LOGINบท 2
“แล้วฉันจะทำยังไงดีละเนี่ยย” นิยายรักโรแมนติกถ้าไม่มีฉากเลิฟซีนมันก็ไม่ฟินน่ะสิ แฟนก็ไม่มี วัน ๆ ก็เอาแต่อยู่ในห้อง นานทีถึงจะออกไปซื้อของมาตุนไว้ เพราะไม่อยากออกไปหลายรอบ “หรือฉันต้องหาแฟนให้ได้ก่อน แล้วค่อยทำความเข้าใจให้ลึกซึ้ง โอ๊ย! แค่คิดก็ฟินแล้วอะ” กริ๊ง!! กริ๊ง!! กริ๊ง!! “ใครมันมาขัดจังหวะความสุขฉันวะเนี่ย” หลังจากที่โดนขัดความสุขไปแล้ว ฉันเลยจำใจต้องลุกขึ้นมาเปิดประตู เพื่อที่จะดูว่าเป็นใครที่มาเคาะประตูเวลานี้ “ยัยนักเขียนถังแตก มาเปิดประตูช้าจังเลยนะยะ ถอยไปเลย” ทันทีที่เปิดประตู เสียงบ่น เสียงด่าก็แล่นเข้าหูพุ่งตรงไปที่โซนประสาท "มาถึงก็ปากแซ่บเลยนะ ยัยไม่ทำการทำงาน" ฉันสวนกลับทันควัน “ประทานโทษนะคะ พอดีว่าเกิดมารวย ก็เลยนั่งกินนอนกินได้” น่าหมั่นไส้จริงๆ “แล้วลูกคุณหนูอย่างเธอจะมาหาฉันที่ห้องทำไมคะ ไสหัวไปเลยไป” ฉันเดินกลับไปนั่งที่เตียง แล้วทำเป็นไม่สนใจ “ก็จะมาดูไง ว่าสภาพการเป็นอยู่มันเป็นยังไง จากที่มองดูแล้วก็.......รังเก็บขยะชัด ๆ เลย” เอื้อออ เจ็บจี๊ดดดด “ฮึก เจ็บไปถึงสรวงใน เจ็บจนหยั่งลึกไปถึงแกนสมอง พูดแบบนั้นออกมาได้ยังไง แกทำกับฉันแบบนี้ได้ยังไงงงงงงง” เธอบอกว่าห้องของฉันมันเหมือนรังขยะ ถึงมันจะเป็นความจริง แต่ฉันก็รับไม่ได้อยู่ดี "ดีนะที่แกเกิดในยุคนี้อะ ถ้าเกิดในยุคที่ยังหัวโบราณอยู่ละก็ การเป็นผู้หญิงที่ไม่มีความเป็นแม่ศรีเรือน ปล่อยให้ห้องเหมือนรังขยะอยู่แบบนี้ คงโดนส่งไปอยู่โรงเรียนดัดสันดานแน่ ๆ" ปากก็พร่ำบ่น แต่มือก็ยังคงเก็บให้ เธอคงเป็นแม่ฉันในอดีตชาติสินะ "สำนึกผิดแล้วค่า ขอโทษด้วยนะคะนายหญิงอลิน" พอโดนบ่นไป ถึงได้สำนึกขึ้นมาทันทีและรีบไปช่วยเก็บ “นี่แก!! เอารองเท้ามาใส่ตู้เย็นทำไมเนี่ย อี๋” อลินหยิบรองเท้าที่อยู่ในตู้เย็นออกมา แล้วโยนทิ้งไปไกล ๆ “เฮ้ย!! อย่าทำกับลูกฉันแบบนี้สิ ฉันกลัวลูกฉันร้อนไง” ฉันรีบเข้าไปคว้ารองเท้าไว้ก่อนที่มันจะตกถึงพื้น อย่างกับสไปเดอร์แมน ชักใย ยิงปิ้ว ๆ ๆ ๆ “โอ๊ย!! แค่รองเท้าผ้าใบ ฉันซื้อให้เป็นสิบคู่ยังได้เลย เอามันไปไว้ห่างๆ ตู้เย็นเลยนะ” อลินไล่ให้ฉันและลูกรักไปไกลๆ “ใจร้าย” ฉันรีบพาลูกรักไปซ่อน เพราะกลัวว่าจะโดนทำร้ายอีก นี่เป็นรองเท้าคู่แรกที่ฉันซื้อ ราคาตั้งหมื่นกว่าบาท ฉันซื้อมาด้วยน้ำพักน้ำแรงฉันเลยนะ "นี่แกยังคิดที่จะเขียนนิยายอยู่อีกเหรอ ไปหางานทำได้แล้ว เดี๋ยวก็ได้อดตายกันพอดี" เธอเหลือบไปเห็นสิ่งที่ฉันเปิดค้างไว้บนจอคอมพิวเตอร์ “ก่อนจะเลิก ขอให้ฉันแต่งแนวโรแมนติกให้ได้ก่อนได้ปะ มันจะเป็นการการันตีงานเขียนฉันเลยนะเว้ย ว่าฉันเนี่ยนักเขียนตัวจริง!!” ฉันพูดออกไป พร้อมกับทำท่าทางเหมือนกำลังจะได้รางวัลอะไรสักอย่าง “แล้วแกจะเขียนอะไรละ” อลินละความสนใจกับของ (ขยะ) ตรงหน้าและหันมารอคำตอบจากฉันแทน "ฉาก.....เลิฟซีนนนน" "งั้นแกก็คงไม่มีวันเขียนได้หรอก ไปหางานทำเถอะ" อลินทำหน้าเหนื่อยใจ แล้วหันไปจัดการกับขยะในห้องต่อ "ทำไมอ่าาา ฉันอยากเขียนมันให้ดีจริง ๆ นะ" เธอหันกลับมาจ้องหน้าแทบจะทันที แล้วทำหน้าเหมือนไม่อยากจะเชื่อ "หลัก ๆ เลยนะ คือ เธอไม่มี แฟน!!" ทุกครั้งที่เธอพูด มันเจ็บจึ้กเหมือนมีมีดมาปักดังฉึก ฉึก ฉึก โอ๊ย เจ็บจี๊ดเลยยยยยตอนพิเศษ“ยิ้มนะครับ หนึ่ง สอง สาม.......สวยมากครับ อีกรูปนะครับ........” เสียงตากล้องสั่งโพสท่าทางอย่างมืออาชีพ เสียงชัตเตอร์ที่ดังรัว ๆ ราวกับว่าอยากจะเก็บภาพทุกช็อตทั้งวันนี้ฉันยิ้มจนกรามจะค้างอยู่แล้ว เพราะรู้สึกว่าคนรู้จักเยอะจริง ๆ ส่วนมากไม่ใช่ของฉันหรอก เป็นทางฝั่งเขาซะมากกว่าวันนี้เป็นงานแต่งงานของฉันที่ดองมากว่าห้าปี เพราะไหนจะรอคลอดลูก รอรักษาหุ่น รอลูกวิ่งได้ แต่เมื่อสี่เดือนที่แล้วไปตรวจเจอว่าท้องลูกคนที่สองอีก ไม่ต้องรักษาแล้วหุ่นอะไรนั่นน่ะ จัด ๆ ไปเถอะ เอาลูกเข้าเฟรมให้หมดทุกคนไปเลย“วันนี้เพื่อนฉันสวยที่สุด! ไม่มีใครสวยได้เท่าแกแล้วคุณแม่ลูกสอง” ในขณะที่ฉันกำลังนั่งรอรับแขกที่มาร่วมงานงานแต่ง ยัยลินก็เดินถือแก้วน้ำมาให้ฉัน เพราะตั้งแต่งานเริ่มฉันก็เอาแต่นั่งถ่ายรูปมาหลายชั่วโมงแล้ว“เหนื่อยสุด ๆ เลย นั่งจนเมื่อยก้นแล้วเนี่ย เมื่อไหร่จะได้เข้าพิธีสักทีนะ อยากกลับไปนอนจะแย่” ฉันนั่งทุบ ๆ ไหล่ตัวเองไปมา ช่วงนี้คนน่าจะมากันใกล้หมดแล้วละ มีเวลาได้พักหายใจหายคอหน่อย“อีกครึ่งชั่วโมงก็เข้าพิธีแล้ว ทนอีกนิดนะ........” อลินซับเหงื่อตามใบหน้าให้ฉันและแต่งเติมเพิ่มเข้าไ
บท 67 THE END “กีวี่!!! มาช่วยน้าใช่ไหม น้าไม่ได้เป็นคนทำ” ทันทีที่ฉันเดินเข้าไปในสถานีตำรวจ เสียงร้องขอความช่วยเหลือก็ดังขึ้นมา ฉันมองไปทางที่มาของเสียงก็พบกับสองผัวเมียและผู้ชายอีกหนึ่งคนกำลังนั่งอยู่ในห้องขัง “มันเป็นคนขับไปชน น้าแค่โดนบังคับ มัน........อั่ก!!” ยังไม่ทันที่จะได้พูดจนจบประโยค ร่างบอบบางนั่นก็กระเด็นไปติดกำแพงอย่างแรง สร้างความตกใจให้กับผู้คนบริเวณนั้นไม่น้อย “เป็นแกไม่ใช่เหรอที่คาบข่าวเกี่ยวกับเงินมาบอกกู มึงเป็นคนเริ่มเรื่องทุกอย่างไม่ใช่รึไง!!” พอถึงเวลาก็โยนขี้ใส่กัน น่าสมเพชจริง ๆ เลยนะคนพวกนี้ ฉันเดินหนีไปโดยที่ไม่ได้สนใจพวกเขาอีก วันนี้ที่ฉันมาก็เพื่อที่จะมาทำตามระเบียบขั้นตอนของกฎหมาย ถ้าเอาเรื่องในชีวิตจริงของฉันมาแต่งเป็นนิยายให้คนทั่วไปได้อ่านมันคงจะน่าอดสูไม่น้อยเลย พ่อแม่ตาย ฉันก็ดันมาความจำเสื่อมไปอาศัยอยู่ที่บ้านของฆาตกรที่เป็นน้องสาวแท้ ๆ ของแม่อีก คงไม่มีใครดวงกุดไปกว่าฉันแล้วละ แต่ก็ยังมีเรื่องที่นับว่าโชคดี อย่างเรื่องที่ฉันได้เจอคนดี ๆ อย่างพี่ลัน ยัยลินและครอบครัวพวกเขาดีกับฉันทุกอย่างเหมือนคนในครอบครัว มีเพื่อนร่วมงานที่ดีมาก ๆ และอีกห
บท 66“มึงเป็นใครวะ เข้ามาที่นี่ได้ยังไง” ชายหนุ่มได้แต่นั่งตัวเกร็งและเอ่ยถามออกไปด้วยความสงสัย“แล้วมึงละเป็นใคร มีสิทธิ์อะไรเข้ามาในบ้านหลังนี้” ปลายกระบอกปืนจ่อเข้าไปใกล้กว่าเดิม เพื่อหมายจะเอาชีวิต“กะ.....กูเป็นญาติเจ้าของบ้าน” ชายหนุ่มตอบออกไปอย่างตะกุกตะกัก เหงื่อผุดขึ้นมาตามใบหน้าเพราะเกิดจากความเครียดและความกลัวตาย“งั้นเหรอ.......”“คุณคะ ทำไมไม่ขึ้นมานอนสักที พรุ่งนี้..........นี่มันอะไรกัน....” ยังไม่ทันที่เซอร์เวย์จะได้พูดจบ เสียงเจื้อยแจ้วของหญิงวัยกลางคนก็ดังขึ้นมาขัดจังหวะซะก่อนเธอมองเข้ามาในความมืดเห็นผู้ชายที่น่าจะเป็นสามีของเธอกำลังนั่งอยู่และมีผู้ชายอีกคนที่กำลังจ่อกระบอกปืนไปที่หัวของผู้ที่เป็นสามีของเธอ“บอสครับ เราได้หลักฐานมาแล้วครับ แล้วคนคนนั้นก็ยอมรับผิดแล้ว” เอเดนเดินเข้ามารายงานความคืบหน้าทั้งหมดให้เจ้านายฟัง“หลักฐานบ้าอะไรของแกวะ....”“อย่าขยับเยอะสิเดี๋ยวปืนก็ลั่นหรอก ไปจับตัวผู้หญิงคนนั้นมา” เอเดนทำตามคำสั่งของเจ้านายและเดินไปจับตัวหญิงวัยกลางคนไว้“แกจะมายุ่งกับฉันทำไม!!!! ปล่อยเดี๋ยวนี้!!!” เธอเอาแต่โวยวายและไม่ยอมให้เอเดนจับและคว้าไม้กวา
บท 65 “เธอกำลังพูดเรื่องอะไรน่ะ ฉันไปแย่งมาตอนไหน.........” “อย่าสำคัญตัวเองผิดไปสิฟาง ใครกันแน่ที่ทำตัวเรียกร้องความสนใจ ตอนนั้นพี่มันก็โง่เองแหละที่ปล่อยกีวี่ให้หลุดมือไปได้ง่าย ๆ พี่ไม่คิดว่าเธอจะใช้วิธีสกปรกมาบังคับให้พี่ต้องเลิกกับวี่” มาร์คระบายสิ่งที่อัดอั้นอยู่ในใจตลอดหลายปีที่ผ่าน ที่เขาต้องคอยมาโทษตัวเองที่ไม่สามารถรักษาคนรักของตัวเองไว้ได้ เพียงเพราะผู้หญิงแค่คนเดียว “หึ พี่พูดอย่างนี้เพราะอยากจะตัดขาดกับฟางเหรอคะ? พี่อย่าลืมสิถ้าพ่อฟางถอนหุ้นออกให้หมด บริษัทของพ่อพี่มันจะเกิดอะไรขึ้น พี่ลืมไปแล้วเหรอ?” “เธออยากจะบอกให้พ่อเธอถอนออกไปก็แล้วแต่ โทรเลยสิพี่รอฟังอยู่......” พี่มาร์คทำหน้าท้าทายให้เธอรีบ ๆ กดโทรไปบอกพ่อเธอซะ ตอนนี้เขาไม่กลัวอะไรแล้วทั้งนั้น ถ้าบริษัทมันจะเจ๊งเพราะผู้หญิงแค่คนเดียวก็เอาเลยสิ “นี่มัน มันเรื่องอะไรกัน หนูฟางทำไมถึงทำตัวแบบนี้ได้ล่ะ หนูเป็นอะไรไปทำไมถึงไปพูดขู่พี่เขาแบบนั้น........มาร์ค” คุณป้าได้แต่ยืนอึ้งกับพฤติกรรมของหญิงสาวที่เธอคิดว่าจะให้มาเป็นลูกสะใภ้ที่สวย เรียบร้อย อ่อนน้อมเหมือนที่เธอแสดงมาโดยตลอด แต่ตอนนี้มันกลับไม่ได้เป็นแบบนั้
บท 64“ป้าว่าจะถามตั้งแต่เมื่อกี๊แล้ว หนูเป็นอะไรกับมาร์คเหรอจ๊ะ มีเบอร์ป้าได้ยังไง?” คุณป้าเอ่ยถามในขณะที่ตอนนี้พี่มาร์คได้ย้ายเข้ามาอยู่ที่ห้องพิเศษแล้ว แต่ฉันว่าจะรอเขาฟื้นก่อนแล้วเดี๋ยวค่อยกลับ“หนูเป็นรุ่นน้องที่มหา’ ลัยน่ะค่ะ” ฉันตอบออกไปตามความจริง“แล้วนั่น ประธานบริษัทเอสวีใช่ไหมจ๊ะ ป้าเคยเห็นในทีวีบ่อย ๆ แล้วทั้งสองคน..........” คุณมองฉันและเซอร์เวย์สลับกันไปมา เพราะเห็นทั้งสองคนนี้อยู่ด้วยกันตลอดเวลา แทบจะไม่ห่าง กันเลย“ใช่ครับ ผมเป็นประธานบริษัทเอสวีและก็เป็นแฟนของกีวี่ด้วยครับ” เซอร์เวย์แนะนำตัวเองด้วยมาดของประธานบริษัท แต่ร่างกายกลับมอมแมมเต็มไปด้วยคราบเลอะเทอะมากมาย เพราะยังไม่ได้กลับบ้านไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเลย“อ๋อจ่ะ ป้าขอบคุณพวกคุณสองคนมาก ๆ เลยนะ ที่อุตส่าห์อยู่เฝ้าลูกมาร์คของฉันตั้งนานสองนาน เอาเป็นว่าพวกคุณกลับไปพักผ่อนกันก่อนเถอะ ป้ามีเบอร์ของหนูแล้ว ถ้ามาร์คฟื้นเมื่อไหร่ ป้าจะโทรไปบอกเองไม่ต้องห่วง” คุณป้าเห็นว่าเราสองคนอยู่เฝ้ากันมาตั้งนานแล้ว คงจะเหนื่อยและเพลียมาก จึงอยากให้กลับไปพักผ่อนเสีย ถ้าเกิดล้มหมอนนอนเสื่อเพิ่มมาอีกคงแย่แน่ ๆ“เอ่อ........
บท 63 “ขอทางด้วยค่ะ!!!” บุรุษพยาบาลเข็นเตียงที่มีมาร์คนอนอยู่บนนั้น เข้าไปในห้องฉุกเฉินอย่างรวดเร็ว จนฉันแทบจะวิ่งตามไม่ทัน “ญาติรอด้านนอกนะคะ” พยาบาลรีบหยุดฉันไว้และปิดประตูห้องห้ามคนนอกเข้าทันที ตอนนี้ฉันไม่มีสติจะสนใจอะไรแล้วทั้งนั้น ในหัวว่างเปล่า ไม่รู้จะสั่งให้ตัวเองทำอะไร ยืนอยู่ตรงไหนหรือต้องโทรแจ้งใคร “ฉัน.....ฉันจะทำยังไงดี เซอร์เวย์ ฮือ ๆ ถ้าพี่มาร์คเขา......เขาช่วยฉันไว้ ฮึก.....ฮืออออออ” ฉันปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายคนรอบข้าง ฉันซบหน้าลงไปที่อกของเซอร์เวย์แล้วระเบิดน้ำตาออกมาอย่างไม่ขาดสาย เขาก็กอดปลอบฉันอย่างอ่อนโยนและพยายามทำให้ฉันใจเย็นลงกว่านี้ “ถึงมือหมอแล้ว เธอตั้งสติก่อนนะ แล้วเธอเจ็บตรงไหนรึเปล่า ให้หมอไปเช็กหน่อยเถอะ” “อยู่รอดูเขาสักแป๊บนะคะ เดี๋ยวฉันไป แต่นั่งรอกับฉันตรงนี้ก่อนเถอะ......นะ” ฉันดึงเซอร์เวย์ให้มานั่งรอด้วยกันที่เก้าอี้หน้าประตูห้องฉุกเฉิน เขาก็ตามมานั่งตามที่ฉันขอร้องโดยไม่เซ้าซี้ คอยนั่งอยู่ข้าง ๆ ฉัน มันทำให้ฉันใจเย็นขึ้นมากเลยละ ฉันนั่งรออยู่น่าห้องแบบนั้น จ้องมองไปที่ประตูอย่างไม่กล้าละสายตา ขอแค่หมอเปิดประตูออกมาบอกฉันว่าทุกอย่างผ่







