ตอนที่ 5
จนกระทั่งวันที่สิบห้าของการเดินทาง ขบวนขนส่งสินค้าก็ได้มาถึงเมืองหลวง เฉิงเข่อซิงที่นั่งอยู่ภายในรถม้าคันเล็กก็แหวกม่านออกมาดูความครึกครื้นของเมืองหลวงด้วยความสนอกสนใจ
ที่นี่ต่างจากเมืองอื่นๆ อย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าหรือว่าผู้คนภายในเมือง ร้านค้ามากมายเรียงรายอยู่เต็มทั้งสองฟากของถนน เหล่าผู้คนภายในเมืองล้วนแต่งกายด้วยชุดผ้าไหมราคาแพงทั้งสิ้น แม้แต่ขอทานก็ไม่มีให้ได้เห็น
ขบวนของสินค้ามาหยุดอยู่ที่ถนนเส้นหนึ่ง ด้านหน้าประตูมีป้ายเขียนไว้ขนาดใหญ่ว่า สำนักคุ้มภัยอู่เฉวียน
“พวกเราถึงแล้ว” ผู้คุ้มกันคนหนึ่งเดินมาที่รถม้าของพวกนางก่อนจะกล่าวขึ้น
เฉิงเข่อซิงและกู้ฟ่านถานจึงรีบเก็บสัมภาระของตนเองและลงมาจากรถม้าทันที ชายที่เป็นผู้คุ้มกันมองมาที่ทั้งสองด้วยสายตาเวทนา
เรียกได้ว่าเป็นเพราะความบกพร่องของการคุ้มกันของสำนักคุ้มภัยพวกเขา จึงทำให้เด็กสาวทั้งสองสูญเสียคนในครอบครัวไป ไม่รู้ว่าทางการและทางสำนักคุ้มภัยจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร
“พวกเราส่งพวกเจ้าได้เพียงเท่านี้ ต่อจากนี้รักษาตัวด้วย”
“ขอบคุณท่านน้า/ขอบคุณนายท่าน”
จากนั้นเด็กทั้งสองคนก็แยกตัวออกไปทันที โดยมีสายตาของเหล่าผู้คุ้มกันมองส่งตามหลังทั้งสองไป
ความคึกคักของเมืองหลวงเรียกความสนใจของทั้งสองไปได้มาก เฉิงเข่อซิงมักจะหยุดดูสิ่งต่างๆ ที่นางไม่เคยพบเห็นมาก่อนอย่างสนอกสนใจ ในตอนนั้นเองที่นางเห็นชายกลุ่มหนึ่งสวมชุดมือปราบกำลังนั่งทานอาหารอยู่ข้างทาง
“พี่ชาย ข้าขอถามทางท่านได้หรือไม่?”
เหล่ามือปราบที่กำลังพักกลางวันอยู่หันมองเด็กสาวทั้งสองคนด้วยความสงสัย ก่อนจะมีมือปราบคนหนึ่งที่หน้าตาดูเป็นมิตรมากที่สุดกล่าวขึ้นกับนาง
“เด็กน้อย เจ้าหลงทางกับพ่อแม่อย่างนั้นหรือ?” แม้จะถามออกไปเช่นนั้น แต่หากดูจากชุดที่เด็กทั้งสองสวมใส่ เหล่ามือปราบก็คาดเดาว่า พวกนางอาจจะเป็นลูกๆ ของชาวบ้านที่เข้ามาขายของในตัวเมืองและพลัดหลงก็เป็นได้
เฉิงเข่อซิงส่ายหน้า
“ข้าอยากถามท่านว่า ท่านพอจะรู้จักจวนของท่านแม่ทัพหรือไม่เจ้าคะ?"
คำถามของเด็กสาว ทำเอาเหล่ามือปราบที่กำลังกินอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อยอยู่ถึงกับชะงักนิ่งทันที
“เจ้าหมายถึงแม่ทัพคนใดเล่า?” ที่เมืองหลวงแห่งนี้มีจวนแม่ทัพอยู่ถึงสี่จวน นางหมายถึงจวนใดกัน?
“จวนแม่ทัพเฉิงป๋อเหวิน!!!”
แกร๊กก
ชื่อที่เด็กสาวเอ่ยออกมา ทำเอาตะเกียบในมือพวกเขาหล่นพื้น
เด็กสาวผู้นี้ไปกินดีหมีหัวใจเสือที่ใดมากันหนอ ถึงกล้าเรียกชื่อเต็มๆ ของแม่ทัพปราบตะวันตกได้เต็มปากถึงเพียงนั้น
ท่าทีของพวกเขาทำให้เฉิงเข่อซิงรู้สึกฉงนเป็นอย่างมาก หรือพวกเขาไม่รู้จักแม่ทัพเฉิงกันนะ?
“ยัยหนู จะ.. เจ้าจะไปที่จวนท่านแม่ทัพเพราะเหตุใด?”
“ข้ามาหาคนเจ้าค่ะ บิดาของข้าอยู่ที่จวนแห่งนั้น” เพราะนางต้องการมาหาบิดาจริงๆ และไม่ได้เป็นความลับแต่อย่างใด นางจึงบอกแก่อีกฝ่ายไปด้วยความสัตย์จริง
เหล่ามือปราบที่ได้ยินเช่นนั้นก็รู็สึกโล่งอกมากขึ้น
บิดาของนางคงเป็นบ่าวรับใช้ หรือไม่ก็ทหารคนใดคนหนึ่งที่อยู่ที่จวนท่านแม่ทัพ การที่เด็กสาวคนหนึ่งเดินทางมาหาบิดาเช่นนี้ อาจเป็นเพราะที่บ้านคงเกิดเรื่องแน่ๆ
มือปราบผู้หนึ่งจึงยอมบอกทางไปจวนแม่ทัพให้แก่เด็กๆ ทั้งสอง
เฉิงเข่อซิงพยายามจดจำในสิ่งที่อีกฝ่ายบอก ก่อนจะขอบคุณพวกเขาและแยกตัวออกไปตามทางที่อีกฝ่ายได้บอกไว้
แต่เมืองหลวงแคว้นชางนั้นกว้างใหญ่ยิ่ง กว่าเด็กทั้งสองจะหาประตูจวนแม่ทัพพบ ตะวันก็แทบจะตกดินเข้าเสียแล้ว
กู้ฟ่านถานที่เดินตามน้องสาวมาตั้งแต่ต้นเงยหน้ามองประตูบานใหญ่ด้านหน้าด้วยสีหน้าตื่นตะลึงเล็กน้อย พวกนางเดินผ่านจวนขุนนางมามากมาย แต่นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้เห็นประตูบานใหญ่ถึงเพียงนี้
ด้านหน้าประตูยังมีหินแกะสลักรูปพยัคฆ์สองตัวตั้งอยู่ ทำให้จวนแห่งนี้ดูน่ากลัวและน่าเกรงขามกว่าจวนขุนนางที่ผ่านมาหลายเท่า รวมถึงป้ายชื่อที่ด้านบนประตูนั้นอีก แม้นางจะอ่านไม่ออก แต่ดูก็รู้ว่าเจ้าของจวนแห่งนี้จะต้องไม่ใช่ขุนนางธรรมดาอย่างแน่นอน
จวนแม่ทัพปราบตะวันตก
เฉิงเข่อซิงมองป้ายอักษรที่เขียนไว้ด้านบนประตู
เป็นที่นี่ไม่ผิดแน่!
“ที่นี่เป็นจวนท่านแม่ทัพปราบตะวันตก ไสหัวไป!!” ทหารคนหนึ่งที่เห็นเด็กสองคนหยุดอยู่ที่ด้านหน้าประตูจวนตั้งนานแล้วไม่ยอมไปไหน จึงรีบตวาดไล่
กู้ฟ่านถานที่ถูกอีกฝ่ายตวาดใส่ก็ตกใจ รีบดึงแขนน้องสาวของตนเองให้ออกห่าง เพราะกลัวว่านายทหารสองคนด้านหน้าจะลงมือทำร้ายพวกนาง
“ท่านน้า ข้ามาพบท่านแม่ทัพเฉิง” เฉิงเข่อซิงไม่ได้มีท่าทีหวาดกลัวแต่อย่างใด ตรงกันข้าม นางกลับยิ้มอย่างดีใจที่ในที่สุดก็ได้เดินทางมาถึงที่นี่เสียที
“ช่างไม่รู้ที่ต่ำที่สูง เจ้าคิดว่าท่านแม่ทัพเป็นผู้ใด ถึงจะยอมลดตัวออกมาหาเจ้า!!” นายทหารอีกคนเริ่มดุด่าเด็กสาวทั้งสอง เพราะคิดว่าอีกฝ่ายเป็นเด็กขอทานที่ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ ริอ่านอยากพบท่านแม่ทัพของพวกตน
เฉิงเข่อซิงรู้อยู่แล้วว่าการจะได้เข้าพบบิดาไม่ใช่เรื่องง่าย นางเองก็ได้เตรียมตัวเรื่องนี้มาแล้วเช่นกัน
เด็กสาวใช้มือล้วงเข้าไปเอาสิ่งของบางอย่างที่อยู่ภายในอกเสื้อออกมา ก่อนจะยื่นไปให้ทหารยามอีกฝ่าย
“ท่านช่วยนำสิ่งนี้ไปมอบให้ท่านแม่ทัพได้หรือไม่ หากท่านแม่ทัพเห็นอาจจะยอมออกมาพบข้าก็ได้”
เด็กสาวยื่นปิ่นไม้อันหนึ่งส่งให้อีกฝ่าย ทหารยามก้มมองปิ่นไม้ราคาถูกตรงหน้าด้วยแววตาดูถูก
“เจ้าคิดว่าปิ่นไม้ราคาถูกเช่นนี้จะเป็นของท่านแม่ทัพอย่างนั้นหรือ ออกไป!!ไสหัวไปได้แล้ว” นายทหารคนหนึ่งปัดมือน้อยๆ ที่ยื่นปิ่นไม้มาให้ ทำให้ปิ่นไม้ในมือของเด็กสาวหล่นลงที่พื้น
เฉิงเข่อซิงตกใจอย่างยิ่ง รีบก้มลงไปเก็บปิ่นไม้ของท่านแม่ของนางขึ้นมาสำรวจมามีตรงไหนเสียหายหรือไม่ เมื่อเห็นว่าที่ปลายปิ่นมีรอยร้าวเล็กน้อย ดวงตาของนางเบิกกว้าง ก่อนจะมองไปที่ทหารยามผู้นั้นด้วยสายตาเอาเรื่อง
“มีเรื่องอะไรกัน”
ขณะที่เฉิงเข่อซิงกำลังมีอารมณ์คุกรุ่นอยู่นั้น เสียงกล่าวถามของใครบางคนก็ดังมาจากทางด้านหลัง ทำให้นายทหารสองคนรีบทำความเคารพอีกฝ่ายทันที
“คารวะนายท่านรอง”
ชายสวมอาภรณ์สีขาวตลอดทั้งร่างก้าวลงมาจากรถม้า คำว่านายท่านรองทำให้เฉิงเข่อซิงหันไปมองอีกฝ่ายด้วยความสนใจ
เฉิงเจ๋อเจาที่พึ่งเดินทางกลับมาถึงจวนก็เลิกคิ้วสูงด้วยความแปลกใจ เมื่อเห็นว่าที่ด้านหน้าจวนของเขาเกิดเรื่องบางอย่างขึ้น และดูเหมือนว่าเรื่องที่เกิดขึ้น จะมาจากเด็กน้อยสองคนที่ยืนอยู่ตรงหน้านี้
“เกิดอะไรขึ้น?”
“เรียนนายท่านรอง เด็กขอทานทั้งสองคนนี้มาก่อกวนที่ด้านหน้าจวนเล็กน้อย ข้าน้อยกำลังจะไล่ออกไปขอรับ”
เพราะกลัวความผิดที่ไม่รีบจัดการปัญหาให้เรียบร้อย นายทหารคนหนึ่งจึงรีบรายงานทันที พร้อมกับโยนความผิดมาให้เด็กสาวทั้งสอง
เฉิงเจ๋อเจามองมายังเด็กสาว เขากลับรู้สึกสะดุดเด็กสาวตัวเล็กกว่าเป็นพิเศษ คล้ายกับว่านางมีส่วนหน้าตาคล้ายใครบางคนที่เขาเคยรู้จักยิ่ง
“เด็กน้อย เจ้ามีเรื่องเดือดร้อนอะไรอย่างนั้นหรือ?”
การที่เด็กชาวบ้านมาวุ่นวายอยู่แถวจวนขุนนางเช่นนี้ ย่อมต้องมีเหตุผลเป็นแน่
แต่คำตอบของเด็กสาวตรงหน้ากลับผิดจากการคาดการณ์ของเขาอย่างสิ้นเชิง
“ข้าต้องการพบท่านแม่ทัพเฉิงป๋อเหวินเจ้าค่ะ” เด็กสาวที่ตัวเล็กกว่าเป็นฝ่ายตอบขึ้น ทำให้สีหน้าของเฉิงเจ๋อเจาเย็นชาขึ้นหลายส่วน
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าการจะพบหน้าแม่ทัพใหญ่นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย หากไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายแล้วละก็ อาจถูกโทษโบยสามสิบไม้โดยไม่มีข้อยกเว้น”
เฉิงเข่อซิงที่ได้ยินคำพูดข่มขู่ของอีกฝ่ายก็หาได้มีท่าทีเกรงกลัวแม้แต่น้อย มือเล็กๆ ยื่นบางอย่างออกไปให้อีกฝ่ายก่อนจะกล่าวขึ้น
“รบกวนท่านช่วยมอบสิ่งนี้ให้ท่านแม่ทัพดูด้วยเจ้าค่ะ หากท่านแม่ทัพได้เห็นสิ่งนี้แล้วไม่อยากพบหน้าข้า ข้ายินดีรับโทษโบยสามสิบไม้แต่โดยดี”
ปิ่นไม้แกะสลักที่ตกลงพื้นเมื่อครู่ถูกยื่นให้อีกฝ่ายอีกครั้ง เฉิงเข่อซิงทำได้เพียงเดิมพันกับสิ่งนี้เท่านั้น เพราะมันเป็นของที่ดูไร้ค่าเพียงสิ่งเดียวที่ท่านแม่ของนางรักและทนุถนอมมันเป็นอย่างมาก
นางคาดเดาว่ามันอาจเป็นสิ่งของที่ท่านพ่อมอบให้แก่ท่านแม่เอาไว้ก็เป็นได้
เฉิงเจ๋อเจามองปิ่นไม้ในมือเพียงเล็กน้อย ความสนใจของเขาไม่ได้อยู่ที่มัน แต่กลับเป็นแววตาที่เด็ดเดี่ยวของเด็กสาวตรงหน้านั่นมากกว่า
“พานางเข้าไปรอที่ห้องโถงด้านใน” เขาสั่งคนของตนเอง ก่อนจะก้าวเข้าไปด้านในจวนและมุ่งหน้าไปที่เรือนของพี่ชายตนเอง
……………………………….
ตอนพิเศษ 18 เนี่ยหงเฉินประคองเนี่ยอิงก้าวผ่านธรณีประตูของโรงเตี๊ยมอย่างเงียบงัน แสงตะเกียงภายในสาดแสงอบอุ่นตัดกับความมืดเย็นภายนอก ยามไฮ่ได้ล่วงเลยไปนานแล้ว เมื่อทั้งสองก้าวขึ้นสู่ชั้นสอง ประตูห้องพักห้องหนึ่งกลับเปิดออกก่อนจะถึงห้องของพวกเขาเสียอีกเนี่ยฉีเย่าเป็นคนแรกที่ก้าวออกมายืนพิงกรอบประตู ริมฝีปากหยักยกขึ้นเล็กน้อยตามนิสัยคนช่างสังเกต “กลับมาเสียที…ดูท่าคงไม่เสียเที่ยว”เนี่ยเข่อซิงยืนพิงเสากลางห้อง ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มอ่อนโยน มองทั้งสองที่ก้าวเข้ามาด้วยท่าทีอ่อนแรงแต่แฝงความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนเนี่ยอิงหน้าแดงซ่านขึ้นมาโดยไม่อาจห้าม สีเลือดจางแต้มพวงแก้มจนเด่นชัดภายใต้แสงตะเกียง นางหลบสายตาทุกคนพลางเบือนหน้าเล็กน้อย ส่วนมือที่จับแขนเสื้อเนี่ยหงเฉินไว้ก็เผลอกำแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัวเนี่ยหงเฉินไม่กล่าวสิ่งใด เขาเพียงส่งสายตาขึงขังใส่หลานสาวเบา ๆ ราวกับจะบอกให้พอเสียที ก่อนจะพาเนี่ยอิงเดินเข้าห้องของตนเองโดยไม่หันกลับมาอีกเสียงปิดประตูไม้เบา ๆ ดังกึกก้องในความเงียบเมื่อเห็นความเปลี่ยนแปลงของทั้งสองคนเนี่ยเข่อซิงและเนี่ยฉีเย่าก็ไม่คิดจะตอแยอีกฝ่ายต่อแต่อย่างใด เนี่ยเข่อซิงลงไป
ตอนพิเศษ 17ช่วงบ่ายคล้อยเวลาผ่านไปหลายชั่วยามแล้ว แต่ศิษย์ที่ออกไปตามหาเนี่ยอิงกลับยังไม่กลับมารายงาน บรรยากาศที่ท่าเรือแม้จะเต็มไปด้วยผู้คนและความคึกคักตามประสาเมืองท่า ทว่าในสายตาของกลุ่มคนจากหุบเขาหมื่นบุปผา กลับมีเพียงความเงียบวังเวงที่แผ่คลุมเนี่ยหงเฉินยืนมองแม่น้ำหลงเหอที่ทอดไกลออกไปสุดสายตา รอยขมวดคิ้วบนใบหน้าฉายชัดเจนขณะนั้นเอง เสียงฝีเท้าแผ่วเบาของใครบางคนก็ดังขึ้นจากด้านหลัง ก่อนจะตามด้วยเสียงทุ้มนุ่มแต่จริงจังของเนี่ยหงเฉิน“ดูท่า ข้าคงต้องไปดูเองเสียแล้ว”ทุกคนที่อยู่ใกล้หันมาทันที แม้แววตาเนี่ยหงเฉินจะยังมีท่าทีสงบ แต่แววลึกข้างในกลับเผยถึงความเด็ดขาดที่หาได้ยากยามปกติเนี่ยเข่อซิงขยับริมฝีปากเหมือนจะเอ่ยบางอย่าง แต่กลับเลือกเงียบไว้ แล้วหันไปส่งสัญญาณให้ศิษย์ในชุดคลุมสีเงิน 2 คนให้ตามเนี่ยหงเฉินไปห่าง ๆ อย่างแนบเนียน“เจ้ามั่นใจอย่างนั้นหรือ? ว่าแผนการนี้จะได้ผล?” อู่เยียนสวินนั่งอยู่ ถามขึ้นเนี่ยเข่อซิงไม่ตอบ นางเพียงยกเสวี่ยหานขึ้นแนบอก จุมพิตเบา ๆ ที่หน้าผากลูก ก่อนจะกล่าวเบา ๆ“หากหัวใจเขาไม่สั่นไหวจริง ต่อให้วางแผนอีกสิบปีก็ไม่มีผล”เนี่ยหงเฉินออกจากโรงเตี๊ยมโด
ตอนพิเศษ 16“ข้าต้องการห้องชั้นบนทั้งหมด” อู่เยียนสวินเอ่ยเสียงเรียบ พลางส่งสายตาให้ศิษย์คนสนิทจัดการขนสัมภาระเนี่ยเข่อซิงอุ้มเสวี่ยหานไว้แนบอก ส่วนเสวี่ยหรูก็หลับสนิทอยู่ในวงแขนของอู่เยียนสวิน เด็กน้อยทั้งสองไม่ไหวติงแม้เสียงล้อเกวียนจะหยุดลงอย่างกะทันหัน“เด็ก ๆ ยังไม่ตื่นเลย” นางกระซิบเบา ๆ พลางก้มมองลูกน้อยในอ้อมแขนด้วยแววตาอ่อนโยน “ให้ข้าพาพวกเขาขึ้นไปพักก่อนเถอะ”อู่เยียนสวินพยักหน้าอย่างเข้าใจ ก่อนจะหันไปกำชับศิษย์อีกครั้งให้เฝ้ารถม้าและผลัดเวรยามตลอดทั้งคืนเมื่อทั้งหมดขึ้นถึงชั้นสองของโรงเตี๊ยมโดยใช้บันไดไม้ขัดเงา ก็พบว่าชั้นบนเงียบสงบ พื้นไม้ไร้เสียงเอี๊ยดอ๊าดให้รำคาญใจ ห้องพักที่ถูกจัดเตรียมไว้สำหรับพวกเขาอยู่ปลายสุดของระเบียง เปิดหน้าต่างออกจะเห็นแม่น้ำหลงเหอทอดตัวยาวสะท้อนแสงจันทร์อย่างงดงามเมื่อจัดข้าวของเรียบร้อย แต่ละคนก็แยกย้ายกันพักผ่อนหลังจากการเดินทางอันยาวนานเนี่ยเข่อซิงและอู่เยียนสวินแยกไปพักในห้องปลายระเบียงพร้อมกับลูกน้อยทั้งสอง ส่วนเนี่ยหยุนซีที่เริ่มง่วงตั้งแต่ลงจากรถม้าแล้ว ก็ถูกพาไปนอนกับเนี่ยอิงที่ห้องข้าง ๆ“นอนได้หรือยัง?” เนี่ยอิงกระซิบถามเบา ๆ เมื่อ
ตอนพิเศษ 15“พี่สาว!!”เสียงใสของเด็กชายวัยแตกหนุ่มดังกังวานไปทั่วสวน ท่ามกลางเสียงหัวเราะของผู้ใหญ่และเสียงกรี๊ดกร๊าดของเด็กเล็กที่วิ่งเล่นอย่างสนุกสนานร่างเด็กชายวัยสิบสามในชุดฝึกยุทธสีน้ำเงินเข้มวิ่งปราดเข้ามาด้วยความเร็ว ใบหน้ายังมีเค้าเด็ก ทว่าเริ่มเห็นเค้าโครงของชายหนุ่ม โหนกแก้มและกรามเริ่มชัด ผิวคล้ำแดดบ่งบอกถึงการฝึกฝนกลางแจ้งอย่างไม่ย่อท้อ ผมถูกรวบไว้เรียบร้อยด้านหลัง ดวงตาฉายแววฉลาดเฉลียวและแน่วแน่ไม่แพ้ผู้เป็นบิดาเฉิงตงหยางหยุดลงเบื้องหน้าเนี่ยเข่อซิง ก่อนจะโผเข้ากอดนางแน่น ดวงตาเป็นประกาย “ข้าคิดถึงพี่ที่สุดเลย! พอได้ยินว่าท่านมา ข้าก็รีบกลับมาทันทีเลยนะ!”“ตัวโตขึ้นเยอะเลยนะเจ้าหนูตงหยาง” เนี่ยเข่อซิงหัวเราะเบา ๆ พลางลูบศีรษะเขาอย่างเอ็นดู “กล้ามแน่นขนาดนี้ คงฝึกหนักไม่น้อย?”“แน่นอน! ข้าอยากแข็งแกร่งให้ได้เหมือนพี่ไงล่ะ!” เด็กชายยืดอกอย่างภาคภูมิ มือกำหมัดแน่นนับตั้งแต่ได้ยินเรื่องเล่าจากหน่วยพยัคฆ์เหล็กว่า พี่สาวของตนเคยเป็นยอดฝีมือที่ไร้ผู้ต้าน เฉิงตงหยางก็เริ่มเปลี่ยนไป จากเด็กชายที่เคยวิ่งตามแต่กู้ฟ่านถาน มาบัดนี้เขากลับยกย่องพี่สาวเป็นแบบอย่าง และตั้งใจฝึกยุทธอย
ตอนพิเศษ 14รุ่งเช้าวันออกเดินทางแสงแดดแรกของวันทอดตัวอ่อนจางเหนือแนวเขาทางทิศตะวันออก ลมเย็นของต้นฤดูใบไม้ผลิพัดโชยไล้ผ่านยอดไม้สูง ทาบเงาเบาๆ ลงบนลานหินหน้าประตูใหญ่ของเรือนประมุขขบวนรถม้าสี่คันจอดเรียงอยู่ด้านหน้า แต่ละคันถูกจัดเตรียมอย่างประณีต ทั้งของใช้ เสื้อผ้า อาหารแห้ง และข้าวของจำเป็นสำหรับเด็กเล็กถูกจัดเก็บอย่างเรียบร้อยโดยเหล่าสาวใช้ผู้เชี่ยวชาญเนี่ยเข่อซิงแต่งกายเรียบง่ายด้วยชุดผ้าฝ้ายเนื้อดีสีอ่อน คลุมทับด้วยผ้าคลุมยาวเพื่อป้องกันลม นางอุ้มอู่เสวี่ยหานไว้ข้างหนึ่ง ขณะที่เนี่ยลี่เฉวียนเกาะชายเสื้อนางแน่น ส่วนเนี่ยหยุนซีอยู่ในความดูแลของอู่เยียนสวิน ซึ่งคอยจัดเสื้อคลุมให้ลูกสาวตัวน้อยด้วยความอ่อนโยน โดยที่เขาเองก็อุ้มเสวี่ยหรูเอาไว้ในมืออีกข้างเช่นกัน“เสี่ยวซี หนาวหรือไม่?”“ไม่หนาวเจ้าค่ะ ท่านพ่อ” เด็กหญิงพยักหน้าแรงๆ แววตาเปล่งประกายราวกับกำลังจะได้ไปผจญภัยกู้ฟ่านถานเดินเข้ามาหาเนี่ยเข่อซิงด้วยท่าทีเรียบนิ่ง ก่อนจะยิ้มให้น้องสาว พร้อมกล่าว“ทุกอย่างพร้อมแล้ว ข้าจะขึ้นรถม้าคันหลังกับอาจารย์เนี่ย”“ดี” เนี่ยเข่อซิงพยักหน้า ก่อนสายตาจะเหลือบไปเห็นเนี่ยฉีเย่าในชุดคลุมยา
ตอนพิเศษ 13ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าก็ใกล้เข้ามาจากทางเดินด้านหลังตำหนักเนี่ยลี่กังถือไหสุราสองใบในอ้อมแขน สีหน้าพึงพอใจราวกับเพิ่งขุดพบสมบัติล้ำค่าจากใต้ดิน “เหล้านี้หมักไว้ตั้งแต่ก่อนสงบศึกกับแคว้นเย่ กลิ่นหอมแรงใช้ได้ทีเดียว”ตามหลังเขามาเป็นสาวใช้สองคนที่ถือถาดไม้เข้ามา ถาดหนึ่งมีของแกล้มเบาๆ เช่น ถั่วคั่ว เกี๊ยวทอด และปลาย่าง อีกถาดหนึ่งเป็นขวดเล็กๆ สำหรับรินสุราพร้อมถ้วยกระเบื้องเคลือบลายเมฆครามอย่างประณีต“ข้าสั่งให้เตรียมมาเผื่อไว้แล้ว” เนี่ยลี่กังว่าพลางวางไหสุราลงกับพื้นอย่างทะนุถนอม “หากเราจะดื่มกันทั้งคืน อย่างน้อยก็ไม่ควรปล่อยท้องให้ว่างเปล่า”เนี่ยจินเดินมาถึงพอดี สีหน้าเบิกบานยิ่งนัก “เจ้าควรได้เป็นหัวหน้าห้องครัวมากกว่าอาวุโสผู้คุมแล้วล่ะ!”“แต่อย่าลืมว่าเหล้านี้พี่สามเป็นคนเก็บไว้เอง ในเมื่อพี่สามอนุญาติแล้ว ข้าก็ไม่เกรงใจแล้วนะ” เนี่ยลี่กังหัวเราะเบาๆ แต่ก็ไม่วางถ้วยในมือลงแม้แต่น้อยเนี่ยฉีเย่ามองทั้งสามด้วยแววตาเรียบเฉย แต่ไม่ได้ห้ามปราม เพียงยกถ้วยสุราขึ้นรินให้ทุกคนอย่างเงียบๆภายใต้แสงโคมสีอุ่นกลางลานหินเล็กๆ ข้างตำหนักโอสถ สี่พี่น้องนั่งล้อมวงกันบนเสื่อปูเรียบ เส