Masukน้องสาวนั่งอ่านข่าวบางอย่างก่อนจะหันมาสนใจฉันเมื่อฉันเดินเข้าห้องมา “กินข้าวกัน พี่ซื้อมาแล้ว ว่าแต่แม่ตื่นหรือยัง”
“อือ และหลับไปอีก” น้องสาวตาแดงๆ ฉันเดินไปนั่งใกล้ “เป็นอะไรหรือเปล่า แม่อาการไม่ดีเหรอ”
“ไม่หรอก ต่ายแค่เพลียๆ ขอไปล้างหน้านะ จะมากินข้าว”
น้องสาวหายไปเข้าห้องน้ำ ฉันเดินไปหาแม่ มองสายน้ำเกลือ พลันคิดถึง เป็นห่วงอีกสองคน ฉันกดหาโบ้ทแต่รีบกดสายทิ้ง เปลี่ยนใจโทรหาปานวาด
ว่าแต่เพื่อนเดินทางแล้วไม่ใช่หรือ ฉันรอฟังเสียงเพื่อนเมื่อตัดสินใจสืบข่าว
“ยายเต่า แก แก เป็นไรไหม อย่ารู้สึกผิดไปเลยนะ แฟนไอ้โบ้ทคงทำบุญมาแค่นี้ ฉันพูดไรไม่ออกเหมือนกัน แกติดต่อไปพูดกับมันยัง มันไม่ยอมรับสายใครเลย ถ้าติดต่อได้ บอกนะรับสายฉันด้วย”
สายฟ้าฟาดกลางวันใส่หัวฉัน ฉันเวียนหัว เซไปนั่งพิงโซฟา
ไม่จริง!
ฉันไม่ได้ทำร้ายใครใช่ไหม ฉันน้ำตาไหลพราก และคราวนี้เสียงเล็ดรอดออกมาจากปาก “ฮือๆ” ฉันวิ่งเข้าห้องน้ำ สวนทางกับน้องสาว
ฉันนั่งกลุ้มใจ ทุกข์ใจอยู่ตรงบันไดหนีไฟ ระหว่างนั้นมีสายมือถือเข้ามา ฉันสะดุ้ง แต่โล่งใจเมื่อเห็นเป็นรุ่นพี่ ฉันกดรับสาย ฝ่ายนั้นถามว่าอยู่ไหนเพราะรู้จากเจ้าของหอพักว่าฉันยังไม่ขนของ ฉันเองอยากมีเพื่อนคุยเพื่อจะได้ลืมๆ เรื่องที่ไม่สบายใจจึงบอกรุ่นพี่ไปว่าอยู่ไหน
ครู่ต่อมารุ่นพี่มานั่งอยู่ในห้องคนป่วย แม่รับไหว้รุ่นพี่และบอกให้พวกเราไปคุยกันข้างนอกก็ได้ น้องสาวมองฉันแปลกๆ ฉันจึงบอกน้องไป
“พี่คุยอยู่ที่นี่แหละ ไม่ต้องห่วงนะต่าย”
น้องสาวพยักหน้า ฉันเดินออกมา
ด้านล่างที่นั่งพักผ่อนญาติๆ คนป่วย ฉันบอกเรื่องราวที่แม่ป่วย รุ่นพี่ยังปลอบใจ ฉันขอบคุณแต่รุ่นพี่กลับจับมือฉันแน่น
“ดูหน้าตาเราสิ บอกว่าไม่เป็นไรแต่ดูเครียดมาก ได้พักบ้างหรือเปล่า นี่ถ้าพี่ไม่โทรมา คงไม่บอกเรื่องแม่กับพี่ใช่ไหม”
ฉันบอกแค่แม่มาหาหมอ ไม่ได้บอกเรื่องที่แม่เป็นโรคร้ายกับรุ่นพี่ ฉันจึงเงียบเมื่อเขาซักถาม
“หาหมอดีๆ ก็หาย ทำใจให้สบายนะเต่า”
รุ่นพี่ยังปลอบต่อ ฉันยิ้มให้เขา “เต่าก็หวังอย่างนั้น และเอ่อ อยากหางานทำเสียเลยค่ะ ระหว่างแม่ยังอยู่ที่นี่ และเมื่อกลับไปส่งแม่อาจจะโชคดีได้งาน”
“ทำงานบริษัทพี่สิ จะหาทำไม อย่าบอกว่าจะเบี้ยว”
วินาทีนี้ ฉันหน้าด้าน โยนหินถามทางคนตรงหน้า เขาเอ่ยออกมาก็ดีใจ “เต่าจะทำงานไม่ให้ใครว่าได้ว่าเป็นเด็กฝากค่ะ”
“ใครบอกเราต้องเข้ารับการสัมภาษณ์เหมือนคนอื่นนั่นแหละ”
ฉันยิ้มดีใจ ที่รุ่นพี่จะไม่ทำให้ฉันและตัวเขาลำบากใจ
เราพูดคุยกันได้กันได้พักใหญ่ คนขับรถที่บ้านรุ่นพี่เอากระเป๋าเสื้อผ้าบางส่วนมาให้ฉัน ฉันขอบคุณรุ่นพี่ หลังจากนั้นเราไปหากาแฟดื่มด้วยกันก่อนจะแยกย้าย
ฉันไปส่งรุ่นพี่และเดินออกจากลานจอดรถ แต่ระหว่างที่เดิน เหมือนมีสายตาใครบางคนมองฉันอยู่ ฉันหันกลับไปมองด้านหลังด้วยความกลัว ทว่าเห็นสายตาคุ้นเคยก็โล่งใจ ก่อนจะยืนนิ่งเมื่อในสำนึกคิดได้ ว่าตอนนี้เกิดอะไรกับชีวิตคนที่ยืนตรงหน้าฉัน
ร่างสูงใหญ่เดินมาใกล้ ฉันอยากจะวิ่งหนี เหมือนเราไม่ใช่เพื่อนอีกแล้ว ยิ่งเห็นแววตาเย็นชา ฉันยิ่งเสียวสันหลัง
แต่ฉันทำผิดอะไร ฉันถามตนเอง ใจบอกว่าไม่ผิด ฉันจึงทักทายโบ้ทออกไป
“โบ้ท แกเป็นยังไงบ้าง มา มาทำอะไรที่นี่อ่ะ”
มันมายืนตรงหน้าฉัน แววตาขี้เล่นไม่มีให้เห็น มันจ้องฉันราวจะกินเลือดกินเนื้อ ฉันถอยหลัง
เราควรไม่เจอกันใช่ไหม ฉันกลัวแววตามันจนหันหลังหนีจนได้
“ไปไหน มาคุยกัน” มันดึงมือฉันสุดแรง ฉันตกใจ ดึงหนี “ไม่ไป ไปไหน ไปทำไม”
“ไปอยู่บ้านกูไง อยากอยู่ไม่ใช่เหรอ แต่ก่อนไปอยู่ไปกราบศพเก๋ก่อนนะ ไปขอว่าเขายอมไหม”
ฉันงง ตีมือมัน “อะไร ไม่ไป ปล่อยเรานะ”
“อย่ามาบอกว่าไม่อยากไป ไปเดี๋ยวนี้” มันลากฉันไปถึงรถ มันดันร่างฉันจนไปชนรถหรู ฉันเจ็บหลังจนน้ำตาซึมหางตา
“แกบ้าไปแล้ว”
“ใช่ไอ้โบ้ทคนนี้บ้า แต่บ้ากว่าที่คบคนอย่างแกมาสี่ปีเต็มๆ”
มันเปิดประตู ผลักร่างฉันลงไปนั่งในรถ ฉันตัวสั่น เริ่มกลัว
ใครก็ได้มาช่วยฉันที
“ไม่ต้องมองหารุ่นพี่แก ไม่มีใครมาช่วย วันนี้คงดีถ้าได้ส่งมึงไปอยู่เป็นเพื่อนเก๋”
“ไอ้บ้า เรานอนกัน แกเมานะ แกทำฉันเอง แล้วแฟนแกรู้เหรอ เราไม่ผิดนะ”
ฉันน้ำตาไหลพราก อยากรู้ว่าทำไม มันทำแบบนี้ เพราะแฟนมันรู้เรื่องนี้ใช่ไหม และทำให้มันโกรธอย่างนี้
แต่ฉันไม่ผิดอะไร จนต้องมาทำร้ายจิตใจกันอย่างนี้
“มาถามแบบนี้ นี่แกจริงหรือ ตัวจริงไหม”
มันจับแก้มฉันบีบแน่น ฉันตกใจ เมื่อมันเข้ามาในรถ ดันฉันให้เข้าไป เสียงมันดังจนเจ็บหู กว่าฉันจะนึกอะไรออก แก้มก็แทบช้ำเลือด
“ก็แค่ถาม และเตือนสติมึงนะโบ้ท”
“ไม่ต้องมาเตือนสติกัน คนอย่างแก มันซ่อนความร้ายกาจไว้มากมายแน่ๆ วันนี้ไอ้โบ้ทคนนี้ จะทำให้คนที่แกล้งทำเป็นคนดีอย่างแก เจอเรื่องสนุกๆ”
รถตะบึงออกจากโรงรถจนฉันตกลงไปนั่งที่พื้นรถ หัวฉันเจ็บ แก้มฉันปวด ฉันลุกขึ้นช้าๆ จับเบาะรถและเริ่มใส่เข็มขัดนิรภัย
“โบ้ทช้าๆ”
ฉันกลัวเมื่อมันขับรถเร็วมาก ขณะที่มันไม่ฟังซ้ำตวาดฉัน
“กลัวตายหรือไง ไม่ต้องกลัว หยุดหายใจเมื่อไหร่ เก๋เขาคงมารอรับแก”
เงียบ ฉันต้องเงียบ เพราะคนอย่างมันเมื่อโกรธ จะไม่ฟังใคร ใครเถียงสอน จะยิ่งรั้น แต่ทำไมต้องโกรธกันถึงขนาด ที่บอกว่าเสียใจที่เป็นเพื่อนกัน
ที่ผ่านมาฉันไม่มีความหมายกับมันสักนิด ฉันเจ็บปวดใจมาก จนต้องจับที่หัวใจ
รถเลี้ยวเข้าไปในวัดแห่งหนึ่ง ฉันขนลุกซู่ มันปลดเบลให้ฉัน และไล่เสียงดัง “มึงลงไปกราบเขาสิ ลงไป!”
ฉันน้ำตาไหล และฮึดสู้มันขึ้นมา
“โบ้ทกูผิดอะไร มึงนั่นแหละผิด กูไม่ไป”
มันจับคางฉันและบีบ อย่างที่ไม่เคยทำ เมื่อก่อนถ้าทำก็แค่ลูบหยอกเย้า ฉันเจ็บแต่คราวนี้ไม่มีน้ำตา
“มึงมันเหี้ย โทษแต่คนอื่น ฉันข่วนมือมัน เปิดประตู ก่อนจะเดินช้าๆ
แต่ไม่ไป ฉันไม่ไปที่นั่น ไม่ไปกราบศพแฟนมัน ฉันเดินหนีมันออกอีกด้าน ฉันหันเห็นมันเดินลงมาจากรถ ก่อนจะทุบหลังคารถมันอย่างขัดใจ ฉันจับหน้าอกตนเอง ที่หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ
เพื่อน ฉันเองไม่ควรเรียกมันว่าเพื่อน ไอ้ผู้ชายเฮงซวย โยนความผิดให้ฉันคนเดียวทำไม
ฉันปาดน้ำตา โบกแท็กซี่เพราะวันนี้ แม่จะออกจากโรงพยาบาล ซึ่งก็ดีเหมือนกัน เพราะฉันกลัวโบ้ทจะไปที่นั่นอีก
ปานวาดกำลังมองนักศึกษากลุ่มหนึ่งที่เดินเข้ามาในร้านก๋วยเตี๋ยว จักรหันมาหาฉันและโบ้ท“ดูเพื่อนพวกแกสิดูหิวนะเวลาเจอไก่อ่อนๆ”“แกสวยออกทำไมขายไม่ออกสักทีวะปาน” โบ้ทถามเพื่อน ฉันหยิกเอวสามีตามนิตินัย เขามองหน้าฉัน “ที่รักก็มันจริงนิ ผมชมว่าสวยนะนั่น”“พอๆ เรื่องถามกูหาผัวไม่ได้ไม่เป็นไร แต่ไอ้ที่พูดกันว่าที่รัก ที่รัก ผมๆ เธอๆ กูไม่คุ้นเลย คุยกันเหมือนเดิมได้ป่ะ”ปานวาดเบ๊ะปาก ทำเอาหมดสวย โบ้ทตอบเรื่องที่เพื่อนถามและต้องการ“ไว้พูดกู มึง เรา นาย แก อะไรพวกนี้กับคู่แกเถอะ เราไม่อยากให้ลูกได้ยิน นี่ก็ฝึกตั้งนานกว่าจะชิน”“ตั้งนานอะไร พวกแกทั้งสองเพิ่งคืนดีกันสามเดือนนะ ซ้ำหน้าไม่อาย สามเดือนก็ท้องทันที”“ใครจะนอนหนาวเหมือนแก”“เอาน่าเลิกพูดมาก กินๆ จะได้ลุกให้นักศึกษา เราเป็นของแปลกสำหรับที่นี่ เป็นผู้ใหญ่กันแล้ว” ฉันบอกเพื่อนและสามีให้เลิกพูดกัน ปานวาดหันไปมองหนุ่มๆ นักศึกษา“รีบไปได้ คงอยากไปจู๋จี๋กับสามีที่ร้ากแกล่ะซ
“มีอะไร เราเป็นคนรักกันไม่ใช่เหรอ และคืนนี้คุณสวยจนผมนอนไม่หลับ”ฉันใจเต้น กำมือตนเอง รู้สึกกลัวขึ้นมาราวกับตนเองยังเป็นสาวเวอร์จิ้นมือใหญ่มากอบกุมที่เต้าอกข้างหนึ่งแล้ว ฉันอุ่นวาบ และใจหวิวสั่น ใบหน้าใกล้นั้นเริ่มคลอเคลียที่ใบหู ฉันเริ่มหายหนาว แม้อยากจับมือนั้นออกจากเต้าทรวงแต่ต้องห้ามตนเองไว้โบ้ทเริ่มเคล้นคลึงหน้าอกทั้งสองของฉัน สลับกันไปมา ปากจูบคลอเคลียมาที่ใบหู แก้มคาง คราวนี้ฉันนอนไม่ติดที่นอน ก้นฉันยกขึ้นและลงตามความปรารถนาของร่างกายที่มันสร้างขึ้นมาร่างนั้นคร่อมตัวฉันรวดเร็ว และดึงสายของชุดนอน สายตากำลังจ้องอกขาวอวบของฉัน ก่อนจะก้มลงเอ่ยเสียงพร่า“สวยมาก”ประทับจูบเบาๆ ที่ปากฉัน และเร่าร้อนขึ้นเรื่อยๆ ฉันรับจูบนั้นอย่างห้ามตนเองไม่ได้ มือใหญ่ยังครอบครองสองเต้าขาวนั้น ใช้มือเคล้นคลึงยอดอกฉันได้ยินเสียงตนเองครางอย่างมีความสุข ปากสวยยังคงบดจูบ แหย่ลิ้นเข้าไปไล้ดูดลิ้นฉัน ฉันตัวสั่น และมีความสุข ฉันกอดโบ้ทแน่น จูบตอบตามที่มันทำกับฉัน โบ้ทเคลื่อนร่างลง ฉันมองตาม ใบหน้านั้นซุกซบที่อกและดูดกลืนยอดอก กัดเม
“เราแต่งงานกันแล้ว ออไม่ใช่สิ ยังไม่แต่ง ออ แล้วเราจะแต่งเมื่อไหร่ครับ”“ทำไม อยากรู้ขึ้นมา เมื่อก่อนบอกอย่าพูด”“ผมเจอหน้าลูกแล้ว รู้สึกว่าคุ้นเคย และเขาเหมือนคุณ และผมก็เชื่อแม่ผม”“แต่จำฉันไม่ได้เลยหรือ”พูดออกไปแล้วก็รู้สึกตนเองเหมือนเด็ก โบ้ทเงียบงันและเอ่ยตอบ“ผมขอเวลาหน่อยนะ”มันไม่มองหน้ากันอีกเดินดูในห้อง เดินไปที่หน้าต่าง และไม่นานหันมาอีกครั้ง“เราเคยนอนที่ห้องนี้กันหรือครับ”ต้องพยายามฟื้นความทรงจำ ฉันเดินไปใกล้ กล้าๆ กลัวๆ เอื้อมมือทั้งสองไปรวบเอวคนที่รอคำตอบ เหมือนโบ้ทตัวแข็งเมื่อฉันทำเช่นนั้น ฉันเองก็ใจเต้นเป็นกลองรัว แต่ไม่ปล่อยมือ ฉันมองหน้ามัน“ดูรูปของพวกเรากันไหม ตอนเรียนด้วยกัน เผื่อจำอะไรได้”มือใหญ่เอื้อมมาลูบเส้นผม ฉันรู้สึกดีใจมาก แต่มีเสียงมาขัดจังหวะเสียก่อนก๊อกๆๆ“คุณโบ้ทคะ คุณพระพายมาค่ะ”“ออ ได้ๆ เดี๋ยวลงไป”ฉันคลายอ้อมแขน “นัดเขามาเหรอคะ ทำอะไ
“ผมขอโทษ คุณคือ”“ฉันแม่ของลูกนายไง”“แม่บอกผมยังไม่แต่งงานนี่ครับ”ฉันเอื้อมมือไปจับมือใหญ่นั้น มองใบหน้าซีดเซียว “ใครบอก นายขอฉันแต่งแล้ว ฉันไม่โกหกนายหรอก จริงนะ”มือใหญ่ดึงมือกลับ เขาเอามือจับที่หัว“ผมปวดหัวครับ เราค่อยคุยกันนะ ได้ไหม”อาจลืมไปชั่วชีวิต อาจเป็นไปได้ ฉันกลั้นน้ำตา และน้ำตายิ่งไหลบ่าที่แก้มเมื่อน้องสาวบอก โปรดรัก เขาก็ลืมเลือนเช่นกันกลับถึงห้อง ฉันบอกน้องสาวอยากอยู่คนเดียว แต่ไม่นานรุ่นพี่มาเยี่ยม ฉันต้องนั่งคุยกับเขา ทั้งที่ไม่มีจิตใจจะคุย“พี่ไม่เข้าใจ ทำไมต้องปล่อยให้เรื่องราวเป็นอย่างนี้ ถ้ารักเราก็ควรมองผ่านเรื่องบางอย่าง”รุ่นพี่ตอกย้ำฉันเรื่องที่เคยพูด ตอนนี้เราเป็นพี่ชาย น้องสาวที่แสนดี ฉันรู้รุ่นพี่เสียใจ แต่ฉันไม่อยากให้ความหวังเขาได้ อยากให้เขาเปิดประตูหัวใจสำหรับรักแท้แต่ฉันกลับปิดประตูหัวใจตนเอง จนกลายมาเป็นแบบนี้รุ่นพี่จับมือฉัน ขณะที่ย่าหลานเข้ามา ก่อนจะลากลับ ฉันมองย่าของหลาน“คุณมีอะไ
“ช่วยคุณเต่าด้วยสิ ทำไมมีแต่คนว่ายน้ำไม่เป็น”เหมือนใครคนหนึ่งพูด และมีการโยนห่วงยางมาให้ฉัน ฉันพยายามสุดแรงเพื่อจับห่วง แต่แรงน้ำพัดมาพร้อมสายฝนห่าใหญ่ มาแบบไม่ทันตั้งตัว ฉันมือหลุดจากห่วงยาง เหมือนโดนกระชากจนร่างไร้แรงต้าน ฉันอยากมองหน้าลูก และฉันก็น้ำตาไหลอะไรกันนี้ ฉันไม่อยากตาย ฉันกลัวมันจริงๆ จะเกิดขึ้นอีกแล้วหรือตู้ม!!เหมือนมีเสียงกรีดร้องอีกครั้ง ฉันไม่เห็นว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะฉันกำลังจมน้ำเพราะไร้เรี่ยวแรงทว่ากลับมีอ้อมกอดใหญ่มาพยุงมือขึ้นจากน้ำช้าๆ ฉันไม่เห็นหน้าเขา แต่รู้ว่าพ้นผิวน้ำแล้ว และหลังจากนั้น ฉันก็จำอะไรไม่ได้อีกเลยฉันตื่นลืมตาขึ้นมา ฉันชะงักถอยหลังอัตโนมัติ เนื่องจากคนที่ยืนอยู่หลังอดีตผู้จัดการฉันคือคนที่ทำให้ฉันฝันร้ายมาจนทุกวันนี้ฉันจำเขาได้ดี“ฟื้นแล้ว”พี่เลี้ยงลูกมาจับมือฉันและร้องไห้ ฉันบีบมือฝ่ายนั้น สมองประมวลผล จำได้ว่าฉันลงช่วยเด็กชายคนหนึ่ง จนตนเองเกือบไม่รอดหมอเดินเข้ามา ทุกคนในห้องถอย ฉันถามหมอ “เด็กปลอดภัยนะคะ”&ld
คนป่วยนั่งกินข้าว สายตาเหลือบมองกัน ฉันอดใจไม่ได้เพราะรำคาญ “มองทำไม ฉันทำเพราะจำเป็นหรอก ไม่อย่างนั้นเพื่อนๆ นายจะหาว่าใจดำ”มันเงียบฉันหงุดหงิด “ทำไมไม่พูด มัวแต่มองอยู่ได้ รำคาญ”“ถ้ารำคาญแกก็ไปสิ”ฉันอึ้ง นึกถึงวันวานยามเราทะเลาะ น้ำเสียงมันเป็นแบบนี้ ไม่ได้โกรธ แค่เฉยชาชอบกลฉันลุกขึ้น มันว่าอีก“ถ้าไม่รำคาญอย่างที่ใจพูดก็ป้อนข้าวหน่อย ฉันเหนื่อยมาก”ฉันหันมอง ใบหน้ามันซีด ฉันลืมตัวเดินไปใกล้“นายแค่เจ็บป่วยนิดหน่อย อย่ามาสำออยนะมันหลับตา “บอกว่าเหนื่อย ไม่บอกว่าสำออย”ยังมากวนประสาท ฉันจับที่วัดไข้ ยัดในจั๊กกะแรมันเร็วๆ “นิ่งๆ จะดูว่ายังมีไข้หรือเปล่า”มันนิ่ง ไม่นานสัญญาณเครื่องวัดไข้ดังขึ้น ฉันดึงมาดู“สามสิบแปด นี่ อย่าบอกว่าแกไม่กินยา”ฉันพยายามแกะมือมันและเจอยาจริงๆ ฉันรีบเอาน้ำและยัดยาเข้าปากมัน มันทำหน้าเหยเก ฉันรำคาญ“ไม่ใช่ยาเป็นน้ำนะ อย่าให้มากไป”จู่ๆ มือร้อนมาจับที่มื
“ชอบคำนี้จริงๆ โง่ ขี้ขลาด”ผมนั่งแทบไม่ติดเก้าอี้ อยากถีบไอ้จักรสักที แต่เกรงใจเพื่อนอีกสองคนและในคืนนั้นเรานั่งดื่มเบียร์กันหลายชั่วโมง เพราะพรุ่งนี้จักรต้องกลับกรุงเทพ ทุกคนคุยกันสนุกสนาน เป็นผมที่นั่งมองมือถือ กดข้อความส่งไปหานินจาบอกว่าขอไปหาเธอนี่ม
“และอย่าคิดว่าตนเองไม่ชั่ว อย่าสักแต่ว่าคนอื่น” ฉันยังพูดต่อ คราวนี้มันแก้มัดฉัน เอามือถือเครื่องหนึ่งมากดที่ใบหน้า ฉันเบือนหน้าหนี “อะไรของมึง”แต่ใครๆ คงลืมความชั่วไปแล้ว ถึงมาด่าแต่กู ถ้าลืมก็ดูซะ มันไม่ได้ตายไปกับเก๋หรอกนะ”ฉันงง แต่ไม่ยอมเปิด
“ถ้าไม่แต่งงาน หนูว่าพ่อคงไม่ให้ไปหรอกคะ”กระต่ายพูดออกมา ฉันมีงง น้องอีกคน คิดอะไรอยู่ พ่อหรือจะสนใจฉัน“ใช่ต้องแต่งงาน เอาสินสอดมาด้วย ถึงจะพาลูกสาวและหลานผมไปได้”พ่อเดินเข้ามาพร้อมเมียใหม่ แม่โบ้ทหันมอง “ค่ะเรื่องนั้นมันแน่อยู่แล้ว เป็นอันว่า
เที่ยงตรงเพื่อนๆ มารับฉัน ผู้จัดการคนใหม่เห็นจักรก็เดินเข้ามาหา มองฉันอย่างแปลกใจ“เพื่อนเรียนห้องเดียวกันครับ” จักรแนะนำ ปานวาดไม่สนใจ จับมือฉันไปที่รถ ฉันเดินตาม“แกเป็นไร”“ไม่ชอบคนที่นายโบ้ทโดนจับคู่เลย ทำไมญาติๆ ฉันอยากได้คนบ้านนี้นัก สวยก็ไ







