تسجيل الدخولบทที่ 6 เช้าตรู่ในเรือนคุณชาย
เสียงเคาะประตูดังอยู่หน้าเรือนคุณชายเพียงคนเดียวของจวนเจ้าปกครองเมืองไม่ขาดสาย แต่ด้านในกลับเงียบสนิทราวกับไร้คนอยู่
ความผิดปกตินี้ทำให้สาวใช้ต้องไปรายงานต่อนายท่านเพราะคุณชายหลิงจงนั้นเป็นบุตรชายเพียงคนเดียวอีกทั้งยังเป็นทายาทที่มีสิทธิ์สืบทอด หากเกิดเรื่องกับหลิงจง จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ในทันที
เจ้าปกครองเมืองเร่งรุดมาถึงหน้าเรือนของบุตรชายด้วยสีหน้าหนักใจก่อนจะสั่งให้คนพังประตูเข้าไปด้านใน
“เขายังไม่เปิดประตูอีกรึ”
“ยังเลยเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นก็พังเข้าไป”
“จะดีหรือเจ้าคะท่านพี่” ฮูหยินใหญ่แสร้งทำสีหน้ากังวล แต่ในใจกลับยินดี เพราะอยากหาเรื่องเล่นงานหลิงจงอยู่แล้ว นางเสียดายที่ไร้วาสนาให้กำเนิดเพียงบุตรสาวคนเดียว และเมื่อไม่อาจตั้งครรภ์ได้อีก จึงพยายามสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับบุตรชายของสามี แต่หลิงจงกลับเย็นชาใส่จนทำให้นางไม่ชอบขี้หน้าเขายิ่งนัก
“ต้องดีอยู่แล้ว พังเข้าไป! มีอะไรข้ารับผิดชอบเอง”
เสียงไม้ประตูถูกกระแทกจนเปิดออก ทว่าคนทั้งเรือนกลับยังคงหลับใหล
“ตายแล้ว! บัดสีบัดเถลิง!” ฮูหยิงใหญ่ร้องออกมาเสียงดังแล้วเอามือยกขึ้นปิดหน้าทำเป็นเขินอาย
“เลิกทำทีไร้เดียงสาเถอะ เจ้ามีบุตรแล้วนะ”
เสียงของเจ้าเมืองเอ่ยตักเตือนนางอย่างไม่พอใจ ไม่เห็นด้วยกับการแสดงเกินจริงของนาง เขาไม่รู้ว่านี่จะเป็นปัญหาอะไร ดีเสียอีกที่บุตรชายของเขาเริ่มได้เลือดของเขาไปบ้างแล้ว สำหรับเขา เรื่องนี้กลับทำให้โล่งใจอยู่ลึก ๆ บุตรชายที่เคยไม่แลสตรีสักนาง เริ่มมีเลือดเนื้อเชื้อไขของตระกูลบ้างเสียทีแต่เรื่องที่ยินดีกับเรื่องที่บุตรชายไปคว้าใครมานอนด้วยก็ไม่รู้นั้นเป็นคนล่ะเรื่อง
“หลิงจง! เจ้าตื่นขึ้นมาเดี๋ยวนี้!” คนเป็นพ่อพยักเพยิกให้คนของตนเข้าไปสะกิดบุตรชายที่ยังคงหลับสนิทไม่มีท่าทีจะตื่นต่างกับสตรีข้าง ๆ ที่เลยขยับตัวเล็กน้อยแล้ว
บ่าวไพร่รีบเข้าไปเขย่าปลุก ชายหนุ่มขมวดคิ้วรำคาญ
“รบกวนข้านัก…”
“ตื่นเดี๋ยวนี้ “เจ้ามิอายหรืออย่างไร!”หลิงจง”
เสียงของบิดาทำให้ชายหนุ่มลืมตาขึ้นมาแต่แทนที่เขาจะตอบกลับดึงร่างของนางที่นอนอยู่ข้าง ๆ ให้เข้ามาหาตัวมากขึ้นและนั่นก็ทำให้หลี่เหลี่ยงหรงตื่นขึ้นมาด้วย เสียงของบิดาทำให้เขาลืมตา ก่อนจะดึงร่างสตรีข้างกายมากอดแนบแน่น หลี่เลี่ยงหรง ลืมตาขึ้นมาเห็นคนมากมายในเรือนก็รีบดึงผ้าห่มคลุมตัว
“อ้าวท่านพ่อ”
“ยังจะมาพูดจาไม่ดูสถานการณ์อีก เจ้าไปฉุดสตรีที่ไหนมา”
“สตรี” หลิงจงทำเป็นนึกก่อนจะหันไปมองหลี่เหลี่ยงหรงที่ลืมตาขึ้นมาและเมื่อเจอกับคนมากมายก็ได้แต่ดึงผ้าปิดตนเองเอาไว้
“นางหรือ… บุตรสาวของอาจารย์ข้า”
“พวกเจ้าแต่งตัวแล้วออกมาคุยกับข้าให้รู้เรื่อง”
หลิงจงก้มลงมองคนที่อยู่ในอ้อมกอดของตน
“จะอยู่…หรือตาย!”
เสียงของเขาเย็นยะเยือก ราวกับคมดาบกรีดลึกลงในหัวใจนาง
“หากเลือกตายมิใช่เพียงเจ้าที่ตาย แต่บิดาเจ้าก็จะต้องพลอยดับตามไปด้วย”
ริมฝีปากหนานั้นยกยิ้มบาง รอยยิ้มที่ไม่ใช่ความอ่อนโยน แต่คือการบีบคั้นให้สิ้นหนทาง
สายตาของเขามองนางอย่างผู้ถือไพ่เหนือสุด ขณะที่ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความสับสนและสิ้นหวัง
“แต่หากเลือกอยู่…เจ้ากับบิดายังจะมีลมหายใจ” เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนทิ่มแทงซ้ำด้วยเสียงต่ำ “เพียงแต่ตั้งแต่นี้ไป เจ้าจะต้องไร้อิสระไปชั่วชีวิต”
หลีเหลียงหรงน้ำตาคลอหน่วย หัวใจของนางสั่นสะท้านเหมือนนกที่ถูกขังอยู่ในกรงเหล็กที่ไม่มีทางออก เขาเหมือนมอบทางเลือกให้นาง แต่แท้จริงแล้วทุกประตูคือกำแพง ไม่ว่าจะก้าวไปทางใด…ก็ล้วนคือการสูญเสียแต่หากการสูญเสียนั่นคือการที่บิดานางยังคงมีชีวิตอยู่
นางยอมแล้ว
ต่อให้ชีวิตหลังจากนี้ไร้ความรักจากเขาก็ช่างมัน นางจะไม่ฝืนไขว่คว้า ไม่คาดหวังอีกต่อไป ทุกสิ่งถูกปล่อยวางในวันที่นางรู้ความจริง ว่านางถูกเลือกให้เป็นสตรีที่ต้องบูชายัน ไม่ใช่เพราะคุณสมบัติอันสูงส่งของนาง ไม่ใช่เพราะสวรรค์กำหนด แต่เพียงเพราะบิดาของนางเป็นเพียงบัณฑิตคนหนึ่ง ที่เดินทางมาจากเมืองอื่น ไร้เส้นสาย ไร้กำลังหนุนหลัง
นางถูกเลือกให้ ตาย! เพียงเพราะครอบครัวของนางอ่อนแอเกินกว่าจะต่อรองชะตาชีวิต และเขาชายผู้เป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของเจ้าปกครองเมือง ตลอดเวลาที่ผ่านมา ทำราวกับว่านางเป็นเพียงเศษผ้าที่ใช้แล้วทิ้ง ไม่มีค่าแม้แต่ให้เหลียวแล
เช่นนั้นแล้ว… ไม่ว่านับจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น นางก็จะไม่หวาดหวั่นอีกต่อไป ขอเพียงบิดาของนางยังมีลมหายใจอยู่ นางก็พร้อมจะยอมรับทุกสิ่งที่ชะตาจะเหวี่ยงโยนมา
เจ้าปกครองเมืองก็เดินออกจากเรือนของบุตรชายแล้วไปนั่งอยู่ที่ลานกลางเรือน ราวกับเรื่องนี้จะต้องมีการจัดการให้เด็ดขาด
“สตรีผู้นั้นต้องหลอกลวงหลิงจงแน่ ๆ”
“แต่ดูเขาก็ไม่ได้ร้อนใจอะไรนี่ ฟังเขาก่อนค่อยตัดสินใจ แต่ที่แน่ ๆ ก็คงจะต้องเตรียมเรือนเอาไว้ให้”
“แค่ห้องสักห้องในเรือนของหลิงจงก็พอมั้งเจ้าคะ”
“ไม่ได้ ที่นี่เป็นจวนเจ้าเมือง ต่อให้เป็นอนุหรือสาวใช้อุ่นเตียงก็ต้องอยู่ให้สมฐานะของพวกนาง”
ฮูหยินใหญ่แสดงสีหน้าไม่พอใจ แต่ก็พูดอะไรไม่ได้
ไม่นานนัก ทั้งสองออกมาเผชิญหน้าที่ลานกลางเรือน หลี่เลี่ยงหรงคุกเข่าเงียบงัน ไม่กล้าสบตาใคร ส่วนหลิงจงเพียงเอ่ยสั้น ๆ
ขณะเดียวกันหลิงจงก็ไม่ได้แก้ตัวอะไร เพียงแค่บอกกับบิดานางว่าเป็นของข้าแล้วก็รับเข้ามาเท่านั้น
“นางเป็นของข้าแล้ว ข้าจะรับเข้ามา”
เจ้าปกครองเมืองเลิกคิ้ว “เจ้าพูดง่ายนี่”
“ก็ไม่ใช่เรื่องยากอันใดนิท่านพ่อ”
“เช่นนั้นก็รับนางมาเป็นอนุของเจ้าก็แล้วกัน”
คิ้วของหลิงจงขมวดน้อย ๆ
“เจ้ายังไม่ได้ตบแต่งภรรยาเอกก็รับอนุแล้ว ที่จริงไม่เหมาะแต่ก็ช่างเถิด ดีกว่าเจ้ามิแลสตรีเลยสักนาง”
“แต่ท่านเจ้าเมือง บางทีนางอาจจะ...” ฮูหยินใหญ่ที่ไม่ถูกชะตากับสตรีนางนี้พยายามพูดคัดค้าน
“คำที่ข้าพูดไปแล้วหรือว่าจบตามนั้น” น้ำเสียงหนักแน่นตัดบททุกคน เจ้าปกครองเมืองกำลังจะลุกขึ้นแต่แต่ยังไม่ทันจบเรื่อง คนของศาลหลักเมืองก็มาถึงที่จวนเข้าเสียก่อน
“ท่านเจ้าเมืองเกิดเรื่องแล้วขอรับ เทพธิดาที่พาตัวมาเมื่อวานหายไป ข้าจะขอให้ท่านใช้กองกำลังตามหา...นาง” คำสุดท้ายเจ้าศาลหลักเมืองชี้ไปยังสตรีที่คุกเข่าอยู่ข้าง ๆ กันนั้นมีหลิงจงยืนอย่างไม่สบอารมณ์ ซึ่งใครก็รู้ว่าเขาเป็นบุตรชายคนโปรดของเจ้าปกครองเมือง ขัดใจไม่ได้
“นางไหน” หลิงจงหันขวับ สายตาเย็นเฉียบ ถามอีกฝ่ายเสียงนิ่ง
““นาง…นางนั่นแหละ!” เป็นนางที่ข้าตามหาอยู่”
เจ้าปกครองเมืองขมวดคิ้ว “นางเป็นอนุของบุตรชายข้าจะเป็นเทพธิดาที่บริสุทธิ์ได้อย่างไง”
“แต่ว่า...”
“ไม่ต้องอธิบายอะไรทั้งนั้น เรื่องนี้จบเพียงเท่านี้!”
เจ้าศาลหลักเมืองกำมือแน่นด้วยความโกรธเกรี้ยว คิดว่ากำจัดหนามยอกอกแล้วแท้ ๆ แต่กลับกลายเป็นว่านางกลับเข้ามาอยู่ในจวนเจ้าเมืองอย่างสมศักดิ์ศรี
“ยังจะยืนรออะไรอยู่”
“ขอรับข้าจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้”
เจ้าศาลหลักเมืองจากไปแล้ว คนสลายตัว หลี่เลี่ยงหรงยังคงคุกเข่านิ่ง ไม่รู้ว่าควรจะโล่งใจหรือหวาดหวั่น นางไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกเช่นไรกับสถานการณ์นี้
“ข้าจะกลับไปหาท่านพ่อ”
“ข้าจะให้คนพาไป และไปขนของของเจ้ามาด้วย”
หลิงจงหันไปหาฮูหยินใหญ่ ก่อนจะเอ่ยบอกนาง “รบกวนแม่ใหญ่จัดกาช่วยหาคนดูแลนาง และจัดเรือนให้นางอยู่ใกล้ข้าหน่อย ข้าไม่อยากเดินไกล”
กล่าวจบเขาก็เดินจากไปโดยไม่หันมามองหญิงสาวที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่เลย
ตอนพิเศษ 3ทั้งสองไปหาท่านปู่ของเด็ก ๆ ทว่าในเรือนกลับไม่ได้มีเพียงอดีตเจ้าเมือง หากยังมีหลานชายสองคนรออยู่ก่อนแล้ว“อ้าวท่านพ่อท่านแม่ มาหาท่านปู่เหมือนกับหรือขอรับ” หลิงซ่งและน้องชาย หลิงซู่ นั่งอยู่ตรงนั้นพวกเขากำลังคุยด้วยสีหน้าเหมือนจะเคร่งเครียด แต่ทุกอย่างคงกระจ่างแล้วเพราะคนมีอายุหัวเราะและชี้หน้าหลานชายอย่างเหลืออด“อย่าบอกนะว่ามาเรื่องเดียวกัน” แม้จะอายุมากขึ้น แต่น้ำเสียงก็ยังดูมีอำนาจ“เรื่องอะไรหรือขอรับ ท่านพ่อ” หลิงจงถาม“ก็แม่หนูหลิวอวี้นั่นอย่างไรเล่า”“ท่านพ่อรู้แล้วหรือขอรับ”“ก็ไม่ได้อยากจะรู้หรอก แต่เจ้าหลานตัวดีมาบอกว่าจะไม่แต่งงาน อีกทั้งยังไม่ยอมเป็นทายาทด้วย หากไม่ได้คนนี้”“เช่นนั้นแสดงว่าท่านพ่อ”“ก็ต้องยอมน่ะสิ อีกอย่าง อาซ่งพาอาซู่มาเตรียมรอเอาไว้เรียบร้อย”หลิงซู่ยิ้มเจื่อน “หากท่านพี่ไม่มีปัญหา ข้าก็ไม่อยากรับตำแหน่งเจ้าปกครองเมืองหรอกขอรับ”คำตอบทำให้ผู้ใหญ่ในเรือนพยักหน้าลูกหลานตระกูลหลิงเติบโตมากับหน้าที่ แต่ก็รู้จักเลือกทางที่ตนถนัด ไม่หวงอำนาจโดยไร้เหตุผล ทุกคนก็ส่ายหัวน้อย ๆ เพราะบางเมืองทุกคนแย่งกันจะเป็นผู้สืบทอด แต่เพราะการเลี้ยงดูของหลิงจงและเ
ตอนพิเศษ 2หลิวอวี้เปิดดูหนังสือตำนานเจ้าปกครองเมืองหลิงจงและแม่เมืองหลี่เหลี่ยงหรงแล้วก็ต้องขมวดคิ้ว เพราะในนั้นมีการแก้ไข หลายจุด ตามริมบันทึกมีอักษรลายมือแข็งแรงเขียนกำกับเอาไว้ว่า“ตรงนี้ไม่เป็นความจริงสักนิด แต่ข้าบอกได้อย่างว่าพวกท่านรักกัน” หลายครั้งจะเห็นข้อความเช่นนี้ถูกเขียนกำกับเอาไว้ หญิงสาวกัดริมฝีปากเบา ๆ “จะมาทำลายความฝันข้าทำไมกัน” หลิวอวี้บ่นอย่างไม่พอใจ แต่นางก็ยังอ่านไปเรื่อย ๆ ยิ่งอ่านก็ยิ่งพบความจริงที่ถูกเปิดเผยทีละเล็กทีละน้อย เรื่องราวบางตอนที่ไม่เคยมีใครรู้ถูกเล่าไว้ในนี้อย่างละเอียดจนหัวใจของนางสั่นไหว ความสงสัยและความอยากรู้พลุ่งพล่านยิ่งกว่าตอนอ่านตำนานเดิมเสียอีก“มาทำให้ข้าอยากรู้เข้าไปอีก…”หลิวอวี้เผลออ่านทั้งคืนจนแทบไม่ได้นอน และมันก็ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวยามนี้นางวนอ่านแล้วจินตนาการไปถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง ๆ หากเป็นอย่างที่หลิงซ่งบอก ความรักของทั้งสองก็มิใช่ว่ายิ่งลำบากหรือ “จี้ซุน หากข้าอยากจะติดต่อกับคุณชายซ่งจะต้องทำเช่นไร” สาวใช้รีบส่ายหัว “ไม่เหมาะเจ้าค่ะ อีกอย่างหากนายท่านรู้เข้าจะต้องไม่พอใจแน่ ๆ”“ข้าไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย แค่
ตอนพิเศษ 1“เจ้าปกครองเมืองซึ่งตอนนั้นยังเป็นเพียงทายาท ขี่ม้าข้ามวันข้ามคืนเพื่อกลับมาเจอกับภรรยาที่รักเป็นครั้งสุดท้าย แต่สวรรค์กลับเมตตาเมื่อเขามาถึงเมือง ก็ได้รับการรักษาจากหมอเทวดาจนปลอดภัย หลังจากนั้นเจ้าปกครองเมืองผู้เป็นบิดา เหน็ดเหนื่อยจากการดูแลบ้านเมือง พอเห็นบุตรชายเติบโตพร้อม จึงยกหน้าที่การปกครองเมืองนี้ให้แก่เจ้าปกครองเมืองหลิงจงตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา”เสียงพากย์ของละครเงาดังไปทั่วลาน ผู้คนเบียดเสียดเข้ามาชม หลิวอวี้ คุณหนูบุตรขุนนางชั้นสูงนั่งฟังด้วยดวงตาเป็นประกาย นางถึงกับตบมือเบา ๆ อย่างตื่นเต้น ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าตนแอบหลบออกมาจากเรือนโดยไม่บอกบิดาเพราะร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงนัก หลิวอวี้ไม่ค่อยได้ออกจากบ้าน วัน ๆ ได้เพียงอ่านตำราและเรื่องเล่าในตำนาน และเรื่องราวของเจ้าปกครองเมืองหลิงจงกับแม่เมืองหลี่เหลี่ยงหรงก็คือสิ่งที่นางโปรดที่สุด“เจ้าปกครองเมืองกับแม่เมืองสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ ทำให้พวกเราไม่ต้องเผชิญกับภัยดินฟ้าอากาศ ได้มีความรู้และวิชาการมากขึ้น… ช่างเป็นตำนานความรักที่แม้แต่สวรรค์ก็ยังต้องยอมแพ้จริง ๆ“ยังไม่ทันขาดคำ เสียงหัวเราะหยันก็ดังขึ้นจากด
บทที่ 34 ครอบครัวหลิงจงตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่ ร่างกายยังมีเหงื่อเย็นจับทั่วตัวแต่พิษในเลือดจางลงมากแล้ว กลิ่นยาสมุนไพรยังอบอวลในห้อง นัยน์ตาคมทอดมองคนที่นั่งพับเพียบหลับคาเตียง มือบางยังจับข้อมือเขาแน่นราวกลัวว่าหากปล่อยแล้วเขาจะหายไป“เจ้าจะเฝ้าข้าทั้งคืนเลยหรือ” เขาเอ่ยแผ่วเบาหลี่เหลี่ยงหรงลืมตาขึ้น เห็นเขาตื่นก็รีบยิ้มบาง “ท่านพี่…ดีเหลือเกินที่ท่านฟื้นแล้ว”คำเรียก ท่านพี่ ที่เพิ่งออกมาจากปากนางทำให้หลิงจงหัวเราะเบา ๆ “เมื่อครู่เรียกข้าว่าท่านพี่อีกแล้วนะ คราวนี้ไม่ใช่เพราะข้าบังคับใช่ไหม”“ก็เพราะข้าอยากเรียกเอง” นางก้มหน้าตอบเบา ๆ แก้มแดงระเรื่อหลิงจงยกมือจับมือของนางไว้ “ข้าไม่อยากให้เจ้ามีเพียงหน้าที่ของภรรยา แต่ให้เจ้ามีความสุขในฐานะสตรีที่ข้ารักที่สุด”หลี่เหลี่ยงหรงเงยหน้าขึ้นสบตาเขา นางเห็นความจริงใจที่เปล่งประกายในดวงตาคู่นั้น “ข้าก็อยากมีความสุขเช่นนั้นเจ้าค่ะ… ข้าจะพยายามไม่กั้นหัวใจตนเองอีก”หลายวันต่อมา หลิงจงถูกสั่งห้ามออกไปค่ายทหาร เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ในเรือนนอน ฟังเสียงบุตรหัวเราะคิกคักอยู่ในสวน และมองเหลี่ยงหรงเดินตรวจดูงานในจวน“เจ้าทำงานมากไปแล้วหรือไม่ เหลี่ย
บทที่ 33 ศึกที่ต้องชนะ“ท่านแม่ทัพ! เสบียงมาถึงแล้วขอรับ และมีจดหมายจากเรือนใหญ่ส่งมาด้วย” หลิงจงรีบรับจดหมายมาเปิดอ่าน ใบแรกเป็นคำแนะนำอย่างสุขุมของบิดา เตือนให้เขาอย่าสู้แบบคนเถื่อนเพราะจะเสียเปรียบ ทั้งความทนหิว ความหนาวร้อน และความโหดเหี้ยม คนเหล่านั้นย่อมมีมากกว่า แต่หากใช้กลยุทธ์ให้เหมาะสม ชัยชนะจะอยู่ไม่ไกลใบที่สองเมื่อเห็นลายมือ เขาก็อดยิ้มไม่ได้ เป็นจดหมายของหลี่เหลี่ยงหรง“รีบชนะศึกกลับมาได้แล้ว หากกลับมาได้เร็ว ข้าจะยอมเรียกท่านว่าท่านพี่สักครา” หลิงจงหัวเราะเบา ๆ ในคอ คำเพียงประโยคนั้นกลับทำให้เขารู้สึกว่าต้องชนะ ไม่เพียงเพื่อเมือง แต่เพื่อสตรีที่รอคอยเขา“พวกมันคิดว่าเรามีคนเพียงแค่นี้ไม่มีทางมีคนมาเติม” หลิงจงพูดกับตัวเองเบา ๆ “เรียกรองแม่ทัพมา!”เมื่อคนสนิทมาถึง หลิงจงก็สั่งให้ตั้งวงประชุม “เมื่อวานเจ้าบอกว่ามีคนของมันมาซุ่มดูตอนที่เราขนเสบียงใช่หรือไม่”“ขอรับท่านแม่ทัพ”“ดี ข้ามีแผนแล้ว และครานี้จะพลาดไม่ได้แม้เพียงก้าวเดียว”หลังจากพูดคุยกันอยู่สองชั่วยาม แผนการที่ฟังดูได้ผลก็ถูกเริ่มให้ดำเนินการตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางเขาให้กองกำลังเสริมวิ่งมาตามทางที่เมื่อวาน มีการส
บทที่ 32 สงครามสิ่งที่หลิงจงพูดกับบิดาในวันนั้นไม่ใช่คำขู่ลอย ๆ ชายแดนเริ่มมีปัญหามากขึ้นทุกวัน ราวกับพายุใหญ่ที่รอเพียงเวลาเหมาะสมจะถาโถมเข้าใส่ เขาเองก็เตรียมตัวรบมาตลอด เพียงแต่รอให้ข้าศึกเคลื่อนไหวก่อนช่วงหลัง ๆ นอกจากออกไปฝึกกองทัพ เขาก็ใช้เวลาอยู่กับบุตร ๆ และหลี่เหลี่ยงหรงให้มากที่สุด“ช่วงนี้มีอะไรหรือเปล่าเจ้าคะ ข้าเห็นเหล่าขุนนางพูดคุยถึงแคว้นอื่นบ่อย ๆ หากจะเกิดอะไรขึ้นท่านก็ต้องแจ้งข้านะเจ้าคะ จะได้ตุนข้าวของเอาไว้ ไม่เพียงแค่สำหรับคนในจวน แต่ต้องคิดเผื่อชาวเมืองด้วย”หลิงจงหันมามองนางด้วยสายตาลึกซึ้ง “เจ้าเป็นห่วงทุกคน แล้วเป็นห่วงข้าหรือไม่”“ย่อมต้องเป็นห่วงสิเจ้าคะ ท่านเป็นบิดาของลูก ๆ ของข้า”“หาใช่คนรักของเจ้าหรือ” เหลี่ยงหรงเงียบไปครู่ ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ “เรื่องนั้น…ท่านพยายามอยู่ไม่ใช่หรือ”คำพูดนั้นทำให้หลิงจงยิ้มบาง ๆ จริงอยู่ ช่วงนี้เขาทั้งหัดทำขนม วาดภาพ และแต่งกลอนให้กับนางราวกับกำลังเกี้ยวพา แต่มันเป็นการเกี้ยวที่เกิดขึ้นช้ากว่าปกติ ช้ากว่าจนพวกเขามีลูกแล้วถึงห้าคน “เหลี่ยงหรง ข้าพูดจริงนะ หากศึกครั้งนี้เริ่มขึ้น ข้าจะต้องออกนำรบด้วยตนเอง”“ท่านทำหน้าที่







