เข้าสู่ระบบบท 3
"เธอมีแฟนนี่ เล่าความรู้สึกให้ฉันฟังหน่อยสิ มันเป็นยังไงอะ" ฉันนั่งรอคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ เพื่อที่จะได้เก็บข้อมูล แล้วเอามาเขียนนิยายให้มันฟิน ๆ "อืม.....มันก็....จะว่ายังไงอะ มันจะตื่นเต้นมาก ๆ เหมือนมีผีเสื้อมาบินวนอยู่ในท้องอะ อธิบายไม่ถูกหรอก" อลันทำท่านึกคิดถึงอารมณ์ตอนที่กำลังพลอดรักกัน แต่มันก็อธิบายเป็นคำพูดยากอะ "โถ่ ช่วยเพื่อนคนนี้สักครั้งเถอะนะ ถ้าเธอช่วยฉัน เธอจะขออะไรฉันก็ได้หนึ่งอย่าง" "เรื่องแบบนี้เธอต้องเจอกับตัวเองสิ จะให้บอกได้ไงเล่า" "ช่วยฉันเถอะ อะไรก็ได้นะๆๆๆ" ฉันเข้าไปกอดขาอลันแล้วพยายามทำตัวน่ารักๆ ไว้ เผื่ออลันจะเห็นใจ เธอทำท่าคิดสักพัก เพราะมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ผู้หญิงซกมกอย่างเพื่อนเธอจะหาแฟนได้ยังไง นี่ถ้าไม่ติดว่าหลวมตัวเข้ามาละก็ ฉันก็ไม่คบยัยนี่เหมือนกันนั่นแหละ "ก็ได้ ๆ เลิกเกาะแข้งเกาะขาฉันสักที ปล่อยได้แล้ว" อลันสะบัดขาเพื่อให้ฉันหลุดออกไป "จะช่วยฉันจริง ๆ เหรอ ฉันรักเธอที่สุดเลยอลันนนน" ฉันเปลี่ยนจากการเกาะขา เป็นกอดแทน "โอ๊ย!! ถ้ายังไม่หยุด ฉันจะไม่ช่วยแล้วนะ" เสียงตวาดดังขึ้น ในน้ำเสียงนั้น เริ่มเต็มไปด้วยความไม่พอใจ "หยุดแล้วจ้า" ฉันหยุดแทบจะทันที ค่อย ๆ เดินออกห่างและเว้นระยะเอาไว้ เพราะกลัวว่าเธอจะโมโหแล้วไม่ช่วยฉัน เธอคือความหวังเดียว อย่าพึ่งไปยั่วโมโหดีกว่า "อย่างแรก เธอต้องหาแฟนให้ได้ก่อน" "แล้วฉันจะไปหาที่ไหนอะ ฉันไม่ค่อยรู้จักคนมากมายซะด้วยสิ" วัน ๆ ก็อยู่แต่ในห้อง จะเอาเวลาที่ไหนไปทำความรู้จักใครละ "งั้นเดี๋ยวเย็นนี้ไปหาพี่ฉันกัน เผื่อเขาจะแนะนำได้" "ต้องหาแฟนก่อนสินะ" ฉันยืนทำหน้าครุ่นคิด ว่าฉันจะหาแฟนยังไงดีนะ ผู้ชายในสเปกฉันเหรอ ต้องเป็นผู้ชายอบอุ่น มีความเป็นผู้ใหญ่ ปกป้องฉันได้ พูดจาน่ารักกับฉันเสมอ ไม่เจ้าชู้ หลายใจ ถ้าฉันได้คนแบบนี้เป็นสามี ทั้งชีวิตนี้ก็ไม่ขออะไรแล้วละ "ไม่ใช่" "อะไรไม่ใช่?" อยู่ดี ๆ อลันก็มาพูดขึ้นมาช็อตฟิลฉัน ถ้าไม่ใช่หาแฟน แล้วต้องทำอะไรอะ "หาแฟนยังไม่ใช่ตอนนี้ และตอนนี้ที่เธอต้องทำก็คือ.....มาเก็บขยะพวกนี้ออกไปซะ!!" "โถ่อลันน ค่อยทำพรุ่งนี้ก็ได้" "ไม่ได้ ลุกขึ้นมาทำเดี๋ยวนี้เลย ถ้าไม่ทำฉันจะไม่พาเธอไปและจะไม่ช่วยเธอด้วย" "อ้ากกกกก" สั่งอย่างกับแม่ เธอเอาจุดอ่อนฉันมาขู่แบบนี้ได้ยังไง ช่างเลือดเย็นจริง ๆ เลย ฮือ ๆ ๆ พวกเราช่วยกันเคลียร์ของในห้องและทำความสะอาดเพื่อให้มันน่าอยู่ยิ่งขึ้น เราใช้เวลาไปประมาณสามชั่วโมงกว่าๆ เพราะขะ...ของในห้องก็ไม่ใช่น้อย ๆ ต้องใช้เวลาสักหน่อย ก็แหมฉันก็แค่นาน ๆ ทีจะออกจากห้องสักทีไง จะให้เดินไปทุกวี่ทุกวันก็ไม่ได้ไหมล่ะ เดียวไอเดียในหัวหายหมด "เฮ้ออ เสร็จสักที เหนื่อยจะแย่" ฉันล้มตัวลงนอนบนเตียงด้วยความเหนื่อย ใครจะไปคิดว่าการเคลียร์ของในห้องเล็ก ๆ นี่จะใช้เวลาขนาดนี้ ห้องฉันมันก็ไม่ได้ใหญ่มากมายอะไร เป็นห้องในอพาร์ทเมนท์ถูก ๆ ทั่วไป หนึ่งห้องนอน หนึ่งห้องน้ำ ก็คือห้องนอนก็คือห้องนั่งเล่น ห้องนั่งเล่นก็คือห้องนอน เปิดประตูมาก็เห็นฉันนอนเลย อะไรทำนองนั้น "ทีหลังก็หัดเคลียร์ห้องซะบ้าง จะได้ไม่หมักหมมแบบนี้" ตลอดการเคลียร์ห้อง อลันก็ยังไม่หยุดบ่นฉัน บ่น ๆ ๆ จนตอนนี้หูฉันดับไปละ สำนึกไม่ทัน "เธอบ่นฉันมาทั้งวันแล้วนะ หยุดเถอะอลัน ฉันสำนึกไม่ทันนน" ฉันนอนงอแงอยู่บนเตียง ฉันว่าถ้าอลันเอาไม้มาตีฉันได้คงทำไปแล้ว "หยุดเลย ๆ ทำตัวเป็นเด็กไปได้ ต้องให้คอยห่วงอยู่เรื่อยเลย ทำตัวดี ๆ หน่อยสิ ฉันคอยเป็นห่วงเธอไปทั้งชีวิตไม่ได้หรอกนะกีวี่" อลันลงมานอนข้าง ๆ ฉัน ด้วยท่าทางที่เหนื่อยกาย ไม่ใช่ น่าจะเหนื่อยใจมากกว่า "เธอเป็นเพื่อนฉันนะ ถ้าเธอไม่ห่วงฉัน แล้วเธอจะไปห่วงใครกันเล่า" ฉันเข้าไปกอดอลันไว้ "ฮ่า ๆ ๆ ยัยบ๊อง นั่นสินะ ถ้าฉันไม่มีเธอ ชีวิตฉันก็คงไม่ดูวุ่นวายขนาดนี้ แต่ก็ดีเหมือนกัน ไม่เหงาดี" พวกเรานอนเล่นกันอยู่อย่างนั้น ฉันรู้จักอลันตั้งแต่วันที่เข้ามหา'ลัยปีหนึ่ง วันแรกเลย เราได้ทำกิจกรรมคู่กัน ก็เลยทำความรู้จักกันไว้ จนเริ่มสนิทกัน มาเช่าอยู่ห้องเดียวกัน จริง ๆ เธอไม่ต้องมาหารค่าเช่ากับฉันก็ได้ เพราะบ้านเธอรวยอยู่แล้ว แต่เพราะฉันที่พึ่งจะออกมาอยู่ตัวคนเดียว ต้องคอยทำงานพาร์ทไทม์จ่ายค่าเทอม ค่าห้อง ไหนจะค่ากินอีก ถ้าจ่ายคนเดียวทั้งหมดก็คงไม่ไหว เธอเลยบอกว่าจะมาอยู่กับฉัน ช่วยหารค่าห้อง ส่วนของกิน เธอก็คอยซื้ออาหารมาใส่ไว้ มีทั้งของสดและอาหารกึ่งสำเร็จรูป ช่วยฉันได้เยอะเลยละ จนตอนประมาณปีสามได้มั้ง ฉันเริ่มมีจินตนาการและคิดไปเรื่อยเปื่อย เลยลองเอาความคิดนี้มาแต่งนิยายดู และปรากฏว่ามันดังขึ้นมาจริง ๆ จนฉันแทบไม่อยากจะเชื่อ เดือนแรกที่ฉันทำเงินได้ ประมาณสามหมื่นกว่าบาท ฉันดีใจมาก ๆ ฉันแต่งนิยายส่งตัวเองจนเรียนจบ สถานะการเงินถือว่าดี เลยยึดเป็นอาชีพหลัก เรียนจบมาก็มาแต่งนิยายต่อ ทั้ง ๆ ที่ก็เรียนบริหารธุรกิจมาแต่ก็ไม่ได้ใช้เลย ฉันก็แต่งมันมาต่อเรื่อย ๆ จนตอนนี้เริ่มที่จะเข้าขั้นวิกฤตแล้ว คนเริ่มไม่อ่านแนวที่ฉันเขียน แต่หันไปอ่านแนวที่ฉันไม่เคยมี การที่จะเปลี่ยนแนวเขียนได้ มันไม่ง่ายเลย แต่ฉันก็ต้องพยายาม เพราะถ้าฉันไม่เปลี่ยน เงินที่เหลืออยู่ไม่เท่าไหร่นี้ ก็คงจะยื้อไปได้อีกไม่กี่เดือน ยอดขายก็ลดลงไปทุกวัน ฉันก็เลยต้องศึกษาแนวนี้ให้ดีซะก่อน ถ้าไม่ศึกษาก็จะเป็นแบบเรื่องแรกที่แต่งนั่นแหละ มีแต่ คนด่า ฉันอ่อนไหว รับไม่ด้ายยยยยตอนพิเศษ“ยิ้มนะครับ หนึ่ง สอง สาม.......สวยมากครับ อีกรูปนะครับ........” เสียงตากล้องสั่งโพสท่าทางอย่างมืออาชีพ เสียงชัตเตอร์ที่ดังรัว ๆ ราวกับว่าอยากจะเก็บภาพทุกช็อตทั้งวันนี้ฉันยิ้มจนกรามจะค้างอยู่แล้ว เพราะรู้สึกว่าคนรู้จักเยอะจริง ๆ ส่วนมากไม่ใช่ของฉันหรอก เป็นทางฝั่งเขาซะมากกว่าวันนี้เป็นงานแต่งงานของฉันที่ดองมากว่าห้าปี เพราะไหนจะรอคลอดลูก รอรักษาหุ่น รอลูกวิ่งได้ แต่เมื่อสี่เดือนที่แล้วไปตรวจเจอว่าท้องลูกคนที่สองอีก ไม่ต้องรักษาแล้วหุ่นอะไรนั่นน่ะ จัด ๆ ไปเถอะ เอาลูกเข้าเฟรมให้หมดทุกคนไปเลย“วันนี้เพื่อนฉันสวยที่สุด! ไม่มีใครสวยได้เท่าแกแล้วคุณแม่ลูกสอง” ในขณะที่ฉันกำลังนั่งรอรับแขกที่มาร่วมงานงานแต่ง ยัยลินก็เดินถือแก้วน้ำมาให้ฉัน เพราะตั้งแต่งานเริ่มฉันก็เอาแต่นั่งถ่ายรูปมาหลายชั่วโมงแล้ว“เหนื่อยสุด ๆ เลย นั่งจนเมื่อยก้นแล้วเนี่ย เมื่อไหร่จะได้เข้าพิธีสักทีนะ อยากกลับไปนอนจะแย่” ฉันนั่งทุบ ๆ ไหล่ตัวเองไปมา ช่วงนี้คนน่าจะมากันใกล้หมดแล้วละ มีเวลาได้พักหายใจหายคอหน่อย“อีกครึ่งชั่วโมงก็เข้าพิธีแล้ว ทนอีกนิดนะ........” อลินซับเหงื่อตามใบหน้าให้ฉันและแต่งเติมเพิ่มเข้าไ
“เซอร์เวย์.........”“ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวผมจัดการให้เอง” ยังไม่ทันที่ฉันจะเอ่ยปากขอร้องออกไป เซอร์เวย์ก็เหมือนจะเข้าใจในสิ่งที่กำลังจะขอและหันไปสั่งให้เอเดนจัดการ “การเรียนเธอเป็นยังไง?”“ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีครับ”“หางานตำแหน่งที่ว่างในบริษัทให้เธอ ที่พักด้วย........”“ครับบอส....”“คุณ....จะให้ฉันทำงานในบริษัทจริง ๆ เหรอคะ! ขอบคุณมาก ๆ เลยนะคะ ฉันสัญญาว่าจะกลับตัวและไม่ทำเรื่องแบบนั้นอีก” หญิงสาวแววตาเปลี่ยนทันที เพราะการที่ครอบครัวของเธอมีประวัติแบบนี้ก็คงจะหางานทำได้ยาก ยิ่งเธอต้องอยู่ตัวคนเดียวแบบนี้อีกคงได้อดตายกันก่อนพอดี“เธอก็ตั้งใจทำงานซะ นี่คือโอกาสครั้งสุดท้ายของเธอ รักษามันไว้ให้ดีล่ะ” ฉันทนเห็นญาติผู้น้องคนนี้อดตายไปไม่ได้หรอก ถึงแม้ว่าเรื่องสมัยก่อนเธอจะทำฉันไว้เจ็บแสบก็เถอะ แต่เดี๋ยวฉันค่อยไปเอาคืนทีหลังก็ได้ ยังมีเวลาอีกเยอะ“ขอบคุณนะกีวี่” ขอแค่เพียงให้เธอได้เจอโลกใบใหม่ ฉันก็เชื่อว่าเธอต้องปรับปรุงตัวให้ดีขึ้นได้แน่นอน“กลับบ้านกันเถอะ” เซอร์เวย์ยื่นมือมาที่ด้านหน้าของฉันและมองด้วยสายตาที่อ่อนโยนราวกับว่าต้องการให้ฉันละลายลงไปที่พื้นให้ได้“อื้ม......กลับบ้านของเราก
บท 67 THE END “กีวี่!!! มาช่วยน้าใช่ไหม น้าไม่ได้เป็นคนทำ” ทันทีที่ฉันเดินเข้าไปในสถานีตำรวจ เสียงร้องขอความช่วยเหลือก็ดังขึ้นมา ฉันมองไปทางที่มาของเสียงก็พบกับสองผัวเมียและผู้ชายอีกหนึ่งคนกำลังนั่งอยู่ในห้องขัง “มันเป็นคนขับไปชน น้าแค่โดนบังคับ มัน........อั่ก!!” ยังไม่ทันที่จะได้พูดจนจบประโยค ร่างบอบบางนั่นก็กระเด็นไปติดกำแพงอย่างแรง สร้างความตกใจให้กับผู้คนบริเวณนั้นไม่น้อย “เป็นแกไม่ใช่เหรอที่คาบข่าวเกี่ยวกับเงินมาบอกกู มึงเป็นคนเริ่มเรื่องทุกอย่างไม่ใช่รึไง!!” พอถึงเวลาก็โยนขี้ใส่กัน น่าสมเพชจริง ๆ เลยนะคนพวกนี้ ฉันเดินหนีไปโดยที่ไม่ได้สนใจพวกเขาอีก วันนี้ที่ฉันมาก็เพื่อที่จะมาทำตามระเบียบขั้นตอนของกฎหมาย ถ้าเอาเรื่องในชีวิตจริงของฉันมาแต่งเป็นนิยายให้คนทั่วไปได้อ่านมันคงจะน่าอดสูไม่น้อยเลย พ่อแม่ตาย ฉันก็ดันมาความจำเสื่อมไปอาศัยอยู่ที่บ้านของฆาตกรที่เป็นน้องสาวแท้ ๆ ของแม่อีก คงไม่มีใครดวงกุดไปกว่าฉันแล้วละ แต่ก็ยังมีเรื่องที่นับว่าโชคดี อย่างเรื่องที่ฉันได้เจอคนดี ๆ อย่างพี่ลัน ยัยลินและครอบครัวพวกเขาดีกับฉันทุกอย่างเหมือนคนในครอบครัว มีเพื่อนร่วมงานที่ดีมาก ๆ และอีกห
“เรื่องสิบสี่ปีก่อนกูโง่เองแหละที่ยอมทำตามคำสั่งของมึง มันฝังใจกูมาตลอดที่ไปช่วยคนชั่วอย่างมึง แล้วตอนนี้มึงก็ยังจะไปฆ่าเด็กคนนั้นอีก กูทนต่อไปไม่ไหวแล้วว่ะ กลับตัวตอนนี้มันก็ยังไม่สาย มึงยอมรับสารภาพซะเถอะ” บทสนทนาของสองพี่น้องยังคงดังขึ้นเรื่อย ๆการที่ได้เป็นพ่อคนมันทำให้เขาสำนึกขึ้นมาได้ว่าในตอนนั้นเขาได้ทำสิ่งที่มันร้ายแรงที่สุดลงไป แต่จะให้กลับไปแก้ไขอะไรตอนนี้มันก็ไม่ทันแล้ว สิ่งเดียวที่ทำได้ในตอนนี้ก็คือยอมรับผิดและรับโทษในสิ่งที่ได้ทำลงไปและที่สำคัญที่สุดคือ เขาจะต้องขอโทษเด็กคนนั้นให้ได้“ไอ้น้องทรยศ!!!” คุณตำรวจได้แต่นั่งถอนหายใจกับพฤติกรรมของพี่ชายที่ถูกเลี้ยงอย่างเอาแต่ใจมาตั้งแต่เด็กไม่ว่าเขาจะเอาอะไร คนในบ้านก็จะหามาให้ทุกอย่าง พอไม่ได้ดั่งใจก็จะโวยวาย จนคนในครอบครัวไม่มีใครกล้าขัด มันคงเป็นสันดานเสียที่เริ่มต้นจากพื้นฐานครอบครัวนี่แหละ“พรุ่งนี้เช้าเจอกันครับ ขอบคุณที่ยอมรับผิดและมอบหลักฐานให้นะครับ” หลังจากที่เอเดนพาสองผัวเมียคู่นั้นมาส่งไว้ที่สถานีตำรวจที่มีนายตำรวจคนนั้นประจำการอยู่ เอามาฝากขังไว้ ก่อนที่จะลากลับไป แต่ก็ยังคงให้ลูกน้องเฝ้าบริเวณโดยรอบเอาไว้........
บท 66 “มึงเป็นใครวะ เข้ามาที่นี่ได้ยังไง” ชายหนุ่มได้แต่นั่งตัวเกร็งและเอ่ยถามออกไปด้วยความสงสัย “แล้วมึงละเป็นใคร มีสิทธิ์อะไรเข้ามาในบ้านหลังนี้” ปลายกระบอกปืนจ่อเข้าไปใกล้กว่าเดิม เพื่อหมายจะเอาชีวิต “กะ.....กูเป็นญาติเจ้าของบ้าน” ชายหนุ่มตอบออกไปอย่างตะกุกตะกัก เหงื่อผุดขึ้นมาตามใบหน้าเพราะเกิดจากความเครียดและความกลัวตาย “งั้นเหรอ.......” “คุณคะ ทำไมไม่ขึ้นมานอนสักที พรุ่งนี้..........นี่มันอะไรกัน....” ยังไม่ทันที่เซอร์เวย์จะได้พูดจบ เสียงเจื้อยแจ้วของหญิงวัยกลางคนก็ดังขึ้นมาขัดจังหวะซะก่อน เธอมองเข้ามาในความมืดเห็นผู้ชายที่น่าจะเป็นสามีของเธอกำลังนั่งอยู่และมีผู้ชายอีกคนที่กำลังจ่อกระบอกปืนไปที่หัวของผู้ที่เป็นสามีของเธอ “บอสครับ เราได้หลักฐานมาแล้วครับ แล้วคนคนนั้นก็ยอมรับผิดแล้ว” เอเดนเดินเข้ามารายงานความคืบหน้าทั้งหมดให้เจ้านายฟัง “หลักฐานบ้าอะไรของแกวะ....” “อย่าขยับเยอะสิเดี๋ยวปืนก็ลั่นหรอก ไปจับตัวผู้หญิงคนนั้นมา” เอเดนทำตามคำสั่งของเจ้านายและเดินไปจับตัวหญิงวัยกลางคนไว้ “แกจะมายุ่งกับฉันทำไม!!!! ปล่อยเดี๋ยวนี้!!!” เธอเอาแต่โวยวายและไม่ยอมให้เอเดนจับและ
บท 65 “เธอกำลังพูดเรื่องอะไรน่ะ ฉันไปแย่งมาตอนไหน.........” “อย่าสำคัญตัวเองผิดไปสิฟาง ใครกันแน่ที่ทำตัวเรียกร้องความสนใจ ตอนนั้นพี่มันก็โง่เองแหละที่ปล่อยกีวี่ให้หลุดมือไปได้ง่าย ๆ พี่ไม่คิดว่าเธอจะใช้วิธีสกปรกมาบังคับให้พี่ต้องเลิกกับวี่” มาร์คระบายสิ่งที่อัดอั้นอยู่ในใจตลอดหลายปีที่ผ่าน ที่เขาต้องคอยมาโทษตัวเองที่ไม่สามารถรักษาคนรักของตัวเองไว้ได้ เพียงเพราะผู้หญิงแค่คนเดียว “หึ พี่พูดอย่างนี้เพราะอยากจะตัดขาดกับฟางเหรอคะ? พี่อย่าลืมสิถ้าพ่อฟางถอนหุ้นออกให้หมด บริษัทของพ่อพี่มันจะเกิดอะไรขึ้น พี่ลืมไปแล้วเหรอ?” “เธออยากจะบอกให้พ่อเธอถอนออกไปก็แล้วแต่ โทรเลยสิพี่รอฟังอยู่......” พี่มาร์คทำหน้าท้าทายให้เธอรีบ ๆ กดโทรไปบอกพ่อเธอซะ ตอนนี้เขาไม่กลัวอะไรแล้วทั้งนั้น ถ้าบริษัทมันจะเจ๊งเพราะผู้หญิงแค่คนเดียวก็เอาเลยสิ “นี่มัน มันเรื่องอะไรกัน หนูฟางทำไมถึงทำตัวแบบนี้ได้ล่ะ หนูเป็นอะไรไปทำไมถึงไปพูดขู่พี่เขาแบบนั้น........มาร์ค” คุณป้าได้แต่ยืนอึ้งกับพฤติกรรมของหญิงสาวที่เธอคิดว่าจะให้มาเป็นลูกสะใภ้ที่สวย เรียบร้อย อ่อนน้อมเหมือนที่เธอแสดงมาโดยตลอด แต่ตอนนี้มันกลับไม่ได้เป็นแบบนั้
‘ฉันไม่ได้อยากจะทำแบบนี้เลยนะ แต่มันก็ช่วยไม่ได้จริง ๆ ...........’ เด็กสาวที่อยู่ในอาการสะลึมสะลือจากการได้รับแรงกระแทกเมื่อสักครู่ ส่งผลทำให้เธอไม่มีแรงแม้แต่จะลืมตาขึ้นมาดูว่าใครเป็นคนเอ่ยประโยคนี้ขึ้นมา‘พี่ต้องยกโทษให้ฉันนะ ถ้าฉันไม่ได้มันล่ะก็ฉันตายแน่ ๆ ‘เสียงพูดยังคงดังอยู่ต่อเนื่อง แต่เธอก
บท 59 “อะไร......” ตอนแรกกะว่าจะไม่ตื่น แต่พอได้ยินแบบนั้นแล้ว ก็ลืมตาให้หน่อยนึงก็ได้ “อยากรู้ไหมล่ะ ถ้าอยากรู้ก็นอนต่อสิ” เซอร์เวย์ก้าวขาขึ้นมาบนเตียงและค่อย ๆ เข้ามาใกล้เรื่อย ๆ จนฉันต้องรีบตื่นและลุกหนี “ไปแล้ว มืดค่ำแล้วยังจะพาไปไหนอีก..........” ระหว่างที่เดินไปห้องน้ำ ฉันก็บ่นไปตลอดท
บท 58“หมอที่โรงพยาบาลนี้ดีไหมลูกหรือจะหาโรงพยาบาลใหม่ดี............” ระหว่างทางที่กำลังขับรถกลับบริษัท คุณนายที่นั่งอยู่ ข้าง ๆ ฉันก็เอาแต่พูดไม่หยุด สภาพฉันตอนนี้ก็คือโดนล้อมด้านข้างไปหมดแล้ว ทั้งแม่ทั้งลูกเลย“โรงพยาบาลนี้นี่แหละใกล้ดี จะให้ไปไหนอีก.....” สองแม่ลูกคู่นี้ก็ยังคงคอนเซ็ปท์ เถียงก
บท 57 “ถึงแล้วค่ะ ลงไปกันไหวไหมคะ? วี่เดี๋ยวพี่ช่วยพยุง” ลิตาใช้เวลาขับรถไม่นานก็มาถึงโรงพยาบาล ที่เธอต้องซิ่งมาเร็วขนาดนี้ก็เพราะว่าบนรถเหมือนจะมีคนไข้ถึงสองคน แถมอีกคนก็ยังเป็นท่านประธานอีก “คุณลงไปไหวไหมคะ?” ฉันสะกิดให้เซอร์เวย์และสอบถามว่าอาการเป็นยังไงบ้าง พอเดินเองไหวรึเปล่า ตอนนี้ฉันก็







