่สามารถทำด้วยตนเองได้ แค่ถักเปียรอบหัวยังทำไม่ได้เลย ยิ่งเกล้าเป็นมวยยิ่งไม่ต้องพูดถึง สุดท้ายหากไม่มีติงเซียงและสาวใช้คนอื่นมาช่วยทำผมให้ พวกเธอก็ทำทรงดังโงะเหมือนเดิม
ทรงผมประหลาดแล้วอย่างไร หน้าสวยหุ่นดีก็แล้วกัน
“จะเปิดดูทุกไหเลยหรือไม่” เอ๋ยเอ้ยถามฝูเทียนเหวินด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ทำให้มองไม่ออกถึงเป้าหมายที่แท้จริง ฝูเทียนเหวินกลั้นหายใจปั้นหน้าเคร่งขรึม“นี่เจ้าจะหลอกใช้ข้าสินะ เฮอะ ข้าไม่เชื่อเจ้าหรอก” เขาเก็บดาบเตรียมชวนเสวียนอิงจากไป “เดี๋ยวสิ” มือเรียวของบีลีฟดึงแขนเสื้อของเสวียนอิง“ไม่คิดจะรับผิดชอบเลยหรือ นิสัยไม่ดีเลยนะ” เสวียนอิงมองมือหญิงสาวที่ดึงแขนเสื้อตน เขาอยากไปจากตรงนี้เร็วๆ หนีให้ไกลจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ “จะให้พว
หลังจากวันนั้น จวนสกุลโจวก็มีบรรดาแม่สื่อและบุรุษมากหน้าหลายตาแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนแทบทุกวัน ถึงกระนั้นก็ไม่มีใครได้พบหน้าบุตรบุญธรรมของโจวโหวหยวนเลยสักคน เพราะต้วนหยาอันได้สั่งให้ผู้เฝ้าประตูบอกแขกเหรื่อที่ไม่ได้เชื้อเชิญเหล่านั้นว่าบุตรสาวทั้งสองอยู่ในช่วงศึกษาความรู้ในศาสตร์แขนงต่างๆ ได้ยินข้อความดังกล่าวก็ไม่มีผู้ใดขุ่นข้องหมองใจ แต่ละคนกลับมีใจอยากเอาชนะได้ผูกมิตรเชื่อมสัมพันธ์กับตระกูลโจวมากยิ่งขึ้น ในช่วงเช้าของวันหนึ่งที่ไม่มีวิชาเรียน เอ๋ยเอ้ยกับบีลีฟปรึกษากันอย่างจริงจัง “อีกไม่กี่วันจะเปิดไหปลาร้าแล้ว น้ำส้มสายชู กระเทียมดอง แหนมซี่โครง แหนมหมู แหนมเห็ด แหนมเอ็นข้อไก่ตอนนี้มีครบ น้ำปลายังไม่มีแต่ก็ใช้เกลือกับซีอิ๋วขาวแทนได้ เท่ากับว่าเราเตรียมเปิดร้านได้แล้วนะ”บีลีฟตวัดข้อมือลงปลายพู่กันด้วยความชำนาญ เรียนมาหลายเดือน หัดคัดทุกวันจนตอนนี้สามารถตวัดปลายพู่กันเขียนตัวอักษรต่อเนื่องกันโดยแทบไม่ต้องยกมือขึ้นก็ยังได้ “ดีที่เราหมักเครื่องปรุงเพิ่มตลอด ไม่ต้องกลัวของหมด เช่นนั้นเราก็ไปเดินเล่นตลาดกันดีกว่า เผื่อเจอทำเลที่เหมาะกับการเ
วันที่สองของการอาศัยที่จวนสกุลโจว เอ๋ยเอ้ยและบีลีฟตื่นตั้งแต่เช้าตรู่ พวกเธอลืมตาขึ้นมาก็พบว่าติงเซียงเตรียมอ่างล้างหน้าไว้ให้เรียบร้อยแล้ว “ข้าอาบน้ำตอนเช้าได้หรือไม่” เอ๋ยเอ้ยเอ่ยถามสาวใช้ร่างเล็ก สายตาคาดหวังกับคำตอบอย่างมาก ติงเซียงขมวดคิ้วสงสัย ใบหน้างุนงง “อาบได้เจ้าค่ะ แค่ไม่ค่อยมีผู้ใดอาบน้ำตอนเช้ากัน” บีลีฟอมยิ้มขบขัน ริมฝีปากอวบอิ่มเอ่ยต่อทันที“ถ้าอาบน้ำตอนเช้าได้พวกเราสองคนก็จะอาบทุกวัน อ่อ วันละสองครั้งด้วยนะ เช้าเย็น” ติงเซียงฟังคำของบีลีฟ มองหน้าคนทั้งสองแล้วพ
จวนสกุลโจวหากมองจากกำแพงภายนอกอาจดูไม่ใหญ่โตเท่าใดนัก แต่เมื่อเข้ามาด้านในกลับพบว่าบริเวณกว้างขวางอย่างมาก มีเรือนเล็กใหญ่หลายหลัง โอบล้อมด้วยสวนดอกไม้ สวนไผ่ สวนหินและสระน้ำหลายแห่ง นอกจากนี้ยังมีน้ำตกขนาดย่อมอยู่ภายในจวน ช่างสวยงามยิ่งนัก“นายท่านพาบุตรบุญธรรมกลับมาแล้ว” เสียงของบรรดาสาวใช้พูดคุยกันขณะที่มองบีลีฟและเอ๋ยเอ้ยด้วยความตื่นเต้น“เอ่อ พวกนาง ปกติใช่หรือไม่”จากเสียงที่ดังกลายเป็นเสียงกระซิบเมื่อเห็นทรงผมและกระเป๋าสะพายข้างของหญิงสาวทั้งสองเอ๋ยเอ้ยกับบีลีฟได้ยิน พวกเธอหันมองหน้ากันแล้วก็ส่งยิ้มหวานให้พวกสาวใช้ประหนึ่งว่าตนเองเป็นนางงามที่ได้รับมงกุฎและสายสะพาย ในใจพลางคิด เดี๋ยวรอให้ทำผมเป็นก่อนเถอะ จะเป็นคนสวยแบบปกติให้ดูสองสา
เมื่อออกมาที่ประตูใหญ่หน้าวัด เอ๋ยเอ้ยและบีลีฟก็รับรู้ถึงความผิดปกติอย่างชัดเจน ถนนคอนกรีตกลายเป็นทางลูกรัง ร้านค้าและสวนหย่อมบริเวณหน้าวัดหายไป เหลือเพียงแต่ต้นไม้กอหญ้าที่ขึ้นข้างทาง มองบนถนนจนสุดสายตาก็เห็นรถม้าวิ่งสวนกันด้วยความเร็ว“ซวยแล้ว” บีลีฟสบถอย่างลืมตัว เธอหันมองเอ๋ยเอ้ยที่ยืนนิ่งเงียบด้วยความตกใจ “เอาไงดี”เอ๋ยเอ้ยยืนเม้มปากใบหน้าซีดขาว “เข้าวัดกันก่อนดีกว่า”สถานการณ์เช่นนี้อย่างไรก็ต้องพึ่งวัดพวกเธอกลับเข้าไปในวัดอีกรอบ เดินหาพระภิกษุกับแม่ชีที่พบเจอเพื่อซักถาม พอจับต้นชนปลายได้ก็เข่าอ่อนเหมือนคนสิ้นหวัง“แก ฮือ เข้าส้วมแป๊บเดียวย้อนมายุคโบราณเฉยเลย”“ฮือ ทำไงดี ที่นี่ไม่มีซีรีส์ ไม่มีแอร์ ไม่มีห้าง ไม่มีอินเตอร์เน็ตให้ท่องโลกกว้าง” ทั้งสองกอดกันแล้วทรุดนั่งร้อ
คอนโดมิเนียมโครงการหรูข้างมหาวิทยาลัยเมืองอิ๋นตูณ ห้อง A 19 – 2 ห้องพักขนาดใหญ่ 3 ห้องนอน 1 ห้องรับแขก ภายในแต่ละห้องถูกตกแต่งอย่างหรูหรา ข้าวของเครื่องใช้ เฟอร์นิเจอร์และเครื่องประดับต่างๆ ล้วนมีราคาแพง บ่งบอกถึงรสนิยมเจ้าของห้องได้อย่างดีเจ้าของห้องนี้เป็นหญิงสาวสองคนที่เพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัยเมืองอิ๋นตูได้ไม่ถึงสามเดือน แม้ตอนนี้พวกเธออยู่ในระหว่างหางานทำ แต่ก็ไม่เดือดร้อนเรื่องเงินทอง ทั้งสองใช้จ่ายเงินของครอบครัวอย่างฟุ่มเฟือยถึงหญิงสาวทั้งสองจะใช้จ่ายมากเพียงใด คนในครอบครัวก็ไม่เคยปริปากบ่นแม้แต่เพียงนิดเดียว ไม่ใช่เพราะพวกเธอเป็นลูกสาวหรือหลานสาวหัวแก้วหัวแหวนของตระกูล แต่เพราะเป็นบุตรหลานที่อยู่นอกสายตา คนในตระกูลรุ่นราวคราวเดียวกับพวกเธอมีมากเสียจนไม่สามารถนับนิ้วมือรวมกับนิ้วเท้าได้ ดีที่ธุรกิจของตระกูลอยู่ในระดับต้นๆ ของประเทศ กำไรมากมายมหาศาล ทำให้สามารถส่งลูกหลานแต่ละคนไปเรียนต่างประเทศตั้งแต่ยังเล็ก ไม่กลับประเทศก็ไม่มีใคร







