เข้าสู่ระบบ
คอนโดมิเนียมโครงการหรูข้างมหาวิทยาลัยเมืองอิ๋นตู
ณ ห้อง A 19 – 2 ห้องพักขนาดใหญ่ 3 ห้องนอน 1 ห้องรับแขก ภายในแต่ละห้องถูกตกแต่งอย่างหรูหรา ข้าวของเครื่องใช้ เฟอร์นิเจอร์และเครื่องประดับต่างๆ ล้วนมีราคาแพง บ่งบอกถึงรสนิยมเจ้าของห้องได้อย่างดี
เจ้าของห้องนี้เป็นหญิงสาวสองคนที่เพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัยเมืองอิ๋นตูได้ไม่ถึงสามเดือน แม้ตอนนี้พวกเธออยู่ในระหว่างหางานทำ แต่ก็ไม่เดือดร้อนเรื่องเงินทอง ทั้งสองใช้จ่ายเงินของครอบครัวอย่างฟุ่มเฟือย
ถึงหญิงสาวทั้งสองจะใช้จ่ายมากเพียงใด คนในครอบครัวก็ไม่เคยปริปากบ่นแม้แต่เพียงนิดเดียว ไม่ใช่เพราะพวกเธอเป็นลูกสาวหรือหลานสาวหัวแก้วหัวแหวนของตระกูล แต่เพราะเป็นบุตรหลานที่อยู่นอกสายตา คนในตระกูลรุ่นราวคราวเดียวกับพวกเธอมีมากเสียจนไม่สามารถนับนิ้วมือรวมกับนิ้วเท้าได้ ดีที่ธุรกิจของตระกูลอยู่ในระดับต้นๆ ของประเทศ กำไรมากมายมหาศาล ทำให้สามารถส่งลูกหลานแต่ละคนไปเรียนต่างประเทศตั้งแต่ยังเล็ก ไม่กลับประเทศก็ไม่มีใครตำหนิ อาจกล่าวได้ว่าผู้ใหญ่ในตระกูลคงลืมแล้วว่ามีพวกเธอทั้งสองเป็นลูกหลาน
‘เอ๋ยเอ้ย’ หญิงสาวเชื้อสายจีน-ไทย มีผิวขาวผุดผ่อง ดวงตาค่อนข้างเล็กแต่ยังคงความงาม ประกายในดวงตาฉายแววเฉลียวฉลาดและมีไหวพริบ ริมฝีปากค่อนข้างบางแต่เข้ากับรูปหน้าอย่างลงตัว เธอมีผมที่ดำเงางาม รูปร่างผอมบาง สูงหนึ่งร้อยหกสิบแปดเซนติเมตร ถือว่าไม่เตี้ยและไม่สูงจนเกินไป ชื่อจีนของเอ๋ยเอ้ยคือ ‘เจิ้งอ๋ายอ้าย’ เป็นชื่อที่ค่อนข้างคล้ายคลึงกับชื่อเล่นอยู่ไม่น้อย ก็ไม่แน่ใจว่าอากงตั้งชื่อนี้ให้เธอเพราะตั้งใจหรือว่าขี้เกียจคิดกันแน่
ส่วนอีกคน ‘บีลีฟ’ หญิงสาวที่ใบหน้าสวยคมเข้ม คิ้วเรียวยาวเป็นทรงสวย ดวงตากลมโต ริมฝีปากอวบอิ่ม ผิวสีแทนเนียนสวย ผมหยักศกเล็กน้อย ไม่ต้องดัดหรือม้วนผมก็เป็นลอนสวยแบบธรรมชาติ เธอสูงกว่าเอ๋ยเอ้ยเพียงสองเซนติเมตร แต่ก็ทำให้ดูสูงกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด ส่วนชื่อจีนของเธอก็คือ ‘จ้าวซิ่นซิน’ ความหมายไม่ต่างจากชื่อเล่นของเธอเท่าใดนัก
เอ๋ยเอ้ยกับบีลีฟมาเรียนต่อที่ประเทศจีนตั้งแต่เด็ก เริ่มอ่านออกเขียนภาษาไทยได้ไม่กี่คำก็ถูกครอบครัวส่งมาเรียนที่ประเทศจีน กล่าวได้ว่าความรู้ด้านภาษาจีนของพวกเธออาจจะดีกว่าภาษาไทยด้วยซ้ำไป ตอนนี้หญิงสาวทั้งสองก็อยู่ด้วยกันมาสิบกว่าปีแล้ว แม้ว่าจะเรียนจบปริญญาตรีแต่ก็ยังไม่คิดจะกลับไทย พวกเธอวางแผนจะหางานทำและอยู่ที่นี่อีกระยะยาว
........
“แกพรุ่งนี้วันพระ ไปไหว้พระกัน” เอ๋ยเอ้ยนั่งกดโทรศัพท์มือถือพร้อมเอ่ยชวนบีลีฟ
“คิดยังไงบอกกะทันหันแบบนี้ จะขออะไรพระท่าน” บีลีฟนอนเล่นแท็บเล็ตก่อนหันมาถามเพื่อนสาว
“เรียนจบแล้วคงไม่ขอเรื่องเรียนแน่นอน ขอเรื่องงานกับเนื้อคู่สิ” เอ๋ยเอ้ยลุกจากเก้าอี้เดินมาที่โซฟานอน ร่างเพรียวบางนั่งลงข้างบีลีฟ ริมฝีปากบางเอ่ยพลางทอดถอนใจ
“ไม่อยากกลับบ้าน หาหนุ่มจีนเป็นแฟนเนี่ยแหละ รู้งี้ตอนเรียนหาแฟนจีนดีกว่า”
“เรียนที่นี่มาเป็นสิบปี ตั้งแต่ประถมยันมหาลัย แกก็คบแต่ต่างชาติไม่ชายตาแลหนุ่มจีน แล้วไงล่ะ ตอนนี้กำแพงเมืองจีนสูงมากล่ะสิ” บีลีฟบ่นเพื่อนสาวตนก่อนเขยิบให้เอ๋ยเอ้ยมานอนด้านข้าง
“แหม ก็ฉันหน้าหมวยอยู่แล้ว ไม่อยากมีหมวยน้อยตี๋น้อยเพิ่มขึ้นมา แต่ตอนนี้คิดใหม่ มีลูกสวยหล่อเหมือนดาราจีนก็ไม่เลวนะ”
บีลีฟเหลือบตามองเพื่อนราวกับสืบค้นความต้องการของอีกฝ่าย นิ้วเรียวค้นหาข้อมูลในเว็บไซต์อย่างคล่องแคล่ว
“คิดเลยนะว่าจะขอเนื้อคู่แบบไหน เตรียมละเอียดๆ หน้าตา ส่วนสูง การศึกษา การงาน ครอบครัว สุขภาพ เงินในบัญชี”
“คิดไว้แล้วย่ะ” เอ๋ยเอ้ยบอก เธอนอนหนุนหมอนไม่นานก็หลับทันที
........
รุ่งขึ้นอีกวัน ในเวลาที่แสงอาทิตย์เพิ่งเริ่มทอประกายให้ความสว่างบนผืนฟ้า เอ๋ยเอ้ยและบีลีฟต่างก็ตื่นนอน อาบน้ำแต่งตัวอย่างรวดเร็ว พวกเธอใส่เสื้อยืดสีสันสดใส กางเกงยีนส์ขายาว คลุมทับด้วยเสื้อคาร์ดิแกน สวมรองเท้าคัทชู สะพายกระเป๋ากันคนละใบ แล้วออกเดินทางไปวัดทันที
วัดผิงอัน วัดโบราณที่สร้างขึ้นมาหลายศตวรรษ ไม่สามารถบอกเวลาสร้างแน่นอนได้ บริเวณวัดค่อนข้างกว้างขวาง มีอาคารวิหารเก่าหลายอาคาร ทั้งที่สร้างมาจากหินและสร้างจากไม้ ถึงแม้ภายในวัดจะคงความเก่าแก่ราวกับมีกระแสมนต์ขลังศักดิ์สิทธิ์ไหลเวียนโดยรอบ แต่ร้านรวงนอกกำแพงวัดกลับเป็นอาคารที่ก่อสร้างใหม่ ถูกตกแต่งสวยงามเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้าไปจับจ่ายใช้สอย
บีลีฟมองร้านขายอาหารแต่ละร้านที่เรียงรายอยู่หน้าวัด สายตาจับจ้องบนป้ายเมนูไม่วางตา
“หิวแล้ว หาอะไรกินก่อนเถอะ”
“ได้ เลือกร้านเลย” เอ๋ยเอ้ยหยิบโทรศัพท์มือถือมาดูข้อความแชทและพิมพ์บางอย่างลงในโน้ต
เธอเดินเข้าไปในร้าน ยังไม่ทันได้ดูเมนู
“ฉันสั่งให้แล้ว เหมือนกัน” บีลีฟบอก มือเรียวหยิบตะเกียบออกมาแล้วส่งให้เอ๋ยเอ้ยด้วยความฉับไว
ไม่นานนัก เถ้าแก่เนี้ยก็ถือหลัวซือเฝิ่น (บะหมี่หอยหวาน) สองชามมาวางตรงหน้าหญิงสาวทั้งสอง กลิ่นของก๋วยเตี๋ยวหอมยั่วน้ำลายอย่างมาก
“อย่ามัวแต่เล่นโทรศัพท์ กินกิน” บีลีฟดุเพื่อนสาว ก่อนที่ทั้งคู่จะเริ่มกินด้วยความเอร็ดอร่อย
........
ผ่านไปได้ไม่ถึงยี่สิบนาที บีลีฟกับเอ๋ยเอ้ยก็รีบวิ่งผ่านเข้าประตูวัดอย่างรวดเร็ว พวกเธอปวดท้องหนักตั้งแต่กินหลัวซือเฝิ่นจนหมด จะให้เข้าห้องน้ำของร้านก็มีเพียงห้องเดียว ไม่พอสำหรับเธอทั้งสอง สิ่งที่คิดได้ในเวลาคับขันนี้ก็คือห้องน้ำวัด
สองสาววิ่งไปยังห้องน้ำโบราณที่อยู่ด้านหลังวัด เพราะคนน้อยและค่อนข้างเงียบกว่าห้องน้ำใหม่ด้านหน้า
‘คนน้อย’ แปลว่า ปลอดภัยต่อความรู้สึก ไม่ต้องคอยลุ้นเวลาเปิดประตูว่าจะเจอภาพที่ทำให้ตกใจหรือสยดสยอง เข้าปุ๊บปล่อยได้ปั๊บ
ห้องน้ำขนาดใหญ่ถูกแบ่งออกเป็นหลายห้อง พูดให้เข้าใจง่ายคือหลายช่อง เพราะผนังกั้นห้องน้ำสูงแค่เอว ถึงจะมีประตูปิดมิดชิดแต่หากคนตัวสูงยืนก็มองเห็นได้ชัดเจนทุกมุม โดยเฉพาะรางยาวสำหรับปลดทุกข์ที่พาดผ่านทุกห้อง หากนั่งอยู่ห้องด้านในแล้วคนอยู่ห้องฝั่งนอกปล่อยของเสีย ของนั้นก็จะผ่านรางยาวนี้มาอวดโฉมถึงห้องด้านในก่อนที่ลงสู่ใต้ดินด้านล่าง
เอ๋ยเอ้ยวิ่งนำบีลีฟเข้าไปห้องน้ำในสุด
“แกอย่ามาใกล้ฉัน ไปอยู่ฝั่งตรงข้ามมุมโน้นเลย”
ทั้งสองเข้าห้องน้ำโดยไม่คิดอะไรมาก พวกเธอเรียนอยู่ที่นี่มาเป็นสิบปี เรื่องปัญหาห้องน้ำแค่นี้บอกเลยว่าสบาย
ขณะที่พวกเธอกำลังปลดทุกข์อย่างผ่อนคลายก็รู้สึกว่าพื้นห้องน้ำสั่นสะเทือน ร่างบางที่กำลังนั่งยองๆ เอียงไปเอียงมา
“เฮ้ยๆ แผ่นดินไหวตอนนี้เนี่ยนะ เวรกรรมอะไรเนี่ย”
“แกอย่าเพิ่งบ่น รีบเช็ดก้นเร็วๆ จะได้วิ่งหนีทัน”
ไม่พูดพล่ามทำเพลง บีลีฟและเอ๋ยเอ้ยก็เช็ดทำความสะอาดจุดซ่อนเร้น โยนกระดาษทิชชูเข้าถังขยะ ดึงสายราดน้ำแล้วก็วิ่งกันออกมาภายในเวลาชั่วอึดใจ
“โล่งสบายท้อง แกจะรีบทำไม ห้องน้ำแค่ชั้นเดียวน่าจะผ่านแผ่นดินไหวมาหลายร้อยหลายพันปีแล้วก็ไม่เห็นถล่ม” เอ๋ยเอ้ยบ่นบีลีฟ
“แกรู้ได้ไงว่าส้วมที่เราเข้ามันมีการบูรณะซ่อมแซม ปลอดภัยไว้ก่อนสิ ถ้ามันถล่มใส่ เราจะตายคาส้วมนะ”
หญิงสาวเดินพูดคุยออกมาจากห้องน้ำไม่ได้สนใจผู้คนรอบข้าง เมื่อรู้สึกตัวอีกทีก็รู้สึกว่ารอบๆ บริเวณวัดไม่ค่อยคุ้นตา ไม่เหมือนกับตอนที่พวกเธอวิ่งเข้าห้องน้ำเท่าใดนัก
มีเพียงบางอาคารเท่านั้นที่ให้ความรู้สึกเหมือนวัดผิงอันที่พวกเธอมาบ่อยๆ ส่วนอาคารใหม่ที่ทางวัดเพิ่งสร้างได้ไม่นานไม่เห็นเลยสักอาคาร
“แปลกจัง ตึกขายของหายไปไหน โรงทานใหม่อีก ถ้าถล่มเพราะแผ่นดินไหวก็ต้องเห็นซากแล้วสิ”
“แก เงียบก่อน ทำไมผู้คนแต่งชุดฮั่นฝูอ่ะ วันนี้มีเทศกาลอะไรหรือเปล่า”
ทั้งเอ๋ยเอ้ยและบีลีฟรีบหยิบแว่นตาดำในกระเป๋ามาสวม ทำตัวเสมือนเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ พวกเธอเดินไปไหว้พระด้านหน้าด้วยความเคยชิน
“ทั้งเจ้าแม่ พระพุทธรูปก็องค์เดิมที่เรามาไหว้บ่อยๆ แกอ่ะคิดมาก” บีลีฟบอกเอ๋ยเอ้ย แม้ในใจจะมีลางสังหรณ์ไม่ค่อยดีแต่ก็ยังพยายามคิดบวก
“จะขออะไรขอเลย เออ ฉันขอด้วย เนื้อคู่ใช่มั้ย”
ทั้งสองคุกเข่ายกมือขึ้นไหว้ขอพรพระ ระหว่างที่พวกเธอยังไหว้อยู่นั้นก็มีแม่ชีวัยกลางคนเดินเข้ามาทักด้วยความสงสัย
“แม่หนูทั้งสองมาจากไหนหรือ”
บีลีฟลืมตา พยักเพยิดหน้าให้เอ๋ยเอ้ยตอบ
“ต้องตอบว่าอะไรล่ะ ไท่กั๋วหรอ แต่เรามาจากคอนโดนะ” เอ๋ยเอ้ยเอียงคอทำท่าคิดคำตอบ จากนั้นก็หันไปตอบแม่ชี
“มาจากมหาวิทยาลัยในเมืองค่ะ”
แม่ชีขมวดคิ้วงุนงงด้วยความสงสัย นางเดินพึมพำจนออกนอกประตู
“เอ สำนักศึกษาแต่งกายประหลาดเช่นนี้แล้วหรือ”
เอ๋ยเอ้ยกับบีลีฟเดินไหว้พระรอบวัด ในใจก็เริ่มมีคำถามเพิ่มขึ้นมากมาย ทั้งสองได้แต่มองหน้ากันแต่ไม่พูดอะไรออกมา
“จะเปิดดูทุกไหเลยหรือไม่” เอ๋ยเอ้ยถามฝูเทียนเหวินด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ทำให้มองไม่ออกถึงเป้าหมายที่แท้จริง ฝูเทียนเหวินกลั้นหายใจปั้นหน้าเคร่งขรึม“นี่เจ้าจะหลอกใช้ข้าสินะ เฮอะ ข้าไม่เชื่อเจ้าหรอก” เขาเก็บดาบเตรียมชวนเสวียนอิงจากไป “เดี๋ยวสิ” มือเรียวของบีลีฟดึงแขนเสื้อของเสวียนอิง“ไม่คิดจะรับผิดชอบเลยหรือ นิสัยไม่ดีเลยนะ” เสวียนอิงมองมือหญิงสาวที่ดึงแขนเสื้อตน เขาอยากไปจากตรงนี้เร็วๆ หนีให้ไกลจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ “จะให้พว
หลังจากวันนั้น จวนสกุลโจวก็มีบรรดาแม่สื่อและบุรุษมากหน้าหลายตาแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนแทบทุกวัน ถึงกระนั้นก็ไม่มีใครได้พบหน้าบุตรบุญธรรมของโจวโหวหยวนเลยสักคน เพราะต้วนหยาอันได้สั่งให้ผู้เฝ้าประตูบอกแขกเหรื่อที่ไม่ได้เชื้อเชิญเหล่านั้นว่าบุตรสาวทั้งสองอยู่ในช่วงศึกษาความรู้ในศาสตร์แขนงต่างๆ ได้ยินข้อความดังกล่าวก็ไม่มีผู้ใดขุ่นข้องหมองใจ แต่ละคนกลับมีใจอยากเอาชนะได้ผูกมิตรเชื่อมสัมพันธ์กับตระกูลโจวมากยิ่งขึ้น ในช่วงเช้าของวันหนึ่งที่ไม่มีวิชาเรียน เอ๋ยเอ้ยกับบีลีฟปรึกษากันอย่างจริงจัง “อีกไม่กี่วันจะเปิดไหปลาร้าแล้ว น้ำส้มสายชู กระเทียมดอง แหนมซี่โครง แหนมหมู แหนมเห็ด แหนมเอ็นข้อไก่ตอนนี้มีครบ น้ำปลายังไม่มีแต่ก็ใช้เกลือกับซีอิ๋วขาวแทนได้ เท่ากับว่าเราเตรียมเปิดร้านได้แล้วนะ”บีลีฟตวัดข้อมือลงปลายพู่กันด้วยความชำนาญ เรียนมาหลายเดือน หัดคัดทุกวันจนตอนนี้สามารถตวัดปลายพู่กันเขียนตัวอักษรต่อเนื่องกันโดยแทบไม่ต้องยกมือขึ้นก็ยังได้ “ดีที่เราหมักเครื่องปรุงเพิ่มตลอด ไม่ต้องกลัวของหมด เช่นนั้นเราก็ไปเดินเล่นตลาดกันดีกว่า เผื่อเจอทำเลที่เหมาะกับการเ
วันที่สองของการอาศัยที่จวนสกุลโจว เอ๋ยเอ้ยและบีลีฟตื่นตั้งแต่เช้าตรู่ พวกเธอลืมตาขึ้นมาก็พบว่าติงเซียงเตรียมอ่างล้างหน้าไว้ให้เรียบร้อยแล้ว “ข้าอาบน้ำตอนเช้าได้หรือไม่” เอ๋ยเอ้ยเอ่ยถามสาวใช้ร่างเล็ก สายตาคาดหวังกับคำตอบอย่างมาก ติงเซียงขมวดคิ้วสงสัย ใบหน้างุนงง “อาบได้เจ้าค่ะ แค่ไม่ค่อยมีผู้ใดอาบน้ำตอนเช้ากัน” บีลีฟอมยิ้มขบขัน ริมฝีปากอวบอิ่มเอ่ยต่อทันที“ถ้าอาบน้ำตอนเช้าได้พวกเราสองคนก็จะอาบทุกวัน อ่อ วันละสองครั้งด้วยนะ เช้าเย็น” ติงเซียงฟังคำของบีลีฟ มองหน้าคนทั้งสองแล้วพ
จวนสกุลโจวหากมองจากกำแพงภายนอกอาจดูไม่ใหญ่โตเท่าใดนัก แต่เมื่อเข้ามาด้านในกลับพบว่าบริเวณกว้างขวางอย่างมาก มีเรือนเล็กใหญ่หลายหลัง โอบล้อมด้วยสวนดอกไม้ สวนไผ่ สวนหินและสระน้ำหลายแห่ง นอกจากนี้ยังมีน้ำตกขนาดย่อมอยู่ภายในจวน ช่างสวยงามยิ่งนัก“นายท่านพาบุตรบุญธรรมกลับมาแล้ว” เสียงของบรรดาสาวใช้พูดคุยกันขณะที่มองบีลีฟและเอ๋ยเอ้ยด้วยความตื่นเต้น“เอ่อ พวกนาง ปกติใช่หรือไม่”จากเสียงที่ดังกลายเป็นเสียงกระซิบเมื่อเห็นทรงผมและกระเป๋าสะพายข้างของหญิงสาวทั้งสองเอ๋ยเอ้ยกับบีลีฟได้ยิน พวกเธอหันมองหน้ากันแล้วก็ส่งยิ้มหวานให้พวกสาวใช้ประหนึ่งว่าตนเองเป็นนางงามที่ได้รับมงกุฎและสายสะพาย ในใจพลางคิด เดี๋ยวรอให้ทำผมเป็นก่อนเถอะ จะเป็นคนสวยแบบปกติให้ดูสองสา
เมื่อออกมาที่ประตูใหญ่หน้าวัด เอ๋ยเอ้ยและบีลีฟก็รับรู้ถึงความผิดปกติอย่างชัดเจน ถนนคอนกรีตกลายเป็นทางลูกรัง ร้านค้าและสวนหย่อมบริเวณหน้าวัดหายไป เหลือเพียงแต่ต้นไม้กอหญ้าที่ขึ้นข้างทาง มองบนถนนจนสุดสายตาก็เห็นรถม้าวิ่งสวนกันด้วยความเร็ว“ซวยแล้ว” บีลีฟสบถอย่างลืมตัว เธอหันมองเอ๋ยเอ้ยที่ยืนนิ่งเงียบด้วยความตกใจ “เอาไงดี”เอ๋ยเอ้ยยืนเม้มปากใบหน้าซีดขาว “เข้าวัดกันก่อนดีกว่า”สถานการณ์เช่นนี้อย่างไรก็ต้องพึ่งวัดพวกเธอกลับเข้าไปในวัดอีกรอบ เดินหาพระภิกษุกับแม่ชีที่พบเจอเพื่อซักถาม พอจับต้นชนปลายได้ก็เข่าอ่อนเหมือนคนสิ้นหวัง“แก ฮือ เข้าส้วมแป๊บเดียวย้อนมายุคโบราณเฉยเลย”“ฮือ ทำไงดี ที่นี่ไม่มีซีรีส์ ไม่มีแอร์ ไม่มีห้าง ไม่มีอินเตอร์เน็ตให้ท่องโลกกว้าง” ทั้งสองกอดกันแล้วทรุดนั่งร้อ
คอนโดมิเนียมโครงการหรูข้างมหาวิทยาลัยเมืองอิ๋นตูณ ห้อง A 19 – 2 ห้องพักขนาดใหญ่ 3 ห้องนอน 1 ห้องรับแขก ภายในแต่ละห้องถูกตกแต่งอย่างหรูหรา ข้าวของเครื่องใช้ เฟอร์นิเจอร์และเครื่องประดับต่างๆ ล้วนมีราคาแพง บ่งบอกถึงรสนิยมเจ้าของห้องได้อย่างดีเจ้าของห้องนี้เป็นหญิงสาวสองคนที่เพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัยเมืองอิ๋นตูได้ไม่ถึงสามเดือน แม้ตอนนี้พวกเธออยู่ในระหว่างหางานทำ แต่ก็ไม่เดือดร้อนเรื่องเงินทอง ทั้งสองใช้จ่ายเงินของครอบครัวอย่างฟุ่มเฟือยถึงหญิงสาวทั้งสองจะใช้จ่ายมากเพียงใด คนในครอบครัวก็ไม่เคยปริปากบ่นแม้แต่เพียงนิดเดียว ไม่ใช่เพราะพวกเธอเป็นลูกสาวหรือหลานสาวหัวแก้วหัวแหวนของตระกูล แต่เพราะเป็นบุตรหลานที่อยู่นอกสายตา คนในตระกูลรุ่นราวคราวเดียวกับพวกเธอมีมากเสียจนไม่สามารถนับนิ้วมือรวมกับนิ้วเท้าได้ ดีที่ธุรกิจของตระกูลอยู่ในระดับต้นๆ ของประเทศ กำไรมากมายมหาศาล ทำให้สามารถส่งลูกหลานแต่ละคนไปเรียนต่างประเทศตั้งแต่ยังเล็ก ไม่กลับประเทศก็ไม่มีใคร







