LOGINจากพี่ชายบุญธรรมสู่สามี ใครจะไปคาดคิดว่าการเก็บบุรุษได้ในครั้งนั้น จะเปลี่ยนให้นางกลายเป็นสตรีที่โชคดีที่สุด ไม่คิดเลยว่าเขาจะเล็งข้าไว้ตั้งแต่ตอนนั้น ต้องเป็นเพราะข้าน่ารักและน่าเอ็นดูเป็นแน่ เขาถึงได้รักมั่นและหวงแหนข้าเช่นนี้ ......... “ไม่ได้เจอเจ้านาน พี่คิดถึงเจ้ายิ่งนัก” แม้จะไปมองดูนางอยู่บ่อยครั้งแต่ทว่าเขามีหรือจะได้ใกล้ชิดเช่นนี้ “พี่ซือเหยียนปล่อยข้าเถิดเจ้าค่ะ” ยามนี้ในใจนางสั่นหวั่นไหวยิ่งนักกับความใกล้ชิดเช่นนี้ “หรือเจ้ายังโกรธเคืองที่พี่ดุเจ้ายามที่อยู่ในห้องเรียน พี่ขอโทษ” กล่าวจบเขาก็กระชับมือที่โอบกอดนางเอาไว้ หากไม่กลัวว่านางจะโกรธเกลียดเขาคงพุ่งตัวเข้าไปกระชากบุรุษผู้นั้นให้ออกห่างจากนางแล้ว “พี่ซือเหยียนท่านปล่อยข้าได้แล้วเจ้าค่ะ ทำเช่นนี้ไม่เหมาะสม” “หากเจ้ายอมอยู่รับสำรับกับพี่ พี่จะปล่อยเจ้า” คุณชายหานกล่าวทั้งที่ในใจอยากบอกนางเหลือเกิน ว่าเป็นเขานี่แหละเหมาะสมที่สุด “ข้าจะอยู่รับสำรับกับท่านก็ได้เจ้าค่ะ ปล่อยข้าได้แล้ว” “ชิงซินของพี่ใจดีที่สุด” เขากอดรัดนางแน่น ๆ อีกครั้งก่อนจะยอมปล่อยนางแต่โดยดี .......
View Moreบทนำ
ภายในจวนตระกูลหานช่างแสนสุข ผู้เป็นนายรักใคร่ปรองดอง เสียงสนทนาสลับกับเสียงหัวเราะที่ดังออกมาจากห้องกินข้าวทำให้บ่าวรับใช้พานยิ้มแย้มไปด้วย
หลังจากรับสำรับเสร็จแล้วท่านราชครูก็ประคองหานฮูหยินกลับเรือน ส่วนหานซือเหยียนก็พาน้องน้อยไปส่งที่เรือน
“ขอบคุณนะเจ้าคะพี่ซือเหยียนที่เดินมาส่งข้า”
“ชิงซิน ขอบคุณที่เจ้าเติบโตมาเป็นอย่างดี” วาจาของบุรุษตรงหน้าทำให้หานชิงซินรู้สึกงุนงง
“เจ้าคะ?” พี่ชายบุญธรรมผู้นี้อยากบอกอันใดนางหรือไม่
“หากผ่านพ้นการปักปิ่นไปแล้ว เจ้าก็จะกลายเป็นสตรีที่พร้อมออกเรือน”
“เจ้าค่ะ” ที่เขากล่าวมาก็ไม่ผิด
พรึ่บ! คุณชายใหญ่รั้งตัวคุณหนูเข้าไปใกล้อย่างรวดเร็วทำให้สาวใช้คนสนิทรีบก้มหน้าลงราวกับกลัวว่าจะเห็นสิ่งใดที่ไม่เหมาะสม
“เมื่อเป็นสตรีวัยออกเรือนแล้ว อย่าได้ให้ความใกล้ชิดหรือสนิทสนมกับบุรุษใดนอกจากพี่ได้หรือไม่”
“หมัวหมัวที่ท่านแม่เชิญมาสอนกล่าวว่าแม้จะเป็นพี่ชายร่วมสายเลือดก็ไม่ได้เจ้าค่ะ” นางกล่าวพลางเอามือดันอกเขาเอาไว้
“ที่หมัวหมัวกล่าวไม่ผิด” มุมปากของหานซือเหยียนยกยิ้มดูร้ายกาจแฝงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของชัดเจน
“เช่นนั้นท่านก็ปล่อยข้าได้แล้วเจ้าค่ะพี่ซือเหยียน” นัยน์ตาเมล็ดซิ่งกลอกกลิ้งไปมาคล้ายกลัวผู้ใดมาเห็นความไม่เหมาะสมนี้
“แต่พี่หาใช่พี่ชายร่วมสายเลือดของเจ้า ดังนั้นนอกจากพี่เจ้าอย่าได้ให้ความใกล้ชิดกับบุรุษอื่น”
‘เขาตั้งใจเอ่ยวาจาให้นางงุนงงใช่หรือไม่’ ไม่ว่าจะเป็นพี่ชายร่วมสายเลือดหรือไม่ ทำเช่นนี้ก็ย่อมไม่เหมาะสมมิใช่หรือ
เหตุใดนางถึงได้รู้สึกว่าตนเองโง่เขลาลง หรือเป็นเพราะพอกลายเป็นคุณหนูไม่ต้องใช้ชีวิตดิ้นรนเอาตัวรอด เพียงแค่เขาเอ่ยไม่กี่ประโยคก็รู้สึกงุนงงไม่เข้าใจ
“ชิงซิน[1] นามของเจ้าพี่เป็นคนตั้งให้ มีความหมายว่ารักหมดใจ”
“แล้วอย่างไรเจ้าคะ” นางไม่เข้าใจที่เขาอยากบอกจริง ๆ
“ลองไปครุ่นคิดดู ฝันดีนะชิงซิน” กล่าวจบเขาก็กดริมฝีปากจุมพิตหน้าผากมนก่อนจะปล่อยนางเป็นอิสระ
หานซือเหยียนส่งยิ้มให้ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับเรือนของตน ทิ้งให้นางยืนงุนงงกับสัมผัสและวาจาของอีกฝ่าย
“คุณหนูเจ้าคะ คุณชายใหญ่ไปแล้ว เข้าเรือนเถิดเจ้าค่ะ” ทันทีที่เห็นว่าคุณชายใหญ่จากไปแล้ว เซียงเจียวก็รีบเดินเข้ามาหาคุณหนูของตน
“อะ อืม” หานชิงซินตอบรับก่อนจะเดินเข้าเรือนพร้อมสาวใช้
เมื่อน้องน้อยคนงามเดินจากไป บุรุษที่ทำท่าคล้ายจะเดินกลับเรือนไปแล้วก็เผยตัวออกจากหลังต้นไม้
“หากไม่ยอมบอกกล่าวความรู้สึกของพี่ไป เจ้าก็คงไม่เข้าใจเสียทีว่าพี่กินน้ำส้ม[2]มากเพียงใดยามเห็นเจ้าอยู่ใกล้สหายน่าตายผู้นั้น”
“ชิงซิน ตัวตนของเจ้าสลักลึกลงในใจพี่แล้ว ไม่ว่าผู้ใดหรือสิ่งใดก็ไม่อาจแยกเราออกจากกัน” ชั่วชีวิตนี้นางจะเป็นสตรีเพียงคนเดียวที่เขาจะกราบไหว้ฟ้าดินด้วย
นัยน์ตาที่ฉายแววมุ่งมั่นแฝงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของมองตามหลังสตรีในดวงใจไป พลันสีหน้าและแววตาอ่อนโยนลงเมื่อคิดถึงเรื่องราวในกาลก่อนที่เขาได้เจอนางเป็นครั้งแรก...
[1] 倾心(qīng xīn)
[2] หึงหวง
ซือซินใช้เวลาต้มยาเกือบครึ่งชั่วยามก่อนจะยกชามยาและสมุนไพรที่ใช้ทำแผลไปที่ห้องในเรือนปีกขวา นัยน์ตาดอกท้อกวาดมองสำรับที่วางอยู่บนโต๊ะเพียงชั่วครู่ เมื่อเห็นอาหารที่นางทำหมดเกลี้ยง ชามข้าวไม่เหลือข้าวแม้แต่เม็ดเดียว นางจึงยกยิ้มเล็กน้อยคล้ายพอใจ ‘ดีที่กินง่าย เช่นนี้ค่อยน่าดูแลหน่อย’ หากคนผู้นี้ทำตัวเรื่องมาก นางคงทนไม่ไหวพากลับไปทิ้งที่เดิมเป็นแน่ “กินยาก่อนเถิดเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวข้าจะทำแผลให้ท่าน” “ยาหรือ” เขาเอ่ยถามพลางนิ่วหน้าเล็กน้อยคล้ายไม่ชอบใจ “บุรุษตัวโตเช่นท่านคงไม่ได้กลัวการกินยาเช่นเด็กน้อยใช่หรือไม่” นางกล่าวพลางยกยิ้มมุมปากคล้ายรู้ทัน&nb
2 อย่าได้คิดพลีกายตอบแทน หลังจากแม่นางน้อยออกจากห้องไปแล้ว คนเจ็บที่นั่งอยู่บนเตียงก็นั่งคิดทบทวนถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ในพิธีล่าสัตว์ประจำปีของราชวงศ์โจวมีกลุ่มคนไม่ทราบที่มาบุกเข้าโจมตีทำให้องครักษ์ต้องคุ้มกันฮ่องเต้ ฮองเฮาและพระสนมกลับวังหลวง แต่เนื่องจากตอนนั้นองค์รัชทายาทกำลังล่าสัตว์อยู่ในป่า เขาจึงอาสานำกำลังทหารไปคุ้มกันผู้สูงศักดิ์กลับวังหลวง ทว่าเมื่อไปถึงกลับพบว่าองค์รัชทายาทกำลังต่อสู้อยู่กับบุรุษชุดดำเหล่านั้น เขาจึงรีบเข้าช่วยเหลือ แต่ไม่ว่าจะต่อสู้อย่างไรคนของฝ่ายศัตรูก็ไม่มีท่าทีว่าจะลดลง พอสังหารได้ห้าคน ก็มีคนเข้ามาสมทบเพิ่มอีก เมื่อเห็นท่าไม่ดีแล้ว เขาจึงตัดสินใจพาองค์รัชทายาทฝ่าวงล้อมของศัตรูออกมาก่อนจะทำการผลัดเปลี่ยนเสื้อคลุมกันลมเพื่อล่อคนร้ายให้ตามเขาไป ถ่วงเวลาให้องค์รัชทายาทหนีรอด ในยามนั้นเขาใช้วิชาตัวเบาหนีลัดเลาะตามป่าเขาไปเรื่
“เพื่อสะดวกในการใส่ยาให้ท่านและเช็ดตัวยามที่ท่านตัวร้อนมีไข้ ส่วนคำถามที่ท่านถามข้าว่าเป็นฝ่ายไหน ข้าไม่ทราบจริง ๆ ว่าในชีวิตท่านมีคนเข้ามาเกี่ยวข้องกี่ฝ่าย แต่เอาเป็นว่าข้าคือคนแปลกหน้าที่เดินผ่านไปพบท่านในป่าแล้วพาท่านมารักษาที่นี่” นางตอบเขาด้วยสีหน้าสงบนิ่งและไม่คิดจะก้าวเท้าเข้าไปใกล้บุรุษกักขฬะท่าทางดุร้ายอีก “เจ้าหันหน้าไปทางอื่นก่อน” “...” นางไม่ตอบแต่หมุนตัวหันหลังให้เขาแต่โดยดี บุรุษวัยสิบเก้าหนาวรีบคว้าผ้าห่มมาคลุมกายก่อนจะกลับไปนั่งที่เตียง “เจ้าไม่รู้จักข้าหรือ” เขาเอ่ยถามเมื่อจัดการตนเองเรียบร้อยแล้ว “เจ้าค่ะ ข้าเห็นท่านนอนเล่นอยู่ในป่ากลัวจะโดนสัตว์ป่าทำร้าย จึงพามาใส่ยาที่เรือนเพียงเท่านั้น” นางกล่าวจบก็หมุนตัวหันมาสนทนากับเขาหลังจากไม่ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวจากทางด้านหลังแล้ว “ข้าขอโทษ ที่เมื่อครู่ทำร้ายเจ้า” น้ำเสียงของเขาคล้ายจะอ่อนลงมาก “โชคดีที่ข้าไม่เจ็บอันใดมาก” นางกล่าวในขณะที่สายตาจับจ้องบริเวณอกเขา “ช่วยตามผู้อาวุโสของเจ้ามาให้ข้าได้หรือไม่” ดูแล้วแม่นางต
‘ไม่ ๆ แท้จริงเขาอาจจะตายไปแล้วก็ได้” นางเอาไม้เขี่ยเขาตั้งหลายครั้ง หากยังมีชีวิตอยู่เหตุใดไม่ส่งเสียง ‘แต่ข้าก็เคยได้รับความช่วยเหลือจากตาเฒ่าจนมีชีวิตรอดเช่นนี้ไม่ใช่หรือ’ หากตาเฒ่ามองผ่านไม่เก็บนางมารักษา ต่อให้เป็นวิญญาณจากไหนมาเข้าร่างนี้ ก็คงไม่อาจมีชีวิตรอดได้เพราะยามนั้นร่างกายนี้เจ็บหนักไม่น้อย “เฮ้อ! ข้าจะกลับไปดูเขาอีกครั้งก็ได้” หากตายกลายเป็นศพแล้ว นางจะช่วยฝังให้ก็แล้วกันถือว่าสร้างกุศล แต่หากเขารอดนางก็กลายเป็นผู้มีพระคุณของเขา สุดท้ายซือซินก็พ่ายแพ้ให้กับความดีของตนเอง เด็กน้อยหมุนตัววิ่งกลับไปทางเดิมพลางภาวนาให้ฝนอย่าเพิ่งตก ขอเวลาให้นางทำความดีก่อน เมื่อเห็นร่างนั้นยังคงนอนแน่นิ่งอยู่ตามเดิมนางรีบจับข้อมือของเขาขึ้นมาคลำหาจุดชีพจรเพื่อตรวจดูว่าอีกฝ่ายตายหรือยัง “ดูเหมือนท่านจะยังมีชีวิตอยู่” นางเอ่ยเสียงเบาก่อนที่สายตาจะมองเห็นป้ายหยกที่อีกฝ่ายห้อยอยู่ ‘หยกเนื้อดีเสียด้วย แซ่หานหรือ’ ถามว่านางรู้จักหรือไม่ ก็ไม่! เพียงแต่คนที่มีหยกพกประจำตัวเช่นนี้ น่าจะไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดา คงเป็นคนจา











