LOGINทุกคนตกตะลึงกับการกระทำผลีผลามของนาง ตอนที่สวีเจิ้งซีกำลังจะก้าวเข้าไปขอความเมตตา เซียวเหยียนเฟิงกลับกล่าวเสียงเรียบ “ผิด? ผิดที่ใด”“เอ่อ...ทำอะไรบุ่มบ่ามไม่ยั้งคิด วันนี้ไม่ควรมาที่นี่ ไม่ควรแอบไปนั่งฟังคนพวกนั้น ไม่ควรปล่อยให้อาอวี้ทำอะไรบุ่มบ่าม หม่อมฉันรู้ความผิดแล้วเพคะ” นางกุมแขนเสื้อของเขาจนเกิดรอยยับถึงอย่างนั้นเซียวเหยียนเฟิงกลับไม่สะบัดออก ไม่โกรธ ที่สำคัญคือคนสนิทของชายหนุ่มกลับยังคงยืนเฉย ไม่ขยับอันที่จริงตอนที่นางพุ่งตัวไปคว้าแขนเสื้อของเยียนอ๋อง สิ่งที่สวีเจิ้งซีกลัวก็คือคนสนิทของเยียนอ๋องจะลงมือ ทว่า...จนถึงตอนนี้ทั้งคนของเยียนอ๋อง ทั้งคนของฉินหร่วนเหอ ทั้งหมดนั้นล้วนยืนมองนิ่งๆ ไม่แสดงสีหน้า?!ตอนนี้แม้แต่หยวนอวี้เองก็ยังเบิกตามองท่าทางของฉินหร่วนเหอด้วยความตกตะลึง หญิงสาวกระแอม “เอ่อ...ท่านอ๋องไม่ได้ทรงรีบเสด็จกลับกระมังเพคะ”เซียวเหยียนเฟิงหรี่ตามองนาง “ตอนนี้ไม่ต้องแสร้งทำเป็นไม่รู้จักแล้ว?”“ไม่ใช่หม่อมฉันที่อยากแสร้งทำเป็นไม่รู้จักเสียหน่อย เป็นท่านอ๋องไม่ใช่หรือเพคะ”“อ้อ” ชายหนุ่มหมุนตัวหมายจะเดินไปยังประตู แขนเสื้อของเขาถูกดึงเอาไว้...“เป็นหม่อมฉินเองที่แสร้
ฉินหร่วนเหอได้ฟังก็ยังรู้สึกสะอิดสะเอียน นางยังไม่ทันได้ชวนหยวนอวี้กลับ เนื่องจากตอนนี้รู้ชัดแล้วว่าอันจิ่วหลางเป็นคนอย่างไร ทว่าตอนที่อันจิ่วหลางส่งเสียงขอตัวออกไปสุขาหยวนอวี้กลับลุกพรวด!!! มองท่าทีที่ไม่น่าจะมีเรื่องดีตามมาหญิงสาวรีบลุกแล้วเดินตามไปห้าม นึกไม่ถึงว่าหยวนอวี้จะเดินเร็วถึงเพียงนี้ นางมองเห็นแผ่นหลังของสหายเดินลับมุมทางเดินไกลๆ ฉินหร่วนเหอได้แต่ร้องว่าแย่แล้วในใจ กระทั่งตอนไปถึงก็ได้ยินเสียงร้องโอดโอยของอันจิ่วหลาง...หยวนอวี้ไม่รู้ไปเอาผ้าม่านมาจากที่ใด คลุมตัวอันจิ่วหลางเอาไว้จากนั้นก็ทุกตีทั้งกระทืบอย่างโกรธแค้น!!!ด้านหลังมีเสียงอุทาน...นางสะดุ้งหันกลับไปมองจากนั้นลากหยวนอวี้ออกมา ไม่พอนางยังหันไปมองโม่จิ่งหยวนและถงหลี่ฮวา ส่งสัญญาณให้ลากคนที่ส่งเสียงอุทานสองคนมาด้วย “ยังไม่รีบลากพวกเขามาอีก” นางกระซิบบอกหยวนอวี้ “เจ้าอย่าส่งเสียงเชียวนะ!”ตอนนี้สถานที่หลบภัยที่เหมาะที่สุดก็คือห้องจู๋จื่อ ฉินหร่วนเหอบุ้ยใบ้ให้คนทั้งหมดเข้าไป มุมทางเดินมีเสียงตะโกนของอันจิ่วหลาง “พวกเจ้าหยุดนะ!! โอ้ย! ให้ข้าจับเจ้าได้ก่อนเถิด!”ด้านนอกห้องวุ่นวายมาก เสียงของอันจิ่วหลางทำให้สหายที่มาด
ฉินหร่วนเหอขมวดคิ้วมองจดหมายลับที่เซียวเหยียนเฟิงส่งมา นางเงยหน้าขึ้นมองโม่จิ่งหยวน “คนส่งจดหมายเล่า”“ไปแล้วขอรับ”นางเม้มปากหงุดหงิดเล็กน้อย “ข้าจะไปเข้าใจได้อย่างไรว่าจดหมายนี่หมายสิ่งเรื่องใด” ในจดหมายเขียนมาเพียงสั้นๆ ---อันจิ่วหลางเป็นคนของฮองเฮา--- “ท่านอ๋องจะมาบอกข้าในเรื่องที่ข้ารู้อยู่แล้วไปทำไม”ด้านนอกมีเสียงของสาวใช้ “คุณหนูเจ้าคะท่านพ่อบ้านให้มาแจ้งคุณหนูว่าคุณหนูหยวนมารขอพบท่านเจ้าค่ะ”“หยวนอวี้?” หญิงสาวมองจดหมายในมือแล้วรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีอย่างไรชอบกล “รู้แล้วข้าจะรีบออกไป” นางโยนจดหมายลงไปในอ่างไฟจากนั้นเดินออกมาจากเรือน ตอนพบหยวนอวี้ก็ได้พบกับน้องสาวและน้องชายที่กำลังจะออกไปข้างนอก ทั้งสองคนคารวะหยวนอวี้ด้วยท่าทางนอบน้อม คงรู้แล้วว่าคนตระกูลหยวนไม่อาจล่วงเกิน ฉินหร่วนเหอลากหยวนอวี้กลับไปที่สวนในเรือนของตน “มาหาข้ามีเรื่องสำคัญหรือ”“อืม สำคัญมาก เมื่อวานมีแม่สื่อมาที่จวน บุตรชายของท่านปราชญ์อันส่งคนมาทาบทามสู่ขอข้า”ตอนนี้นางรู้แล้วว่าจดหมายของเยียนอ๋องหมายความว่าอย่างไร ฮองเฮาถึงกับคิดจะดึงตระกูลหยวนเข้าพวก? “แล้วเจ้าคิดเห็นอย่างไร”“ไม่รู้สิข้าไม่เคยพบเขา แต่ข้าว
ฉินหร่วนเหอถอนหายใจออกมาให้ทุกคนได้ยิน“ล้วนเป็นสตรีเช่นกันทั้งนั้นสมควรเข้าอกเข้าใจและเห็นอกเห็นใจกัน เดิมทีชื่อเสียงก็เป็นเรื่องที่สตรีพึงรักษา พลาดพลั้งแม้เพียงน้อยนั่นหมายถึงชีวิตทั้งชีวิต ตัวข้าเดิมทีก็ไม่ได้รั้งอยู่ในเมืองหลวง ทว่าทั้งหมดนั้นไม่ได้หมายความว่าข้าต้องทำตัวโง่งมยอมให้ผู้อื่นมาดีดลูกคิดบนศีรษะตัวเอง ยิ่งไม่ยอมให้ผู้ใดใช้ความสัมพันธ์กับท่านตาของข้าเป็นข้ออ้างให้ไต่เต้าขึ้นไปสู่อำนาจและชื่อเสียง ข้าไม่มีอำนาจจะไปกักขังผู้ใด ยิ่งไม่กล้าโอ้อวดว่ามีความสามารถถึงขั้นตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆ อย่างเช่นการเลือกคนให้เดินทางมาเมืองหลวงด้วยกัน ทุกอย่างล้วนเป็นเพราะผลจากการกระทำและการคิดคำนวณของคนที่มีอำนาจตัดสินใจ ดังนั้นหากกังขาก็ควรไปหาคนผู้นั้น มิใช่คิดจะโยนความผิดให้ข้าอย่างไรก็ได้ หากวันนี้ข่าวลือแพร่ออกไปจนทำลายชื่อเสียงของข้า แน่นอนว่าข้าย่อมต้องกราบทูลเพื่อขอความเมตตาจากฝ่าบาท ด้วยราชโองการฉบับนั้นทำให้ผู้คนเข้าใจผิดว่าเป็นข้าเองที่ทำให้ศิษย์พี่ถูกกักขังเอาไว้ในสำนักปราชญ์”กล้ากังขาในราชโองการฝ่าบาท นั่นโทษไม่ใช่น้อยๆ เลย!!! อวี๋หรงหลันคลานเข้ามาหานาง “ศิษย์พี่ฉินข้าผิดไปแล
บรรยากาศในงานเลี้ยงอึดอัดเงียบงัน อวี๋หรงหลันคุกเข่าอยู่ที่กลางโถงงานเลี้ยง กล่าวคำสะอื้นคำท่าทางไม่ได้รับความเป็นธรรมน่าสงสาร“ตอนนั้นหม่อมฉันดีใจที่พี่เซี่ยยังมีชีวิตอยู่ ทั้งที่หม่อมฉันสิ้นหวังไปแล้วแท้ๆ ตอนที่เขาให้คนมารับไปยังสำนักปราชญ์จึงไม่แม้แต่จะลังเล รีบออกเดินทางไปหาเขาทันที ทว่าผู้ใดจะรู้ว่าการไปถึงของหม่อมฉันกลับทำให้ความสัมพันธ์ของศิษย์พี่ฉินกับพี่เซี่ยเปลี่ยนไป หม่อมฉันไม่ได้อยากเป็นต้นเหตุจึงบอกพี่เซี่ยว่าจะจากไปเงียบๆ หากแต่สัญญาหมั้นหมายเป็นบิดามารดาสองตระกูลให้คำมั่น พี่เซี่ยตัดสินใจรักษาคำมั่นของบิดามารดา ทว่ากลับต้องแลกมาซึ่งความสัมพันธ์ที่ขาดสะบั้น หม่อมฉันเดินทางมาเมืองหลวงครั้งนี้ หวังเพียงว่าศิษย์พี่ฉินจะคลายความโกรธ หวังเพียงว่าท่านปราชญ์จะให้อภัยพี่เซี่ย”เสียงซุบซิบดังขึ้นรอบด้านทุกคนมองไปยังฉินหร่วนเหอด้วยสายตาตำหนิ ทว่านางกลับรินชาและยกขึ้นจิบด้วยท่าทางนิ่งเฉย หยวนฮูหยินหันไปมองนางทว่านางเพียงยิ้มจากนั้นส่ายหน้าให้อีกฝ่าย ข้างๆ กันนั้นหยวนอวี้มีสีหน้าโกรธขึ้ง หากมิใช่เพราะฉินหร่วนเหอรั้งเอาไว้ดูแล้วอีกฝ่ายคงลุกคนมาด่าทอคนแล้วกระมัง“ที่แท้ก็มีเรื่องเช่นน
เซียวอวี้หลงเหลือบมองผู้เป็นอาเล็กน้อย “เสด็จอาทรงมั่นพระทัยหรือว่านางรับมือได้ วันนี้ไม่ได้มีเพียงสตรีแซ่อวี๋ผู้นั้นนะพ่ะย่ะค่ะ ยังมีคนตระกูลอู่ คนตระกูลซู รวมไปถึงฮองเฮา”เซียวเหยียนเฟิงหัวเราะเสียงเบา “เจ้าวางใจเถิด คนอย่างคุณหนูฉินผู้นี้นางมีนิสัยแตกต่างจากผู้อื่นอยู่อย่างหนึ่ง”“อะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ”“ต่อให้มีคนอยากทะเลาะกับนางแต่หากนางไม่อยากทะเลาะด้วยเสียอย่าง สิ่งที่คนผู้นั้นทำได้ก็คือโมโหกับท่าทีของนางไปเองนั่นละ” เซียวอวี้หลงคล้ายเข้าใจแต่ก็คล้ายไม่เข้าใจ เซียวเหยียนเฟิงหัวเราะ “เข้าไปเถิดเจ้าจะเข้าใจเอง”ทั้งสองเดินนำเข้าไปในงานเลี้ยงและทักทายถวายพระพรฮองเฮา ที่นั่งจัดเอาไว้คนละฟากเพราะอย่างไรเสียฐานะของคนทั้งสองก็ถูกมองว่าอยู่คนละฝั่ง ฮองเฮาดูสงสัยกับการมาถึงพร้อมกันของคนทั้งหมด เซียวอวี้หลงเป็นคนกราบทูลว่าเพิ่งพบกันเมื่อครู่ที่ทางเข้าตำหนัก เช่นนี้จึงไม่มีใครสงสัยอะไรอีกรัชทายาทหนุ่มอดไม่ได้ที่จะสังเกตท่าทีของฉินหร่วนเหอ เขาไม่เข้าใจว่าเสด็จอาของตนชื่นชมอะไรในตัวสตรีนางนี้ เขายิ่งมองก็ยิ่งไม่เข้าใจ รูปโฉมพอดูได้ กิริยาออกจะเฉยชาและไม่จริงจัง สีหน้า...นางก็ทำได้ดีไม่มีสิ่งใด







