ตอนที่ 4
“ฮึ”
โจรภูเขาอีกสองคนที่เห็นท่าทีนั้นก็หาได้หวาดกลัวแต่อย่างใด พวกมันพุ่งมาเตรียมจัดการทั้งสามทันที
ฉึบบ ฟึบบ
ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น โจรทั้งสองที่กำลังทำท่าทางจะพุ่งตัวเข้ามาจัดการทั้งสามนิ่งค้างอยู่ที่เดิม แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขารู้สึกได้คือ สิ่งที่หนึบหนืดบางอย่างกำลังไหลลงมาจากที่คอของตนเอง
ยังไม่ทันที่ทั้งสองจะได้รู้สึกตัว ร่างของตนเองก็ล้มลงที่พื้นเสียแล้ว
กู้ฟ่านถานมองไปที่เด็กสาวตัวน้อยที่ยืนอยู่ที่ด้านหลังของโจรทั้งสอง ในมือของนางมีกริชสั้นเล็กหนึ่งเล่ม พร้อมกับหยดเลือดที่ไหลหยดลงมาเป็นทาง
สีหน้าและแววตาของเฉิงเข่อซิงแตกต่างจากเดิมสิ้นเชิง แววตาของเด็กสาวนิ่งเรียบมาก ทั้งที่นางพึ่งฆ่าคนไปสองคน
ฟิ้วว เคร้งง
เสียงธนูหน้าไม้แหวกอากาศมาที่เด็กสาวยืนอยู่ แต่กลับถูกเด็กสาวสกัดทิ้งอย่างง่ายดาย
แววตานิ่งเรียบหันไปมองร่างสูงใหญ่ที่นั่งอยู่บนหลังม้าด้วยสายตาที่ทำเอาร่างใหญ่สันหลังลุกวาบ
“จัดการนางซะ!!”
สัญชาตญาณของเขาร้องเตือนว่าต้องรีบจัดการเด็กนั้นให้เร็ว ก่อนที่จะเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น
ทำให้เหล่าโจรป่ากำลังพัวพันอยู่กับการสังหารชาวบ้านอยู่อีกทางหนึ่ง หันกลับไปทางที่เด็กสาวยืนอยู่ทันที
เฉิงเข่อซิงจับกริชในมือแน่น
แม้นางจะเป็นวรยุทธ แต่เมื่อต้องต่อสู้กับเหล่าโจรนับสิบก็เป็นเรื่องที่ยากมาก ตัวนางสูงเพียงเอวของพวกเขาเท่านั้น
เฉิงเข่อซิงใช้ความว่องไวของตนเองพุ่งตัวไปอยู่ด้านหน้าของท่านปู่กู้และกู้ฟ่านถานเอาไว้
“เสี่ยวซิง” กู้ฟ่านถานเอ่ยปากเรียกเด็กสาวด้วยความรู้สึกหวาดกลัว และยิ่งเห็นแววตาที่พวกโจรป่ามองมาที่นาง ร่างกายของนางก็ยิ่งสั่นเทิ้มมากยิ่งขึ้น
เหล่าโจรต่างพุ่งเป้ามาที่เด็กสาวทั้งสองอย่างรวดเร็ว เฉิงเข่อซิงเองใช้ร่างกายเล็กๆ ของตนเองรับมือกับพวกเขาอย่างตึงมือ ตัวนางเองสามารถหนีไปจากที่นี่ได้อย่างง่ายดาย แต่เมื่อนึกว่าเมื่อนางจากไป พี่ฟ่านถานและท่านปู่ของนางต้องไม่รอดแน่ นางจึงไม่อาจหนีรอดไปเพียงตัวคนเดียวได้
สายตากลมโตราวกับลูกกวางน้อยหันไปมองทางด้านหัวหน้าผู้คุ้มกันที่ตอนนี้กำลังรับมือกับเหล่าโจรนับสิบด้วยร่างกายที่โชกไปด้วยเลือด พร้อมกับกองร่างของเหล่าชาวบ้านที่ถูกสังหารและเหล่าผู้คุมกันที่นอนจมอยู่ในกองเลือด
กรี๊ดด
เสียงกรีดร้องของกู้ฟ่านถานดังมาจากทางด้านหลัง ทำให้เฉิงเข่อซิงเสียสมาธิหันกลับไปมอง และพบว่ามีโจรคนหนึ่งเตรียมง้างดาบในมือฟันไปที่อีกฝ่าย
“พี่ฟ่านถาน”
ร่างเล็กตะโกนเรียกอีกฝ่ายสุดเสียง และด้วยตัวนางกำลังติดพันการต่อสู้กับโจรอีกกลุ่มหนึ่ง ไม่สามารถเข้าไปช่วยนางได้ทัน นางจึงใช้กริชในมือขว้างพุ่งไปที่โจรคนนั้น แต่เหมือนจะไม่ทันแล้ว
ฟึบบ
เลือดสีแดงสดสาดกระเซ็นกระจายเป็นวงกว้าง แต่เพราะร่างใหญ่ของโจรคนนั้นบดบังกู้ฟ่านถานอยู่ทำให้เฉิงเข่อซิงมองไม่เห็นว่าพี่สาวกู้เป็นอย่างไรบ้าง
เฉิงเข่อซิงที่ตอนนี้ไม่เหลืออาวุธในมือแล้วจึงทำได้เพียงหยิบดาบของโจรคนหนึ่งที่ล้มลงไป ขึ้นมาใช้ต่อ
สถานการณ์ทุกอย่างเลวร้ายขั้นสุดแต่ในตอนนั้นเองก็มีเสียงม้าหลายตัวดังอื้ออึงเข้ามา พร้อมกับหัวหน้าโจรป่าที่สังเกตถึงความผิดปกติบางอย่างมองไปที่ทิศทางของเสียง
“ถอย!!!” เสียงหัวหน้าโจรภูเขารีบประกาศกร้าวกับคนของตนพร้อมกับถอยร่นทันที
เหล่าโจรเองก็เชื่อฟังอย่างยิ่ง ไม่ห่วงสิ่งใดทั้งสิ้น วิ่งตามหัวหน้าของตนเองไป
เฉิงเข่อซิงที่เห็นดังนั้นก็ไม่ได้คิดตามไปต่อ นางรีบขว้างดาบในมือทิ้งก่อนจะวิ่งไปหากู้ฟ่านถานทันที
“พี่ฟ่านถาน”
เด็กสาวรีบดึงร่างของโจรป่าที่ทับอีกฝ่ายอยู่ออก ก่อนจะเห็นว่ายังมีร่างของคนคนหนึ่งที่ทับตัวของพี่ฟ่านถานเอาไว้อยู่อีกคน นางจำแผ่นหลังนั้นได้ดี น้ำตาใสๆ ค่อยๆ คลอเบ้า
“ท่านปู่กู้”
ใช่.. ร่างของชายชราที่รับคมดาบแทนหลานสาวเอาไว้ตอนนี้ ไม่เหลือลมหายใจอยู่อีกแล้ว
น้ำเสียงของเฉิงเข่อซิงเองก็เรียกสติของกู้ฟ่านถานกลับมาเช่นกัน เด็กสาวกอดร่างไร้วิญญาณของชายชราแน่น ร่ำร้องไห้ออกมาแทบขาดใจ
ฮี้
เสียงกองกำลังม้าเข้ามาถึงที่เกิดเหตุ พร้อมกับเหล่าทหารของราชสำนักเข้ามาตรวจสอบผู้รอดชีวิตกับเหตุการณ์นี้
เฉิงเข่อซิงมองร่างไร้วิญญาณของเหล่าชาวบ้านมากมายรวมถึงผู้คุ้มกันอีกหลายนายที่ได้เสียชีวิตลงจากเหตุการณ์โจรปล้นในครั้งนี้
เฉิงเข่อซิงได้มารู้ภายหลังว่า ที่เจ้าหน้าที่สามารถเข้ามาช่วยได้ทันเวลานั้น เป็นเพราะหัวหน้าผู้คุ้มกันคาดการณ์ไว้อยู่แล้วว่าอาจเกิดเหตุขึ้นเนื่องจากก่อนหน้าได้ยินข่าวเรื่องโจรภูเขา เขาจึงได้ส่งคนให้ไปแจ้งทางการไว้ และให้ทุกคนหยุดพักอยู่ที่นี่รอทหารของทางการมา
แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดคือ เขาไม่คิดว่าโจรภูเขาเหล่านั้น จะมารวดเร็วถึงเพียงนี้
“พี่สาว” เฉิงเข่อซิงเดินเข้าไปกอดกู้ฟ่านถานเอาไว้ หลังจากที่จัดการฝังร่างของท่านปู่กู้สำเร็จ
นางไม่เคยปลอบโยนใครมาก่อน จึงไม่รู้ว่าจะกล่าวสิ่งใดกับอีกฝ่าย
เจ้าหน้าที่ได้พาผู้รอดชีวิตที่เหลือเข้ามายังโรงหมอในตัวเมือง ทำให้พวกเขาได้รู้ว่า ชาวบ้านที่รอดตายจากเหตุการณ์ปล้นในครั้งนี้ มีเพียงเด็กสาวสองคนเท่านั้น
“พี่ฟ่านถาน ท่านจะทำอย่างไรต่อไป?”
เฉิงเข่อซิงถามหญิงสาวที่อยู่ด้านข้าง ตัวนางและกู้ฟ่านถานนั้นได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยเท่านั้น ท่านหมอจึงบอกให้พวกนางกลับออกมาพักได้
กู้ฟ่านถานส่ายหน้า ใบหน้าของนางราวกับลูกนกที่กำลังหลงทางไร้จุดหมาย ทำเอาเฉิงเข่อซิงรู้สึกปวดใจเป็นอย่างมาก
“ตอนนี้ท่านปู่ก็จากไปแล้ว ข้าไม่เคยพบหน้าท่านย่าเล็กมาก่อน และไม่รู้ว่าพวกเขาอยู่ส่วนใดของเมืองหลวง ตอนนี้ข้า ข้า…” นางไม่รู้จริงๆ ว่านางควรทำเช่นไรต่อไป
เฉิงเข่อซิงมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเศร้าสร้อย ไม่เพียงแต่กู้ฟ่านถานเท่านั้นที่เสียใจ ตัวนางเอง แม้จะรู้จักท่านปู่กู้ไม่กี่วัน แต่ความอบอุ่นและใจดีของอีกฝ่ายนางยังจดจำมันได้ดี เสียงเล่านิทานสนุกๆ ที่อีกฝ่ายมักจะเล่าระหว่างทางตอนอยู่ที่เกวียนด้วยกันยังคงก้องอยู่ในหู
“เช่นนั้นท่านไปกับข้าเถอะ ต่อจากนี้ท่านคือพี่สาวของข้า ส่วนข้าคือน้องสาวของท่าน”
ทันทีที่ได้ยินคำพูดนั้นจากปากเล็กๆ กู้ฟ่านถานก็น้ำตาไหลรินด้วยความซาบซึ้งใจ
“ดี ต่อจากนี้ ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ เจ้าคือน้องสาวของข้ากู้ฟ่านถาน”
เด็กสาวทั้งสองกอดราวกับพี่น้องที่พลัดพราก โดยที่กู้ฟ่านถานไม่รู้เลยว่า ในอนาคต ชีวิตของนางจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
เมื่อเด็กสาวทั้งสองคนได้สาบานเป็นพี่น้องกัน ในคืนนั้นเฉิงเข่อซิงจึงยอมเล่าเรื่องราวของตนเองให้อีกฝ่ายได้ฟัง ว่าที่นางเดินทางมาที่เมืองหลวงแคว้นชางแห่งนี้ก็เพื่อมาหาบิดาของตนเอง
กู้ฟ่านถานสงสัยหลายๆ เรื่อง แต่เฉิงเข่อซิงก็ตอบบ้างไม่ตอบบ้าง แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้กู้ฟ่านถานโกรธหรือน้อยใจแต่อย่างไร นางเพียงคิดว่า ไม่ว่าเฉิงเข่อซิงจะเป็นลูกเต้าเหล่าใคร นางล้วนไม่สนใจทั้งนั้น
ในคืนนั้น ทางการได้จัดพื้นที่ให้ทั้งสองได้พัก เฉิงเข่อซิงจึงได้รับรู้ว่า ตอนนี้ขบวนสินค้าได้เปลี่ยนผู้ดูแลแล้ว เพราะหลังจากที่สำนักคุ้มภัยอู่เฉวียนได้ทราบข่าว ก็ส่งกลุ่มผู้คุ้มภัยอีกกลุ่มเข้ามาทำหน้าที่ต่อทันที
ทำให้เฉิงเข่อซิงและกู้ฟ่านถานได้เดินทางไปกับกลุ่มขนส่งสินค้าอีกครั้ง แต่การเดินทางในครั้งนี้นั้น รวดเร็วกว่ากำหนดหลายวัน เนื่องจากผู้ร่วมขบวนมีเพียงเด็กเพียงสองคน พวกเขาจึงสามารถแบ่งปันรถม้าให้ทั้งสอง เพื่อให้การเดิน
ทางเป็นไปอย่างรวดเร็ว
……………………………….
ตอนพิเศษ 18 เนี่ยหงเฉินประคองเนี่ยอิงก้าวผ่านธรณีประตูของโรงเตี๊ยมอย่างเงียบงัน แสงตะเกียงภายในสาดแสงอบอุ่นตัดกับความมืดเย็นภายนอก ยามไฮ่ได้ล่วงเลยไปนานแล้ว เมื่อทั้งสองก้าวขึ้นสู่ชั้นสอง ประตูห้องพักห้องหนึ่งกลับเปิดออกก่อนจะถึงห้องของพวกเขาเสียอีกเนี่ยฉีเย่าเป็นคนแรกที่ก้าวออกมายืนพิงกรอบประตู ริมฝีปากหยักยกขึ้นเล็กน้อยตามนิสัยคนช่างสังเกต “กลับมาเสียที…ดูท่าคงไม่เสียเที่ยว”เนี่ยเข่อซิงยืนพิงเสากลางห้อง ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มอ่อนโยน มองทั้งสองที่ก้าวเข้ามาด้วยท่าทีอ่อนแรงแต่แฝงความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนเนี่ยอิงหน้าแดงซ่านขึ้นมาโดยไม่อาจห้าม สีเลือดจางแต้มพวงแก้มจนเด่นชัดภายใต้แสงตะเกียง นางหลบสายตาทุกคนพลางเบือนหน้าเล็กน้อย ส่วนมือที่จับแขนเสื้อเนี่ยหงเฉินไว้ก็เผลอกำแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัวเนี่ยหงเฉินไม่กล่าวสิ่งใด เขาเพียงส่งสายตาขึงขังใส่หลานสาวเบา ๆ ราวกับจะบอกให้พอเสียที ก่อนจะพาเนี่ยอิงเดินเข้าห้องของตนเองโดยไม่หันกลับมาอีกเสียงปิดประตูไม้เบา ๆ ดังกึกก้องในความเงียบเมื่อเห็นความเปลี่ยนแปลงของทั้งสองคนเนี่ยเข่อซิงและเนี่ยฉีเย่าก็ไม่คิดจะตอแยอีกฝ่ายต่อแต่อย่างใด เนี่ยเข่อซิงลงไป
ตอนพิเศษ 17ช่วงบ่ายคล้อยเวลาผ่านไปหลายชั่วยามแล้ว แต่ศิษย์ที่ออกไปตามหาเนี่ยอิงกลับยังไม่กลับมารายงาน บรรยากาศที่ท่าเรือแม้จะเต็มไปด้วยผู้คนและความคึกคักตามประสาเมืองท่า ทว่าในสายตาของกลุ่มคนจากหุบเขาหมื่นบุปผา กลับมีเพียงความเงียบวังเวงที่แผ่คลุมเนี่ยหงเฉินยืนมองแม่น้ำหลงเหอที่ทอดไกลออกไปสุดสายตา รอยขมวดคิ้วบนใบหน้าฉายชัดเจนขณะนั้นเอง เสียงฝีเท้าแผ่วเบาของใครบางคนก็ดังขึ้นจากด้านหลัง ก่อนจะตามด้วยเสียงทุ้มนุ่มแต่จริงจังของเนี่ยหงเฉิน“ดูท่า ข้าคงต้องไปดูเองเสียแล้ว”ทุกคนที่อยู่ใกล้หันมาทันที แม้แววตาเนี่ยหงเฉินจะยังมีท่าทีสงบ แต่แววลึกข้างในกลับเผยถึงความเด็ดขาดที่หาได้ยากยามปกติเนี่ยเข่อซิงขยับริมฝีปากเหมือนจะเอ่ยบางอย่าง แต่กลับเลือกเงียบไว้ แล้วหันไปส่งสัญญาณให้ศิษย์ในชุดคลุมสีเงิน 2 คนให้ตามเนี่ยหงเฉินไปห่าง ๆ อย่างแนบเนียน“เจ้ามั่นใจอย่างนั้นหรือ? ว่าแผนการนี้จะได้ผล?” อู่เยียนสวินนั่งอยู่ ถามขึ้นเนี่ยเข่อซิงไม่ตอบ นางเพียงยกเสวี่ยหานขึ้นแนบอก จุมพิตเบา ๆ ที่หน้าผากลูก ก่อนจะกล่าวเบา ๆ“หากหัวใจเขาไม่สั่นไหวจริง ต่อให้วางแผนอีกสิบปีก็ไม่มีผล”เนี่ยหงเฉินออกจากโรงเตี๊ยมโด
ตอนพิเศษ 16“ข้าต้องการห้องชั้นบนทั้งหมด” อู่เยียนสวินเอ่ยเสียงเรียบ พลางส่งสายตาให้ศิษย์คนสนิทจัดการขนสัมภาระเนี่ยเข่อซิงอุ้มเสวี่ยหานไว้แนบอก ส่วนเสวี่ยหรูก็หลับสนิทอยู่ในวงแขนของอู่เยียนสวิน เด็กน้อยทั้งสองไม่ไหวติงแม้เสียงล้อเกวียนจะหยุดลงอย่างกะทันหัน“เด็ก ๆ ยังไม่ตื่นเลย” นางกระซิบเบา ๆ พลางก้มมองลูกน้อยในอ้อมแขนด้วยแววตาอ่อนโยน “ให้ข้าพาพวกเขาขึ้นไปพักก่อนเถอะ”อู่เยียนสวินพยักหน้าอย่างเข้าใจ ก่อนจะหันไปกำชับศิษย์อีกครั้งให้เฝ้ารถม้าและผลัดเวรยามตลอดทั้งคืนเมื่อทั้งหมดขึ้นถึงชั้นสองของโรงเตี๊ยมโดยใช้บันไดไม้ขัดเงา ก็พบว่าชั้นบนเงียบสงบ พื้นไม้ไร้เสียงเอี๊ยดอ๊าดให้รำคาญใจ ห้องพักที่ถูกจัดเตรียมไว้สำหรับพวกเขาอยู่ปลายสุดของระเบียง เปิดหน้าต่างออกจะเห็นแม่น้ำหลงเหอทอดตัวยาวสะท้อนแสงจันทร์อย่างงดงามเมื่อจัดข้าวของเรียบร้อย แต่ละคนก็แยกย้ายกันพักผ่อนหลังจากการเดินทางอันยาวนานเนี่ยเข่อซิงและอู่เยียนสวินแยกไปพักในห้องปลายระเบียงพร้อมกับลูกน้อยทั้งสอง ส่วนเนี่ยหยุนซีที่เริ่มง่วงตั้งแต่ลงจากรถม้าแล้ว ก็ถูกพาไปนอนกับเนี่ยอิงที่ห้องข้าง ๆ“นอนได้หรือยัง?” เนี่ยอิงกระซิบถามเบา ๆ เมื่อ
ตอนพิเศษ 15“พี่สาว!!”เสียงใสของเด็กชายวัยแตกหนุ่มดังกังวานไปทั่วสวน ท่ามกลางเสียงหัวเราะของผู้ใหญ่และเสียงกรี๊ดกร๊าดของเด็กเล็กที่วิ่งเล่นอย่างสนุกสนานร่างเด็กชายวัยสิบสามในชุดฝึกยุทธสีน้ำเงินเข้มวิ่งปราดเข้ามาด้วยความเร็ว ใบหน้ายังมีเค้าเด็ก ทว่าเริ่มเห็นเค้าโครงของชายหนุ่ม โหนกแก้มและกรามเริ่มชัด ผิวคล้ำแดดบ่งบอกถึงการฝึกฝนกลางแจ้งอย่างไม่ย่อท้อ ผมถูกรวบไว้เรียบร้อยด้านหลัง ดวงตาฉายแววฉลาดเฉลียวและแน่วแน่ไม่แพ้ผู้เป็นบิดาเฉิงตงหยางหยุดลงเบื้องหน้าเนี่ยเข่อซิง ก่อนจะโผเข้ากอดนางแน่น ดวงตาเป็นประกาย “ข้าคิดถึงพี่ที่สุดเลย! พอได้ยินว่าท่านมา ข้าก็รีบกลับมาทันทีเลยนะ!”“ตัวโตขึ้นเยอะเลยนะเจ้าหนูตงหยาง” เนี่ยเข่อซิงหัวเราะเบา ๆ พลางลูบศีรษะเขาอย่างเอ็นดู “กล้ามแน่นขนาดนี้ คงฝึกหนักไม่น้อย?”“แน่นอน! ข้าอยากแข็งแกร่งให้ได้เหมือนพี่ไงล่ะ!” เด็กชายยืดอกอย่างภาคภูมิ มือกำหมัดแน่นนับตั้งแต่ได้ยินเรื่องเล่าจากหน่วยพยัคฆ์เหล็กว่า พี่สาวของตนเคยเป็นยอดฝีมือที่ไร้ผู้ต้าน เฉิงตงหยางก็เริ่มเปลี่ยนไป จากเด็กชายที่เคยวิ่งตามแต่กู้ฟ่านถาน มาบัดนี้เขากลับยกย่องพี่สาวเป็นแบบอย่าง และตั้งใจฝึกยุทธอย
ตอนพิเศษ 14รุ่งเช้าวันออกเดินทางแสงแดดแรกของวันทอดตัวอ่อนจางเหนือแนวเขาทางทิศตะวันออก ลมเย็นของต้นฤดูใบไม้ผลิพัดโชยไล้ผ่านยอดไม้สูง ทาบเงาเบาๆ ลงบนลานหินหน้าประตูใหญ่ของเรือนประมุขขบวนรถม้าสี่คันจอดเรียงอยู่ด้านหน้า แต่ละคันถูกจัดเตรียมอย่างประณีต ทั้งของใช้ เสื้อผ้า อาหารแห้ง และข้าวของจำเป็นสำหรับเด็กเล็กถูกจัดเก็บอย่างเรียบร้อยโดยเหล่าสาวใช้ผู้เชี่ยวชาญเนี่ยเข่อซิงแต่งกายเรียบง่ายด้วยชุดผ้าฝ้ายเนื้อดีสีอ่อน คลุมทับด้วยผ้าคลุมยาวเพื่อป้องกันลม นางอุ้มอู่เสวี่ยหานไว้ข้างหนึ่ง ขณะที่เนี่ยลี่เฉวียนเกาะชายเสื้อนางแน่น ส่วนเนี่ยหยุนซีอยู่ในความดูแลของอู่เยียนสวิน ซึ่งคอยจัดเสื้อคลุมให้ลูกสาวตัวน้อยด้วยความอ่อนโยน โดยที่เขาเองก็อุ้มเสวี่ยหรูเอาไว้ในมืออีกข้างเช่นกัน“เสี่ยวซี หนาวหรือไม่?”“ไม่หนาวเจ้าค่ะ ท่านพ่อ” เด็กหญิงพยักหน้าแรงๆ แววตาเปล่งประกายราวกับกำลังจะได้ไปผจญภัยกู้ฟ่านถานเดินเข้ามาหาเนี่ยเข่อซิงด้วยท่าทีเรียบนิ่ง ก่อนจะยิ้มให้น้องสาว พร้อมกล่าว“ทุกอย่างพร้อมแล้ว ข้าจะขึ้นรถม้าคันหลังกับอาจารย์เนี่ย”“ดี” เนี่ยเข่อซิงพยักหน้า ก่อนสายตาจะเหลือบไปเห็นเนี่ยฉีเย่าในชุดคลุมยา
ตอนพิเศษ 13ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าก็ใกล้เข้ามาจากทางเดินด้านหลังตำหนักเนี่ยลี่กังถือไหสุราสองใบในอ้อมแขน สีหน้าพึงพอใจราวกับเพิ่งขุดพบสมบัติล้ำค่าจากใต้ดิน “เหล้านี้หมักไว้ตั้งแต่ก่อนสงบศึกกับแคว้นเย่ กลิ่นหอมแรงใช้ได้ทีเดียว”ตามหลังเขามาเป็นสาวใช้สองคนที่ถือถาดไม้เข้ามา ถาดหนึ่งมีของแกล้มเบาๆ เช่น ถั่วคั่ว เกี๊ยวทอด และปลาย่าง อีกถาดหนึ่งเป็นขวดเล็กๆ สำหรับรินสุราพร้อมถ้วยกระเบื้องเคลือบลายเมฆครามอย่างประณีต“ข้าสั่งให้เตรียมมาเผื่อไว้แล้ว” เนี่ยลี่กังว่าพลางวางไหสุราลงกับพื้นอย่างทะนุถนอม “หากเราจะดื่มกันทั้งคืน อย่างน้อยก็ไม่ควรปล่อยท้องให้ว่างเปล่า”เนี่ยจินเดินมาถึงพอดี สีหน้าเบิกบานยิ่งนัก “เจ้าควรได้เป็นหัวหน้าห้องครัวมากกว่าอาวุโสผู้คุมแล้วล่ะ!”“แต่อย่าลืมว่าเหล้านี้พี่สามเป็นคนเก็บไว้เอง ในเมื่อพี่สามอนุญาติแล้ว ข้าก็ไม่เกรงใจแล้วนะ” เนี่ยลี่กังหัวเราะเบาๆ แต่ก็ไม่วางถ้วยในมือลงแม้แต่น้อยเนี่ยฉีเย่ามองทั้งสามด้วยแววตาเรียบเฉย แต่ไม่ได้ห้ามปราม เพียงยกถ้วยสุราขึ้นรินให้ทุกคนอย่างเงียบๆภายใต้แสงโคมสีอุ่นกลางลานหินเล็กๆ ข้างตำหนักโอสถ สี่พี่น้องนั่งล้อมวงกันบนเสื่อปูเรียบ เส