เข้าสู่ระบบบทที่ 9 ข้อหาที่ไม่อาจปฏิเสธ
“เจ้าหมายความว่าหลังจากข้าถูกปล่อยตัวมาเป็นหลานสาวของฮูหยินใหญ่หรือที่ถูกนำตัวไปบูชายันแทน”
“เจ้าค่ะ แม้จะเป็นหลานห่าง ๆ แต่เพราะบิดามารดาของคุณหนูคนนั้นโทษฮูหยินใหญ่ นางก็เลยพาลโกรธเคืองมาโลงที่นายหญิง”
เหลี่ยงหรงถอนหายใจยาว “เรื่องบูชายัญไม่ควรเกิดขึ้นตั้งแต่แรก…”
“นายน้อยเองก็เคยบ่นกับแม่นมเจ้าค่ะ ว่าแก้ปัญหาไม่ตรงจุด ไม่ยอมจัดการที่สาเหตุ”
หลี่เหลี่ยงหรงเผลอยิ้มบาง ๆ เมื่อได้ยิน เพราะแม้จะผ่านเรื่องร้ายแรงมาเพียงใด หลิงจงก็ยังเป็นคนที่นางเคยแอบชอบอยู่วันยันค่ำ
“อนุหลี่ อนุหลี่เจ้าคะ” เสียงของสาวใช้ที่ดังที่หน้าเรือนทำให้หลี่เหลี่ยงหรงขมวดคิ้ว ถ้ามีคนมาตามเช่นนี้คงมีเรื่องไม่ดีนัก
“ฮูหยินให้มาตามท่านไปเจ้าค่ะ”
“เมื่อเช้าข้าก็เพิ่งไปมา เรื่องเร่งด่วนหรือ”
“ข้ามิรู้เจ้าค่ะ แค่ฮูหยินสั่งให้ท่านไป ท่านก็ควรไปมิใช่หรือเจ้าคะ”
“นี่เจ้า” จางซี่ที่เห็นอีกฝ่ายหมายใจจะกลั่นแกล้งนายหญิงตนก็คิดจะเข้าสู้ กำลังจะโต้กลับ แต่หลี่เหลี่ยงหรงยกมือห้าม
“สักครู่ข้าจะตามไป”
“ต้องไปเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ”
เหลี่ยงหรงถอนหายใจ “เช่นนั้นเจ้าก็ยืนรอเสียตรงนี้”
“ให้ข้าไปด้วยไหมเจ้าคะนายหญิง” เหลี่ยงหรงส่ายหน้า “นางหาเรื่องมาเช่นนี้แล้ว อย่างไรก็คงหมายใจจะทำอะไรข้าสักอย่าง เจ้าไม่ต้องทำอะไรหรอก แค่รอบดยาอยู่ที่นี่ หวายเรือนนางแสบผิวนัก”
คำพูดราวกับปลงในชีวิตของตนทำให้จางซี่ทนดูแทบไม่ได้ เช่นนั้นพอนายหญิงของนางออกจากเรือนไปนางรีบจึงไปเล่าเรื่องที่เพิ่งเกิดให้กับนายน้อยฟัง
“แล้วเช่นไรเล่า”
“ก็นางอาจจะถูกฮูหยินใหญ่รังแก”
“ต่อให้จะเป็นเช่นนั้นก็ไม่ใช่เรื่องของข้า เรื่องของสตรี ปกติฮูหยินใหญ่ก็จัดการเสมออยู่แล้วไม่ใช่หรือ”
“นายน้อยไม่ชอบนายหญืงเลยหรือเจ้าคะ” จางซี่กล้าถามตรง ๆ นางจะเรียกว่าโตมากับอีกฝ่ายก็ได้ แต่กลับไม่ค่อยมีใครรู้
“ไม่ใช่เรื่องของเจ้า”
“คราวหลังข้าจะไม่นำความมาบอกแล้วนะเจ้าคะ”
“แล้วใครใช้ให้เจ้ามาบอกเล่า เหลี่ยงหรงบอกหรือ”
“เปล่าเจ้าค่ะ นายหญิงไม่เอ่ยอะไรเช่นนี้หรอก นางช่างเจียมตัวเกินไปเสียด้วยซ้ำ”
หลิงจงไม่ได้เอ่ยอะไรกับคำบอกเล่านั้น เขาเพียงแค่กลับไปทำสิ่งที่ทำอยู่ต่อและเมื่อจางซี่กลับออกไปชายหนุ่มก็มองตามไปด้วยสายตาไม่สบายใจ
ทางด้านหลี่เหลี่ยงหรงเมื่อถึงเรือนรับของฮูหยินใหญ่ก็พบกับสตรีหลายคนนั่งอยู่ แต่นางกลับไม่คุ้นหน้าคนเหล่านั้นแม้เพียงน้อย
นี่คงไม่ใช่บรรดาภรรยาของเจ้าปกครองเมืองเป็นแน่ แต่นางก็นึกไม่ออกว่าหากคนมามากมายเช่นนี้จะเรียกนางมาทำไม
“ยืนทำไม ไม่รู้หรือว่าควรอยู่ตรงไหน” เสียงฮูหยินใหญ่แข็งกระด้างเต็มไปด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
“ที่นั่งเต็มหมดแล้ว อีกอย่างหากฮูหยินมีแขกข้าคิดว่าข้ากลับก่อนจะดีกว่า”
“พวกเขาไม่ได้เป็นแขก แต่เป็นคนที่เจ้าต้องขอขมา”
หลี่เหลี่ยงหรงชะงัก “ว่าอย่างไรนะเจ้าคะ”
“คนเหล่านี้เป็นบิดามารดาและญาติของหลานสาวข้า คนที่ถูกบูชายันแทนเจ้าเพราะเจ้าปีนเตียงหลิงจง ฟังเช่นนี้แล้วยังไม่รู้จักละอายเลยหรือ”
ห้องทั้งห้องเงียบกริบ สายตาทุกคู่จับจ้องมาที่นาง
หลี่เหลียงหรงไม่รู้จะแสดงท่าทีอย่างไรกับสถานการณ์นี้ หากยอมก็ต้องยอมตลอดไป แต่ถ้าไม่ยอมก็ถูกรังแกอยู่ดี เมื่อทำอะไรไม่ได้จึงยอมรับชะตากรรมอย่างคนไร้ทางเลือก
นางคุกเข่าขอขมาคนเหล่านั้นทั้ง ๆ ที่ไม่ได้คิดว่าตนผิดต่อพวกเขา แต่ผิดต่อความตั้งใจของตน เพราะตอนแรกนางตั้งใจจะเสียสละตนจริง ๆ แม้จะรู้ว่าการบูชายันนั้นไม่จำเป็นเลยแม้แต่นิดก็ตาม
“แค่คุกเข่าจะไปพออะไรกัน” หวายถูกส่งให้กับสตรีผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นมารดาของหญิงที่ถูกบูชายัน
“ให้นางได้คลายความคับแค้นหน่อยเป็นไง ถือว่าเป็นการล้างบาปที่เจ้ากล้ากระทำเรื่องเสื่อมเสียในจวนเจ้าปกครองเมืองแห่งนี้ด้วย แล้วข้าจะให้เรื่องนี้แล้วกันไป”
คำพูดนั้นเหมือนเป็นเพียงคำบอกเล่ามากกว่าเพราะไม่ว่านางจะตอบเช่นไร สาวใช้ก็เข้ามาจับแขนทั้งสองของนางให้กางออกแล้วสตรีคนนั้นก็ฟาดหวายมาที่หลังของนางอย่างแรงทันที
เหมือนกับครั้งก่อน เสียงกระทบเนื้อดังลั่น แต่หลี่เหลี่ยงหรงไม่ร้องโอดครวญแม้เพียงน้อย
หลี่เหลี่ยงหรงเพียงกัดริมฝีปากจนห้อเลือด และปล่อยให้ตนเองถูกกระทำเช่นนั้น แต่จู่ ๆ จางซี่ก็ขอเข้ามาในเรือนบอกว่านายน้อยต้องการเจอกับอนุของตน หากทางนี้ไม่ได้มีเรื่ืองอะไรก็ขอให้อนุหลี่กลับเรือนไปด้วย
“หลงกันมากกว่าที่คิด พอเถอะไม่เช่นนั้นหวายนั้นอาจจะคืนสนองเจ้าเอง” ฮูหยินพูดประชด ๆ ก่อนจะเหลือบมองไปยังเหลี่ยงหรงที่ไร้เรี่ยวแรง
“ไปกันเจ้าค่ะนายหญิง”
หลี่เหลี่ยงหรงไม่มีแรงแม้จะลุกเอง จางซี่เข้ามาประคอง “เขามาจริงหรือ”
“ไม่เจ้าค่ะ ข้าโกหก เพื่อพาท่านออกมา ที่พวกเขาทำก็ไม่อยากให้นายน้อยรู้เหมือนกัน”
แม้ว่านั้นจะเป็นคำตอบที่จริงใจ แต่ความจริงกลับทำหัวใจของหลี่เหลี่ยงหรงเจ็บปวดนัก
ตอนพิเศษ 3ทั้งสองไปหาท่านปู่ของเด็ก ๆ ทว่าในเรือนกลับไม่ได้มีเพียงอดีตเจ้าเมือง หากยังมีหลานชายสองคนรออยู่ก่อนแล้ว“อ้าวท่านพ่อท่านแม่ มาหาท่านปู่เหมือนกับหรือขอรับ” หลิงซ่งและน้องชาย หลิงซู่ นั่งอยู่ตรงนั้นพวกเขากำลังคุยด้วยสีหน้าเหมือนจะเคร่งเครียด แต่ทุกอย่างคงกระจ่างแล้วเพราะคนมีอายุหัวเราะและชี้หน้าหลานชายอย่างเหลืออด“อย่าบอกนะว่ามาเรื่องเดียวกัน” แม้จะอายุมากขึ้น แต่น้ำเสียงก็ยังดูมีอำนาจ“เรื่องอะไรหรือขอรับ ท่านพ่อ” หลิงจงถาม“ก็แม่หนูหลิวอวี้นั่นอย่างไรเล่า”“ท่านพ่อรู้แล้วหรือขอรับ”“ก็ไม่ได้อยากจะรู้หรอก แต่เจ้าหลานตัวดีมาบอกว่าจะไม่แต่งงาน อีกทั้งยังไม่ยอมเป็นทายาทด้วย หากไม่ได้คนนี้”“เช่นนั้นแสดงว่าท่านพ่อ”“ก็ต้องยอมน่ะสิ อีกอย่าง อาซ่งพาอาซู่มาเตรียมรอเอาไว้เรียบร้อย”หลิงซู่ยิ้มเจื่อน “หากท่านพี่ไม่มีปัญหา ข้าก็ไม่อยากรับตำแหน่งเจ้าปกครองเมืองหรอกขอรับ”คำตอบทำให้ผู้ใหญ่ในเรือนพยักหน้าลูกหลานตระกูลหลิงเติบโตมากับหน้าที่ แต่ก็รู้จักเลือกทางที่ตนถนัด ไม่หวงอำนาจโดยไร้เหตุผล ทุกคนก็ส่ายหัวน้อย ๆ เพราะบางเมืองทุกคนแย่งกันจะเป็นผู้สืบทอด แต่เพราะการเลี้ยงดูของหลิงจงและเ
ตอนพิเศษ 2หลิวอวี้เปิดดูหนังสือตำนานเจ้าปกครองเมืองหลิงจงและแม่เมืองหลี่เหลี่ยงหรงแล้วก็ต้องขมวดคิ้ว เพราะในนั้นมีการแก้ไข หลายจุด ตามริมบันทึกมีอักษรลายมือแข็งแรงเขียนกำกับเอาไว้ว่า“ตรงนี้ไม่เป็นความจริงสักนิด แต่ข้าบอกได้อย่างว่าพวกท่านรักกัน” หลายครั้งจะเห็นข้อความเช่นนี้ถูกเขียนกำกับเอาไว้ หญิงสาวกัดริมฝีปากเบา ๆ “จะมาทำลายความฝันข้าทำไมกัน” หลิวอวี้บ่นอย่างไม่พอใจ แต่นางก็ยังอ่านไปเรื่อย ๆ ยิ่งอ่านก็ยิ่งพบความจริงที่ถูกเปิดเผยทีละเล็กทีละน้อย เรื่องราวบางตอนที่ไม่เคยมีใครรู้ถูกเล่าไว้ในนี้อย่างละเอียดจนหัวใจของนางสั่นไหว ความสงสัยและความอยากรู้พลุ่งพล่านยิ่งกว่าตอนอ่านตำนานเดิมเสียอีก“มาทำให้ข้าอยากรู้เข้าไปอีก…”หลิวอวี้เผลออ่านทั้งคืนจนแทบไม่ได้นอน และมันก็ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวยามนี้นางวนอ่านแล้วจินตนาการไปถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง ๆ หากเป็นอย่างที่หลิงซ่งบอก ความรักของทั้งสองก็มิใช่ว่ายิ่งลำบากหรือ “จี้ซุน หากข้าอยากจะติดต่อกับคุณชายซ่งจะต้องทำเช่นไร” สาวใช้รีบส่ายหัว “ไม่เหมาะเจ้าค่ะ อีกอย่างหากนายท่านรู้เข้าจะต้องไม่พอใจแน่ ๆ”“ข้าไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย แค่
ตอนพิเศษ 1“เจ้าปกครองเมืองซึ่งตอนนั้นยังเป็นเพียงทายาท ขี่ม้าข้ามวันข้ามคืนเพื่อกลับมาเจอกับภรรยาที่รักเป็นครั้งสุดท้าย แต่สวรรค์กลับเมตตาเมื่อเขามาถึงเมือง ก็ได้รับการรักษาจากหมอเทวดาจนปลอดภัย หลังจากนั้นเจ้าปกครองเมืองผู้เป็นบิดา เหน็ดเหนื่อยจากการดูแลบ้านเมือง พอเห็นบุตรชายเติบโตพร้อม จึงยกหน้าที่การปกครองเมืองนี้ให้แก่เจ้าปกครองเมืองหลิงจงตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา”เสียงพากย์ของละครเงาดังไปทั่วลาน ผู้คนเบียดเสียดเข้ามาชม หลิวอวี้ คุณหนูบุตรขุนนางชั้นสูงนั่งฟังด้วยดวงตาเป็นประกาย นางถึงกับตบมือเบา ๆ อย่างตื่นเต้น ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าตนแอบหลบออกมาจากเรือนโดยไม่บอกบิดาเพราะร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงนัก หลิวอวี้ไม่ค่อยได้ออกจากบ้าน วัน ๆ ได้เพียงอ่านตำราและเรื่องเล่าในตำนาน และเรื่องราวของเจ้าปกครองเมืองหลิงจงกับแม่เมืองหลี่เหลี่ยงหรงก็คือสิ่งที่นางโปรดที่สุด“เจ้าปกครองเมืองกับแม่เมืองสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ ทำให้พวกเราไม่ต้องเผชิญกับภัยดินฟ้าอากาศ ได้มีความรู้และวิชาการมากขึ้น… ช่างเป็นตำนานความรักที่แม้แต่สวรรค์ก็ยังต้องยอมแพ้จริง ๆ“ยังไม่ทันขาดคำ เสียงหัวเราะหยันก็ดังขึ้นจากด
บทที่ 34 ครอบครัวหลิงจงตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่ ร่างกายยังมีเหงื่อเย็นจับทั่วตัวแต่พิษในเลือดจางลงมากแล้ว กลิ่นยาสมุนไพรยังอบอวลในห้อง นัยน์ตาคมทอดมองคนที่นั่งพับเพียบหลับคาเตียง มือบางยังจับข้อมือเขาแน่นราวกลัวว่าหากปล่อยแล้วเขาจะหายไป“เจ้าจะเฝ้าข้าทั้งคืนเลยหรือ” เขาเอ่ยแผ่วเบาหลี่เหลี่ยงหรงลืมตาขึ้น เห็นเขาตื่นก็รีบยิ้มบาง “ท่านพี่…ดีเหลือเกินที่ท่านฟื้นแล้ว”คำเรียก ท่านพี่ ที่เพิ่งออกมาจากปากนางทำให้หลิงจงหัวเราะเบา ๆ “เมื่อครู่เรียกข้าว่าท่านพี่อีกแล้วนะ คราวนี้ไม่ใช่เพราะข้าบังคับใช่ไหม”“ก็เพราะข้าอยากเรียกเอง” นางก้มหน้าตอบเบา ๆ แก้มแดงระเรื่อหลิงจงยกมือจับมือของนางไว้ “ข้าไม่อยากให้เจ้ามีเพียงหน้าที่ของภรรยา แต่ให้เจ้ามีความสุขในฐานะสตรีที่ข้ารักที่สุด”หลี่เหลี่ยงหรงเงยหน้าขึ้นสบตาเขา นางเห็นความจริงใจที่เปล่งประกายในดวงตาคู่นั้น “ข้าก็อยากมีความสุขเช่นนั้นเจ้าค่ะ… ข้าจะพยายามไม่กั้นหัวใจตนเองอีก”หลายวันต่อมา หลิงจงถูกสั่งห้ามออกไปค่ายทหาร เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ในเรือนนอน ฟังเสียงบุตรหัวเราะคิกคักอยู่ในสวน และมองเหลี่ยงหรงเดินตรวจดูงานในจวน“เจ้าทำงานมากไปแล้วหรือไม่ เหลี่ย
บทที่ 33 ศึกที่ต้องชนะ“ท่านแม่ทัพ! เสบียงมาถึงแล้วขอรับ และมีจดหมายจากเรือนใหญ่ส่งมาด้วย” หลิงจงรีบรับจดหมายมาเปิดอ่าน ใบแรกเป็นคำแนะนำอย่างสุขุมของบิดา เตือนให้เขาอย่าสู้แบบคนเถื่อนเพราะจะเสียเปรียบ ทั้งความทนหิว ความหนาวร้อน และความโหดเหี้ยม คนเหล่านั้นย่อมมีมากกว่า แต่หากใช้กลยุทธ์ให้เหมาะสม ชัยชนะจะอยู่ไม่ไกลใบที่สองเมื่อเห็นลายมือ เขาก็อดยิ้มไม่ได้ เป็นจดหมายของหลี่เหลี่ยงหรง“รีบชนะศึกกลับมาได้แล้ว หากกลับมาได้เร็ว ข้าจะยอมเรียกท่านว่าท่านพี่สักครา” หลิงจงหัวเราะเบา ๆ ในคอ คำเพียงประโยคนั้นกลับทำให้เขารู้สึกว่าต้องชนะ ไม่เพียงเพื่อเมือง แต่เพื่อสตรีที่รอคอยเขา“พวกมันคิดว่าเรามีคนเพียงแค่นี้ไม่มีทางมีคนมาเติม” หลิงจงพูดกับตัวเองเบา ๆ “เรียกรองแม่ทัพมา!”เมื่อคนสนิทมาถึง หลิงจงก็สั่งให้ตั้งวงประชุม “เมื่อวานเจ้าบอกว่ามีคนของมันมาซุ่มดูตอนที่เราขนเสบียงใช่หรือไม่”“ขอรับท่านแม่ทัพ”“ดี ข้ามีแผนแล้ว และครานี้จะพลาดไม่ได้แม้เพียงก้าวเดียว”หลังจากพูดคุยกันอยู่สองชั่วยาม แผนการที่ฟังดูได้ผลก็ถูกเริ่มให้ดำเนินการตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางเขาให้กองกำลังเสริมวิ่งมาตามทางที่เมื่อวาน มีการส
บทที่ 32 สงครามสิ่งที่หลิงจงพูดกับบิดาในวันนั้นไม่ใช่คำขู่ลอย ๆ ชายแดนเริ่มมีปัญหามากขึ้นทุกวัน ราวกับพายุใหญ่ที่รอเพียงเวลาเหมาะสมจะถาโถมเข้าใส่ เขาเองก็เตรียมตัวรบมาตลอด เพียงแต่รอให้ข้าศึกเคลื่อนไหวก่อนช่วงหลัง ๆ นอกจากออกไปฝึกกองทัพ เขาก็ใช้เวลาอยู่กับบุตร ๆ และหลี่เหลี่ยงหรงให้มากที่สุด“ช่วงนี้มีอะไรหรือเปล่าเจ้าคะ ข้าเห็นเหล่าขุนนางพูดคุยถึงแคว้นอื่นบ่อย ๆ หากจะเกิดอะไรขึ้นท่านก็ต้องแจ้งข้านะเจ้าคะ จะได้ตุนข้าวของเอาไว้ ไม่เพียงแค่สำหรับคนในจวน แต่ต้องคิดเผื่อชาวเมืองด้วย”หลิงจงหันมามองนางด้วยสายตาลึกซึ้ง “เจ้าเป็นห่วงทุกคน แล้วเป็นห่วงข้าหรือไม่”“ย่อมต้องเป็นห่วงสิเจ้าคะ ท่านเป็นบิดาของลูก ๆ ของข้า”“หาใช่คนรักของเจ้าหรือ” เหลี่ยงหรงเงียบไปครู่ ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ “เรื่องนั้น…ท่านพยายามอยู่ไม่ใช่หรือ”คำพูดนั้นทำให้หลิงจงยิ้มบาง ๆ จริงอยู่ ช่วงนี้เขาทั้งหัดทำขนม วาดภาพ และแต่งกลอนให้กับนางราวกับกำลังเกี้ยวพา แต่มันเป็นการเกี้ยวที่เกิดขึ้นช้ากว่าปกติ ช้ากว่าจนพวกเขามีลูกแล้วถึงห้าคน “เหลี่ยงหรง ข้าพูดจริงนะ หากศึกครั้งนี้เริ่มขึ้น ข้าจะต้องออกนำรบด้วยตนเอง”“ท่านทำหน้าที่







