Mag-log inฉินหร่วนเหอเบิกตามองอันฮูหยินด้วยสายตาตกตะลึง ตอนนี้แม้แต่ขอบตาของนางก็ยังแดงก่ำ “นี่เป็นสิ่งที่ท่านพ่อกำชับให้ท่านมาบอกข้าด้วยตัวเองหรือเจ้าคะ ตลอดมาท่านพ่อรักและเอ็นดูข้ามาก ข้าไม่เชื่อว่าท่านพ่อจะใจร้ายกับข้าถึงเพียงนี้ ถึงขั้นใช้สินเดิมที่ท่านแม่ทิ้งเอาไว้ข่มขู่เพียงเพื่อให้ข้ายอมรับสตรีที่จะมาแทนที่ท่านแม่”
น้ำตาของนางหยดแหมะ... เสียงสะอื้นยิ่งมาก็ยิ่งเสียงดังฟังชัด “ท่านพ่อถึงขั้นใจร้ายกับข้าถึงเพียงนี้ ข้าเพิ่งจากเมืองหลวงมาเพียงปีเดียว ตอนร่ำลาและส่งข้าขึ้นรถม้าท่านพ่อยังกล่าวกับข้าด้วยความชื่นชมว่าข้าเป็นเด็กกตัญญูรู้คุณที่ข้าตั้งใจไว้ทุกข์ให้ท่านแม่อย่างถูกต้องและจริงใจสามปีเต็ม ตอนนี้กลับ...กลับใจร้ายกับข้าเหลือเกิน ถึงขั้นใช้สินเดิมของท่านแม่ข่มขู่ข้า” นางเพิ่งกล่าวจบประตูทางเข้าสวนก็ถูกกระแทกเปิดอย่างแรง!!!
“ถึงขั้นใช้สินเดิมของบุตรสาวข่มขู่เพื่อให้ยอมรับอนุที่จะยกขึ้นเป็นฮูหยินเอก ใต้เท้าฉินทำให้ข้าได้เปิดหูเปิดตาแล้ว!” เซี่ยเฉินก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าโกรธขึ้งด้านหลังของเขายังมีเสี่ยวชุนที่ก้มหน้ามองเห็นสีหน้าไม่ชัด
ฉินหร่วนเหอสะอื้นเสียงดังขึ้นเล็กน้อย “ศิษย์พี่...ข้า...ข้าไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว ท่านพ่อช่าง...ช่าง... ศิษย์พี่ข้าโดดเดี่ยวไม่เหลือผู้ใดแล้วเจ้าค่ะ” นางขยับเข้าไปหลบด้านหลังของเซี่ยเฉินอย่างแนบเนียน ตัวสั่น ร่ำไห้น้ำตานองสองข้างแก้ม
อันฮูหยินถึงกับทำตัวไม่ถูก นางฉวยโอกาสที่ไม่มีใครอยู่ แม้แต่สาวใช้ของฉินหร่วนเหอก็ปลีกตัวออกไปจึงเอ่ยปาก ทว่าเหตุใดทุกอย่างจึงประจวบเหมาะเช่นนี้ ผู้มาเป็นใครอื่นนางยังพอรับมือได้แต่กลับเป็นถึงศิษย์เอกของอาจารย์สวีเซิ่งเสียได้!
อาจารย์สวีเซิ่งไม่อยู่แน่นอนนางเลือกวันที่เขาไม่อยู่อย่างจงใจ ตอนเข้ามาก็สวนทางกับเซี่ยเฉิน มั่นใจว่าเรื่องในวันนี้ไม่มีทางถูกเปิดเผย นางมีสารพัดวิธีที่จะข่มขู่เด็กสาวไม่ประสีประสาอย่างฉินหร่วนเหอที่กำพร้ามารดาทั้งอายุยังน้อย นาง...ก้าวพลาดที่ใดกันแน่!!
“ศิษย์น้องไม่ต้องกลัว เจ้าไม่ได้โดดเดี่ยวแน่นอน ทั้งข้า ทั้งอาจารย์ ย่อมไม่มีทางให้ผู้ใดมารังแกเจ้าเป็นแน่ ไม่ว่าคนผู้นั้นจะเป็นใต้เท้าฉินก็ตาม!” ท่าทางน่ากลัวของเซี่ยเฉินทำให้อันฮูหยินหน้าซีด
“ขะ...ข้าเพียงมาเพราะได้รับการไหว้วานเท่านั้น ไม่ใช่คนต้นคิด เรื่องนี้...เรื่องนี้เป็นข้าที่คิดไม่รอบคอบ ข้าเองก็ไม่เคยเห็นด้วยที่จะทำเช่นนี้ ข้าเองก็มีบุตรสาว ขะ...ข้า...”
“เช่นนั้นอันฮูหยิน ข้าขอถามท่านสักเรื่อง” เซี่ยเฉินกล่าวเสียงเย็นชา
“คนที่ไหว้วานท่านคือใต้เท้าฉินหรือว่าอู๋อี๋เหนียงผู้นั้น”
อันฮูหยินหน้าซีด... ตระกูลของนางเป็นญาติห่างๆ กับอู๋อี๋เหนียงจวนใต้เท้าฉิน เรื่องนี้นางมองเห็นเพียงผลประโยชน์ที่จะได้รับหากอีกฝ่ายได้ขึ้นเป็นฮูหยินเอก ไม่เคยคิดถึงผลในแง่ลบ นางไม่ได้สนใจจะถามด้วยซ้ำว่าเป็นผู้ใดกันแน่ที่เสนอและเป็นต้นคิด “เพียงมีคนส่งข่าวมาและมีตราของจวนใต้เท้าฉิน ข้า...”
“เรื่องนี้มีผู้ใดล่วงรู้บ้าง” เซี่ยเฉินกัดไม่ปล่อย “จดหมายที่ถูกส่งมาอยู่ที่ใด”
ฉินหร่วนเหอลอบหาว... นางจะต้องลงมือเองด้วยเหตุใด ปล่อยให้ผู้อื่นลงมือให้ไม่ดีกว่าหรือ? ที่นี่นางก็เป็นเพียงเด็กที่อายุกำลังจะย่างเข้าสิบสี่ปี ทั้งไม่ใฝ่รู้ ทั้งอ่อนแอ โง่งม ทั้งน่าสงสาร จะอวดฉลาดให้ตัวเองเหนื่อยไปทำไมกัน รอดูเรื่องสนุกหลังจากนี้ไม่ดีกว่าหรือ!!!
คนจากไปแล้วหลังปลอบโยนให้นางหายตกใจเซี่ยเฉินก็ตามอันฮูหยินออกไป เสี่ยวชวนเบิกตามองนางด้วยสายตาตกตะลึง “คุณหนูท่านรู้ได้อย่างไรเจ้าคะว่าจะมีคนมา อีกทั้งท่านรู้ได้อย่างว่าคุณชายเฉินจะ...”
นางแค่นหัวเราะ “ท่านพ่อเพิ่งส่งจดหมายมาหยั่งเชิงแต่ท่านตากลับโกรธมาก เมื่อเช้าเพิ่งให้คนส่งข่าวไปยังเมืองหลวงว่าหากท่านพ่อต้องการยกอี๋เหนียงขึ้นเป็นฮูหยิน เช่นนั้นตระกูลสวีก็จะตัดขาดจากตระกูลฉินอย่างสิ้นเชิง ข้ามาที่นี่เพื่อไว้ทุกข์ไม่รู้จักผู้ใด เข้าร่วมงานเลี้ยงเพียงครั้งเดียว ไม่มีสหาย ทันทีที่ท่านพ่อส่งข่าวมาก็มีฮูหยินผู้หนึ่งมาขอพบ นี่มิใช่ชัดเจนอยู่แล้วหรือว่ามีจุดประสงค์ ได้ยินท่านตากล่าวว่าเส้นสายในราชสำนักที่ท่านพ่อได้มาล้วนได้มาเพราะตระกูลสวีหนุนหลัง ท่านพ่อเป็นถึงรองเจ้ากรมโยธา จะลุ่มหลงอนุคนหนึ่ง หรือจะคิดหาหนทางเพื่ออนาคตของทายาทของตนเพียงใด แต่ท่านพ่อก็ไม่มีทางทำเรื่องสิ้นคิดด้วยการตัดหนทางก้าวหน้าของตัวเองแน่นอน เรื่องใช้สินเดิมข่มขู่ข้าเกรงว่าท่านพ่อเองก็อาจจะไม่รู้ หรือถึงแม้จะรู้ก็คงไม่กล้าออกหน้าด้วยตัวเอง มิสู้ยืมผู้อื่นเมื่อเรื่องถูกเปิดโปงก็สามารถปัดความผิดให้พ้นตัวอย่างแนบเนียน นี่แสดงให้ข้าเห็นแล้วว่าเขารักตัวเองเพียงใด” นางกล่าวจบก็ได้แต่รู้สึกสงสารฉินหร่วนเหอเจ้าของร่างยิ่ง
เสี่ยวชวนฟังแล้วเหมือนเข้าใจแต่ก็ยังไม่กระจ่างนัก “แต่ว่านายท่าน นายท่านเคยรักคุณหนูมาก”
“เสี่ยวชวน คนเราไม่ควรไร้เดียงสาจนเกินไป ผู้ใดจะรักผู้อื่นมากกว่ารักตัวเองเล่า หาไม่เจ้าลองดูก็ได้ เมื่อนั่งเคียงข้างกันอยู่แล้วมีถ่านไฟกระเด็นใส่ตัวเจ้าและคนที่พร่ำบอกว่ารักเจ้ามาตลอด เขาจะปัดถ่านร้อนๆ บนตักเจ้าก่อนหรือของตัวเองก่อนเล่า”
เสี่ยวชวนเบิกตา “ข้าน้อย...จดจำเอาไว้แล้ว”
“ข้าพูดไม่ใช่อยากให้เจ้าหวาดระแวงไปเสียหมด แต่ข้าพูดเพื่อให้เจ้าไม่ไร้เดียงสาและเชื่อทุกสิ่งที่เจ้าเห็นและได้ยิน รักแท้แม้หายากแต่ไม่ใช่ไม่มี บิดามารดาที่รักและเมตตาบุตรด้วยใจจริงก็มี เพียงแต่...” ไม่ใช่บิดาของนาง ฉินหร่วนเหอไม่ได้พูดจนจบเพียงแค่นยิ้ม
นางจากมาจะครบปีแล้วจดหมายก็ไม่เคยส่งมาสอบถาม ไม่มีข่าวใดๆ เลย ข้าวของไม่เคยส่งถึง เกิดอะไรขึ้นที่เมืองหลวงตัวนางอาศัยเพียงท่านตาเล่าให้ฟังเท่านั้น บิดาที่รักและเมตตาบุตรจะเป็นเช่นนี้จริงๆ หรือ นางไม่ต้องคิด ไม่ต้องคาดเดาสถานการณ์ยังพอมองออก
หลังเกิดเรื่องอันฮูหยินมาเยือนท่านตาของนางโกรธกรุ่นยิ่งกว่าเดิม เซี่ยเฉินออกหน้ารวบรวมหลักฐานและจดหมายติดต่อของอันฮูหยินกับเมืองหลวง ทุกอย่างแสดงชัดว่าเป็นอู๋อี๋เหนียงที่เป็นคนจัดการ ไม่มีสิ่งใดสาวโยงไปถึงบิดาของนางสักนิด ฉินหร่วนเหอแสดงสีหน้าซาบซึ้งยอบกายขอบคุณเซี่ยเฉิน นางน้ำตาหยดแหมะอีกครั้งกล่าวว่าหากไม่ใช่เขานางก็ไม่รู้จะพึ่งพาผู้ใด
หลังกลับเรือนเครื่องเขียนถูกนำมาเรียงราย ฉินหร่วนเหอมักจะหมกตัวอยู่ในห้องและวาดรูปเมื่ออยากผ่อนคลายอารมณ์ กระทั่งเวลาผ่านไปนานมากท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีบนกำแพงสูงกลับมีเสียงสตรีนางหนึ่งดังขึ้น “ยังวาดไม่เสร็จอีกหรือ”
นางเลิกคิ้วมองไปรอบๆ เห็นสตรีที่มีอายุมากกว่านางอย่างน้อยๆ สิบปี? เสี่ยวชวนไม่อยู่ สตรีนางนั้นกระโดดลงมาจากกำแพงอย่างคล่องแคล่ว สวมชุดรัดกุมสีดำกุ๊นขอบสีแดง มองอย่างไรก็เหมือนชาวยุทธ์มากกว่าเหล่าปราชญ์ในสำนัก
นางกำลังใคร่ครวญและคิดจะหยั่งเชิง อีกฝ่ายกลับขยับไหวรวดเร็วและปราดเปรียว ไม่ช้าก็กระโดดเข้ามาทางหน้าต่างคว้านางเอาไว้แล้วกอดเอาไว้เต็มอ้อมอก “หลานรักของข้าเติบโตจนป่านนี้แล้วดูเจ้าสิ!!”
ฉินหร่วนเหอหัวหมุนตาลายถูกกอดจนอึดอัด “เอ่อ...”
อีกฝ่ายหัวเราะปล่อยมือในที่สุด “ของขวัญพบหน้า!” ถุงใบเล็กๆ ถูกยัดเข้ามาในมือ
“ทะ...ท่านคือ...”
“ดูข้าสิข้าลืมว่าตอนพบกันครั้งสุดท้ายเจ้าเพิ่งอายุได้สองขวบคงจะจำข้าไม่ได้ ข้าสวีจิ้ง น้องสาวของมารดาเจ้า เรียกข้าท่านน้าจิ้งเร็วเข้า!”
เคยได้ยินท่านตากล่าวถึงสองครั้ง แต่ละครั้งล้วนไม่ใช่เรื่องดี สวีจิ้งท่านน้าของนางผู้นี้เหมือนจำได้ว่าแอบหนีออกจากจวนเพราะไม่อยากเล่าเรียน ปากพร่ำแต่จะท่องเที่ยวในยุทธภพเพื่อผดุงความยุติธรรม สตรีในตระกูลปราชญ์ทว่าไม่อยากเล่าเรียนกลับหนีออกจากจวน เรื่องนี้ช่าง...
“หลานคารวะท่านน้าจิ้ง”
จิ้งหวนหยางส่ายหน้าหลังขึ้นรถม้าเมื่อเห็นสวีเจิ้งซีกำลังจะเอ่ยคำ เขารอจนกระทั่งรถม้าแล่นออกมาสักระยะจากนั้นจึงลอบเลิกม่านรถม้ามองไปรอบๆ “เจ้ารู้เรื่องนี้มาก่อนหรือไม่”สวีเจิ้งซีส่ายหน้า “ข้ารู้พร้อมเจ้า ข้ายังนึกสงสัยว่าวันนั้นเหตุใดญาติผู้น้องจึงกล้าปลอมตัวเป็นบุรุษไปหอสุ่ยหลิง แถมตอนเกิดเรื่องยังได้ท่านอ๋องช่วยเอาไว้ทันเวลา คราแรกคิดว่าบังเอิญตอนนี้เห็นชัดว่าไม่มีทางมีเรื่องบังเอิญเช่นนี้ยิ่งกับเยียนอ๋อง”“เจ้าคิดอย่างไร” จิ้งหวนหยางถามเสียงเครียด“ยังต้องคิดอีกหรือ คนที่ท่านอ๋องรินชาให้ด้วยตัวเองมีกี่คนกัน” สวีเจิ้งซีถอนหายใจออกมา“ไม่ใช่แค่รินชา”“เจ้าหมายความว่าอย่างไร”“เจ้าตีความหมายไม่ออกหรือไม่ทันฟัง คุณหนูฉินกล่าวว่าชานั่นไม่หอมเท่าชาที่ท่านอ๋องเป็นคนชงเอง นางเคยดื่มชาที่เยียนอ๋องเป็นคนชงเองกับมือเลยนะ พวกเขาจะสนิทสนมกันมากเพียงใดก็หายากที่ท่านอ๋องจะทรงชงชาให้สตรีนางหนึ่ง ที่สำคัญไปกว่านั้นเจ้าไม่สังเกตหรือว่าท่านอ๋องทรงพระทัยเย็นกับนางเป็นพิเศษ นางพุ่งพรวดพราดเข้าไปตอนนั้นหัวใจของข้าหล่นวูบแล้ว คิดว่าอย่างไรองครักษ์เยวี่ยจะต้องลงมือแน่ๆ ทว่าเขากลับยืนนิ่งไม่ขยับสักนิด”“เร
ทุกคนตกตะลึงกับการกระทำผลีผลามของนาง ตอนที่สวีเจิ้งซีกำลังจะก้าวเข้าไปขอความเมตตา เซียวเหยียนเฟิงกลับกล่าวเสียงเรียบ “ผิด? ผิดที่ใด”“เอ่อ...ทำอะไรบุ่มบ่ามไม่ยั้งคิด วันนี้ไม่ควรมาที่นี่ ไม่ควรแอบไปนั่งฟังคนพวกนั้น ไม่ควรปล่อยให้อาอวี้ทำอะไรบุ่มบ่าม หม่อมฉันรู้ความผิดแล้วเพคะ” นางกุมแขนเสื้อของเขาจนเกิดรอยยับถึงอย่างนั้นเซียวเหยียนเฟิงกลับไม่สะบัดออก ไม่โกรธ ที่สำคัญคือคนสนิทของชายหนุ่มกลับยังคงยืนเฉย ไม่ขยับอันที่จริงตอนที่นางพุ่งตัวไปคว้าแขนเสื้อของเยียนอ๋อง สิ่งที่สวีเจิ้งซีกลัวก็คือคนสนิทของเยียนอ๋องจะลงมือ ทว่า...จนถึงตอนนี้ทั้งคนของเยียนอ๋อง ทั้งคนของฉินหร่วนเหอ ทั้งหมดนั้นล้วนยืนมองนิ่งๆ ไม่แสดงสีหน้า?!ตอนนี้แม้แต่หยวนอวี้เองก็ยังเบิกตามองท่าทางของฉินหร่วนเหอด้วยความตกตะลึง หญิงสาวกระแอม “เอ่อ...ท่านอ๋องไม่ได้ทรงรีบเสด็จกลับกระมังเพคะ”เซียวเหยียนเฟิงหรี่ตามองนาง “ตอนนี้ไม่ต้องแสร้งทำเป็นไม่รู้จักแล้ว?”“ไม่ใช่หม่อมฉันที่อยากแสร้งทำเป็นไม่รู้จักเสียหน่อย เป็นท่านอ๋องไม่ใช่หรือเพคะ”“อ้อ” ชายหนุ่มหมุนตัวหมายจะเดินไปยังประตู แขนเสื้อของเขาถูกดึงเอาไว้...“เป็นหม่อมฉินเองที่แสร้
ฉินหร่วนเหอได้ฟังก็ยังรู้สึกสะอิดสะเอียน นางยังไม่ทันได้ชวนหยวนอวี้กลับ เนื่องจากตอนนี้รู้ชัดแล้วว่าอันจิ่วหลางเป็นคนอย่างไร ทว่าตอนที่อันจิ่วหลางส่งเสียงขอตัวออกไปสุขาหยวนอวี้กลับลุกพรวด!!! มองท่าทีที่ไม่น่าจะมีเรื่องดีตามมาหญิงสาวรีบลุกแล้วเดินตามไปห้าม นึกไม่ถึงว่าหยวนอวี้จะเดินเร็วถึงเพียงนี้ นางมองเห็นแผ่นหลังของสหายเดินลับมุมทางเดินไกลๆ ฉินหร่วนเหอได้แต่ร้องว่าแย่แล้วในใจ กระทั่งตอนไปถึงก็ได้ยินเสียงร้องโอดโอยของอันจิ่วหลาง...หยวนอวี้ไม่รู้ไปเอาผ้าม่านมาจากที่ใด คลุมตัวอันจิ่วหลางเอาไว้จากนั้นก็ทุกตีทั้งกระทืบอย่างโกรธแค้น!!!ด้านหลังมีเสียงอุทาน...นางสะดุ้งหันกลับไปมองจากนั้นลากหยวนอวี้ออกมา ไม่พอนางยังหันไปมองโม่จิ่งหยวนและถงหลี่ฮวา ส่งสัญญาณให้ลากคนที่ส่งเสียงอุทานสองคนมาด้วย “ยังไม่รีบลากพวกเขามาอีก” นางกระซิบบอกหยวนอวี้ “เจ้าอย่าส่งเสียงเชียวนะ!”ตอนนี้สถานที่หลบภัยที่เหมาะที่สุดก็คือห้องจู๋จื่อ ฉินหร่วนเหอบุ้ยใบ้ให้คนทั้งหมดเข้าไป มุมทางเดินมีเสียงตะโกนของอันจิ่วหลาง “พวกเจ้าหยุดนะ!! โอ้ย! ให้ข้าจับเจ้าได้ก่อนเถิด!”ด้านนอกห้องวุ่นวายมาก เสียงของอันจิ่วหลางทำให้สหายที่มาด
ฉินหร่วนเหอขมวดคิ้วมองจดหมายลับที่เซียวเหยียนเฟิงส่งมา นางเงยหน้าขึ้นมองโม่จิ่งหยวน “คนส่งจดหมายเล่า”“ไปแล้วขอรับ”นางเม้มปากหงุดหงิดเล็กน้อย “ข้าจะไปเข้าใจได้อย่างไรว่าจดหมายนี่หมายสิ่งเรื่องใด” ในจดหมายเขียนมาเพียงสั้นๆ ---อันจิ่วหลางเป็นคนของฮองเฮา--- “ท่านอ๋องจะมาบอกข้าในเรื่องที่ข้ารู้อยู่แล้วไปทำไม”ด้านนอกมีเสียงของสาวใช้ “คุณหนูเจ้าคะท่านพ่อบ้านให้มาแจ้งคุณหนูว่าคุณหนูหยวนมารขอพบท่านเจ้าค่ะ”“หยวนอวี้?” หญิงสาวมองจดหมายในมือแล้วรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีอย่างไรชอบกล “รู้แล้วข้าจะรีบออกไป” นางโยนจดหมายลงไปในอ่างไฟจากนั้นเดินออกมาจากเรือน ตอนพบหยวนอวี้ก็ได้พบกับน้องสาวและน้องชายที่กำลังจะออกไปข้างนอก ทั้งสองคนคารวะหยวนอวี้ด้วยท่าทางนอบน้อม คงรู้แล้วว่าคนตระกูลหยวนไม่อาจล่วงเกิน ฉินหร่วนเหอลากหยวนอวี้กลับไปที่สวนในเรือนของตน “มาหาข้ามีเรื่องสำคัญหรือ”“อืม สำคัญมาก เมื่อวานมีแม่สื่อมาที่จวน บุตรชายของท่านปราชญ์อันส่งคนมาทาบทามสู่ขอข้า”ตอนนี้นางรู้แล้วว่าจดหมายของเยียนอ๋องหมายความว่าอย่างไร ฮองเฮาถึงกับคิดจะดึงตระกูลหยวนเข้าพวก? “แล้วเจ้าคิดเห็นอย่างไร”“ไม่รู้สิข้าไม่เคยพบเขา แต่ข้าว
ฉินหร่วนเหอถอนหายใจออกมาให้ทุกคนได้ยิน“ล้วนเป็นสตรีเช่นกันทั้งนั้นสมควรเข้าอกเข้าใจและเห็นอกเห็นใจกัน เดิมทีชื่อเสียงก็เป็นเรื่องที่สตรีพึงรักษา พลาดพลั้งแม้เพียงน้อยนั่นหมายถึงชีวิตทั้งชีวิต ตัวข้าเดิมทีก็ไม่ได้รั้งอยู่ในเมืองหลวง ทว่าทั้งหมดนั้นไม่ได้หมายความว่าข้าต้องทำตัวโง่งมยอมให้ผู้อื่นมาดีดลูกคิดบนศีรษะตัวเอง ยิ่งไม่ยอมให้ผู้ใดใช้ความสัมพันธ์กับท่านตาของข้าเป็นข้ออ้างให้ไต่เต้าขึ้นไปสู่อำนาจและชื่อเสียง ข้าไม่มีอำนาจจะไปกักขังผู้ใด ยิ่งไม่กล้าโอ้อวดว่ามีความสามารถถึงขั้นตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆ อย่างเช่นการเลือกคนให้เดินทางมาเมืองหลวงด้วยกัน ทุกอย่างล้วนเป็นเพราะผลจากการกระทำและการคิดคำนวณของคนที่มีอำนาจตัดสินใจ ดังนั้นหากกังขาก็ควรไปหาคนผู้นั้น มิใช่คิดจะโยนความผิดให้ข้าอย่างไรก็ได้ หากวันนี้ข่าวลือแพร่ออกไปจนทำลายชื่อเสียงของข้า แน่นอนว่าข้าย่อมต้องกราบทูลเพื่อขอความเมตตาจากฝ่าบาท ด้วยราชโองการฉบับนั้นทำให้ผู้คนเข้าใจผิดว่าเป็นข้าเองที่ทำให้ศิษย์พี่ถูกกักขังเอาไว้ในสำนักปราชญ์”กล้ากังขาในราชโองการฝ่าบาท นั่นโทษไม่ใช่น้อยๆ เลย!!! อวี๋หรงหลันคลานเข้ามาหานาง “ศิษย์พี่ฉินข้าผิดไปแล
บรรยากาศในงานเลี้ยงอึดอัดเงียบงัน อวี๋หรงหลันคุกเข่าอยู่ที่กลางโถงงานเลี้ยง กล่าวคำสะอื้นคำท่าทางไม่ได้รับความเป็นธรรมน่าสงสาร“ตอนนั้นหม่อมฉันดีใจที่พี่เซี่ยยังมีชีวิตอยู่ ทั้งที่หม่อมฉันสิ้นหวังไปแล้วแท้ๆ ตอนที่เขาให้คนมารับไปยังสำนักปราชญ์จึงไม่แม้แต่จะลังเล รีบออกเดินทางไปหาเขาทันที ทว่าผู้ใดจะรู้ว่าการไปถึงของหม่อมฉันกลับทำให้ความสัมพันธ์ของศิษย์พี่ฉินกับพี่เซี่ยเปลี่ยนไป หม่อมฉันไม่ได้อยากเป็นต้นเหตุจึงบอกพี่เซี่ยว่าจะจากไปเงียบๆ หากแต่สัญญาหมั้นหมายเป็นบิดามารดาสองตระกูลให้คำมั่น พี่เซี่ยตัดสินใจรักษาคำมั่นของบิดามารดา ทว่ากลับต้องแลกมาซึ่งความสัมพันธ์ที่ขาดสะบั้น หม่อมฉันเดินทางมาเมืองหลวงครั้งนี้ หวังเพียงว่าศิษย์พี่ฉินจะคลายความโกรธ หวังเพียงว่าท่านปราชญ์จะให้อภัยพี่เซี่ย”เสียงซุบซิบดังขึ้นรอบด้านทุกคนมองไปยังฉินหร่วนเหอด้วยสายตาตำหนิ ทว่านางกลับรินชาและยกขึ้นจิบด้วยท่าทางนิ่งเฉย หยวนฮูหยินหันไปมองนางทว่านางเพียงยิ้มจากนั้นส่ายหน้าให้อีกฝ่าย ข้างๆ กันนั้นหยวนอวี้มีสีหน้าโกรธขึ้ง หากมิใช่เพราะฉินหร่วนเหอรั้งเอาไว้ดูแล้วอีกฝ่ายคงลุกคนมาด่าทอคนแล้วกระมัง“ที่แท้ก็มีเรื่องเช่นน







