Se connecterขณะกำลังนั่งเล่นอยู่ในสวนเซี่ยเฉินก็เดินเข้ามาหานางด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ฉินหร่วนเหอลุกขึ้นยอบกายให้เขา “ศิษย์พี่สีหน้าท่านไม่ดีเลยเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเจ้าคะ” นางเห็นเขานั่งรินชาขึ้นจิบแล้วผายมือให้นาง
“เจ้านั่งลงสิ”
นางรู้สึกประหลาดใจแต่ก็นั่งลงและรอ
“มีข่าวส่งมาจากเมืองหลวง ตอนนี้ท่านอาจารย์โมโหมากอีกสักครู่คงให้คนมาเรียกเจ้าไปพบ”
“เกิดอะไรขึ้นหรือเจ้าคะ”
“ศิษย์น้องตอนที่เจ้าจากมาใต้เท้าฉินบิดาของเจ้ามีท่าทีเช่นไรหรือ”
“ท่านพ่อ?” นางงุนงงเล็กน้อยพยายามนึกถึงสิ่งที่ได้รับการบอกเล่า ทว่าจนแล้วจนรอดนางก็ไม่ได้รู้เรื่องราวของบิดาจากปากของฉินหร่วนเหอ นางมารู้เรื่องราวของเขาผ่านจากปากคนอื่น รู้เพียงว่าฉินเหิงเป็นขุนนางขั้นสาม ตำแหน่งรองเจ้ากรมโยธา
อันที่จริง...เสี่ยวชวนมักพูดอยู่เสมอด้วยความคับแค้นว่าบิดาของฉินหร่วนเหอมาถึงจุดนี้ก็เพราะตระกูลฝั่งมารดาที่เป็นปราชญ์ ความหมายก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าฉินเหิงได้เป็นขุนนางขั้นสามก็เพราะท่านตาของนาง
ที่เสี่ยวชวนคับแค้นก็เพราะ...ทันทีที่มารดาของฉินหร่วนเหอสิ้นใจ เขากลับรับอนุนอกจวนที่แอบเลี้ยงเอาไว้เข้าจวนทันที แม้ยังไม่ได้แสดงท่าทีว่าจะยกขึ้นเป็นฮูหยินเพราะต้องไว้ทุกข์ แต่เรื่องที่อีกฝ่ายมีบุตรชายแล้ว ก็รอเพียงเวลาที่จะเลื่อนขึ้นมาเป็นฮูหยินเอกเท่านั้น เช่นนี้แล้วฉินหร่วนเหอที่โกรธจนกระอักเลือดเมื่อเสร็จสิ้นงานศพมารดา นางจึงยกข้ออ้างเรื่องไว้ทุกข์หนีมาหาผู้เป็นตาด้วยความโกรธแค้น
ฉินหร่วนเหอเงียบไปนานมาก ในใจของนางลอบถอนหายใจให้ฉินหร่วนเหอไม่รู้กี่ครั้ง คงเพราะเช่นนี้อีกฝ่ายจึงไม่กลับไปเมื่ออายุครบสิบห้า หลังปักปิ่นแม้บิดาส่งคนมารับกลับเมืองหลวงนางกลับเลือกที่จะหมั้นหมายและแต่งให้เซี่ยเฉิน กระทั่งพบจุดจบที่น่าเคียดแค้น
“ใกล้ครบหนึ่งปีแล้ว ท่านพ่อคงแทบจะทนรอไม่ไหวที่จะยกอนุขึ้นมาเป็นฮูหยินเอกแทนท่านแม่” นางเปรยเสียงเบา
“ศิษย์น้องเจ้าไม่ต้องกลัว ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นข้าพร้อมอยู่เคียงข้างเจ้า เจ้าไม่ต้องโดดเดี่ยวที่นี่ยังมีข้า มีท่านอาจารย์อยู่” เซี่ยเฉินกล่าวด้วยสีหน้าหนักแน่น
ฉินหร่วนเหอหันไปมองเขา หากไม่ได้ล่วงรู้ว่าหลังแต่งงานเขาจะกลายเป็นปิศาจแก่ตัว พานพบสถานการณ์เช่นนี้แน่นอนว่าไม่มีสตรีใดที่จะไม่หวั่นไหว นางยิ้มบางจากนั้นหรุบตาลง “ขอบคุณศิษย์พี่เจ้าค่ะ”
เด็กรับใช้วิ่งเข้ามาหยุดที่หน้าทางเข้าสวน เสี่ยวชวนเดินออกไปจากนั้นกลับมารายงาน “คุณหนูท่านอาจารย์สวีเรียกท่านไปพบเจ้าค่ะ”
นางลุกขึ้นยืน เซี่ยเฉินเองก็เช่นกัน “ข้าไปเป็นเพื่อนเจ้า”
นางไม่ได้คัดค้านเพียงเดินไปยังเรือนพักของผู้เป็นตากับเขา กระทั่งพบว่านางเดาไม่ผิด ใกล้ครบปีแล้วบิดาแทบรอไม่ไหวที่จะยกอนุขึ้นเป็นฮูหยินเอก ยกข้ออ้างว่าจวนไม่อาจว่างเว้นนายหญิง อีกทั้งเขาเองบัดนี้ก็มีบุตรชายที่ในอนาคตสามารถยกขึ้นเป็นซื่อจื่อ[1]ของจวนแล้วจึงไม่อยากรอให้เวลาล่วงเลย
“บิดาของเจ้าก็แค่บุรุษขี้ขลาดตาขาว หากเขากล้าก็ลองดูข้าจะตัดขาดความสัมพันธ์กับเขาเสีย!”
ท่านตาของนางโกรธจนตาแดงก่ำตัวสั่นเทิ้ม พอเล่าเรื่องที่ฉินเหิงต้องการยกอนุที่แอบเลี้ยงนอกจวนขึ้นมาเป็นฮูหยินเอก ท่านตาของนางก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ไม่ว่านางต้องการทำอย่างไรเขาก็จะสนับสนุนนางเต็มที่แม้ว่านางต้องการตัดขาดก็ตาม
ตัดขาด?...ฟังว่าในราชสำนักให้ความสำคัญกับปราชญ์ยิ่งนัก จวนใดที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเหล่าปราชญ์มักจะได้รับการนับหน้าถือตา เดิมทีฉินเหิงก็ได้รับความสำคัญเพราะตระกูลสวีอยู่แล้ว ครั้งนี้กลับกล้ากระทำการให้ท่านตาของนางโกรธ คงเพราะมั่นใจว่าฉินหร่วนเหอจะต้องเห็นแก่ตระกูลฉินที่ไร้ทายาทที่จะสืบทอด เช่นนี้จึงแอบส่งข่าวมาหานางทว่านึกไม่ถึงกระมังว่าท่านตาของนางจะดักจดหมายและคนจากเมืองหลวงเอาไว้แล้ว
ฉินหร่วนเหอมองสวีเซิ่ง “ท่านตาเรื่องนี้...ข้าให้ท่านตาเป็นคนตัดสินใจเจ้าค่ะ” หากฉินเหิงเป็นคนขี้ขลาดจริงย่อมไม่กล้าทำเรื่องให้ตระกูลสวีตัดขาด รอให้นางไว้ทุกข์ครบสามปีบางทีการกลับเมืองหลวงช่วงเวลาหลังเปิดโปงหน้ากากของบุรุษอ่อนโยนของเซี่ยเฉินก็ฟังดูไม่เลว
ระหว่างรอข่าวจากเมืองหลวงเซี่ยเฉินก็ยังแวะเวียนเข้ามาปลอบโยนนาง เสี่ยวชวนเห็นแล้วก็ยังแอบหวั่นไหว กล่าวว่านางเป็นคนใจแข็งและไม่เข้าใจว่าเพราะอะไรนางจึงไม่ใจอ่อนให้อีกฝ่าย นางหัวเราะ “สาวใช้ตัวน้อยๆ ของข้า เจ้าเปลี่ยนสีหน้าได้เร็วนัก เมื่อครู่มิใช่โกรธเป็นฟืนเป็นไฟเรื่องท่านพ่ออยู่เลย? ตอนนี้คิดจะให้ข้าแต่งกับเซี่ยเฉินอีกแล้ว?”
เสี่ยวชวนกลับมากล่าวด้วยความโกรธอีกครั้ง “โกรธก็ยังโกรธอยู่เจ้าค่ะ นายท่านก็แล้งน้ำใจเหลือเกิน ไม่ถามไถ่ไม่ส่งจดหมาย ท่านมาที่นี่ครบหนึ่งปีแล้วที่มากลับเป็นข่าวว่าจะยกสตรีอื่นที่แอบเลี้ยงดูขึ้นมาเป็นฮูหยินเอกแทนนายหญิง แถมพวกเขายังมีบุตรด้วยกันถึงสองคน ช่าง...ช่างใจร้ายเหลือเกิน!”
ใช่แล้ว... ไม่เพียงมีบุตรชายไว้สืบสกุล แต่ก่อนหน้านั้นพวกเขายังมีบุตรสาวอีกคน นาง...นอกจากมีน้องชายต่างมารดายังมีน้องสาวต่างมารดาที่อายุไล่เลี่ยกันอีกด้วย เกรงว่าตั้งแต่แต่งงานกับท่านแม่ของฉินหร่วนเหอ ฉินเหิงก็แอบเลี้ยงอนุนอกจวนนานแล้ว ฉินเหิงปิดบังซ่อนเร้นเอาไว้ก็เพราะเกรงจะทำให้ตระกูลสวีตัดขาดจนเขาสูญเสียเส้นสายในราชสำนัก ครานี้เขาเอาอะไรมามั่นใจว่านางจะยอมช่วย?
ไม่ต้องทนสงสัยนานนักเพราะวันต่อมาก็มีฮูหยินของอาจารย์ในสำนักปราชญ์มาขอพบ นางจำได้ว่าเคยพบอีกฝ่ายที่งานเลี้ยง รู้มาว่าอันฮูหยินเองก็มาจากเมืองหลวงเช่นกัน สามีของอีกฝ่ายสนิทสนมกับท่านตาของนางเป็นอย่างดีดังนั้นฉินหร่วนเหอจึงออกมาพบ นางส่งสายตาให้เสี่ยวชวนสาวใช้ตัวน้อยรีบเงี่ยหูรอฟัง กระทั่งเมื่อแขกมาถึงและรินชาเสี่ยวชวนก็ล่าถอยออกไป
อันฮูหยินมองนางด้วยสายตาพิจารณา ท่าทางข่มขวัญและวางตัวสูงส่งของอีกฝ่ายทำให้นางลอบกลั้นหัวเราะ นี่คือมาเพื่อข่มให้นางรู้สึกด้อยค่า?
“ข้าจะไม่อ้อมค้อม อันที่จริงแล้วข้าถูกผู้อื่นขอร้องต่อมาอีกทอดหนึ่ง ข้าเองก็คิดว่าเป็นสตรีในจวนขุนนาง นอกจากหน้าตา ฐานะ ชื่อเสียงวงศ์ตระกูลแล้ว เรื่องอื่นที่เหลือนับเป็นเรื่องเล็กน้อยทั้งสิ้น เจ้าเองก็เติบโตมาในห้องหอทั้งยังได้รับการสั่งสอนอบรมมาเป็นอย่างดี ย่อมเข้าใจดีว่าสตรีหลังออกเรือนไปแล้วหากบ้านสามีไม่ดีต่อเจ้า เจ้าก็ยังมีบ้านเดิมสนับสนุนให้ความช่วยเหลือ หากสามารถประนีประนอมทำให้ทุกฝ่ายสามารถอยู่ร่วมกันด้วยดี วันหน้าเจ้าออกเรือนไปจะได้ไม่ลำบาก”
นางเลิกคิ้วมองอันฮูหยิน อีกฝ่ายยิ้มราวกับผู้มีชัย
“คุณหนูฉิน เจ้าไม่คิดว่าบิดาของเจ้าน่าเห็นใจหรอกหรือ มารดาของเจ้าไม่สามารถมีทายาทไว้สืบสกุลให้เขา มีเพียงเจ้าที่เป็นบุตรสาวและต่อไปเจ้าเองก็ต้องแต่งงานออกเรือน บิดาของเจ้าเพิ่งรับอู่ซื่อเข้าจวนตอนนี้ก็นับว่าเห็นแก่หน้าแม่ของเจ้าและเจ้ามากแล้ว อย่างไรนั่นก็คือน้องสาวและน้องชายร่วมบิดาเดียวกัน สายเลือดเดียวกันอย่างไรก็ตัดไม่ขาด มิสู้เจ้าสร้างสายใยที่ดีเอาไว้ วันหน้าตระกูลฉินก็ยังนับเป็นบ้านเดิมคอยหนุนหลังให้เจ้าหากเจ้าแต่งงานออกเรือน ยังมีเรื่องสินเดิมของมารดาเจ้า เจ้าไม่ต้องกังวลบิดาของเจ้ารับปากหากเจ้าตกลงและช่วยกล่อมอาจารย์สวี ตอนที่เจ้าออกเรือนสินเดิมของมารดาเจ้าจะไม่ขาดตกไปแม้แต่อีแปะเดียว”
นางยิ้มเย็น “ที่แท้ก็จะใช้สินเดิมของท่านแม่บีบบังคับให้ข้ายอมช่วยสินะ!!”
[1] ซื่อจื่อ 世子 คือตำแหน่งทายาทผู้สืบทอดบรรดาศักดิ์โดยมักเป็นบุตรชายคนโตที่เกิดจากภรรยาเอก หรืออาจเป็นบุตรชายของอนุที่เลื่อนขั้นขึ้นมาเป็นฮูหยินเอกอย่างถูกต้อง มีสิทธิ์ชอบธรรมในการสืบทอดตำแหน่งและทรัพย์สินของจวนต่อจากบิดาเมื่อบิดาเสียชีวิตหรือลงจากตำแหน่ง
ฉินหร่วนเหอถอนหายใจออกมาให้ทุกคนได้ยิน“ล้วนเป็นสตรีเช่นกันทั้งนั้นสมควรเข้าอกเข้าใจและเห็นอกเห็นใจกัน เดิมทีชื่อเสียงก็เป็นเรื่องที่สตรีพึงรักษา พลาดพลั้งแม้เพียงน้อยนั่นหมายถึงชีวิตทั้งชีวิต ตัวข้าเดิมทีก็ไม่ได้รั้งอยู่ในเมืองหลวง ทว่าทั้งหมดนั้นไม่ได้หมายความว่าข้าต้องทำตัวโง่งมยอมให้ผู้อื่นมาดีดลูกคิดบนศีรษะตัวเอง ยิ่งไม่ยอมให้ผู้ใดใช้ความสัมพันธ์กับท่านตาของข้าเป็นข้ออ้างให้ไต่เต้าขึ้นไปสู่อำนาจและชื่อเสียง ข้าไม่มีอำนาจจะไปกักขังผู้ใด ยิ่งไม่กล้าโอ้อวดว่ามีความสามารถถึงขั้นตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆ อย่างเช่นการเลือกคนให้เดินทางมาเมืองหลวงด้วยกัน ทุกอย่างล้วนเป็นเพราะผลจากการกระทำและการคิดคำนวณของคนที่มีอำนาจตัดสินใจ ดังนั้นหากกังขาก็ควรไปหาคนผู้นั้น มิใช่คิดจะโยนความผิดให้ข้าอย่างไรก็ได้ หากวันนี้ข่าวลือแพร่ออกไปจนทำลายชื่อเสียงของข้า แน่นอนว่าข้าย่อมต้องกราบทูลเพื่อขอความเมตตาจากฝ่าบาท ด้วยราชโองการฉบับนั้นทำให้ผู้คนเข้าใจผิดว่าเป็นข้าเองที่ทำให้ศิษย์พี่ถูกกักขังเอาไว้ในสำนักปราชญ์”กล้ากังขาในราชโองการฝ่าบาท นั่นโทษไม่ใช่น้อยๆ เลย!!! อวี๋หรงหลันคลานเข้ามาหานาง “ศิษย์พี่ฉินข้าผิดไปแล
บรรยากาศในงานเลี้ยงอึดอัดเงียบงัน อวี๋หรงหลันคุกเข่าอยู่ที่กลางโถงงานเลี้ยง กล่าวคำสะอื้นคำท่าทางไม่ได้รับความเป็นธรรมน่าสงสาร“ตอนนั้นหม่อมฉันดีใจที่พี่เซี่ยยังมีชีวิตอยู่ ทั้งที่หม่อมฉันสิ้นหวังไปแล้วแท้ๆ ตอนที่เขาให้คนมารับไปยังสำนักปราชญ์จึงไม่แม้แต่จะลังเล รีบออกเดินทางไปหาเขาทันที ทว่าผู้ใดจะรู้ว่าการไปถึงของหม่อมฉันกลับทำให้ความสัมพันธ์ของศิษย์พี่ฉินกับพี่เซี่ยเปลี่ยนไป หม่อมฉันไม่ได้อยากเป็นต้นเหตุจึงบอกพี่เซี่ยว่าจะจากไปเงียบๆ หากแต่สัญญาหมั้นหมายเป็นบิดามารดาสองตระกูลให้คำมั่น พี่เซี่ยตัดสินใจรักษาคำมั่นของบิดามารดา ทว่ากลับต้องแลกมาซึ่งความสัมพันธ์ที่ขาดสะบั้น หม่อมฉันเดินทางมาเมืองหลวงครั้งนี้ หวังเพียงว่าศิษย์พี่ฉินจะคลายความโกรธ หวังเพียงว่าท่านปราชญ์จะให้อภัยพี่เซี่ย”เสียงซุบซิบดังขึ้นรอบด้านทุกคนมองไปยังฉินหร่วนเหอด้วยสายตาตำหนิ ทว่านางกลับรินชาและยกขึ้นจิบด้วยท่าทางนิ่งเฉย หยวนฮูหยินหันไปมองนางทว่านางเพียงยิ้มจากนั้นส่ายหน้าให้อีกฝ่าย ข้างๆ กันนั้นหยวนอวี้มีสีหน้าโกรธขึ้ง หากมิใช่เพราะฉินหร่วนเหอรั้งเอาไว้ดูแล้วอีกฝ่ายคงลุกคนมาด่าทอคนแล้วกระมัง“ที่แท้ก็มีเรื่องเช่นน
เซียวอวี้หลงเหลือบมองผู้เป็นอาเล็กน้อย “เสด็จอาทรงมั่นพระทัยหรือว่านางรับมือได้ วันนี้ไม่ได้มีเพียงสตรีแซ่อวี๋ผู้นั้นนะพ่ะย่ะค่ะ ยังมีคนตระกูลอู่ คนตระกูลซู รวมไปถึงฮองเฮา”เซียวเหยียนเฟิงหัวเราะเสียงเบา “เจ้าวางใจเถิด คนอย่างคุณหนูฉินผู้นี้นางมีนิสัยแตกต่างจากผู้อื่นอยู่อย่างหนึ่ง”“อะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ”“ต่อให้มีคนอยากทะเลาะกับนางแต่หากนางไม่อยากทะเลาะด้วยเสียอย่าง สิ่งที่คนผู้นั้นทำได้ก็คือโมโหกับท่าทีของนางไปเองนั่นละ” เซียวอวี้หลงคล้ายเข้าใจแต่ก็คล้ายไม่เข้าใจ เซียวเหยียนเฟิงหัวเราะ “เข้าไปเถิดเจ้าจะเข้าใจเอง”ทั้งสองเดินนำเข้าไปในงานเลี้ยงและทักทายถวายพระพรฮองเฮา ที่นั่งจัดเอาไว้คนละฟากเพราะอย่างไรเสียฐานะของคนทั้งสองก็ถูกมองว่าอยู่คนละฝั่ง ฮองเฮาดูสงสัยกับการมาถึงพร้อมกันของคนทั้งหมด เซียวอวี้หลงเป็นคนกราบทูลว่าเพิ่งพบกันเมื่อครู่ที่ทางเข้าตำหนัก เช่นนี้จึงไม่มีใครสงสัยอะไรอีกรัชทายาทหนุ่มอดไม่ได้ที่จะสังเกตท่าทีของฉินหร่วนเหอ เขาไม่เข้าใจว่าเสด็จอาของตนชื่นชมอะไรในตัวสตรีนางนี้ เขายิ่งมองก็ยิ่งไม่เข้าใจ รูปโฉมพอดูได้ กิริยาออกจะเฉยชาและไม่จริงจัง สีหน้า...นางก็ทำได้ดีไม่มีสิ่งใด
...ดังนั้นจึงไม่มีใครสงสัยระแคะระคายเลยว่ารัชทายาทจะสนิทสนมกับเยียนอ๋อง เพราะคนนอกย่อมคิดว่าตระกูลหยวนจะต้องแค้นเคืองเขาอย่างแน่นอน เช่นกันกับศัตรูที่คิดว่าเขาคงต้องตายอยู่ที่แดนเหนือด้วยน้ำมือตระกูลหยวน“จะว่าไปข้ากับเจ้าเองก็คล้ายชะตาเล่นตลกเหลือเกิน ตอนที่เจ้าสูญเสียมารดาข้าเองก็สูญเสียอาจารย์ ปีที่เจ้าออกจากเมืองหลวงเพื่อไว้ทุกข์ข้าเองก็ต้องออกจากแดนเหนือเพื่อเสาะหายาแก้พิษ”!!! หรือว่าแม่ทัพหยวน...“แม่ทัพหยวนกับข้าล้วนถูกพิษ เขาไม่โชคดีเหมือนข้าที่รอดตายมาได้จนได้ลูกกลอนยอดโอสถ”นางอยากยื่นมือออกไปลูบหลังปลอบโยน แม้กระทั่งกุมมือของเขาให้แน่นเท่าที่จะแน่นได้ ทว่าที่นางทำได้คือยื่นมือออกไปคว้าจับแขนเสื้อของเขากุมเอาไว้ ขอบตาของนางร้อนผ่าวน้ำตาหยดหนึ่งค่อยๆ กลิ้งลงไปบนสองข้างแก้ม ความเศร้าปกคลุม ความสงสารจับหัวใจ “ท่านอ๋อง”อยู่ๆ เขาก็หันมามองนางจากนั้นหัวเราะออกมา “เจ้าสงสารข้าแล้วหรือ ข้าเพิ่งโกหกเจ้าก็เชื่อแล้ว? ตอนนี้แม่ทัพหยวนยังแข็งแรงดีเดินเหินแข็งแรงกว่าข้าอีก”นี่เรียกว่าโดนช็อตฟีลหรือเปล่านะ ความรู้สึกของนางถูกแทนที่ด้วยความโกรธ มือปล่อยแขนเสื้อของเขายกขึ้นปาดน้ำตาแรงๆ คว
เพิ่งสะดุ้งตื่นก็ได้ยินเสียงรินชาแผ่วเบา กลิ่นหอมอ่อนๆ ของชาต้นฤดูใบไม้ผลิกระสาเข้าจมูกนางยังรู้สึกมึนๆ ตึงๆ งัวเงียตอนที่ลุกขึ้นมานั่งและมองไปรอบๆ เงาด้านหน้าของฉากกั้นของชายหนุ่มสะท้อนจากแสงของหน้าต่างฝั่งติดถนน หญิงสาวมองหาถงหลี่ฮวาแต่ก็ไม่ได้ยินแม้กระทั่งเสียง“ตื่นแล้วก็ล้างหน้าเสียหน่อย น้ำน่าจะยังอุ่นอยู่วางอยู่ข้างเตียง ล้างหน้าแล้วก็ออกมากินอะไรเสียหน่อย” แน่นอนว่านั่นคือเสียงของเซียวเหยียนเฟิง นางทำตามจากนั้นเดินออกมาไปนั่งลงฝั่งตรงกันข้ามกับเขา“ท่านอ๋องเสด็จมานานแล้วหรือเพคะ”เขาวางจอกชาลงตรงหน้านาง “สักครู่แล้ว”นางจิบชาจากนั้นหยิบตะเกียบเพราะรู้สึกหิว กับข้าวทั้งหมดยังคงอุ่นอยู่ ทุกอย่างล้วนทำส่งเข้ามาใหม่ไม่ใช่กับข้าวที่นางสั่งเข้ามาก่อนหน้านี้ “คุณชายแปดสวีผู้นั้นท่านอ๋องทรงรู้จักหรือไม่เพคะ”“หมายถึงสวีเจิ้งซี? รู้จักสิ เคยพบสองสามครั้ง นับเป็น...คนไม่เลว”“ไม่เลว?”เขาพยักหน้า “อย่างน้อยเขาก็ดูแตกต่างจากคนตระกูลสวีสายหลัก น่าเสียดายหากตระกูลสวีสายหลักเห็นคุณค่าของเขา ไม่แน่ว่าการกอบกู้หน้าตาของตระกูลสวีสายหลักอาจจะยังมีความหวัง แม้ไม่อาจเทียบเคียงเศษเสี้ยวของของท่าน
เคยหรือไม่...ในเมื่อคิดจะชอบใครสักคน เช่นนี้แล้วก็อยากจะชอบให้หมดใจจนไม่ทำให้ตัวเองรู้สึกเสียใจในภายหลังฉินหร่วนเหอเก็บตัวเงียบงันหลังกลับจากตำหนักอิ่นสือ เรื่องที่เกิดขึ้นแน่นอนย่อมถูกปิดเงียบ เยียนอ๋องถูกลอบสังหารเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ คนตายมากมายในป่าสน กลิ่นคาวเลือดที่ถูกกลบฝัง ความหวาดหวั่นในใจที่ยังคงชัดเจน นางเคยฝันร้ายนึกถึงคนที่ถูกสังหาร คนผู้นั้นอาจจะเป็นบุตรชาย เป็นบิดา เป็นพี่ชาย เป็นน้องชาย เป็นสามีของใครสักคน คนที่รออยู่จะล่วงรู้หรือไม่ว่าคนเหล่านั้นจะไม่มีวันได้กลับไปแล้ว...เพราะฝันร้ายจึงนอนไม่หลับ เพราะนอนไม่หลับสุขภาพจึงย่ำแย่ ถึงอย่างนั้นยาเทียบแล้วเทียบเล่าผ่านไปสามวันหลังกลับจวนอาการนอนไม่หลับก็ยังคงไม่ดีขึ้น ไม่มีใครล่วงรู้ดีไปกว่านางว่านี่คืออาการป่วยทางใจ นางกำลังรู้สึกผิด... แม้ไม่ได้เป็นคนลงมือสังหาร แต่หนึ่งในคนที่ตายนางเองก็มีส่วนร่วมทำให้เขาตาย แม้อีกฝ่ายเป็นนักฆ่าแต่นั่นก็คือคนที่มีเลือดเนื้อมีชีวิต ในใจรู้ดีว่าคนหลายคนไม่มีทางเลือก บางคนอาจไม่ได้เต็มใจเข่นฆ่าสังหาร จะด้วยถูกบังคับ จะด้วยคำสั่ง หรืออะไรก็ตาม คนเหล่านั้นล้วนไม่ต่างไปจากนางที่ถูกม้วนเ







